การประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษ
การประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษ : มีการประหารชีวิตครั้งนี้เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.61 ยังเป็นการประหารนักโทษเด็ดขาด ด้วยวิธีการฉีดยา หรือสารพิษให้ตาย เป็นรายที่ 7 ของไทย นับตั้งแต่มีพระราชบัญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 ซึ่งเปลี่ยนวิธีการบังคับโทษประหารชีวิตจากการยิงเสียให้ตาย เป็นการฉีดสารพิษเเละสารพิษที่ใช้ในการประหารชีวิต จะมีตัวยาอยู่ 3 ชนิดที่ให้ผลที่เเตกต่างกันไปยาบางตัวก็นำมาเป็นตัวยาในการรักษาทางการแพทย์ด้วยเเต่ต้องอยู่ในขนาดที่ปริมาณที่ไม่เยอะจนเกินไปและวันนี้แอดได้เอาตัวยาเเต่ละตัวยามาให้ผู้อ่านได้ศึกษาหาความรู้ถึงจะเป็นเรื่องที่ไกลตัว ศึกษาไว้ก็ดีเหมือนกันนะค่ะ

ยา3ชนิด ที่ใช้ในการประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษ (lethal injection execution)
1. Sodium thiopenthal ยาเพนโททาล ( Pentothal )

ยาเพนโททาลมี สรรพคุณอย่างไร ?
- ใช้กระตุ้นให้เกิดภาวะหลับของผู้ป่วยโดยใช้ในกระบวนการวางยาสลบก่อนเข้ารับการผ่าตัด
- บำบัดอาการชัก
เพนโททาลมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?
ยาเพนโททาลมีกลไกการออกฤทธิ์โดยตัวยาจะกดการทำงานของสมองและกระตุ้นให้เกิดอาการหลับและทำให้ร่างกายไร้ความรู้สึก ก่อให้เกิดความสะดวกในการวางยาสลบก่อนการผ่าตัดหรือ ทำหัตถการทางการแพทย์ต่างๆ
2. Pancuronium bromide เป็น muscle relaxants

ยาแพนคูโรเนียมไม่มีฤทธิ์ของการสงบประสาท/ลดการทำงานของระบบประสาทหรือฤทธิ์ระงับปวดร่วมด้วย จึงถือว่ามีคุณสมบัติที่เฉพาะเจาะจงต่อการคลายตัวของกล้ามเนื้อเท่านั้น ซึ่งยาคลายกล้ามเนื้อชนิดอื่นอาจมีฤทธิ์สงบประสาทหรือลดอาการปวดร่วมด้วยผลข้างเคียงของยาแพนคูโรเนียมที่อาจพบเห็นคือ ผู้ป่วยจะมีอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงขึ้น กดการหายใจของร่างกาย (หายใจช้า เบา ตื้น จนอาจหยุดหายใจได้) อาจพบผื่นคัน และมีภาวะเหงื่อออกมาก หากมองโดยรวมยาแพนคูโรเนียมอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงยา นี้อย่างต่อเนื่องหรือใช้เป็นเวลานาน บางประเทศซึ่งมีวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เจริญ จะใช้ยาแพนคูโรเนียมในการประหารชีวิตนักโทษ
แพนคูโรเนียมมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?
- ยาแพนคูโรเนียมมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้เพื่อเป็นยาคลายกล้ามเนื้อที่มีการใช้ในห้องผ่าตัด ช่วยทำให้การสอดท่อช่วยหายใจเข้าท่อลมและการทำหัตถการต่างๆในการผ่าตัดกับผู้ป่วยสะดวกและปลอดภัยขึ้น
แพนคูโรเนียมมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?
กลไกการออกฤทธิ์ของยาจะแสดงฤทธิ์เป็น Competitive acetylcho line antagonist (ต้านการทำงานของสาร Acetylcholine ที่เกี่ยวข้องกับการหดตัวของกล้ามเนื้อ) ในบริเวณตัวรับ (Receptor) ในระบบประสาทและที่กล้ามเนื้อที่มีชื่อว่า ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว ทำให้การสอดท่อช่วยหายใจในท่อลมรวมถึงการทำหัตถการต่างๆในการผ่าตัดมีความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
3. Potassium chloride ยาโพเเทสเซียม คลอไรด์

ยาโพแทสเซียม คลอไรด์สามารถดูดซึมได้ดีจากระบบทางเดินอาหาร จากนั้นจะถูกส่งผ่านเข้าไปในเซลล์ของร่างกาย และถูกขับออกมากับปัสสาวะเสียเป็นส่วนมาก บางส่วนจะถูกขับออกไปกับเหงื่อและอุจจาระ คณะกรรมการอาหารและยาของไทยได้บรรจุยาโพแทสเซียม คลอไรด์ลงในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยถูกระบุเป็นทั้งยาทั่วไปและยาอันตราย สำหรับรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดยาได้แก่ ยาเม็ด ยาน้ำ และยาฉีดตามสถานพยาบาลต่างๆจะจัดให้โพแทสเซียม คลอไรด์เป็นยาที่มีความเสี่ยงสูงหากมีการใช้ยาเกินขนาด จะส่งผลเสียต่อร่างกายเช่น มีความรู้สึกสัมผัสเพี้ยนไป (Paresthesia) เกิดสภาวะปิดกั้นการทำงานของหัวใจส่งผลมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะและปลอกประสาทเสื่อม การใช้ยานี้จึงควรต้องเคร่งครัดและปฏิบัติตัวตามคำสั่งของแพทย์ผู้รักษาเท่านั้น
โพแทสเซียม คลอไรด์มีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?
- รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเกลือแร่โพแทสเซียมในกระแสเลือด/ในร่างกายต่ำ
- ป้องกันภาวะเกลือแร่โพแทสเซียมในเลือดต่ำ
โพแทสเซียม คลอไรด์มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?
กลไกการออกฤทธิ์ของยาโพแทสเซียม คลอไรด์คือ ตัวยาเป็นหมู่เกลือแร่ที่มีประจุไฟฟ้า พบในของเหลวที่อยู่ในเซลล์ของร่างกายมนุษย์ และมีหน้าที่ดังนี้
- นำกระแสประสาทในหัวใจ สมอง กล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อเรียบ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อต่างๆมีการหดตัว
- ช่วยให้ไตทำงานได้ตามปกติ
- เป็นเกลือแร่ที่ทำให้เกิดความสมดุลของภาวะความเป็นกรด – ด่างของร่างกาย
- เป็นปัจจัยในกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต
- เป็นตัวกำหนดควบคุมการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร
จากหน้าที่ของเกลือแร่โพแทสเซียมที่กล่าวมาทั้งหมด เมื่อร่างกายได้รับปริมาณเกลือแร่โพแทสเซียมที่พอดีและเหมาะสม จะทำให้กลไกระบบการทำงานของอวัยวะและของกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
(ยาทั้งสามตัวข้างต้น มีใช้กันอยู่ทั่วไปทางการแพทย์ หวังผลในการรักษาด้วยขนาดยาที่เหมาะสมนะค่ะ) ในประเทศที่มีกฎหมายรับรอง ยาทั้ง3ตัว ถูกนำมาใช้ในการทำ euthanasia หรือการุณยฆาต ในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ไม่ประสงค์จะมีชีวิตอยู่ต่อด้วยซ้ำ
หากไม่สนับสนุนให้มีโทษประหาร คงต้องมีคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้
1. ท่านทราบหรือไม่ ว่าจากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง นักโทษไทย มีอัตราการกระทำผิดซ้ำ ประมาณร้อยละ 25 หรือมากกว่า ในกรณีที่พ้นโทษออกมาเเละสุดท้ายก็กลับเข้าไปในสถานที่เดิมอีก
2. ท่านทราบหรือไม่ว่า ในโลกนี้ มีอาการทางจิต ที่เรียกว่า psycopathy ?
เเละโรค psycopathy (ไซโคพาธ) เป็นหนึ่งในกลุ่มของโรคบุคลิคภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder) ซึ่งคนที่เป็นโรคบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมนั้นจะขาดความเห็นใจผู้อื่นและขาดความสำนึกผิดไซโคพาธ นั้นเป็นพวกฉลาดน้อยทางด้านอารมณ์ (lack of emotion) พวกเขาไม่เข้าใจอารมณ์ในแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ ไม่เข้าใจความรู้สึกผิดมักไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นและไม่ค่อยรู้สึกถึงความกลัว ประมาณว่าชากว่าคนทั่วไป ทำให้เสี่ยงต่อการที่พวกเขาจะทำผิดบรรทัดฐานของสังคมหรือกฏหมายคนส่วนมากที่เคยได้ยินคำว่าไซโคพาธมักมองว่าผู้ที่เป็นไซโคพาธเป็นคนเลวหรือเป็นบ้า เป็นฆาตกรโรคจิตที่สามารถฆ่าคนได้โดยไม่รู้สึกผิด เป็นคนโหดร้ายทารุณจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต

ซึ่งปัจจุบันไม่แน่ใจว่ากรมราชทัณฑ์ไทย มีการทำการวิเคราะห์สภาพจิตของนักโทษคดีอุกฉกรรจ์แค่ไหน ที่สามารถจัดอยู่ในกลุ่ม psychopath (ไซโคพาธ) ได้ถ้านักโทษที่มีคุณสมบัติเป็น psychopath ได้รับการอภัยโทษหรือพ้นโทษด้วยวิธีใดก็ตาม และออกมาใช้ชีวิตปะปนกับคนทั่วไป ก็อยากให้ภาวนาว่า นักโทษคนนั้นจะเป็น ร้อยละ 75 ที่จะไม่กระทำผิดซ้ำอีก
ป.ล. การมีโทษประหารตามกฎหมาย ไม่เกี่ยวข้องอย่างสิ้นเชิงกับระบอบการปกครอง การเมือง และเศรษฐกิจ
ญี่ปุ่น มีโทษประหาร และยังคงมีการประหารอยู่ด้วยวิธี แขวนคอ
สิงคโปร์ มีโทษประหาร และยังคงมีการประหารอยู่ด้วยวิธี แขวนคอ อเมริกา มีโทษประหาร และยังคงมีการประหารอยู่ด้วยวิธี ฉีดสารพิษ
ขอบคุณข้อมูล : pobpad.com
เรียบเรียง : Maybe













ใส่ความเห็น