ดาวฤกษ์ แทรปพิสต์-1(TRAPPIST-1) หรือดาวฤกษ์แคระ โลกใบใหม่ของมนุษย์
ดาวฤกษ์ ดวงใหม่นี้ถูกค้นพบโดย ทีมนักดาราศาสตร์นำโดยมีกาแอล ฌียง (Michaël Gillon)แห่งสถาบันดาราศาสตร์ฟิสิกส์และธรณีฟิสิกส์ โดยได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก ชื่อว่า Trappist ในการค้นพบ และได้ใช้ชื่อกล้องโทรทรรศน์ เป็นชื่อเรียก ดาวที่ค้นพบนี้

แทรปพิสต์-1 (TRAPPIST-1) หรือดาวฤกษ์แคระที่เย็น ตั้งอยู่ห่างออกไป 39.5 ปีแสง อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ ดาวฤกษ์ในระบบแทรปพิสต์-วัน ถือเป็นระบบสุริยะใหม่ จัดเป็นดาวประเภทดาวแคระแดง (Red Dwarf) เป็นดาวฤกษ์มวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์ของเรา 10% มีอุณหภูมิพื้นผิวที่ต่ำมาก และมีความสว่างน้อย อย่างไรก็ตาม ดาวดวงนี้จะมีความสว่างในช่วงอินฟราเรดมากกว่ามาก แม้ว่าจะมีขนาดเล็ก แต่ด้วยอัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิงที่ต่ำทำให้ดาวแคระแดงเหล่านี้มีอายุขัยที่นานมากและจะยังคงลุกสว่างอยู่ต่อไปอีกหลายหมื่นล้านปีหลังจากที่ดวงอาทิตย์ของเราดับไปแล้ว

สำหรับการตรวจจับดาวเคราะห์ เทคนิคที่ใช้ในการค้นหาคือการตรวจสอบการเคลื่อนผ่านหน้าดาวฤกษ์ ทำให้พวกเขาค้นพบดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลกจำนวน 3 ดวงโคจรรอบ แทรปพิสต์-1 หรือ ดาวแคระแดงดวง นี้ ต่อมา ทีมนักดาราศาสตร์ได้ทำการสำรวจแบบใกล้ชิดโดยใช้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ของนาซา ได้ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบเพิ่มในระบบ แทรปพิสต์-1 อีก 4 ดวง ทำให้จำนวนดาวเคราะห์ที่โคจรในระบบนี้มีทั้งสิ้นถึง 7 ดวง ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 3 ดวงที่โคจรอยู่ในเขตอาศัยได้

โดยนักดาราศาสตร์ได้นิยามจาก ระยะห่างที่เหมาะสมจากดาวฤกษ์ที่พอจะมีน้ำอยู่ในสถานะของเหลว ไม่ใกล้จนเกินไปจนรังสีจากดาวฤกษ์แผดเผาและระเหยน้ำในมหาสมุทรออกไปหมด แต่ก็ยังไม่ไกลเกินไปจนดาวเคราะห์กลายเป็นดาวน้ำแข็งที่ไร้ชีวิต และเชื่อว่าทั้งหมดนั้นอาจมีของเหลว ซึ่งมีมวลของน้ำประมาณ 5% โดยอาจจะอยู่ในสถานะของก๊าซหรือน้ำแข็ง หรือติดอยู่ภายในก้อนหินและพื้นผิวมีอุณหภูมิระหว่าง 0-100 ° C เมื่อเทียบกับมหาสมุทรของโลกมีมวลของน้ำเพียง 0.02% แม้จะครอบคลุมประมาณ 71% ของพื้นผิวโลก

ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงที่ค้นพบนี้มีระยะวงโคจรที่ใกล้กับดาว แทรพพิสต์-วัน (TRAPPIST-1) มากกว่าวงโคจรของดาวพุธรอบๆ ดวงอาทิตย์ ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำของแทรปพิสต์-วันทำให้ดาวที่อยู่ในเขตอาศัยได้จะอยู่ใกล้กันกับดาวแทรปพิสต์-วัน เป็นอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่า หากไปยืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบดาวดวงนี้ เราจะสามารถมองเห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ รวมไปถึงเมฆและสภาพลมฟ้าอากาศของดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบได้ และในบางช่วงดาวเคราะห์เหล่านี้อาจจะปรากฏบนดาวเคราะห์ดวงอื่นซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์ที่ปรากฏอยู่บนโลก

หลังจากการค้นพบนี้ นักดาราศาสตร์หลายคณะต่างให้ความสนใจระบบสุริยะของแทรปพิสต์-1 และได้ทำการศึกษาดาวดวงนี้เพิ่มเติมขึ้น โดยนักดาราศาสตร์คณะหนึ่งนำโดย วินเซนต์ บูร์ริเยอร์ นักดาราศาสตร์จากหอดูดาวมหาวิทยาลัยเจนีวา ได้ใช้สเปกโทรกราฟเอสทีไอเอสของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลศึกษารังสีอัลตราไวโอเลตที่แผ่ออกมาจากดาวเคราะห์แต่ละดวงของแทรปพิสต์-1 ซึ่งเป็นวิธีการประเมินสภาพบรรยากาศของดาวเคราะห์บนโลกของเรา เมื่อรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์กระทบโมเลกุลของน้ำในบรรยากาศ จะทำให้โมเลกุลนั้นแตกออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นก็น่าจะเกิดกระบวนการนี้เช่นเดียวกัน

และด้วยระดับความเข้มของรังสีอัลตราไวโอเลตที่ดาวแทรปพิสต์-1 แผ่ออกมา แสดงว่าดาวเคราะห์ของดาวดวงนี้จะต้องเสียน้ำไปแล้วเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะดาวเคราะห์สองดวงในสุด ย่อมได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตรุนแรงที่สุด นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าดาวเคราะห์สองดวงนี้น่าจะเสียน้ำไปมากถึง 20 เท่าของปริมาณน้ำในมหาสมุทรบนโลกตลอดระยะเวลา 8 พันล้านปีที่ผ่านมา ส่วนดาวเคราะห์รอบนอกจะเสียน้ำน้อยกว่าและคาดว่ายังคงเหลือน้ำอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังสามารถระบุขนาดดาวเคราะห์ได้ครบทุกดวงและหามวลดาวเคราะห์ได้ถึง 6 ดวง ทำให้นักดาราศาสตร์รู้ความหนาแน่นโดยเฉลี่ยของดาวเคราะห์ 6 ดวงนี้ จากข้อมูลความหนาแน่นทำให้นักดาราศาสตร์เชื่อว่ามันน่าจะเป็นดาวเคราะห์หินอย่างโลกของเรา

ในปี 2018 นาซามีแผนส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) ขึ้นสู่อวกาศ โดยกล้องรุ่นใหม่นี้มีความละเอียดสูงสามารถตรวจจับคาดการองค์ประกอบทางเคมีของน้ำ มีเทน ออกซิเจน โอโซนและส่วนประกอบอื่น ๆ ในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ได้ ตลอดจนอุณหภูมิพื้นผิวของดาวเคราะห์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิต นอกเหนือจาก JWST แล้วหอสังเกตการณ์บนพื้นโลกกำลังอยู่ในระหว่างการติดตาม คาดว่าจะแล้วเสร็จในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการวิจัยนอกระบบดาวเคราะห์ด้วย กล้องโทรทรรศน์ Magellan (GMT) และกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่พิเศษซึ่งกำหนดให้แล้วเสร็จในปีค.ศ.2525 และ2521 อาจบอกเราได้อย่างมากว่าดาวเคราะห์เหล่านี้สามารถอยู่ได้หรือไม่














ใส่ความเห็น