มาสิ!มารู้เกี่ยวกับ 6 ผักผลไม้ลดความอ้วน(ผักก็ดี ผลไม้ก็โดน)
มาสิ!มารู้เกี่ยวกับ 6 ผักผลไม้ลดความอ้วน(ผักก็ดี ผลไม้ก็โดน) ปัจจุบันนี้ มีนักวิจัยจากหลายหน่วยงาน ที่ให้ความสนใจและได้ทำการวิจัยประโยชน์ของผักและผลไม้กันมากขึ้น ทำให้ประชาชนอย่างเราๆ ได้มีโอกาสรู้ว่าผักและผลไม้ที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งประโยชน์ของผักและผลไม้ที่ได้มีการศึกษาเอาไว้นั้น ก็พบว่านอกจากจะมีประโยชน์ในด้านของโภชนาการชั้นยอดแล้ว บางชนิดยังสามารถใช้เป็นยาสมุนไพรเพื่อบำบัดและรักษาโรคบางชนิดได้อีกด้วย เช่น โรคมะเร็ง หัวใจ ตาฝ้าฟาง เหน็บชา แผลอักเสบ ร้อนใน ไข้หวัด เป็นต้น แต่ก็ยังมีหลายท่านที่คงสงสัยอยู่ว่า ผักและผลไม้นั้นจะสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้จริงหรือ ? สำหรับคำตอบที่ยืนยันได้ว่าผักและผลไม้สามารถบำบัดและรักษาโรคได้ คือ
- ประการแรก ผักและผลไม้ให้พลังงานต่ำ เพราะมีไขมันน้อยมาก ผักและผลไม้หลายชนิดไม่มีไขมันเลย หากกินผักและผลไม้เพิ่มขึ้นแทนอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือไขมันย่อมได้พลังงานน้อยกว่า โอกาสที่จะมีน้ำหนักเพิ่มจนเป็นโรคอ้วนจึงน้อยกว่า โรคอ้วนเป็นอัตราเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งและโรคหัวใจ
- ประการที่สอง ผักและผลไม้ไม่มีโคเลสเตอรอล การกินโคเลสเตอรอลมากเกินไปอาจทำให้ไขมันพอกหลอดเลือดจนตีบตันอันเป็นสาเหตุให้ความดันโลหิตสูงและเป็นโรคหัวใจ ดังนั้น การเลือกรับประทานผักและผลไม้จึงทำให้ไม่ต้องคอยกังวลในเรื่องของโคเลสเตอรอล
หลังจากที่เราได้รู้ถึงคุณค่าในเบื้องต้นของผักและผลไม้กันแล้ว ก็มารู้จักผักและผลไม้ในแต่ละชนิดที่มีคุณค่าในตัวของมันเองกันดีกว่า เพื่อเป็นแนวทางให้เพื่อนๆที่จะลดน้ำหนัก ได้รู้ถึงคุณค่าต่างๆ และได้รับประทานกันอย่างไม่ต้องกังวลใจ
1.มะละกอ(Papaya)

คุณค่าทางโภชนาการของมะละกอสุก ต่อ 100 กรัม
- โปรตีน 0.5 กรัม
- ไขมัน 0.1 กรัม
- วิตามินซี 70 มิลลิกรัม
- ธาตุแคลเซียม 24 มิลลิกรัม
- ธาตุฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม
- ธาตุเหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
- ธาตุโซเดียม 4 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 3 0.4 มิลลิกรัม
มะละกอเป็นผลไม้ที่หาซื้อง่ายตามท้องตลาดแถมมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับสรรพคุณ ในมะละกอสุกนั้นจะมีไขมันน้อยมากจนเรียกว่าไม่มีเลยก็ได้และยังให้พลังงานไม่ถึงเกิน 50 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม ดังนั้นมะละกอจึงเป็นผลไม้ลดน้ำหนักอีกชนิดหนึ่งที่ผู้คนนิยมรับประทาน
2.กล้วย(Banana)

คุณค่าทางโภชนาการของกล้วย ต่อ 100 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 22.84 กรัม
- น้ำตาล 12.23 กรัม
- เส้นใย 2.6 กรัม
- ไขมัน 0.33 กรัม
- โปรตีน 1.09 กรัม
- วิตามินบี 1 0.031 มิลลิกรัม 3%
- วิตามินบี 2 0.073 มิลลิกรัม 6%
- วิตามินบี 3 0.665 มิลลิกรัม 4%
- วิตามินบี 5 0.334 มิลลิกรัม 7%
- วิตามินบี 6 0.4 มิลลิกรัม 31%
- วิตามินบี 9 20 ไมโครกรัม 5%
- โคลีน 9.8 มิลลิกรัม 2%
- วิตามินซี 8.7 มิลลิกรัม 10%
- ธาตุเหล็ก 0.26 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุแมกนีเซียม 27 มิลลิกรัม 8%
- ธาตุแมงกานีส 0.27 มิลลิกรัม 13%
- ธาตุฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม 3%
- โพแทสเซียม 358 มิลลิกรัม 8%
- ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
- ธาตุสังกะสี 0.15 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุฟลูออไรด์ 2.2 ไมโครกรัม
กล้วยเป็นอาหารที่ให้พลังงานเป็นอย่างดี เนื่องจากกล้วยอุดมด้วยวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี 1 และบี 2 ที่ช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ช่วยลดอาการตัวบวม มีใยอาหารช่วยในเรื่องของปัญหาท้องผูก โดยเฉพาะกล้วยหอม หากรับประทานแทนอาหารมื้อเช้าจะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้อง
3.อะโวคาโด(Avocado)

คุณค่าทางโภชนาการของอะโวคาโด ต่อ 100 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 53 กรัม
- น้ำตาล 66 กรัม
- เส้นใย 7 กรัม
- ไขมัน 66 กรัม
- กรดไขมันอิ่มตัว 13 กรัม
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 8 กรัม
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 82 กรัม
- โปรตีน 2 กรัม
- น้ำ 23 กรัม
- วิตามินเอ 7 ไมโครกรัม 1%
- เบตาแคโรทีน 42 ไมโครกรัม 1%
- ลูทีนและซีแซนทีน 271 ไมโครกรัม
- วิตามินบี 1 0.067 มิลลิกรัม 6%
- วิตามินบี 2 0.13 มิลลิกรัม 11%
- วิตามินบี 3 1.738 มิลลิกรัม 12%
- วิตามินบี 5 1.389 มิลลิกรัม 28%
- วิตามินบี 6 0.257 มิลลิกรัม 20%
- วิตามินบี 9 81 ไมโครกรัม 20%
- วิตามินซี 10 มิลลิกรัม 12%
- วิตามินอี 07 มิลลิกรัม 14%
- วิตามินเค 21 ไมโครกรัม 20%
- ธาตุแคลเซียม 12 มิลลิกรัม 1%
- ธาตุเหล็ก 55 มิลลิกรัม 4%
- ธาตุแมกนีเซียม 29 มิลลิกรัม 8%
- ธาตุแมงกานีส 142 มิลลิกรัม 7%
- ธาตุฟอสฟอรัส 52 มิลลิกรัม 7%
- ธาตุโพแทสเซียม 485 มิลลิกรัม 10%
- ธาตุโซเดียม 7 มิลลิกรัม 0%
- ธาตุสังกะสี 64 มิลลิกรัม 7%
- ธาตุฟลูออไรด์
ขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในอะโวคาโด้จะช่วยเพื่อเผาผลาญไขมันอิ่มตัวในร่างกาย ซึ่งหมายความว่า มันจะช่วยกำจัดไขมันที่ไม่จำเป็นในร่างกายของคุณออกไป
4.แอปเปิ้ล(Apple)

คุณค่าทางโภชนาการของแอปเปิ้ล ต่อ 100 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 81 กรัม
- น้ำตาล 39 กรัม
- เส้นใย 4 กรัม
- ไขมัน 17 กรัม
- โปรตีน 26 กรัม
- น้ำ 56 กรัม
- วิตามินเอ 3 ไมโครกรัม 0%
- เบต้าแคโรทีน 27 ไมโครกรัม 0%
- ลูทีน และ ซีแซนทีน 29 ไมโครกรัม
- วิตามินบี1 0.017 มิลลิกรัม 1%
- วิตามินบี2 0.026 มิลลิกรัม 2%
- วิตามินบี3 0.091 มิลลิกรัม 1%
- วิตามินบี5 0.061 มิลลิกรัม 1%
- วิตามินบี6 0.041 มิลลิกรัม 3%
- วิตามินบี9 3 ไมโครกรัม 1%
- วิตามินซี 6 มิลลิกรัม 6%
- วิตามินอี 18 มิลลิกรัม 1%
- วิตามินเค 2 ไมโครกรัม 2%
- ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1%
- ธาตุเหล็ก 12 มิลลิกรัม 1%
- ธาตุแมกนีเซียม 5 มิลลิกรัม 1%
- ธาตุแมงกานีส 035 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุโพแทสเซียม 107 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
- ธาตุสังกะสี 04 มิลลิกรัม 0%
- ธาตุฟลูออไรด์ 3 ไมโครกรัม
แอปเปิ้ล ถือเป็นราชาของผลไม้ลดความอ้วน ในแอปเปิ้ลมีน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวง่ายต่อการดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายในไม่ถึง 10 นาที จึงช่วยลดความอยากอาหารและควบคุมน้ำหนักได้ดี อีกทั้งกากใยจากเปลือกแอปเปิ้ลยังช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย การรับประทานแอปเปิ้ลเพื่อลดน้ำหนักนิยมรับประทานแทนอาหารมื้อเย็น แต่ทั้งนี้ต้องรับประทานทั้งเปลือกเพราะถ้าปลอกเปลือกออกสารสำคัญต่างๆ ก็จะลดน้อยลงไปด้วย
5.ส้ม(Orange)

คุณค่าทางโภชนาการของส้ม ต่อ 100 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 75 กรัม
- น้ำตาล 35 กรัม
- เส้นใย 4 กรัม
- ไขมัน 12 กรัม
- โปรตีน 94 กรัม
- วิตามินเอ 11 ไมโครกรัม 1%
- วิตามินบี1 0.087 มิลลิกรัม 8%
- วิตามินบี2 0.04 มิลลิกรัม 3%
- วิตามินบี3 0.282 มิลลิกรัม 2%
- วิตามินบี5 0.25 มิลลิกรัม 5%
- วิตามินบี6 0.06 มิลลิกรัม 5%
- วิตามินบี9 30 ไมโครกรัม 8%
- โคลีน 4 มิลลิกรัม 2%
- วิตามินซี 2 มิลลิกรัม 64%
- วิตามินอี 18 มิลลิกรัม 1%
- ธาตุแคลเซียม 40 มิลลิกรัม 4%
- ธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัม 1%
- ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%
- ธาตุแมงกานีส 025 มิลลิกรัม 1%
- ธาตุฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม 2%
- โพแทสเซียม 181 มิลลิกรัม 4%
- ธาตุสังกะสี 0.07 มิลลิกรัม 1%
“ส้ม” หากใครอยากสุขภาพดี หน้าตาสดใส ดูอ่อนกว่าวัย อย่าลืมหาส้มมาติดบ้านไว้กินเป็นประจำ รับรองว่าคุณจะห่างไกลหมออย่างแน่นอน ที่สำคัญเมื่อทานส้มแล้ว อย่าทิ้งเปลือกนะค่ะ นำไปตากแดดให้แห้ง ใส่ถาด จุดไล่ยุง ในช่วงตอนหัวค่ำที่ยุงชุกชุมได้ดีอีกด้วยค่ะ เรียกว่าประโยชน์ของส้ม…คุ้มค่า น่าซื้อมาทานสุดๆ
6.แครอท(Carrot)

คุณค่าทางโภชนาการของแครอท ต่อ 100 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 6 กรัม
- น้ำตาล 7 กรัม
- เส้นใย 8 กรัม
- ไขมัน 24 กรัม
- โปรตีน 93 กรัม
- วิตามินเอ 835 ไมโครกรัม 104%
- เบต้าแคโรทีน 8,285 ไมโครกรัม 77%
- ลูทีน และ ซีแซนทีน 256 ไมโครกรัม
- วิตามินบี1 0.066 มิลลิกรัม 6%
- วิตามินบี2 0.058 มิลลิกรัม 5%
- วิตามินบี3 0.983 มิลลิกรัม 7%
- วิตามินบี5 0.273 มิลลิกรัม 5%
- วิตามินบี6 0.138 มิลลิกรัม 11%
- วิตามินบี9 19 ไมโครกรัม 5%
- วิตามินซี 9 มิลลิกรัม 7%
- วิตามินอี 66 มิลลิกรัม 4%
- ธาตุแคลเซียม 33 มิลลิกรัม 3%
- ธาตุเหล็ก 3 มิลลิกรัม 2%
- ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
- ธาตุแมงกานีส 143 มิลลิกรัม 7%
- ธาตุฟอสฟอรัส 35 มิลลิกรัม 5%
- ธาตุโพแทสเซียม 320 มิลลิกรัม 7%
- ธาตุโซเดียม 69 มิลลิกรัม 5%
- ธาตุสังกะสี 24 มิลลิกรัม 3%
- ธาตุฟลูออไรด์ 2 ไมโครกรัม
การดื่มน้ำแครอทจะได้ประโยชน์จากแครอทมากกว่าการกินดิบ ๆ เพราะว่าสารอาหารบางส่วนจะยังคงอยู่ในไฟเบอร์ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายโดยร่างกายได้ดังนั้นการคั้นน้ำออกมาจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่
มาสิ!มารู้เกี่ยวกับ 6 ผักผลไม้ลดความอ้วน(ผักก็ดี ผลไม้ก็โดน) ถึงแม้การรับประทานผักและไม้เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องรู้จักศึกษาก่อนรับประทานเข้าไปว่ามีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน
บทความอื่นๆ : รีวิว ร้านอาหารญี่ปุ่น การันตีคุณภาพ (ของดีเมืองอุดร) ที่มาของคุกกี้เสี่ยงทายขนมที่มาพร้อมกับดวง













ใส่ความเห็น