“พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี” สตรีที่ถูกจองจำในวังตลอดรัชกาล

Table Of Contents“พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี” สตรีที่ถูกจองจ…


“พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี” สตรีที่ถูกจองจำในวังตลอดรัชกาล

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี (พระนามเดิม: หม่อมเจ้าวรรณวิมล วรวรรณ ; ประสูติ: 28 ตุลาคม พ.ศ. 2435 — สิ้นพระชนม์ : 7 เมษายน พ.ศ. 2494 รวม 58 ปี) เป็นที่รู้จักในฐานะเป็นอดีตพระคู่หมั้นในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) และได้รับการสถาปนาเป็น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี … แต่ภายหลังก็ถูกถดถอนหมั้นลง โดยให้เหตุผลว่า “พระราชอัธยาศัยมิได้ต้องกัน” และถูกจำสนมในพระบรมมหาราชวังตลอดรัชกาล เป็น “นางห้าม ร.6” ตราบสิ้นพระชนม์

 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี

พระชนม์ชีพตอนต้น

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีประสูติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2435 เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมอินทร์ วรวรรณ ณ อยุธยา มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวรรณวิมล วรวรรณ และมีพระนามเรียกกันในหมู่พระญาติว่า ท่านหญิงเตอะ หรือ ท่านหญิงขาว

พระองค์ได้รับการศึกษาและมีวิถีชีวิตเยี่ยงสตรีสมัยใหม่ ทรงมีความคิดอ่านอิสระเสรี ซึ่งพระบิดา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถ มีความรู้และความคิดที่กว้างไกลทันสมัย แม้กระทั่งการอบรมเลี้ยงดูพระโอรส-ธิดา ก็ทรงให้ได้รับการศึกษาสมัยใหม่ ไม่เข้มงวดดังการประพฤติปฏิบัติอย่างกุลสตรีโบราณ ทำให้เหล่าพระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์มีความคิดเห็นกว้างขวาง และกล้าที่จะแสดงออกในวัตรปฏิบัติผิดแผกแตกต่างไปสตรีส่วนใหญ่ในสมัยนั้นที่อยู่ในกรอบของม่านประเพณีโบราณ

หม่อมเจ้าวรรณวิมล ทรงเปิดพระองค์อยู่ในสังคมชั้นสูงที่มีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสังคมและความบันเทิง ทำให้หลายคนต่างมองเห็นภาพความสนุกสดใสของบรรดาพระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ได้ไม่ยากนัก ซึ่งในเรื่องนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ทรงเล่าไว้ใน เกิดวังปารุสก์ ตอนหนึ่งว่า “… ไม่มีผู้หญิงคนไทยครอบครัวใดที่จะช่างคุยสนุกสนานเท่าองค์หญิงตระกูลวรวรรณ เท่าที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักพบมา…”  เจ้าหญิงจากราชสกุลนี้มีหลายองค์  และเก่งทันสมัยทุกองค์

 

เมื่อแรกเริ่มได้พบกันกับ ร.6

หม่อมเจ้าวรรณวิมล (หม่อมเจ้าวัลลภาเทวี) ได้พบกับ ร.6 เป็นครั้งแรก โรงละครวังพญาไท ในการพบกันครั้งนั้นทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ถูกพระราชหฤทัยในรูปโฉมและคุณสมบัติเฉพาะของหม่อมเจ้าวรรณวิมล มีรสนิยมในงานศิลปะประเภทวรรณกรรมและการแสดง ทั้งยังทรงมีไหวพริบ คารมคมคาย และความคิดอ่าน ทำให้การสนทนามีรสชาติเป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี

 

หลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2463 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ให้ ดังนี้ หม่อมเจ้าวรรณวิมล เป็น หม่อมเจ้าวัลลภาเทวี , หม่อมเจ้าวรรณพิมล เป็น หม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ

เสด็จไปไหนด้วยกันตลอด  ร.6 ทรงปฏิบัติกับท่านเหมือนเจ้านายฝรั่ง คือมีการเดินคล้องแขน  มีการเต้นรำ เล่นละครด้วยกัน ฯลฯ เมื่อร.6 ทรงแสดงละครในเรื่องโพงพาง และศกุนตลา พระคู่หมั้นก็ทรงร่วมแสดงด้วย

 

 

ในหนังสือศกุนตลาทรงแต่งอุทิศให้พระคู่หมั้นแบบหวานแหววว่า

…..นาฏกะกลอนนี้ฉันมีจิต          ขออุทิศแด่มิ่งมารศรี

ผู้เป็นยอดเสน่หาจอมนารี               วัลลภาเทวีคู่ชีวัน

ขอหล่อนจงรับไมตรีสมาน            เป็นพยานความรักสมัครมั่น

เหมือนแหวนแทนรักทุษยันต์         แก่จอมขวัญศกุนตลาไซร้

แต่ผิดกันตัวฉันไม่ลืมหล่อน          จนสาครเหือดแห้งไม่แรงไหล

จนตะวันเดือนดับลับโลกไป          จะรักจอดยอดใจจนวันตาย

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ขณะเสด็จขึ้นนมัสการพระปฐมเจดีย์

 

สถาปนา และหมั้นหมาย

ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2463 รัชกาลที่ 6 ได้ทรงสถาปนา หม่อมเจ้าวัลลภาเทวี (พระชันษา 28 ชันษา) ขึ้นเป็น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ในฐานะพระคู่หมั้น (การสถาปนานี้ก็เพื่อจะได้สมพระเกียรติยศ สำหรับจะได้กระทำพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในภายหน้า) … แต่กระนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าก็ทรงคบหากับหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ พระขนิษฐาของพระวรกัญญาปทานอย่างเปิดเผย ทั้ง ๆ ที่อยู่ระหว่างที่ทรงหมั้นอยู่ (ร.6 ในตอนนั้นมีพระชนมายุ 40 พรรษา)

อาจจะเป็นสาเหตุการถอดถอนหมั้น

1.ว่าด้วยความที่พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ทรงมีความคิดที่ล้ำสมัยสตรีไทยในยุคนั้น และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระองค์ที่กล่าวขานเชิงนินทา ในเรื่องเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระวรกัญญาปทานอย่างหนึ่ง คือการปฏิบัติพระองค์ต่อข้าราชบริพาร ซึ่งเคยรับใช้สนองพระเดชพระคุณใกล้ชิดก่อนจะทรงหมั้น

เล่ากันว่า…  ครั้งหนึ่งเมื่อพระวรกัญญาปทานเสด็จมาถึงพระราชวังพญาไท เมื่อพระองค์วัลลภาฯท่านเสด็จลงจากรถ  มหาดเล็กคนสนิทร.6  ยื่นมือออกไปรับแบบธรรมเนียมฝรั่ง. แต่พระองค์วัลลภาฯ ท่านไม่โปรดและตำหนิ  ยังคงถือธรรมเนียมไทยอยู่เรื่องชายหญิงไม่คุ้นเคยถูกเนื้อต้องตัวกัน ครั้นเมื่อเรื่องไปถึงพระกรรณ (หู) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็กลายเป็นว่าทรงสะบัดมือ และแสดงพระกิริยาดูถูกมหาดเล็กเดิมคนนั้น ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้ว และอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการถอดถอนหมั้น ซึ่งในเรื่องนี้ เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธ และประพันธ์กลอนเชิงบริภาษว่า 

 

อย่าทะนงอวดองค์ว่างามเลิศ    สวยประเสริฐยากที่จะเปรียบได้
อย่างทะนงอวดองค์ว่าวิไล            อันสุรางค์นางในยังมากมี
อย่าทะนงอวดองค์ว่าทรงศักดิ์        จะใฝ่รักแต่องค์พระทรงศรี
นั่งรถยนต์โอ่อ่าวางท่าที            เป็นผู้ดีแต่ใจไพล่เป็นกา
อย่าดูถูกลูกผู้ชายที่เจียมตน            อย่าดูถูกฝูงชนที่ต่ำกว่า
อย่าทะนงอวดองค์ว่าโสภา            อันชายใดฤาจะกล้ามาง้องอน

 

 

2.หรือเพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าทรงคบหากับหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ พระขนิษฐาของพระวรกัญญาปทานอย่างเปิดเผยในระหว่างที่ยังทรงหมั้นอยู่ด้วย ทั้งยังทรงติดต่อกันทางจดหมายเพื่อระบายความในส่วนพระองค์กับหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณอยู่เนืองๆ จนเรื่องราวขัดข้องหมองใจกับพระคู่หมั้น (พระวรกัญญาฯ) มาถึงจุดแตกหัก โดยมีพระราชนิพนธ์ปรากฎอยู่ในหนังสือ “ดุสิตสมิต” หลังทรงถอนหมั้นกับ พระวรกัญญาฯ

ด้วยเรื่องที่พระวรกัญญาฯทำให้ขัดพระราชหฤทัยหลายครั้งหลายคราว ต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการให้ท้าวนางจ่าโขลนนำโซ่ตรวนทองคำไปเชิญพระองค์เจ้าวัลลภาเทวีมายังพระบรมมหาราชวัง แต่ด้วยทรงพระทิฐิมานะ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีจึงไม่ยอมทูลขอพระราชทานอภัย ทั้งยังส่งหนังสือ “ศกุนตลา” ที่เคยพระราชทาน กลับไปพร้อมกับกลอนบทที่ว่า…..

 

ทรงภพผู้ปิ่นโปรดฦาสาย
พระองค์เองสิไม่มียางอาย        พูดง่ายย้อนยอกกรอกคำ
มาหลอกลวงชมเล่นเสียเปล่าเปล่า    ทิ้งให้คอยสร้อยเศร้าทุกเช้าค่ำ
เด็ดดอกไม้มาดมชมจนช้ำ        ไม่ต้องจดจำนำพา
เหมือนผู้ร้ายย่องเบาเข้าลักทรัพย์    กลัวเขาจับวิ่งปร๋อไม่รอหน้า
จงทรงพระเจริญเถิดราชา        ข้าขอลาแต่บัดนี้

 

ด้วยเหตุนี้ พระวรกัญญาฯ จึงทรงถูกขังวังหลวงอยู่ในพระบรมมหาราชวังนับแต่นั้นจนสิ้นรัชกาล (ภายหลัง ร.7 ได้พระราชทานอภัยโทษ ท่านจึงออกจากวังหลวงมาใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่วังพระกรุณานิวาสน์ ตรงสี่แยกถ.พิชัย ซึ่งปัจจุบันก็คือ ที่ทำการสมาคมสตรีนักธุรกิจฯ)

ครั้นแล้วจึงมีพระบรมราชโองการให้ถอนหมั้น เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2464 และโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี  “เพราะเหตุที่พระราชอัธยาศัยมิได้ต้องกัน”

 

นำโซ่ตรวนทองคำไปจับกุม

และแล้ว ร.6 ก็มีพระบรมราชโองการให้นางเฒ่าแก่ท้าวนางจ่าโขลนนำโซ่ตรวนทองคำไปจับกุม พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีมายังพระบรมมหาราชวัง( เรียกว่าจำสนม คือ การลงโทษแก่ฝ่ายในที่ทำผิด) หรือ ” ขังหลวง “ แต่ด้วยทรงพระทิฐิมานะ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีจึงไม่ทรงทูลขอพระราชทานอภัย ด้วยเหตุนี้ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี จึงทรงถูกจำขังลงโซ่ตรวนทองคำอยู่ในพระบรมมหาราชวังนับแต่นั้นจนตลอดทั้งรัชกาล

แต่บางหลักฐานที่อ่านพบ บ้างก็ว่า  “ขังวังหลวง” จึงเป็นคำเปรียบเปรยที่พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ทรงประชดประชันล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 มากกว่าจะเป็นเรื่องจำขังกันจริง ๆ

 

 

 

** ธรรมเนียมการถวายตัวตกเป็นมรดกหลวง “นางห้าม”

ธรรมเนียมการถวายตัวของราชสำนักในอดีตนั้น สตรีใดๆ เมื่อเข้าถวายตัวแบบถวายขาดแล้ว จะถือว่าสตรีผู้นั้นตกเป็นคนของเจ้านายพระองค์นั้น หรือจะเรียกอีกอย่างก็คือ “นางห้าม” ซึ่งถือว่าชีวิตทั้งหมดแทบจะอุทิศให้กับวังหลวง และอาจถูกโยกย้ายที่อยู่ หรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานได้ตลอดเวลา ซึ่งสุดแต่พระวินิจฉัย รวมไปถึงเรื่องของชีวิตคู่ก็เช่นเดียวกัน ที่สตรีเหล่านี้อาจจะต้องถูกจองจำอิสรภาพรักไปตลอดชีวิต..

 

ร.7 พระบรมราชโองการให้ปลดปล่อย

ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ สวรรคต เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468  ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) กษัตริย์องค์ต่อมา จึงมีพระบรมราชโองการให้ปลดปล่อยพระองค์ออกจากพระบรมมหาราชวัง และพระราชทานวังที่ประทับนาม “พระกรุณานิวาสน์” ขณะมีพระชนมายุได้ 33 พรรษา ทรงครองพระองค์เป็นโสดอย่างสมพระเกียรติในฐานะ “นางห้าม ร.6” ตราบสิ้นพระชนม์

ทั้งนี้ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีนั้นพระองค์เป็นเสือป่าหญิงคนแรกของประเทศไทย และเป็นผู้ริเริ่มการสวมเครื่องประดับที่คาดศีรษะ จนเป็นที่นิยมของสตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6)

ในบั้นปลายชีวิต

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ได้เข้าประทับรักษาพระองค์ในโรงพยาบาลศิริราชด้วยโรคพระวักกะพิการ เป็นเวลา 60 วัน โดยพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบ ในเวลา 06.07 นาฬิกา ของวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2494 สิริพระชนมายุได้ 58 พรรษา

ข้อมูลเพิ่มเติม วังลักษมีวิลาศ , พระสุจริตสุดา : เปรื่อง สุจริตกุล พระสนมเอกใน ร.6 , พระมเหสีและพระสนมเอก , ภาพจาก ฉายานิทรรศน์

 

บทความอื่นๆ  “นางห้าม” ชีวิตทั้งหมดแทบจะอุทิศให้กับวังหลวง


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

More posts. You may also be interested in.