หมวดหมู่: สุขภาพ

  • กินอะไรได้อย่างนั้น อาหารกับส่วนต่างๆของร่างกาย

    กินอะไรได้อย่างนั้น อาหารกับส่วนต่างๆของร่างกาย

    ปก-1

    ♥ อยากรู้จังเลยว่ากินอะไรแล้วมีผลต่อส่วนไหนของร่างกายเราบ้าง ♥

    ส่วนที่ 1 สมอง

    สมองมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และภาวะธำรงดุล (homeostasis) เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรู้ (cognition) อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้

    ดังนั้นอาหารของสมองควรจะเป็น

    001

    ส่วนที่ 2 ดวงตา

    ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว(มนุษย์) มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ 3 มิติ อู้วววว นี่เราเห็นภาพสามมิติอยู่หรอเนี่ยยยย ใช้งานหนักขนาดนี้

    ดังนั้นอาหารของดวงตาควรจะเป็น

    002

    ส่วนที่ 3 กล้ามเนื้อ

    กล้ามเนื้อ (Muscle)  เป็นเนื้อเยื่อที่หดตัวได้ในร่างกาย  และเป็นระบบหนึ่งของร่างกายที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวทั้งหมดของร่างกาย แบ่งออกเป็นกล้ามเนื้อโครงร่าง (skeletal muscle) , กล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) , และกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) ทำหน้าที่หดตัวเพื่อให้เกิดแรงและทำให้เกิดการเคลื่อนที่ (motion) รวมถึงการเคลื่อนที่และการหดตัวของอวัยวะภายใน

    ดังนั้นอาหารของกล้ามเนื้อควรจะเป็น

    003

    ส่วนที่ 4 หัวใจ

    หัวใจ (อังกฤษ: heart) เป็นอวัยวะกล้ามเนื้อซึ่งสูบเลือดทั่วหลอดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยการหดตัวเป็นจังหวะซ้ำ ๆ พบในสัตว์ทุกชนิดที่มีระบบไหลเวียน ซึ่งรวมสัตว์มีกระดูกสันหลังด้วย กล้ามเนื้อหัวใจเป็นกล้ามเนื้อลายที่อยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ พบเฉพาะที่หัวใจ และทำให้หัวใจสามารถสูบเลือดได้

    ดังนั้นอาหารของหัวใจควรจะเป็น

    004

    ส่วนที่ 5 ปอด

    ปอด (อังกฤษ: lung) เป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ใช้ในการหายใจ หน้าที่หลักของปอดก็คือ การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบเลือดในร่างกาย และแลกเปลี่ยนเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบเลือดออกสู่สิ่งแวดล้อม ทำงานโดยการประกอบกันขึ้นของเซลล์เป็นจำนวนล้านเซลล์ ซึ่งเซลล์ที่ว่านี้มีลักษณะเล็กและบางเรียงตัวประกอบกันเป็นถุงเหมือนลูกโป่ง ซึ่งในถุงลูกโป่งนี้เองที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซต่าง ๆ เกิดขึ้น

    ดังนั้นอาหารของปอดควรจะเป็น

    005

    ส่วนที่ 6 ลำไส้

    ลำไส้ เป็นส่วนหนึงในทางเดินอาหารต่อจากกระเพาะอาหารไปสู่ทวารหนัก ในมนุษย์และสัตว์ส่วนใหญ่ ลำไส้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ลำไส้เล็ก และ ลำไส้ใหญ่ ในมนษุย์สามารถแบ่งลำไส้เล็กเป็นส่วนๆ ได้แก่ ลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum) , ลำไส้เล็กส่วนกลาง (Jejunum) ,ลำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum) ส่วนลำไส้ใหญ่แบ่งได้เป็น ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) และ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Colon)

    ดังนั้นอาหารของลำไส้ควรจะเป็น

    006

    ส่วนที่ 7 ผิว

    ผิวหนัง ปกคลุมห่อหุ้มร่างกายทั้งหมด ซึ่งภายในมีปลายประสาทรับความรู้สึกมากมาย เพื่อรับรู้การสัมผัส การกด ความเจ็บ และอุณหภูมิร้อนเย็น ระบบผิวหนังมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และยังมีหน้าที่เป็นอวัยวะขับเหงื่อ และไขมันด้วย

    ผิวหนังยืดหยุ่นได้มาก บนผิวของหนังมีรูเล็กๆ อยู่ ทั่วไป รูเล็กๆ นี้ เป็นรูเปิดของขุมขน ท่อของต่อมไขมัน และต่อมเหงื่อ ผิวหนังที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า มีรอยนูนเป็นสันจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ปลายนิ้วมือทั้งห้ามีสันนูนเรียงกันเป็นร้อยหวาย หรือก้นหอย จึงใช้รอยพิมพ์ปลายนิ้วมือเป็นประโยชน์ในการแยกหรือ ทำนายบุคคลได้โดยการพิมพ์ลายนิ้วมือ เนื่องจาก รายละเอียดในการเรียงตัวของรอยนูนนี้ แตกต่างกันในแต่ละบุคคล

    ดังนั้นอาหารของผิวควรจะเป็น

    007

    ส่วนที่ 8 กระดูก

    กระดูก (อังกฤษ: Bones) เป็นอวัยวะที่ประกอบขึ้นเป็นโครงร่างแข็งภายใน (endoskeleton) ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง หน้าที่หลักของกระดูกคือการค้ำจุนโครงสร้างของร่างกาย การเคลื่อนไหว การสะสมแร่ธาตุและการสร้างเซลล์เม็ดเลือด

    ดังนั้นอาหารของกระดูกควรจะเป็น

    กินอะไรได้อย่างนั้น

    ดูไปดูมาทุกส่วนของร่างกายเราเนี่ยก็สัมพันธ์กันหมดเลยนะ ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็จะช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาอีกด้วย รักร่างกายให้มากๆร่างกายจะได้อยู่กับเราไปนานๆนะจ๊ะ

  • ลดน้ำหนัก 5 กิโลภายใน 7 วัน

    ลดน้ำหนัก 5 กิโลภายใน 7 วัน

    ลดน้ำหนัก 5 กิโล ภายใน 7 วัน 

    ลดน้ำหนัก 5 กิโล ไม่มีสาวๆคนไหนอยากโดนล้อว่าอ้วนหรอก ใช่มั้ยล่ะค่ะ แต่แหม่ อาหารการกินประเทศไทยก็ช่างอุดมสมบูรณ์ซ่ะเหลือเกิน เราก้เลยเพลิดเพลินกับการกินไปซ่ะหน่อย อิอิ

    รู้ตัวอีกทีเพื่อนก็เรียกว่าอีอ้วนแล้ว

    OMG…! 

    น้ำหนักขึ้นก็ไม่สวยอ่ะสิค่ะ เสื้อผ้าตัวเดิมๆก็ใส่ไม่ได้ อึดอัดคับอกคับใจไปหมด

    วันนี้เราเลยจัดวิธีลดน้ำหนัก 5 กิโล ภายใน 7 วัน มาฝาก

     

    Untitled

    ก่อนรับประทานอาหารเช้าดื่มน้ำมะนาวอุ่นๆสักแก้วช่วยล้างสารพิษตกค้าง

     

    2

    เปลี่ยนจากอาหารประเภทข้าว/ขนมปังเป็นผลไม้สดแทนในมื้อเช้า

    3

       จัดหนักมื้อกลางวันได้เลย แต่อย่าลืมทานผักด้วยนะจ๊ะ

    4

    การหิวช่วงบ่ายเป็นเรื่องปกติ

    แต่อยากให้เปลี่ยนจากการกินขนมคบเคี้ยวมาเป็นสลัดผักแทน

    5

    อาหารเย็นขอเป็นแตงกวากับไข่ต้มสักฟอง

    6

    ก่อนนอนดื่มชาอุ่นๆล้างสารพิษช่วยผ่อนคล้าย

    6 วิธีง่ายๆผอมได้ใน 7 วัน ลองทำกันดูนะค่ะสาวๆ แรกๆอาจจะอยากกินนู้นนี่นั้นไปซ่ะหน่อย แต่ถ้าอยากสวยต้องอดทน ถือซ่ะว่ากินตามใจปากมาเยอะแล้วลองกินเพื่อสุขภาพกันดูนะ ไม่อ้วนก็ไม่มีโรค แถมสวยด้วย…

    ท่องไว้ค่ะ “สวย”

     เกี่ยวกับโรคอ้วน

    Bakery ที่ใครๆว่ายาก เราจะมาทำให้มันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย คลิ๊ก

  • กำจัดกลิ่นเท้า เล็บขบ ส้นเท้าแตก…Easyมั๊กมาก !!! แอปเปิ้ลไซเดอร์ในตำนานสรรพคุณเพียบ !!!

    กำจัดกลิ่นเท้า เล็บขบ ส้นเท้าแตก…Easyมั๊กมาก !!! แอปเปิ้ลไซเดอร์ในตำนานสรรพคุณเพียบ !!!

    กำจัดกลิ่นเท้า

    กำจัดกลิ่นเท้า แอปเปิ้ลไซเดอร์น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ล apple cider vinegar คือ น้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิ้ล มีคุณสมบัติเป็นกรดสูง รสเปรี้ยวจัด มีส่วนประกอบของกรด 5 % (5%Acetic Acid) มีสีเหลืองคล้ายสีชา มีส่วนประกอบของธาตุโพแทสเซี่ยมสูง ซึ่งธาตุโพแทสเซี่ยมมีคุณสมบัติ ช่วยในการแบ่งเซลล์ ถ้าร่างกายขาดธาตุนี้ ร่างกายจะมีอาการผิดปกติคือ เติบโตช้า แก่เกินวัย ผมร่วง และหงอกเร็ว ฯลฯ และ apple cider vinegar ยังประกอบด้วยธาตุอาหารกว่า 30 ชนิด มีวิตามินมากกว่า 6 ชนิด มีกรดอะมิโน และสารเพ็คติน ล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติเป็นยาอีกด้วย คือเป็นพวก ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ และมีเอนไซม์หลายชนิดรวมอยู่ด้วย

    ถ้าจะพูดถึงสรรพคุณของแอปเปิ้ลไซเดอร์แล้วเป็นที่กล่าวขานในตำนานกันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ครอบจักรวาล คุณสมบัติล้นเหลือจริงๆ !!!

    กำจัดกลิ่นเท้า-01-01

     อุปกรณ์ง๊าย ง่ายไม่ยุ่งยาก 

    • แอปเปิ้ลไซเดอร์ 1/4 ถ้วย
    • Listerine 1/4 ถ้วย

    นำมาผสมกันแช่เท้าทิ้งไว้ 20-30นาที จะช่วยลดกลิ่นเท้าทั้งยังช่วยฆ่าเชื้อราเล็บขบ เพราะแอปเปิ้ลไซเดอร์มีความเป็นกรดอ่อนๆ แถมยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกโดยหลังจากแช่เท้าเสร็จแล้วให้นำแปรงขัดเท้าหรือหินขัดมาขัดที่ส้นเท้าล้างน้ำสะอาดแล้วเช็ดเท้าให้แห้งตามด้วยทาปิโตเลียมเจลลี่ จะสัมผัสได้ถึงความเนียนนุ่มอย่างเห็นได้ชัด

    9dc03100fb499c228e81107fcd7d1ffe

    ประโยชน์อื่นๆของแอปเปิ้ลไซเดอร์

    • แอปเปิ้ลไซเดอร์สามารถน้ำมาล้างทำความสะอาดผักได้อีกด้วย
    • แอปเปิ้ลไซเดอร์เมื่อนำมาผสมกับน้ำมันมะกอกสามารถช่วยลดเซลลูไลท์ โดยนำมานวดๆบริเวณที่เป็นเซลลูไลท์ เมื่อทำเป็นประจำจะสังเกตุได้ว่าเซลลูไลท์จะค่อยๆลดลง
    • เมื่อมีอาการเจ็บคอสามารถใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์บ้วนปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บคอได้ แอปเปิ้ลไซเดอร์จะเช้าไปทำการฆ่าเชื้อในช่องปาก (แต่วิธีนี้ไม่ควรทำบ่อยเพราะอาจจะทำให้ผิวฟันกร่อนได้น๊า)
    • แอปเปิ้ลไซเดอร์ผสมกับน้ำใช้ฉีดพ่นเพื่อกำจัดวัชพืชในสวนคุณได้
    • แอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 2 ส่วน ใช้เป็นโทนเนอร์ธรรมชาติได้ ช่วยให้รูขุมขนกระชับ ลดสิว
    • แอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 3 ส่วน สามารถใช้ไล่เห็บหมัดของสัตว์เลี้ยงทั้งยังทำให้ขนเงางามอีกด้วย

     

     

    เกี่ยวกับกลิ่น

    ลดน้ำหนัก 5 กิโลภายใน 7 วัน

  • ปริมาณแคลอรี่ : ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิด

    ปริมาณแคลอรี่ : ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิด

    ดูปริมาณแคลอรี่ในผัก

    ดูปริมาณแคลอรี่ในผัก ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิดกันเถอะใช่ว่าผักและผลไม้จะมีแต่กากใยอาหารและวิตามินนะค่ะ แต่ผักและผลไม้ยัง ให้พลังงานต่อร่างกายอีกด้วย เรามาดูกันว่าผักและผลไม้แต่ล่ะชนิดให้พลังงาน เท่าไหร่กันบ้าง

    ผัก1-01

    กระเทียม (Garlic) : 149 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    บีทรูท (Beetroot) : 37 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    บลอกโคลี (Broccoli) : 31 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ดอกกระหล่ำ (Cauliflower) : 31 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    หน่อไม้ฝรั่ง  (Asparagus) : 25 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ผักโขม (Spinach) : 25 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    กระหล่ำปลี (Cabbage) : 21 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    มะเขือม่วง (Aubergine) : 15 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แตงกวา (Cucumber) : 10 กิโลแคอรี่/100กรัม ****กินเล่นๆแก้หิวได้****

    ผักชีฝรั่ง (Celery) : 8 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ผลไม้-01

    แคนเบอร์รี่ (Cranberries) : 308 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    แอปเปิ้ล (Apples) : 52 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ราสเบอร์รี่ (Raspberries) : 52 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    ส้ม (Oranges) : 47 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แบลคเบอร์รี่ (Blackberries) : 43 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    ส้มโอ (Grapefruit) : 42 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    มะละกอ (Papayas) : 39 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    แอปริคอต(Apricots) : 34 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แคนตาลูป (Cantaloupes) : 34 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แตงโม (Watermelon) : 30 กิโลแคลอรี่/100กรัม ****กินเล่นๆแก้หิวได้****

     

    เกี่ยวกับแคลอรี่

    กำจัดกลิ่นเท้า เล็บขบ ส้นเท้าแตก…Easyมั๊กมาก!!!แอปเปิ้ลไซเดอร์ในตำนานสรรพคุณเพียบ!!! คลิ๊ก

     

     

     

     

     

     

     

  • กินลดน้ำหนัก-ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีด้วยการกิน

    กินลดน้ำหนัก-ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีด้วยการกิน

    ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี

    ลดน้ำหนักใครว่ายาก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายใช่มั้ยล่ะค่ะ ออกกำลังกายก็แล้ว งดอาหารเย็นก็แล้ว แต่แหม ยิ่งอดก็ยิ่งหิว ดึกๆก็ตื่นมากินอีก แล้วเมื่อไหร่จะผอมกันล่ะเนี่ย บางคนหนักหน่อยถึงขั้นทานยาลดน้ำหนักสุดท้ายก็เกิดอาการโยโย่ แล้วจะทำยังไงดีล่ะที่จะลดน้ำหนักอย่างถูกต้องโดยไม่ต้องอดอาหาร

    ประเด็นที่1 การออกกำลังกายยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการลดน้ำหนัก

    ประเด็นที่ 2 เรื่องอาหารการกิน แน่นอนว่าการอดอาหารและการทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน เพราะถึงแม้คุณจะผอมได้ตามที่ต้องการแต่ร่างกายของคุณจะดูโทรมและดูป่วย สุขภาพจะค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ

    ในเมื่อจำเป็นต้องกิน แล้วจะกินอย่างไร ?

    อาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย เพราะรางกายคนเราต้องการใช้พลังงาน ซึ่งพลังงานนั้นๆได้มากจากอาหาร แต่ความอ้วนเกิดจากไขมันและพลังงานสะสมที่ร่างกายเราใช้ไม่หมด ดังนั้นเราจึงควรเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้องเหมาะสมกับการใช้พลังงานในแต่ล่ะวันของเรา และยังมีอาหารบางชนิดที่ช่วยกรพตุ้นการเผาผลาญพลังงานซึ่งจะทำให้ร่างกายไม่มีไขมันสะสมที่จะก่อให้เกิดโรคอ้วนนั้นเอง

    ที่นี้เรามาจับคู่ดูกันสิว่าอาหารใดที่สามารถรับประทานแล้วช่วยเผาผลาญพลังงานและอาหารชนิดใดบ้างที่เราควรหลีกเลี่ยง

    move -food-01

    คู่ที่ 1 ชาเขียว VS อาหารทอด

    ชาเขียว (Green Tea) ในชาเขียวมี คาเทชิน ซึ่งประกอบไปด้วย Epigallocatechin-3-gallate(EGCG) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน

    อาหารทอด (Fried Food) อาหารทอดทำให้เกิดกาสะสมของไขมันและทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดง นำไปสู่การเต้นผิดปกติของหัวใจ และโรคอัลไซเมอร์

    คู่ที่ 2 ขนมปังธัญพืช VS ช็อคโกเลต

    ขนมปังธัญพืช (Whole Wheat Bread) มีคุณค่าทางโภชนาสูงและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ขนมปังธัญพืชยังมี ค่าดัชนีน้ำตาล(glycemic index, glycaemic index) หรือ GIคือ การวัดผลของคาร์โบไฮเดรต ต่อระดับน้ำตาลในเลือด จะทำให้มีการลดลงของน้ำหนัก รักษาสัดส่วนปริมาณของกล้ามเนื้อไว้ และเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้ร่างกายมีพลังงานคงที่และทำให้น้ำหนักลดลง

    ช็อคโกเลตฟัดจ์ (Chocolate Fudge ) ถึงแม้การกินช็อคโกเลตจะมีประโยชน์ในด้านการช่วยคลายเคลียดแต่การรับประทานช็อคโกเลตในปริมาณที่มากจนเกินไปจะทำให้เกิดสภาวะน้ำตาลในเลือดสูง จนเกิดเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานได้ 

    คู่ที่ 3  ปลาแซลมอน VS  แอลกอฮอลล์

    ปลาแซลมอน (salmon) เนื้อปลาแซลมอนอุดมไปด้วยไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่ทำให้อ้วน และยังช่วยในการลดน้ำหนักอีกด้วย 

    แอลกอฮอลล์ (Alcohol) เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอลล์ทำให้ระบบการเผาผลาญช้าลงถึง 73% 

    คู่ที่ 4   กระเทียม-หัวหอมVS มันฝรั่งทอด

    กระเทียม-หัวหอม (Garlic and Onions) แร่ธาตุและน้ำมัน ในกระเทียมและหอมแดงช่วยในการสลายไขมันและเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย

    มันฝรั่งทอด (POtato Chips) หลีกเลี่ยงการรับประทานมันฝรั่งทอดเนื่องจากมันฝรั่งทอดจะทำให้ไขมันสูงขึ้นถึง 15 %

    คู่ที่ 5   บร็อคโคลี่ VS อาหารหวาน  

    บร็อคดคลี่ (ฺBroccoll) มีเส้นใยและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง

    อาหารหวาน (Desserts) ของหวานทั้งหลายเมื่อรับประทานมากๆจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลมากจนเกินความจำเป็นและยังมีไขมันที่สะสมที่ร่างกายอีกด้วย

    คู่ที่ 6   ผลเบอร์รี่ VS น้ำเชื่อม 

    ผลเบอร์รี่  (Berries) ผลเบอร์รี่ทุกชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

    น้ำเชื่อม (Syrup) น้ำเชื่อมหรือหัวน้ำเชื่อมที่มีความข้มข้นจัด ก่อให้เกิดไขมันในตับและนำไปสู่การสะสมของคราบจุลินทรีย์ทำให้หลอดเลือดตีบได้

    คู่ที่ 7  อกไก่ VS ป๊อปคอร์นเนย

    อกไก่ (Lean Chicken) อกไก่เป็นเนื้อส่วนที่ไม่ติดมัน ซึ่งมีโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ทำให้อ้วน

    ป๊อปคอร์นเนย (Buttered Popcorn)  ถึงแม้ป็อปคอร์นจะทำมาจากข้าวโพดซึ่งดูๆไปแล้วน่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่กับป็อปคอร์นเนยแน่นอน เพราะมันจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เส้นเลือดฝอยหลอดลมอักเสบได้

    คู่ที่ 8  โยเกิต VS ไฮศครีม

    โยเกิต (Yogurt) มีคุณค่าทางอาหาารโดยมีโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายสูง

    ไอศครีม (Ice cream) ในไอศครีมมีปริมาณแคลเลอรี่และปริมาณน้ำตาลที่สูงปรี๊ดดดดดซึ่งนั้นไม่เป็นผลดีต่อร่างกายแน่นอน

    คู่ที่ 9  ส้ม VS พาย

    ส้ม (Oranges) ส้มมีกาใยอาหารและสามารถช่วยในการเผาผลาญไขมัน

    พาย (Pies) พายรสชาติต่างๆมีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาลที่ให้ความหวานในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็นของร่างกาย หากรับประทานมากๆทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานไม่ควรบริโภค

    คู่ที่ 10  ข้าวกล้อง VS ขนมปังและพาสต้า

    ข้าวกล้อง (Brown Rice) ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดสีเพราะฉะนั้นข้าวกล้องจะอุดมไปด้วยวิตามินที่สูงกว่าข้าวขาวปกติและมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก

    ขนมปังและพาสต้า (Breads & Pastas) ทำมาจากแป้งและน้ำตาลซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกยแน่นอน

    เราก็พอจะทราบแล้วว่าอาหารชนิดใดที่ช่วยเผาผลาญพลังงานและอาหารชนิดใดที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราแถมยังทำให้อ้วนอีกด้วย สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้คือการ รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่อดอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีหุ่นสวยสุขภาพดีแบบถูกต้องไม่โยโย่ 

    ขอให้สนุกกับการกิน อย่างถูกวิธีนะจ๊ะ

     

    เกี่ยวกับน้ำหนัก

    ปริมาณแคลอรี่ : ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิด คลิ๊ก

     

     

  • สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง

    สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง

    ผลไม้ต้านโรคมะเร็ง สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง

    ผลไม้ต้านโรคมะเร็ง ต้องยอมรับเลยว่าโรคมะเร็งเป็นโรคลำดับต้นๆที่คร่าชีวิตผู้คนมากมาย ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ถึงแม้วิทยาการทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปเพียงใดแต่การรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาและทุนทรัพย์ในการรักษาสูง แต่จะดีกว่ามั้ยหากเราสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้ จากการรับประทานอาหารของเรา ทีม CheezeBite นำเสนอ 14 สุดยอดผลไม้ที่ทานแล้วห่างไกลมะเร็ง

    1.บลูเบอรรี่ (Blueberries)

    งานวิจัยจากทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัย Rutgers University และสถาบัน U.S.Department of Agriculture ได้ทำการศึกษากับหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เกิดมะเร็งลำไส้ โดยสารเคมี azoxymethane พบว่าถ้าหนูทดลองนี้ได้รับอาหารที่ผสมสาร pterostilbene เป็นเวลา 8 สัปดาห์ จะลดการเกิดแผลของมะเร็ง ลำไส้ได้ถึงร้อยละ 57 เมื่อเทียบกับหนูทดลองที่ไม่ได้รับสาร pterostilbene ซึ่งสาร pterostilbene มีอยู่ใน “บลูเบอร์รี่” และอาจช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ โดยจะช่วยลดการแบ่งตัวแบบผิดปกติของเซลลลำไส้และยับยั้ง การทำงานของยีนที่กระตุ้นการอักเสบต่างๆ

    2. โกจิเบอร์รี่ (Goji Berries)

    ผลไม้ต้านโรคมะเร็ง

    ผลการวิจัยของ Dr.Earl Mindell  บอกว่าผลโกจิเบอร์รีให้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดในโลก โดยมีกรดอะมิโน 19 ชนิด มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการรวม 21 ชนิด ได้แก่ สังกะสี เหล็ก ทองแดง แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซิลีเนียม และเจอร์มาเนียม (ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง) มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม 500 เท่า มีวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และวิตามินอี ช่วยปรับความดันโลหิตให้เป็นปกติ และช่วยฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่ถูกทำลายจากสารเคมีหรือรังสีให้กลับสู่ภาวะป­กติได้เร็วขึ้น

    3. แก้วมังกร (Dragon Fruit)

    แก้วมังกรเป็นพืชในตระกูลกระบองเพชร และมีสารที่เป็นประโยชน์คือมิวซิเลจ(Mucilage) ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวาน(ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน) บรรเทาโรคโลหิตจาง ช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ผลแก้วมังกรยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน

    4.ทับทิม (Pomegranate)

    จากการวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา พบว่าในน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา ช่วยบำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้น และลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ นอกจากนี้สารจากทับทิมยังช่วยบำรุงตับ มีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับ ที่สำคัญคือสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ด้วย

    เกี่ยวกับผลไม้

    กินลดน้ำหนัก-ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีด้วยการกิน คลิ๊ก

  • เคล็ดลับสุขภาพ 6 สูตรง่ายๆ สวยจากภายในสู่ภายนอก

    เคล็ดลับสุขภาพ 6 สูตรง่ายๆ สวยจากภายในสู่ภายนอก

    เคล็ดลับสุขภาพ

    เคล็ดลับสุขภาพ เรื่องความสวยความงามกับสุขภาพมักมาคู่กันเสมอ อยากสวยอย่างถูกวิธีต้องสวยจากภายใน ดังนั้นการบำรุงด้วยน้ำผลไม้สักแก้วน่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายและสามารถทำเองได้ที่บ้าน วันนี้เรามีสูตรน้ำผลไม้รวมที่มิคแอนด์เมตแล้วสวยแน่นอน

    1

    สูตรที่ 1 ช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร
    2เลมอน+ส้ม+ใบมิ้นท์

    มะม่วง+แตงกวา+ขิง

     

    สูตรที่ 2 ดีท็อกซ์ลดการอักเสบ

    3องุ่นม่วง+ราสเบอร์รี่+แตงกวา

    สัปรด+เลมอน+ทับทิมแดง

     

    สูตรที่ 3 ลดน้ำหนัก ควบคุมปริมาณน้ำตาล

    4ขิง+แตงกวา+เลมอน

    เลมอน+มะนาว+ชาเขียว

     

    สูตรที่ 4 ความดันโลหิตต่ำ

    5กีวี่+ฝรั่ง+เสาวรส

    ทับทิมแดง+เชอรรี่+กีวี่

     

    สูตรที่ 5 ช่วยเร่งการเผาผลาญ

    6อบเชย+ชาเขียว+สตอเบอรรี่

    ใบมิ้น+เลมอน

     

    สูตรที่ 6 ต่อต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มวิตามินให้ร่างกาย

    7

    ส้ม+สตอเบอรรี่+แคนเบอรรี่

    บลูเบอรรี่+แอปเปิ้ล+ราสเบอรรี่

    เกี่ยวกับน้ำผลไม้

    สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง คลิ๊ก

  • How to น้ำอมฤต น้ำมหัศจรรย์รักษาสารพัดโรค

    How to น้ำอมฤต น้ำมหัศจรรย์รักษาสารพัดโรค

    ใบหญ้านาง

    ใบหญ้านาง “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสร็ฐ” แต่มนุษย์ทุกคนก็หนีไม่พ้นเรื่องของการเจ็บป่วย ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่วมีโรคเจ็บป่วยมากขึ้นตามสังขารที่ใช้งานหนักเบาไม่เท่ากัน บางคนอาจจะมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว แล้วยังมาเจอโรคแทรกซ่อนอื่นๆตามาอีก ครั้งใช้การรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน กินยาเข้าไปหลายๆตัวเข้าก็กลายเป็นไม่ดีต่อการทำงานของตับและไตอีก วันนี้เรามีสูตรการทำ น้ำอมฤต นำ้มหัศจรรย์ที่จะช่วยรักษา หรือบรรเทาอาการของโรคต่างๆได้ ด้วย น้ำชนิดเดียว

    น้ำมหัศจรรย์ที่ว่านี้คือน้ำที่สกัดมาจาก “ใบหญ้านาง”

    ย่านาง ชื่อสามัญ Bai-ya-nang

    ย่านาง ชื่อวิทยาศาสตร์ Limacia triandra Miers (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cocculus triandrus Colebr., Menispermum triandrum Roxb., Tiliacora triandra Diels) จัดอยู่ในวงศ์บอระเพ็ด (MENISPERMACEAE)

    ทางภาคกลางจะเรียกย่านางว่า “เถาย่านาง” เนื่องจากพรรณไม้ชนิดนี้เป็นไม้เถาเลื้อยเกี่ยวพันกับต้นไม้อื่น

    ใบย่านาง เป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน ในปริมาณค่อนข้างสูง

    วิธีการทำ

    • นำใบหญ้านางล้างเด็ดเป็นใบๆแช่น้ำไว้ 4-5 ชม.
    • ฉีกใบหญ้านางเป็นชั้นๆนำไปปั้น ผสมกับน้ำต้มสุก
    • กรอกเอากากออก ด้วยผ้าขาวบาง
    • กรอกใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้ดื่ม

    ง่ายมากเลยใช่มั้ยล่ะ เห็นทำง่ายแบบนี้ เวลาดื่มไม่งายนะค่ะ เพราะอาจจะมีรสชาติข่มหรือเหม็นเขียวอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องสรรพคุณล่ะก็ เหม็นยังไงก็ทนค่ะ เพราะสรรพคุณ เปรียบได้กับ น้ำอมฤต เลยทีเดียว

    ใบหญ้านาง

    สรรพคุณใบย่านาง

    1. ใบย่านาง ในตำราสมุนไพรจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะ
    2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วและความแก่ชราอย่างได้ผล
    3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านโรคในร่างกายให้แข็งแรง
    4. ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
    5. ช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆในร่างกาย
    6. ช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย
    7. เป็นสมุนไพรที่ช่วยในการลดความอ้วนได้อย่างเห็นผลและปลอดภัย
    8. ช่วยในการเผาผลาญไขมันและนำไปใช้เป็นพลังงาน
    9. ช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ
    10. เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งอย่างมาก
    11. หากดื่มน้ำใบย่านางเป็นประจำ ก้อนมะเร็งจะฝ่อและเล็กลง
    12. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
    13. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
    14. ช่วยในการบำรุงรักษาตับ และไต
    15. ช่วยรักษาและบำบัดอาการอัมพฤกษ์
    16. ช่วยแก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลียของร่างกาย แม่นอนพักก็ไม่หาย
    17. ช่วยรักษาอาการเกร็ง ชัก หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ
    18. ช่วยแก้อาการเจ็บเหมือนมีไฟช็อตหรือมีเข็มแทงหรือมีอาการร้อนเหมือนไฟ
    19. ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดฝอยในร่างกายแตกใต้ผิวหนังได้ง่าย
    20. ช่วยรักษาอาการตกกระที่ผิวเป็นจ้ำ ๆสีน้ำตาลตามร่างกาย
    21. ช่วยรักษาเนื้องอก
    22. ช่วยรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม คลื่นไส้ อาเจียนได้
    23. ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะ
    24. รากแห้งใช้ในการแก้ไข้ทุกชนิด และลดความร้อนในร่างกาย
    25. รากของย่านางสามารถแก้ไข้ได้ทุกชนิด ทั้ง ไข้พิษ ไข้หัด ไข้เหนือ ไข้ผิดสำแดง เป็นต้น
    26. เถาย่านางมีส่วนช่วยในการลดความร้อนและแก้พิษตานซาง
    27. มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย
    28. ช่วยรักษาอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ
    29. ช่วยรักษาอาการของโรคเบาหวาน ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
    30. มีส่วนช่วยช่วยอาการปวดตึง ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดชาบริเวณต่าง ๆ
    31. ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้
    32. รากของย่านางช่วยแก้อาการเบื่อเมา
    33. ช่วยแก้อาการเหงือกอักเสบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง
    34. ช่วยแก้อาการง่วงนอนหลังการรับประทานอาหาร
    35. ช่วยแก้อาการเลือดกำเดาไหล
    36. ช่วยในการบำรุงสายตาและรักษาโรคเกี่ยวกับตา เช่น ตาแดง ตาแห้ง ตามัว แสบตา ปวดตา ตาลาย เป็นต้น
    37. ช่วยรักษาอาการปากคอแห้ง ริมฝีปากแตกหรือลอกเป็นขุย
    38. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น มีสีเหลืองหรือเขียว หรืออาการเสมหะพันคอ
    39. ช่วยบำบัดอาการของโรคไซนัสอักเสบ
    40. ช่วยลดอาการนอนกรน
    41. ช่วยแก้อาการเจ็บปลายลิ้น
    42. ช่วยป้องกันและบำบัดรักษาโรคหัวใจ
    43. ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด
    44. ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ
    45. ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุได้
    46. ช่วยบรรเทาอาการอาการปวดท้องอย่างเฉียบพลัน
    47. ช่วยแก้อาการท้องผูก ลดอาการแสบท้อง
    48. ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ
    49. ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้
    50. ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน
    51. ช่วยรักษาไทรอยด์เป็นพิษ
    52. ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี
    53. ช่วยรักษาอาการปัสสาวะแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ
    54. ช่วยแก้อาการปัสสาวะมีสีเข้ม ปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
    55. ช่วยรักษาอาการมดลูกโต อาการปวดมดลูก ตกเลือดได้
    56. ช่วยบำบัดรักษาโรคต่อมลูกหมากโต
    57. ช่วยป้องกันโรคไส้เลื่อน
    58. ช่วยในการรักษาโรคเริม งูสวัด
    59. ช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร
    60. ช่วยรักษาอาการตกขาว
    61. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์
    62. ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
    63. ช่วยรักษาอาการผิวหนังมีความผิดปกติคล้ายรอยไหม้
    64. น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย
    65. ช่วยป้องกันและรักษาอาการส้นเท้าแตก เจ็บส้นเท้า
    66. ช่วยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าผุ โดยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย หรือในเล็บมีสีน้ำตาลดำคล้ำ อาการอักเสบที่โคนเล็บ
    67. สำหรับประโยชน์ของใบย่านางด้านอื่น ๆ เช่น การนำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ยกตัวอย่าง ใบย่านางแคปซูล สบู่ใบย่านาง แชมพูใบย่านาง เครื่องดื่มสมุนไพร เป็นต้น
    68. แชมพูสระผมจากใบย่านาง ช่วยให้ผมดกำ ชะลอการเกิดผมหงอก

    เกี่ยวกับใบย่านาง

    20 สุดยอดอาหารที่มีเส้นใยสูง คลิ๊ก

  • สยบปัญหาสิวกวนใจด้วยทานาคา

    สยบปัญหาสิวกวนใจด้วยทานาคา

    ทานาคา ใครเลยไม่เคยเป็นสิว

    เชื่อเลยว่าสาวๆทุกคนแม้แต่หนุ่มๆเองก็ต้องเคยเป็นสิวกันมาบ้าง และทุกคนก็มีวิธีจัดการกับเจ้าสิวแตกต่างกันออกไปวันนี้เรามีอีก1วิธีรักษาสิวแบบสมุนไพรมาฝากรับรองว่าง่ายและได้ผลเร็ว ด้วย ทานาคา

    ทุกคนน่าจะเคยได้ยินหรือรู้จักกับแป้งสีเหลืองทองที่ชาวพม่านิยมนำมาทาที่บริเวณแก้มกันมาบ้าง แต่ทราบไม่ค่ะว่า แป้งสีเหลืองทองนั้นได้มาจากอะไร

    แป้งสีเหลืองทองนั้นได้มาจาก เปลือกไม้ของ ต้นทานาคา หรือ กาซาน่า (ชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า LICODIA ACIDISSIMA ) ซึ่งมีมากในแถบตอนกลางของพม่า แต่การจะได้ผงแป้งทานาคานั้นไม่ง่ายเลย เพราะจะต้องเลือกเปลือกไม้ของต้นทานาคาที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป จึงจะทำให้แป้งนั้นมีความหอม ส่วนวิธีการทำแบบฉบับโบราณนั้น จะนำเปลือกไม้ทานาคามาตัดเป็นท่อนพอดีมือแล้วฝนกับหิน ก็จะได้แป้งสีขาวเหลืองนวล ไว้บำรุงผิว

    ทานาคา

    แต่จะให้ไปตามหาต้นทานาคาที่มีอายุ 35 ปีแล้วมาตัดๆขูดๆก็คงไม่ทันสวยมือคงด้านเสียก่อนปัจจุบันจึงมีการทำสมุนไพร ทานาคาผงสำเร็จรูปไว้ให้สาวๆได้ใช้กันอย่างสะดวกมากขึ้น

    ทานาคามีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่สูงมาก และมีสาร OPC และ Curcuminoid ทำให้ทานาคามีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะต่อต้านความเสื่อมของเซลล์และยังช่วยป้องกันการเกิดสิว ด้วยคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดผดผื่นคัน ลดการเกิดจุดด่างดำและฝ้า มีฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน และยังช่วยป้องกันการทำลายผิวจากรังสียูวีอีกด้วย คุณสมบัติเหล่านี้จึงทำให้ทานาคาเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ได้รับความนิยมและปลอดภัย

    แต่ครั้นจะใช้ทานาคาทารักษาสิวเฉยๆก็อาจจะเห็นผลช้าไม่ทันใจวัยรุ่น อีก 1 วิธีที่จะแนะนำก็คือ การนำเอาน้ำมะนาว มาผสมกับผงทานาคา แล้วแต้มที่บริเวณสิว ทิ้งกันก่อนนอน หรือใครที่ทดลองทำแล้ว โอ้ย มันแสบหน้าอ่ะค่ะ มะนาวกัดหน้าแสบเกินไปก็สามารถผสมน้ำอุ่นลงไปได้ด้วย เพื่อลดค่าความเป็นกรดของมะนาวให้เจือจางลง เพียงเท่านี้ตื่นเช้ามาเราจะพบว่าสิวนั้นยุบลงและจุดด่างดำก็ลดลงด้วย แต่มีข้อควรระวังไว้ไม่ควรผสมน้ำมะนาวกับทานาคาพอกทั้งหน้า เนื่องจากผิวหน้ามีความบอบบาง การได้รับกรดจากมะนาวเป็นเวลานานและติดต่อกันเกินไปจะทำให้หน้าขาดความชุ่มชื่นผิวอาจแห้งได้

    เกี่ยวกับทานาคา

    How to น้ำอมฤต น้ำมหัศจรรย์รักษาสารพัดโรค คลิ๊ก

  • สลัดความอ้วน ตามวิถีฮิปเตอร์

    สลัดความอ้วน ตามวิถีฮิปเตอร์

    สลัดความอ้วน

    สลัดความอ้วน กินให้สวยกินให้ชิค นิยามใหม่ ของสาวฮิปเตอร์ทั้งหลาย ต้องยอมรับเลยว่ากระแสรักสุขภาพนั้นกำลังมาแรง หลายๆคนหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง ควบคุมอาหารกันอย่างสุดฤทธิ์ แต่อาหารที่กินนี่สิ ดูไม่ชิคเอาซ่ะเลย แล้วอย่างนี้จะ up ลง IG ยังไงล่ะค่ะ

    สลัดความอ้วน
    สลัดแซลมอล

    ลืมปัญหานั้นไปได้เลย เพราะสำหรับสาวรักสุขภาพที่อยาก up รูปลง IG แนะนำเมนูนี่เลย “สลัด” พูดถึงสลัดคนทั่วไปก็มักจะนึกถึงแต่การกินผัก แล้วมันจะไปอิ่มอะไร และสิ่งที่คนเราเข้าใจผิดมาตลอดนั้นก็คือวิธีการกิน สลัดที่ไม่ถูกต้อง แล้วกินให้ถูกทำอย่างไร กินให้ถูกไม่ใช่การเอาน้ำสลัดไปราดใส่ผักให้ฉ่ำๆแต่เป็นการนำผักไปจิ้มกับน้ำสลัดจะทำให้เราทานผักมากกว่าทานน้ำสลัด ซึ่งน้ำสลัดนั้นแหละค่ะ ตัวอ้วนเลย

    สลัดความอ้วน

    แต่สลัดผักเป็นใบๆจะจิ้มน้ำสลัดยังไงกันล่ะ นี่ไงค่ะเขาถึงมีแพคเกจสำหรับสลัดที่เอาไว้จิ้มโดยเฉพาะ “สลัดโรล” ซึ่งมีให้เลือกกันหลากหลายตามท้องตลาด แถมรูปร่างและสีสันก็น่ารับประทานอย่างยิ่งที่สำคัญมีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ ไม่ต้องอดอาหาร ผอม สวย ใสๆ สาวๆขาชิครู้แล้วห้ามพลาด และอย่าลืม up รูปแบบ Healthy ขึ้น IG อวดความสวยกันด้วยนะจ๊ะ

     

    เกี่ยวกับสลัด

    สยบปัญหาสิวกวนใจด้วยทานาคา คลิ๊ก