หมวดหมู่: สุขภาพ

  • 8 ท่าแพลงก์ที่แสนง่าย ในการลดหน้าท้อง

    8 ท่าแพลงก์ที่แสนง่าย ในการลดหน้าท้อง

    8 ท่าแพลงก์ที่แสนง่าย ในการลดหน้าท้อง

                8 ท่าแพลงก์ ที่เป็นการออกกำลังกายส่วนหน้าท้องแบบง่ายๆ มาทางนี้เลยค่ะ เรามีท่าแพลงก์ 8 ท่า มาฝากเพื่อลดหน้าท้องวันละนิด โดยการทำแพลงก์ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ มีแค่แผ่นยางปูรองไว้ ก็จะสามารถทำแพลงก์ในการลดหน้าท้องได้ แล้วหากใครทำท่าแพลงก์มาได้สักพัก และอยากลองท่าแพลงก์ใหม่ ๆ ดูบ้าง เพื่อบางคนยังไม่เคยทำก็ต้องลองทำดูนะคะ

    8 ท่าแพลงก์แสนง่าย

    1. ท่าแพลงก์ปกติ (Basic Plank)

    วิธีฝึก

    1. เริ่มต้นด้วยท่านอนคว่ำ เหยียดตัวตรง เกร็งคอ และศีรษะลอยจากพื้น

    2. ตั้งศอกทั้ง 2 ข้างกับพื้น ค่อย ๆ ยันตัวขึ้น โดยให้ศอกทั้ง 2 ข้างห่างกันประมาณ 1 ช่วงไหล่

    3. ยกสะโพกขึ้น เกร็งลำตัวและคอให้อยู่ในระนาบเดียวกัน ค้างท่าไว้ 30-60 วินาที

    อย่างไรก็ตาม การแพลงก์ด้วยท่านี้ข้อมือควรต้องวางตรงกับหัวไหล่ ผ่อนข้อศอกเล็กน้อย เกร็งส่วนสะโพกให้อยู่ระนาบเดียวกับลำตัว ที่สำคัญอย่าลืมแขม่วพุงและขมิบก้นเพื่อป้องกันอาการปวดหลังด้วยนะคะ

    2.ท่าแพลงก์เหยียดแขน (Straight-arm Plank)

    วิธีฝึก 

     1. เริ่มต้นเหมือนท่าวิดพื้น แขนเหยียดตรง

    2. เกร็งท่าไว้อย่างน้อย 10 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดตัวลงนอนราบกับพื้น

     3. ท่าแพลงก์ด้านข้าง + ยกขา (Side Plank Leg Lift)

    วิธีฝึก

    1. เริ่มต้นด้วยท่าแพลงก์ด้านข้าง โดยนอนตะแคงซ้าย ใช้แขนและข้อศอกยันตัวขึ้นโดยให้สะโพกยังวางอยู่กับพื้น

    2. ค่อย ๆ ยกสะโพกขึ้น และเท้าแขนกับเอวไว้

    3. เกร็งคอ ลำตัว และสะโพกให้อยู่ในระนาบเดียวกัน

    4. ยกขาด้านบนขึ้นจนปลายเท้าเสมอกับข้อศอก จากนั้นลดขาลงกลับสู่ท่าเดิม ทำให้ครบ 10 ครั้ง แล้วสลับทำอีกข้าง

    4.ท่าแพลงก์เข่าชิดศอก (Plank Knee)

    วิธีฝึก

    1. เริ่มต้นเหมือนท่าวิดพื้น แขนและขาเหยียดตรง

    2. งอขาซ้ายเข้าหาลำตัว ให้เข่าแตะกับข้อศอก แล้วเหยียดขากลับสู่ท่าเริ่มต้น

    3. สลับทำกับขาอีกข้างไปเรื่อย ๆ ให้ได้ข้างละ 10 ครั้ง หรือจนกว่าจะไม่ไหว

    5. ท่าแพลงก์ด้านข้าง (Side Plank)

    วิธีฝึก

    1. เริ่มต้นด้วยท่านอนตะแคงซ้าย ใช้แขนและข้อศอกยันตัวขึ้นโดยให้สะโพกยังวางอยู่กับพื้น

    2. ค่อย ๆ ยกสะโพกขึ้น ตามด้วยเหยียดแขนข้างขวาตรงขึ้นไปข้างบน

    3. เกร็งคอ ลำตัว และสะโพกให้อยู่ในระนาบเดียวกัน ค้างท่าไว้ 30-60 วินาที คลายท่า แล้วสลับข้าง

    6. ท่าแพลงก์ยกขา (Leg Raise Plank)

    วิธีฝึก

    1. เริ่มต้นท่าคุกเข่าก้มหน้า ตั้งศอก วางปลายเท้ากับพื้น

    2. ยกเข่าขึ้น เกร็งลำตัวและคอให้อยู่ในระนาบเดียวกัน

    3. ยกขาข้างหนึ่งขึ้น ค้างท่าไว้ 30-60 วินาที แล้วคลายท่า

    7. สไปเดอร์แมน แพลงก์ (spiderman plank)

    วิธีฝึก

              1. ตั้งท่าแพลงก์ปกติ แล้วฉีกขาเข้ามาหาลำตัวสลับกันทีละข้าง

    2. ทำไปเรื่อย ๆ สัก 15 ครั้งหรือแล้วแต่จะไหว

    8. ท่าเอลโบแพลงก์ วิท ดองกี้คิก (Elbow Plank With Donkey Kick)

    วิธีฝึก

    1. เริ่มต้นด้วยการทำท่าแพลงก์ วางศอกตรงกับหัวไหล่ แล้วยกตัวขึ้นทรงตัวด้วยปลายเท้าทั้งสองข้าง

    2. ยกขาขวาขึ้นจากพื้น งอเข่าขวาตั้งฉากให้ปลายเท้าชี้ไปด้านหลัง เกร็งสะโพกเล็กน้อย ยกเข่าขวาขึ้น-ลง 10 ครั้ง โดยไม่ให้เข่าแตะพื้น แล้วสลับมาทำข้างซ้ายอีก 10 ครั้ง

    3. ทำซ้ำอีกข้างละ 10 ครั้ง หรือเท่าที่ร่างกายจะไหว


    การแพลงก์ทั้ง 8 ท่านี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการลดหน้าท้อง ซึ่งทำได้ง่ายและสามารถทำที่บ้านได้ แต่ช่วงแรกของการทำแพลงก์จะต้องทำน้อยๆแล้วค่อยๆเพิ่มรอบขึ้นไปเรื่อยๆ ห้ามหักโหม อาจจะทำให้เจ็บได้ และประโยชน์ที่ได้รับก็จะมีหลายอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กล้ามเนื้อแกนกลางลำต้นแข็งแรงขึ้น ลดอกาารปวดหลัง ทรงตัวได้ดีขึ้น บุคลิกต่างๆดีขึ้น ตามลำดับ ขอให้สนุกกับการลดพุงกันนะคะ 🙂

     

     

  • 11 อาหารที่ทำปฏิกิริยาในร่างกายคุณ

    11 อาหารที่ทำปฏิกิริยาในร่างกายคุณ

    11 อาหารที่ทำสิ่งแปลก ๆ ในร่างกายของคุณทำให้มีกลิ่นตัว

    11 อาหารที่ทำสิ่งแปลกๆ นั้นก็คือ สิ่งที่คุณรับประทานเข้าไปนั้นเอง มันมีผลต่อกลิ่นตัวของคุณไม่ใช่เฉพาะแค่ลมหายใจเท่านั้น และส่วนประกอบซัลเฟอร์สามารถพบได้ในอาหารจำนวนมาก เช่น กระเทียม ยี่หร่า และหน่อไม้ฝรั่ง ขณะที่กลิ่นกระเทียมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ (ว่ากันว่ากลิ่นกระเทียมสามารถขับไล่ผีดูดเลือดกับยุงได้) หากคุณมีนัดเดท นัดสัมภาษณ์ หรือวางแผนที่จะออกไปเที่ยวข้างนอก คุณอาจต้องหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เราก็มีเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆมาฝากด้วยค่ะ

    1. กระเทียม

     

    กลิ่นกระเทียมซึมออกมาจากผิวหนังของเราได้เนื่องจากสารอัลลิซินจะถูกปล่อยออกมาเมื่อมีการหั่นหรือบดกระเทียม และเมื่อรับประทานเข้าไปสารอัลลิซินจะสลายตัวอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นสารประกอบชนิดอื่นที่สร้างแบคทีเรียไปผสมกับเหงื่อทำให้เกิดกลิ่นที่รุนแรงตามมา แต่ว่ากันว่าถ้าคุณกับคู่รักรับประทานกระเทียมด้วยกันทั้งคู่ก็จะไม่มีใครได้กลิ่นของมัน

    วิธีแก้ : หากรักแร้ของคุณเริ่มมีกลิ่นรุนแรง ลองทาน้ำส้มสายชูกลั่นขาวหรือน้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิ้ลเพื่อขจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ไปตลอดทั้งวัน

     

    2. แกงกะหรี่ / แกงยี่หร่า

     

    กลิ่นหอมจากเครื่องเทศอย่างแกงกะหรี่และยี่หร่าจะติดอยู่ตามรูขุมขนของคุณครั้งละหลายๆวัน

    วิธีแก้ : แม้แต่ยี่หร่าเพียงนิดเดียวก็อาจติดทนนานไปหลายวัน ดังนั้นลองเปลี่ยนมาใช้กระวานซึ่งเป็นพืชในตระกูลขิงแทน แต่ให้กลิ่นที่หอมสดชื่นกว่า

     

    3. เนื้อสัตว์

     

    การวิจัยพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติจะมีกลิ่นตัวหอมกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์

    วิธีแก้ : หันมารับประทานอาหารทะเลหรือผักแทนเนื้อสัตว์

     

    4. ผักตระกูลกะหล่ำ (บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดาว)

     

    แม้ว่าอาหารที่มีส่วนประกอบของซัลเฟอร์จะอุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยขับพิษและเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งออกไปจากร่างกายได้ แต่พวกมันก็ทำให้เรามีกลิ่นตัวที่รุนแรงมากได้เช่นกัน

    วิธีแก้ : ผักตระกูลกะหล่ำมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราก็จริง แต่เพื่อความสบายใจเราควรรับประทานอาหารประเภทนี้ที่บ้าน! คุณสามารถนำไปลวกก่อนปรุงอาหารเพื่อกำจัดกลิ่นบางส่วนได้

     

    5. หอมหัวใหญ่

    หลังจากที่หอมหัวใหญ่ผ่านกระบวนการย่อยแล้ว กลิ่นฉุนของมันจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เข้าไปในปอดและออกมาพร้อมกับลมหายใจ ยิ่งคุณรับประทานหอมหัวใหญ่มากเท่าไหร่คุณก็ยิ่งมีกลิ่นของมันติดทนนานมากเท่านั้น

    วิธีแก้ : แทนที่จะรับประทานแบบสดๆ คุณลองนำหอมหัวใหญ่ไปเจียวก่อนเพื่อให้น้ำมันซึมออกมา ซับน้ำมันส่วนเกินด้วยกระดาษทิชชู่ เพียงเท่านี้กลิ่นของมันก็จะจางลง

     

    6. อาหารที่มีกากใยสูง

     

    การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงมากกว่า 5 กรัมโดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย เราขอให้คุณเตรียมใจไว้ได้เลยว่าสถานที่จะต้องตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นตุๆอย่างแน่นอน นอกจากนี้คุณยังมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และมีลมในกระเพาะอาหาร เนื่องจากอาหารที่มีกากใยสูงจะประกอบไปด้วยก๊าซต่างๆ เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดอ็อกไซด์ และเมเธน

    วิธีแก้ : ดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วเพื่อปรับสมดุลของอาหารที่มีกากใยสูงและเพื่อบรรเทากลิ่นที่ออกมาทางผิวหนังด้วย

     

    7. ลูกซัดหรือเฟนูกรีก

    การตื่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นเบคอนและน้ำเชื่อมเมเปิ้ลเป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก แต่การออกกำลังกายในโรงยิมท่ามกลางกลิ่นเหงื่อใต้รักแร้อาจทำให้คุณเกลียดลูกซัดหรือเฟนูกรีกซึ่งเป็นสมุนไพรที่พบได้ในอาหารของชาวตะวันออกกลางไปเลย ลูกซัดมีสารประกอบที่ชื่อว่าโซโลโทน ทำหน้าที่สร้างกลิ่นหวานออกมาพร้อมกับเหงื่อของคุณ

    วิธีแก้ : กลิ่นน้ำเชื่อมอาจไม่ใช่กลิ่นที่ทรมานจมูกที่สุด แต่ในวันที่เสื้อผ้าอบอวลไปด้วยกลิ่นอับก็อาจทำให้คุณรู้สึกคลื่นเหียนได้ ถ้าคุณไม่สามารถทนต่อกลิ่นของลูกซัดได้ ลองเปลี่ยนมาใช้เบคกิ้งโซดากับน้ำมะนาวพอกลงไปในบริเวณที่เหงื่อออกเพื่อฆ่าเชื้อโรคดูสิ

     

    8. กาแฟ

     

    คาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางรวมถึงคอยกระตุ้นต่อมเหงื่อให้ทำงานด้วย นอกจากนี้กาแฟยังมีความเป็นกรดสูงซึ่งจะทำให้คุณปากแห้ง เชื้อแบคทีเรียก็จะเจริญเติบโตโดยการกินสารประกอบซัลเฟอร์และเป็นสาเหตุให้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น

    วิธีแก้ : งดดื่มกาแฟในตอนเช้าและดื่มชาสมุนไพรแทน การดื่มชานอกจากจะทำให้สุขภาพที่ดีขึ้นแล้วยังช่วยระงับกลิ่นลมหายใจที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย

     

    9. ทุเรียน

     

    ทุเรียนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และสารประกอบซัลเฟอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดเป็นกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียนได้ บางคนถึงขั้นพูดว่า “ลมหายใจคุณเหม็นมากราวกับว่าคุณไปจูบกับศพมาแน่ะ”

    วิธีแก้ : ผลไม้ตระกูลส้มน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ร่างกายของคุณจะรีบทำปฏิกิริยากับน้ำส้มและทำให้กลิ่นตัวคุณหอมสดชื่นและมีชีวิตชีวามากกว่ากลิ่นทุเรียน

     

    10. หน่อไม้ฝรั่ง

     

    หน่อไม้ฝรั่งทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นฉุนเมื่อก๊าซเมอร์แค็ปแทนซึ่งมีส่วนประกอบของซัลเฟอร์สลายตัวในระบบย่อยอาหาร แต่ถ้าคุณสงสัยว่าทำไมปัสสาวะของตัวเองไม่มีกลิ่นหลังจากที่รับประทานหน่อไม้ฝรั่ง นั่นเป็นเพราะร่างกายของคุณไม่มีเอนไซม์ที่สลายก๊าซเมอร์แคปแทนนั่นเอง

    วิธีแก้ : เปลี่ยนจากหน่อไม้ฝรั่งมารับประทานพริกหวานแทนซึ่งสามารถนำไปปิ้งหรือย่างได้เหมือนกัน ที่สำคัญไม่มีผลเสียตามมาด้วย

     

    11. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

     

     

     

    สุดยอดเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดฤทธิ์ความเหม็นได้ทั้งตัวเราเลยที่เดียว เพราะมันเป็นสารที่สามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งดื่มเยอะมากเท่าไรก็จะยิ่งส่งผลให้ทวีความรุนแรงของกลิ่นละมุดเหม็นเน่าได้มากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าคุณจะส่างเมาไปแล้วก็ตาม ทว่ากลิ่นเหล้าก็ยังจะไม่หายไปอย่างแน่นอน

    วิธีแก้ : แปรงฟันแปรงฟันให้เรียบร้อยหลังดื่มเหล้าเสร็จ ช่วยลดทั้งกลิ่นเหล้าและกลิ่นปาก เลือกยาสีฟันกลิ่นที่หอมแรงหน่อยและต้องใช้เวลาแปรงฟันนานกว่าการแปรงแบบปกติเล็กน้อย จะช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้มากขึ้น

    อาบน้ำ กลิ่นเหล้านอกจากจะส่งกลิ่นผสมออกมากับลมหายใจแล้ว ยังสามารถซึมออกมาทางรูขุมขนได้ด้วย  ยิ่งเหงื่อออกกลิ่นเหล้าก็ยิ่งฉุนแรงขึ้น หลังดื่มเหล้าเสร็จจึงควรอาบน้ำทุกครั้ง และต้องอาบอีกรอบหลังตื่นนอน จะช่วยชะล้างกลิ่นออกไปได้ดีขึ้น

     

    บทความอื่นๆ : อาหารที่ไม่ควรทานบ่อย เสี่ยงจะเป็นโรค  รวมอาหาร แก้อาการ นอนไม่หลับ

  • เด็กโดนล้อ – ฆ่าตัวตาย จัดการอย่างไรดี

    เด็กโดนล้อ – ฆ่าตัวตาย จัดการอย่างไรดี

    เด็กโดนล้อ ฆ่าตัวตาย เป็นเราจะจัดการอย่างไรดี

    เด็กโดนล้อ ส่วนใหญ่เด็กมักมีการล้อเล่นจากเพื่อนหรือพี่น้องในทางขบขันเป็นกันเองหรืออาจล้อเล่นระหว่างกัน เขาทั้งสองหัวเราะและไม่มีใครรู้สึกว่าได้รับบาดเจ็บจากคำพูด การล้อเล่นไม่ได้จัดเป็นพฤติกรรมระรานอันธพาลตราบใดที่เด็กทั้งสองรู้สึกขบขัน แต่ถ้าการล้อเล่นเริ่มโหดร้ายไร้ความปรานีและทำซ้ำๆ ก็จะข้ามเส้นไปจัดเป็นพฤติกรรมระรานอันธพาล เมื่อมีการล้อเล่นที่ตั้งใจและจงใจที่จะทำร้ายคนอื่น การล้อเล่นในเด็กจะกลายเป็นพฤติกรรมระรานอันธพาลเมื่อ

    • ให้ความเห็นที่ทำให้คนอื่นแย่ลง
    • มีส่วนร่วมในการเรียกชื่อคนอื่นที่แปลกๆ ในทางลบ
    • กระจายข่าวลือ ที่น่ารังเกียจหรือแนวลามก
    • คุกคามผู้อื่น

     

     

    ทำไมเด็กๆ ต้องล้อคนอื่น?…

    1.  เด็กหลายคนอยู่กับการถูกล้อ ถูกแหย่ ถูกแกล้ง ตลอดเวลาอยู่กับ “คนในครอบครัว” หลายครั้งที่ผู้ใหญ่ เห็นความหงุดหงิด รำคาญใจ โมโห โวยวาย ของเด็กกลายเป็น “ความสนุก” ทุกครั้งที่จะเข้าหา ต้องเข้ามาแบบ “แหย่ๆกัน” เด็กหลายคนก็ซึมซับนิสัยแบบนั้นมาใช้ อยู่โรงเรียนก็แกล้งเพื่อน แหย่เพื่อน เห็นความรำคาญใจของใครๆ เป็นความสนุกสนานของตัวเอง
    2. เด็กบางคนถูกกดให้หงอเวลาอยู่บ้าน จึงอยากเติมเต็มตัวตนโดยการแสดงความกร่างเมื่ออยู่กับผู้อื่น
    3. เด็กบางคนไม่เคยถูกสอนให้เห็นใจใคร และหลายคนก็โตมาแบบ “ไม่เคยได้รับ”
    4. เด็กหลายคนถูกใช้ความรุนแรง ทั้งคำพูด การกระทำ การลงไม้ลงมือ จึงชาชินว่าความรุนแรงมันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต
    5. เด็กบางคนควบคุมตัวเองไม่ได้ จากปัญหาส่วนบุคคล เช่น สมาธิสั้น บกพร่องทางสังคม ปัญหาการเรียนรู้

    จริงๆแล้ว เวลาโดนล้อ โดนแกล้งโดนแซว ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ฝึกทักษะสังคม SQ เลยนะคะ โตมาจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่ สตรอง
    ถือเป็นเวทีประลอง “การเอาตัวรอด” ที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงที่จะฝึกฝนตั้งแต่เด็กเลย เด็กที่จัดการได้ เอาตัวรอดในสังคมเรียนได้ ก็มีแนวโน้มว่าจะเอาตัวรอดในสังคมที่ทำงาน ชีวิตวัยผู้ใหญ่ได้เช่นกัน

     

     

    ดังนั้น ถ้าลูกโดนเเซว โดนล้อ ไม่อยากให้ลูกท้อจนอาจถึงขั้นปลิดชีวิตแบบที่เป็นข่าวใหญ่ ทำไงดีล่ะคะ

    • อยู่เป็นกำลังใจ รับฟังเค้าให้มากที่สุด ให้มีที่ระบาย อย่าด่าซ้ำว่าลูกอ่อนเเอ อย่าบอกว่าเค้าขี้เเพ้ ซ้ำเข้าไปอีก
      ให้เค้าร้องไห้ ระบายให้เสร็จ รับฟังอย่างตั้งใจ เวลาปลอบไม่ใช่เวลาสอน ให้เวลาหน่อยนะคะ ใจเย็นๆ แล้วมาเเก้ปัญหาด้วยกัน
    • อย่าเข้าไปยุ่งเยอะค่ะ เรื่องของเด็ก ควรให้เด็กฝึกจัดการด้วยตัวเอง ถ้าพ่อแม่เข้าไปยุ่มย่ามมาก เด็กกลายร่างเป็นลูกแหง่ ไอ้อ่อนแอ ไอ้ขี้ฟ้องทันที ยิ่งถ้าเราเป็นผู้ปกครอง แล้วไปด่าพ่อแม่เค้า ยิ่งยาว ที่ทำได้คือ คอยโค้ชให้เด็กแก้ปัญหาเองให้ได้
      เด็กก็ภูมิใจ ต่อไป เราก็หมดห่วง
    • เราต้องรู้ว่า เด็กโดนแกล้ง คือเด็กที่บุคลิกน่าแกล้ง ดังนั้น เราต้องฝึกบุคลิกลูกให้สตรองค่ะ เพื่อนที่ดูหน่อมแน้ม ขาว ปากแดง โดนเรียก ไอ้ตุ๊ด เพื่อนที่อ้วน อุ้ยอ้าย โดนเรียก ไอ้ตึกช้าง เพื่อนฟันเหยิน โดนเรียก อีเหยิน ใครมีอะไรเด่นก็โดน ไอแว่น ไอฝันเหล็ก ไอเจ๊กกุ๊ย โอ่ยยย สารพัด
    • สอนลูกให้เตรียมพร้อม ตอบโต้อย่างเหมาะสม เช่น เวลาที่ลูกโดนแกล้ง ถ้าเฉยได้ให้เฉยไว้ แต่ถ้ามาทำร้ายร่างกาย
      สอนลูกให้ตอบโต้ ถ้าโดนกระทำก่อน ก็ตอบโต้ได้ แต่ !!! อย่าตอบโต้ เมื่อ
      1.ฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธ หรือมีแนวโน้มจะใช้อาวุธ
      2.ฝ่ายตรงข้ามมากันหลายคน

     

     

    การล้อ แกล้ง รังแก ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ…
    อย่าทำให้ลูกเติบโตมา ด้วยบรรยากาศรอบตัวว่านี่เป็น “เรื่องธรรมดา” ของชีวิต เพราะสิ่งเหล่านี้ ล้วนบั่นทอนจิตใจ
    และอาจทำให้ใครต่อใคร “ตายจากไป” และ “ตายทั้งเป็น”

    Credit by : facebook.com/takekidswithus

    บทความอื่นๆ : 5 สิ่งที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้เกี่ยวกับทารก (New mom)

  • รวมอาหาร แก้อาการ นอนไม่หลับ

    รวมอาหาร แก้อาการ นอนไม่หลับ

    การนอนเป็นหัวใจสำคัญของความงามเเละสุขภาพที่ดี  เเต่ถ้าคุณนอนไม่หลับดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจคุณกลายเป็นหมีแพนด้าเข้าไปทุกที

    เเต่คุณไม่ซีเรียสเพราะวันนี้เรามีตัวช่วยเล็ก ๆ น้อย ทำให้คุณนอนหลับได้สบายเเละช่วยเรื่องผิวพรรณ น้ำหนัก เเละสุขภาพอีกด้วย Good Night

    ซึ่งการนอนจะช่วยในหลายๆ ด้านของสุขภาพ

    • สุขภาพจิต
    • สุขภาพตา
    • สุขภาพฟัน
    • สุขภาพผิว
    • สุขภาพหัวใจ

    สาเหตุของการนอนไม่หลับ หรือนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ

    ปัจจัยทางด้านร่างกาย มีอาการเจ็บป่วยของโรคอยู่แล้ว หรือเจ็บปวดตามจุดและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย จึงทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับแทรกซ้อน เช่น โรคกระเพาะอาหาร ไมเกรน ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือโรคมะเร็ง

    โรคการหายใจที่ผิดปกติขณะนอนหลับ (Sleep Related Breathing Disorders) หรือการกรนขณะนอนหลับ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สัมพันธ์ต่ออาการนอนไม่หลับ ผู้ที่เป็นโรคนี้จะหยุดหายใจเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ และตื่นขึ้นมาเรื่อย ๆในขณะนอนหลับ ความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเกร็งและการกระตุก อาจทำให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นกลางดึก นอนหลับไม่สนิทหรือนอนไม่หลับอีกเลยได้เช่นกันอีกส่วนหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ปกติเมื่อร่างกายเจริญเติบโตตามช่วงวัยต่าง ๆ และมีอายุเพิ่มมากขึ้น ความต้องการในการนอนหลับพักผ่อนจะลดน้อยลง เพราะร่างกายจะผลิตสารเซโรโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้นอนหลับได้ลดลง จึงมักพบปัญหาการนอนไม่หลับได้มากในช่วงวัยกลางคนเข้าสู่วัยชรา ในวัยชรา และผู้หญิงที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ ซึ่งการนอนไม่หลับเกิดจากฮอร์โมนและสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

    ปัจจัยทางด้านจิตใจ มีความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า หดหู่ ดีใจ หรือตื่นเต้นประหม่าเกิดเป็นความเครียด จนเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในร่างกาย ทำให้ไม่สามารถนอนหลับตามปกติได้

    ปัจจัยภายนอก มีสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมมารบกวนประสาทสัมผัสในขณะนอนหลับ เช่น เสียงดังรบกวน แสงที่สว่างจ้า และการรับรู้กลิ่นต่าง ๆ ที่มากจนรบกวนสภาวะผ่อนคลายก่อนการนอนหลับ และการเข้ารับการรักษาบางชนิดก็มีผลให้ผู้ป่วยเกิดความเจ็บปวดจนนอนไม่หลับ เช่น การทำเคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือที่เรียกกันติดปากว่าคีโมในผู้ป่วยมะเร็ง ความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด เป็นต้น

    ปัจจัยอื่น ๆ นอกจากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น อาการนอนไม่หลับอาจเกิดจากลักษณะนิสัยเฉพาะตัว การนอนผิดเวลาไปจากเวลาปกติที่ร่างกายคุ้นเคย เช่น การทำงานเป็นกะ หรือการปรับตัวไม่ทันจากการเดินทางข้ามเขตเวลาโลก (Jet Lag) การกินอาหารที่มากเกินไปก่อนนอนทำให้นอนหลับไม่สบายตัว การดื่มและใช้สารเสพติด เช่น คาเฟอีนในกาแฟหรือชา นิโคตินในบุหรี่ และยาเสพติดต่าง ๆ ที่มีสารกดประสาททำให้นอนไม่หลับ รวมทั้งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งแม้จะทำให้ผู้ดื่มง่วงนอนในตอนแรก แต่จะมีฤทธิ์กระตุ้นให้นอนหลับไม่สนิทหรือตื่นขึ้นมากลางดึกได้

    เเละตัวช่วยที่เราจะนำมาเเนะนำในวันนี้คือ อาหารแก้อาการนอนไม่หลับ ซึ่งดีต่อสุขภาพเเน่นอนและหาทานได้ง่ายตามท้องตลาดหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป

    1.ถั่ว หรือ ตระกูลถั่วต่าง ๆ

     

    2.ผลไม้สด

     

     

    3.โยเกิร์ต

     

    เป็นยังไงบางค่ะ สาว ๆ ทั้งหาง่าย เเละดีต่อสุขภาพ สาว ๆ คนไหนมีปัญหานอนไม่หลับ ไปลองหายมาทานดูนะค่ะ <

    สำหรับคืนนี้ฝันดี ราตรีสวัสดิ์

    เรียบเรียง : Maybe

    แหล่งที่มา ::  อาการนอนไม่หลับ  

    นอนไม่หลับของกินช่วยได้ หลับสบาย สบายพุง

     

  • คนธาตุหนัก ” ขับถ่ายยาก ” ฟังทางนี้

    คนธาตุหนัก ” ขับถ่ายยาก ” ฟังทางนี้

    คนธาตุหนัก ” ขับถ่ายยาก ” ฟังทางนี้

              ขับถ่ายยากคนธาตุหนัก ฟังทางนี้ สังเกตุได้ง่ายเลยคะ สำหรับคนขับถ่ายยาก คือ นอนยาก ขับถ่ายยาก กินอะไรก็ถ่ายไม่ค่อยออกเหมือนคนอื่นเขา ซึ่งในร่างกายของเราจะมีพลังชีวิตก้อนนึง ถ้าใครนอนพอดีกับความต้องการ อาหารดี อากาศที่หายใจเข้าไปมีคุณภาพดี คนนั้นจะมีพลังชีวิตสูง มีชีวิตชีวาสูง นั้นคือความสมดุลของชีวิต การหมุนเวียนของร่างกายนำมาซึ่งการขนส่งสารอาหารและถ่ายเทของเสียค่ะ ดังนั้นการขับถ่ายทุกวัน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะ คนเรานั้นต้องขับถ่ายทุกวัน เพื่อเอาของเสียออกจากร่ายกาย และช่วงเวลาการขับถ่ายที่สำคัญที่สุด ดีที่สุด ก็คือ ตอนเช้าในช่วงเวลา 05.00 น.- 07.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ลำไส้ใหญ่ทำงานขับกากอาหารออกจากร่างกาย การขับถ่ายตอนเช้าจึงถือได้ว่าเป็นทั้งการนำของเก่าทิ้งออกไป และเป็นการสร้างระบบขับถ่ายที่ดีต่อร่างกาย และดีต่อสุขภาพของร่างกายเรานั่นเอง

    สาเหตุหลักๆของการขับถ่ายยาก

    • ความเครียด รู้หรือไหมว่าความเครียด ก็ทำให้ถ่ายไม่ออกได้เหมือนกัน เพราะเวลาเครียดทำให้นอนไม่หลับ และส่งผลไปยังระบบต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ร่างกายรวนไปหมด เพราะฉะนั้นทำตัวให้รีแล็กซ์ไม่เครียด จะได้ไม่ลำบากต่อสุขภาพ
    • ดื่มน้ำน้อย การดื่มน้ำ เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างของร่างกาย ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายชุ่มชื้นหรือช่วยให้สุขภาพกายและผิวดีแล้ว ยังช่วยทำให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้นอีกด้วย
    • ไม่ค่อยทานผลไม้ ผลไม้ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วย ในการถ่ายยาก ผลไม้แต่ละชนิดก็มีสรรพคุณเป็นยาระบายและมีไฟเบอร์ช่วยในการขับถ่ายติดตัวมาด้วย แต่ก็ควรใส่ใจอาหารในแต่ละมื้อ ให้ได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ด้วยนะค่ะ
    • ภาวะลำไส้อุดตัน สภาวะบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการอุดตันภายในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้อุจจาระเคลื่อนตัวได้ลำบาก และยังคงเหลือค้างอยู่ภายใน เช่น แผลปริขอบทวารหนัก ลำไส้อุดตัน หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่

    นอกจากสาเหตุดังกล่าวข้างต้นแล้ว พฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างก็อาจจะส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกตามมาได้ค่ะ

    วิธีแก้อาการท้องผูก แก้ง่ายๆ แค่เปลี่ยนพฤติกรรม

    เมื่อสาเหตุหลัก ๆ ของอาการท้องผูกเกิดจากพฤติกรรมของเรา ถ้าจะแก้ปัญหาก็ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง ดังนี้

    1. ทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ถั่ว ฟักทอง ลูกพรุน ข้าวโพด แอปเปิล ฝรั่ง มะละกอ เป็นต้น เพื่อจะช่วยเพิ่มเส้นใยการขับถ่าย และแนะนำให้ทานใยอาหาร 20-30 กรัมต่อวัน

    2. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นตามไปด้วย  หากนั่งนิ่งอยู่เฉย ๆ ลำไส้ไม่ได้เคลื่อนไหว กากอาหารเหล่านั้นก็จะยิ่งแข็งค้างอยู่ในลำไส้ ทำให้ท้องผูกได้ง่าย หากไม่มีเวลามาก แนะนำให้เดินออกกำลังกายสัก 20-30 นาทีก็พอจะช่วยให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหวแล้ว

    3. ฝึกเข้าห้องน้ำขับถ่ายทุกเช้าให้เป็นกิจวัตร โดยควรนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที ไม่ควรเร่งรีบเกินไป

    4.  ดื่มน้ำให้มาก ๆ เราคงเคยได้ยินคนแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว นอกจากจะช่วยเรื่องอื่น ๆ แล้ว การดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ยังช่วยไม่ให้ท้องผูกด้วย เพราะน้ำจะไปช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลงได้

    5. พยายามลดความเครียดลง ทำจิตใจให้เบิกบาน แจ่มใส

     

    ผลไม้แก้ท้องผูก มีอะไรที่ได้ผล

    • มะขามแขก มีฤทธิ์เป็นยาระบายเช่นกัน โดยใช้ใบแห้ง 1-2 หยิบมือ หรือใช้ฝัก 4-5 ฝัก หักเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มกับน้ำ 1 ถ้วย นาน 15 นาที ดื่มก่อนนอน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการท้องผูกประจำ อย่ารับประทานมะขามติดต่อกันนานเกินไป ควรใช้รักษาอาการท้องผูกเป็นครั้งคราวเท่านั้น เพราะจะทำให้ขาดธาตุโปแตสเซียม และทำลายระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้

    • แอปเปิลเขียว มีเส้นใยอาหารมาก สามารถกินทั้งผลหรือปั่นทั้งกากก็ได้ 1 ผล ให้ใยอาหาร 4.4 กรัม

     

     

    • สับปะรด และมะละกอ มีน้ำย่อยช่วยกัดกากคราบโปรตีนเก่า ๆ ที่ถูกย่อยไม่หมด ทำให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น

    • กล้วยน้ำว้าสุก เป็นผลไม้ที่มีสารเพกทินสูง ช่วยเพิ่มกากอาหาร และยังมีเมือกลื่นทำให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น ควรทานทุกวัน ๆ ละ 2-4 ผล

    •  เม็ดแมงลัก ตักออกมาสัก 2 ช้อนชา แช่ในน้ำเปล่า 1 แก้ว (250 ซี.ซี.) ให้พองตัวเต็มที่ แล้วค่อยดื่มช่วงก่อนนอน จะช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เพราะแมงลักมีเมือกหล่อลื่น ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว

     

    แม้ว่าการขับถ่ายทุกเช้าอาจจะยากสำหรับใครหลายคน บางคนอาจจะกินอาหารที่มีใยอาหารมากขึ้น หรือ จะใช้ตัวช่วยอย่างยาระบายที่ผสมสมุนไพรจำพวกใบมะขามแขก ผลส้มแขก ที่มีสรรพคุณช่วยในการระบาย โดยกินหรือดื่มตอนก่อนเข้านอน พอเช้ามาก็จะสามารถขับถ่ายได้ค่ะ

     

    Credit by : health.kapook.com

    บทความอื่นๆ ไขมันทรานส์-อันตรายใกล้ตัวที่คุณไม่รู้

  • ไขมันทรานส์ อันตรายใกล้ตัวที่คุณไม่รู้

    ไขมันทรานส์ อันตรายใกล้ตัวที่คุณไม่รู้

    ไขมันทรานส์ อันตรายใกล้ตัวที่คุณไม่รู้

    ไขมันทรานส์ คืออะไร กรดไขมันทรานส์ มักพบได้ในอาหารและขนม เช่น เบเกอรี่ หรือ โดนัท ที่ใช้เนยขาว เนยเทียม ครีมเทียม หรือมาการีน เป็นส่วนผสม และเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเพิ่มระดับไขมันเลว (LDL) และลดไขมันดี (HDL) ในเส้นเลือด ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวานอีกด้วยกรดไขมันทรานส์ ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมา โดยการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชสามารถคงสภาพแข็งตัวหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลว และมีอายุเก็บไว้ได้นานกว่าเดิมถึงแม้มันจะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารลดต้นทุนในการผลิต และเคยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าไขมันธรรมชาติ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่ามันเป็นภัยต่อสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงฯ เกี่ยวกับกรดไขมันทรานส์ (trans fat acid) ว่า เนื่องจากไขมันทรานส์ที่เกิดจากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ จึงให้อาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน เป็นอาหารที่ ห้ามผลิต นำเข้าหรือจำหน่ายใน 180 วัน นับจากวันที่ 11 ก.ค. 2561

    ประเทศใดแบนไขมันทรานส์แล้วบ้าง ?

    เดนมาร์ก เป็นประเทศบุกเบิกในการห้ามใช้ไขมันทรานส์อย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ทำให้มีอีกหลายชาติเดินรอยตาม”ปัจจุบันเรามี 7 ประเทศในยุโรปที่แบนไขมันทรานส์โดยกฎหมาย และมันล้วนเริ่มต้นจากเดนมาร์ก” ดร. เจา บรีดา หัวหน้าหน่วย ป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อขององค์การอนามัยโลกประจำศูนย์ยุโรป กล่าว

    สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือเอฟดีเอ (FDA) ได้ห้ามใช้ไขมันทรานส์ โดยให้เวลาผู้ประกอบการ 3 ปีในการเลิกใช้ทั้งหมด ซึ่งเพิ่งครบกำหนดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2006 เอฟดีเอได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารในสหรัฐฯ ต้องติดฉลากระบุปริมาณไขมันทรานส์ ซึ่งเอฟดีเอระบุว่าช่วยให้ชาวอเมริกันลดการบริโภคไขมันทรานส์ไปได้กว่า 3 ใน 4

    เมื่อปี 2012 สิงคโปร์ ได้ออกกฎหมายจำกัดปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารให้ไม่เกิน 2 กรัม ต่อประมาณไขมัน 100 กรัม และต้องระบุปริมาณไขมันทรานส์บนห่อบรรจุภัณฑ์ของอาหารประเภทไขมัน

    เเล้วอันตรายของไขมันทรานส์ ??

    การทานอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์มากๆ หรือติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลเพิ่มความเสี่ยงอันตรายต่อร่างกาย ดังนี้

    ซึ่งโรคเหล่านี้อันตราย และหากมีอาการรุนแรงจะส่งผลต่อชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่นาที หากเราทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ค่อนข้างมาก และไม่เคยตรวจสุขภาพหาค่าไขมันในเลือดมาก่อน ซึ่งวันนี้เรานำตัวอย่างมาให้ดูเพื่อจะได้คิดพิจารณาก่อนรับประทาน

     

     

    ของจำพวกขนมเค้ก พาย คุกกี้

    พวกขนมอบต่าง ๆ พาย ครัวซองต์ ขนมเค้ก คุกกี้ ร้านค้าตามห้างส่วนใหญ่ ที่มีการผลิตครั้งละมาก ๆ ยังเสี่ยงต่อการปนเปื้อนไขมันทรานส์ เพราะตามข้อมูลพบว่ายังมีการใช้เนยเทียมหรือมาการีน วิปปิ้งครีม เนยขาว ในการาทำขนมหวานซึ่งของกินเหล่านี้จะทำให้คุณได้รับไขมันทรานส์เข้าไปเต็มๆเลยแหละ

     

    โดนัท

    กินได้ปกตินะ แต่ต้องไม่มีการปนเปื้อนของไขมันทรานส์ เพราะในกระบวนการผลิตน้ำมันที่มีการเติมไฮโดรเจนแบบสมบรูณ์ โดนัทเจ้าดังบางเจ้าก็ยังตรวจพบการปนเปื้อนของไขมันอยู่ ถ้าผู้บริโภคไม่แน่ใจว่าเจ้าไหนอันตรายหรือมีส่วนผสมหรือป่าว แนะนำให้ลดให้หลีกเลี่ยง รอดูทีหลังจาก 180 พอ พอเขาจำกัดผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนออกไป ทีนี้จะได้กินได้แบบแฮปปี้ แต่ไม่ควรกินเยอะเกิ่นไปนะคะ

     

    ครีมเทียม

    มีข้อมูลระบุว่า 1 ใน 3 ส่วนของส่วนประกอบในครีมเทียม คือ ไขมัน และน้ำเชือมกลูโคส ส่วนประกอบอื่นก็เป็นพวกสารเคมีในการแต่งกลิ่น และสี มีสารป้องกันการเกาะตัวเป็นก้อนโปรตีนนม ไขมันในครีมเทียมนั้นแหละที่เป็น “ไขมันทรานส์” ซึ่งเป็นไขมันตัวร้ายที่อาจก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ ตามมา เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่นิยมเติมในเครื่องดื่มต่างๆ ที่คนไทยนิยมกิน เช่น ชาเย็น กาแฟเย็น ชานมไข่มุกควรที่จะหลีกเลี่ยงครีมเทียมแล้วมาใช้ นมสด แทนจะดีที่สุด

     

    ไก่ทอด เฟรนซ์ฟราย ป๊อปคอร์น

    ส่วนของทอด เช่น  ไก่ทอด เฟรนซ์ฟราย หากทอดแบบ Deep Fried ในความร้อนสูง ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ๆ หลายครั้ง อันนี้จะมีไขมันทรานส์ปนเปื้อนได้ง่ายมาก และยังมีสารมะเร็งพ่วงเข้ามาด้วย ส่วนพวกป๊อปคอรน์ มันฝรั้งทอด ที่ใช้เนยเทียมในการอบการทอด ก็ยิ่งจะมีไขมันทรานส์มากไปอีก ให้หลีกเลี่ยงไปเลย แต่ถ้าอยากกินสุด ๆ แนะนำให้ใช้เนยสดมาอบแทน

    นมข้นหวาน นมข้นจืด

    หลายคนกลัวว่า นมข้นหวาน ก็จะมี “ไขมันทรานส์” ซ่อนอยู่ ผู้ประกอบการที่ผลิตนมข้นหวาน เนยเทียมต่าง ๆ เริ่มที่จะออกมาประกาศว่า สินค้าของเค้าไม่มีน้ำมันที่ผ่านการเติมไฮโดเจนบางส่วน ไม่กระทบกับข้อกฎหมายนี่ เช่น ขนข้นหวานตรามะลิ ส่วนนมข้นจืดก็เหมือนกัน หากเจ้าไหนมีการผลิตที่ดี ไม่มีไขมันทรานส์มาปนเปื้อน ก็สามารถที่จะกินต่อไปได้แต่ถ้าเจ้าไหนจะมีปนเปื้อนก็ควรที่จะหลีกเลี่ยง

    ประเภทอาหารที่มีโอกาสมี ” ไขมันทรานส์ “

    เครดิต : daily.bangkokbiznews

    ขอบคุณข้อมูล : thairath

    บทความที่เกี่ยวข้อง :  อาหารที่ไม่ควรทานบ่อย เสี่ยงจะเป็นโรค

                                        สมุนไพรธรรมชาติ บำบัด แก้โรคได้สารพัดโรค

                                         มาสิ!มารู้เกี่ยวกับ 6 ผักผลไม้ลดความอ้วน(ผักก็ดี ผลไม้ก็โดน)

  • สมุนไพรธรรมชาติ บำบัด แก้โรคได้สารพัดโรค

    สมุนไพรธรรมชาติ บำบัด แก้โรคได้สารพัดโรค

    สมุนไพรธรรมชาติ บำบัด แก้โรคได้สารพัดโรค

    สมุนไพร คือผลผลิตที่ได้จากธรรมชาติ ได้แก่ พืช สัตว์ และ แร่ธาตุ ที่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหรือบำรุงร่างกาย เช่น ใช้กิน ใช้ทา ใช้รม เป็นต้น ซึ่งอาจจะใช้ทั้งหมด เช่น ใช้ทั้งต้น หรือแค่เฉพาะบางส่วนของผลผลิตนั้นๆเพื่อปรุงเป็นยารักษาโรค เช่น เฉพาะส่วนราก โดยอาจจะต้องผ่านกระบวนการบางอย่างก่อนนำมาใช้ เช่น บด ต้ม คั้น ตากแห้ง เป็นต้นหรืออาจจะใช้เป็นยาพิษก็ได้โดยจะเรียกว่า สมุนไพรที่มีพิษสมุนไพรไทย คือที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศไทยหรือสามารถหาพบได้ในประเทศไทยเเละ โรคหัวใจเป็นโรคที่คนไทยกลัวกันมาก เพราะไม่ว่าปีไหนๆ โรคนี้ก็อยู่ในโรคอันดับต้นๆ ของคนไทย และสาเหตุก่อให้เกิดโรคเหล่านี้ล้วนมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่บริโภคล้นเกิน และเป็นอาหารที่อุดมด้วยแป้ง ไขมัน น้ำตาล เรียกว่าเราใช้ชีวิตกินอยู่คล้ายคลึงกับคนเมืองหนาวเข้าไปทุกวัน ที่สำคัญยังขาดการออกกำลังกายจึงทำให้เกิดภาวะโภชนาการล้นเกิน คนไทยเป็นโรคอ้วนและโรคเรื้อรังไม่ต่างจากประเทศตะวันตกเลย

     

     

    ข้อแนะนำที่สำคัญสำหรับหลีกเลี่ยงและรักษาสุขภาพจากโรคหัวใจ คือ ต้องมีโภชนาการที่ดีหลีกเลี่ยงไขมัน เน้นถั่ว งา ปลา ผัก ให้มากขึ้นในแต่ละมื้อ ออกกำลังกายให้เป็นนิสัยหรือเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตประจำวัน ควบคุมหรือละเว้นพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ อาทิ บุหรี่ แอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าให้เกิดระดับความเครียดสูง การพักผ่อนอย่างเพียงพอช่วยลดความเครียดได้

    เเละวันนี้เรายกตัวอย่างสมุนไพรที่หาได้ง่าย ตามทั่วไป

     

    กระเทียม

    กระเทียมยังเป็นสมุนไพรแก้ไขบรรเทาปัญหาสุขภาพของชาวบ้านมาโดยตลอด หมอพื้นบ้านไทยใช้กระเทียมสดรักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน โรคบิด ป่วง แก้ไอ และกระจายโลหิต กระทั่งเป็นที่สรุปได้ว่า กระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเด่น 2 ประการ คือ ใช้ทารักษาโรคผิวหนัง และรับประทานแก้โรคความดันโลหิตสูง การศึกษาทดลองคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาในระยะหลัง พบว่า กระเทียมมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกหลายอย่าง แต่การนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้ผลอย่างจริงจังยังจะต้องมีการศึกษาผลทางคลินิกวิทยาให้ถ่องแท้เสียก่อน

    ประโยชน์กระเทียม

    1. ฆ่าเชื้อรา คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เกิดตามเล็บ หนังศีรษะและผม
    2. ฆ่าเชื้อยีสต์ชนิดที่ทำให้เกิดลิ้นขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และทำให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวที่มักจะเกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ
    3. ลดความดันโลหิตสูง
    4. ลดไขมันและคอเลสเตอรอล
    5. ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว
    6. ลดน้ำตาลในเลือด
    7. ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด กล่าวคือ มีสารอัลลิซิน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มักทำให้เกิดโรคได้ถึง 15 ชนิด โดยเฉพาะยับยั้งเชื้อพวกที่ดื้อยาเพนนิซิลินได้ดีกว่าเชื้อพวกที่ไม่ดื้อยาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังฆ่าเชื้อบิดมีตัวที่มีพิษต่อลำไส้ได้ดี โดยมีสารที่สำคัญคือกาลิซิน รวมทั้งสามารถยับยั้งเชื้อบิดเทียม ซึ่งไม่รบกวนแบคทีเรียตัวอื่นที่มีประโยชน์ต่อลำไส้
    8. ยับยั้งเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดฝีหนอง และใช้รักษาแผลสด แผลที่เป็นหนอง คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อวัณโรค และเชื้อปอดบวม
    9. รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
    10. เป็นยาขับเสมหะและมีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ
    11. รักษาโรคไอกรน
    12. แก้หืดและโรคหลอดลม
    13. แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย
    14. ควบคุมโรคกระเพาะ คือมีสารเอเอส 1 ช่วยยับยั้งไม่ให้น้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ และยังช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบชนิดรุนแรงได้ด้วย
    15. ขับพยาธิต่างๆ ได้หลายชนิด ได้แก่ พยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย และมีรายงานทดสอบจากอินเดียว่า กระเทียมมีสารไดอัลลิลไดซัลไฟด์ มีฤทธิ์ใช้ฆ่าพยาธิไส้เดือนได้ดี
    16. แก้เคล็ดขัดยอกและเท้าแพลง เพราะมีสารอัลลิซินเป็นตัวช่วยทำให้เลือดไหลเวียนมายังบริเวณที่ทาถูนวดยาได้ดีมากขึ้น
    17. แก้ปวดข้อและปวดเมื่อย
    18. ต่อต้านเนื้องอก
    19. กำจัดพิษตะกั่ว
    20. บำรุงร่างกาย ประเทศญี่ปุ่นได้ค้นพบสารในกระเทียมชื่อสคอร์ดินิน ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง รวมทั้งช่วยให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตและช่วยลดไขมันในร่างกาย

    ขิง

    ขิงจัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายของเรา เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ธาตุเหล็ก ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส แถมยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเส้นใยจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ของขิงนั้น เราสามารถนำมาใช้ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราก เหง้า ต้น ใบ ดอก แก่น และผลก็ได้ทั้งนั้น

    ประโยชน์ของขิง

    1. ขิงจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอด
    2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก ช่วยชะลอความแก่และชะลอการเกิดริ้วรอย
    3. มีส่วนช่วยในการป้องกัน ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
    4. ช่วยลดผลข้างเคียงจากสารเคมีที่ใช้ในการรักษามะเร็ง ดังนั้นควรรับประทานขิงควบคู่ไปกับการรักษามะเร็งจะเป็นผลดี
    5. ขิงมีฤทธิ์อุ่น ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และช่วยในการขับเหงื่อ
    6. ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการใช้ลำต้นสด ๆ นำมาทุบให้แหลกประมาณ 1 กำมือ แล้วต้มกับน้ำดื่ม
    7. ช่วยลดความอ้วน ลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอล ด้วยการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ
    8. ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะและไมเกรน ด้วยการรับประทานน้ำขิงบ่อย ๆ
    9. ช่วยลดความอยากของผู้ติดยาเสพติดลงได้
    10. แก้ตานขโมย ด้วยการใช้ขิง ใบกะเพรา พริกไทย ไพล มาบดผสมกันแล้วนำมารับประทาน
    11. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต ด้วยการนำขิงสดมาฝานต้มกับน้ำดื่ม
    12. ช่วยบำรุงหัวใจของคุณให้แข็งแรง
    13. ช่วยบรรเทาอาการของโรคประสาท ซึ่งทำให้จิตใจขุ่นมัว (ดอก)
    14. ช่วยฟื้นฟูร่างการสำหรับมารดาหลังคลอดบุตร ด้วยการรับประทานไก่ผัดขิง
    15. มีส่วนช่วยให้เจริญอาหาร (ราก, เหง้า) ด้วยการใช้เหง้าสดประมาณ 1 องคุลีนำมาต้มกับน้ำดื่ม ก็จะได้เป็นยาขมเจริญอาหาร
    16. ใช้กินเพื่อบำรุงเป็นยาธาตุ บำรุงธาตุไฟ (เหง้า, ดอก)
    17. ใช้บำรุงน้ำนมของมารดา (ผล)
    18. ช่วยทำให้นอนหลับได้อย่างสบาย
    19. การรับประทานขิงจะช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเป็นลิ่มเลือดได้ช้าลง
    20. ใช้แก้ไข้ (ผล) ด้วยการนำขิงสดมาคั้นเป็นน้ำให้ได้ประมาณครึ่งถ้วย แล้วผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วย แล้วนำมาดื่มวันละ 3 ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการได้

    สรรพคุณเยอะมาก ๆ เเอดหยิบบยกมาให้ดูเเค่ส่วนนึงนะค่ะ

    พริก

    พริกไม่ว่าสายพันธ์ไหนๆ ก็มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุอยู่มากมาย โดยเฉพาะวิตามินซี (ต้องเป็นพริกสด) เป็นแหล่งของกรด ascorbic ที่ช่วยขยายหลอดเลือด นอกจากนี้ สารสำคัญที่ทำให้เราเผ็ดร้อนเมื่อทานพริกเข้าไปก็คือ แคปไซซิน (capsaicin) แคปไซซินเป็นสารกลุ่มอัลคาลอยด์ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น สามารถทนต่อความร้อน และเย็นได้ พริกจึงไม่สูญเสียความเผ็ดเมื่อนำไปต้ม และแช่แข็ง สารแคปไซซิน ละลายได้ดีในไขมัน และแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อทานอาหารเผ็ดๆ น้ำเปล่า น้ำเย็น จึงไม่ได้ช่วยลดความเผ็ด เพียงแต่ลดอาการแสบร้อน ระคายเคืองในช่องปากเท่านั้น ถ้าพลาดทานพริกเข้าไป ลองหานมสดมารับประทานดู จะช่วยลดความเผ็ดร้อนของพริกลงได้ นอกจากนี้ยังพบ สารต้านอนุมูลอิสระอย่างเบต้าแคโรทีน และ วิตามินเอ มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และ ไนอาซินในพริกอีกด้วย

    ประโยชน์ของพริก

    1. พริกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
    2. ช่วยให้อารมณ์ดี ทำให้ร่างกายสร้างสาร Endorphin (สารแห่งความสุข)
    3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น
    4. วิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย
    5. ช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา
    6. ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารยิ่งขึ้น
    7. สารแคปไซซินช่วยให้เกิดอาการตื่นตัวของร่างกาย
    8. ช่วยในการดีท็อกซ์ของร่างกาย
    9. พริกช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก และลดเสมหะ
    10. ช่วยบรรเทาอาการไอ
    11. ช่วยลดสารที่มากีดขวางระบบทางเดินหายใจอันเนื่องมาจากการเป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ
    12. ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด หรือโรคเลือดออกตามไรฟัน
    13. ช่วยให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
    14. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และความเผ็ดของพริกมีส่วนช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้
    15. ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอลในร่างกาย ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดลดลง
    16. ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด เส้นเลือดสมองอุดตัน
    17. ช่วยในการสลายลิ่มเลือด
    18. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว
    19. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดให้ดียิ่งขึ้น
    20. ช่วยลดความดันโลหิต
    21. ช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มการยึดตัวของผนังหลอดเลือด
    22. ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อการดูดซึมอาหารที่ดีขึ้น

    สรรพคุณเยอะมาก ๆ เเอดหยิบยกมาให้ดูเเค่ส่วนนึงนะค่ะ

    ใบแปะก๊วย

     

    แปะก๊วย เป็นสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน มีลักษณะคล้ายใบพัด มี 2 กลีบ ซึ่งเป็นสมุนไพรที่จัดว่ามีสรรพคุณค่อนข้างหลากหลายและดีมากชนิดหนึ่ง แต่จัดว่าเป็นยาอันตราย มีขายในเฉพาะร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น (โดยเฉพาะบางประเทศ ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เท่านั้นถึงจะซื้อมารับประทานได้ แต่สำหรับประเทศไทยไม่ห้ามถึงขนาดนั้น) ใบแปะก๊วยในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยทั่วไปแล้วสารสกัดจากใบแปะก๊วยมักมีวางจำหน่ายในรูปของแคปซูลขนาดตั้งแต่ 40-60 มิลลิกรัมต่อแคปซูล โดยเราสามารถรับประทานในขนาด 60 มิลลิกรัมได้มากถึง 3 แคปซูล หรือ 180 มิลลิกรัมต่อวันเลยทีเดียว

    ประโยชน์ของแปะก๊วย

    1. สารสกัดจากใบแปะก๊วยเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ
    2. ช่วยชะลอความแก่ชราและป้องกันโรคมะเร็งได้
    3. ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ดี ทำให้มีก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และอวัยวะต่าง ๆ ตามร่างกาย
    4. ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อมได้
    5. ช่วยในเรื่องของการเพิ่มสมาธิและช่วยเพิ่มความจำความคิดได้ดี
    6. ช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีพัฒนาการรับรู้และเข้าสังคมได้ดีขึ้นด้วย
    7. ช่วยต้านโรคซึมเศร้าอย่างได้ผลสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบทั่วไป
    8. ช่วยลดอาการตะคริวหรือการเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณต่าง ๆ
    9. ช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะ เสียงดังในหู หรือหูอื้อลงได้
    10. ช่วยบรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ดี หรือจะเรียกว่าเป็นไวอากราชั้นดีจากธรรมชาติเลยก็ว่าได้
    11. สารสกัดจากใบแปะก๊วย ยังช่วยป้องกันและรักษาโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมได้
    12. สามารถช่วยป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตาได้
    13. สำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด การรับประทานใบแปะก๊วยจะช่วยป้องกันการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลมได้

     

    ใบเตยหอม

    ต้นเตยหอม จัดเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก ขึ้นเป็นกอ มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวจนถึงยอดใบ ลักษณะของใบเป็นทางยาว สีเขียวเป็นมัน ใบค่อนข้างแข็ง มีขอบใบเรียบ เราสามารถนำใบเตยมาใช้ได้ทั้งใบสดและใบแห้ง ในใบเตยจะมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย (Fragrant screw pine) โดยกลิ่นหอมของใบเตยนั้นมากจากสารเคมีที่ชื่อว่า 2-acetyl-1-pyrroline ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ได้ใน ข้าวหอมมะลิ ขนมปังขาว และดอกชมนาด

    ประโยชน์ของใบเตย

    1. ช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น และช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ (น้ำใบเตย)
    2. การดื่มน้ำใบเตยจะช่วยดับกระหายคลายร้อนได้เป็นอย่างดี เพราะใบเตยมีกลิ่นหอมเย็น ดื่มแล้วจึงรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย
    3. รสหวานเย็นของใบเตยช่วยชูกำลังได้
    4. การดื่มน้ำใบเตยช่วยแก้อาการอ่อนเพลียของร่างกายได้
    5. ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย
    6. ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟนั้น การรับประทานอาหารที่ปรุงจากใบเตยจะช่วยทำให้รู้สึกเย็นสบายสดชื่นได้
    7. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งตามตำรับยาไทยได้มีการนำใบเตยหอม 32 ใบ, ใบของต้นสัก 9 ใบ นำมาหั่นตากแดด แล้วนำมาชงเป็นชาดื่มอย่างน้อย 1 เดือน หรือจะใช้รากประมาณ 1 กำมือนำมาต้มกับน้ำดื่มเช้าเย็นก็ได้เหมือนกัน (ใบ, ราก)
    8. ช่วยลดความดันโลหิต (สารสกัดน้ำจากใบเตย)
    9. ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
    10. ช่วยบรรเทาอาการอาการและดับพิษไข้ได้
    11. ช่วยดับพิษร้อนภายในได้เป็นอย่างดี
    12. ใช้รักษาโรคหืด (ใบ)
    13. ใช้เป็นยาแก้กระษัย (ต้น, ราก)
    14. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะด้วยการใช้ต้น 1 ต้น หรือจะใช้รากครึ่งกำมือก็ได้ นำมาต้มกับน้ำดื่ม (ราก, ต้น)
    15. ใช้รักษาโรคหัดได้
    16. ใบเตยสดนำมาตำใช้พอกรักษาโรคผิวหนังได้
    17. มีการนำใบเตยมาใช้แต่งกลิ่นอาหารอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นของหวานต่าง ๆ อย่างเช่น ขนมลอดช่อง ขนมชั้น รวมไปถึงเค้กและสลัด เป็นต้น
    18. มีการนำใบเตยมาทุบพอแตก นำไปใส่ก้นลังถึงสำหรับนึ่งขนม จะทำให้ขนมที่สุกแล้วมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมาก
    19. ใช้ใบเตยรองก้นหวดสำหรับนึ่งข้าวเหนียว เมื่อข้าวสุกแล้วจะทำให้มีกลิ่นหอมมาก
    20. สีเขียวของใบเตยเป็นสีของคลอโรฟิลล์ สามารถนำมาใช้แต่งสีขนมได้
    21. ใช้ใบเตยสดใส่ลงไปในน้ำมันที่ใช้แล้ว ตั้งไฟให้ร้อนแล้วค่อยตักใบเตยขึ้น จะทำให้น้ำมันไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ทำให้น้ำมันที่ใช้ทอดมีกลิ่นเหมือนน้ำมันใหม่
    22. ประโยชน์ของใบเตยกับการนำมาใช้ทำเป็นทรีตเมนต์สูตรบำรุงผิวหน้า ด้วยการใช้ใบเตยล้างสะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำมาปั่นรวมกับน้ำสะอาดจนละเอียด จะได้ครีมข้นเหนียวแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที

    ดอกคำฝอย

    สมุนไพรดอกคำฝอย สมุนไพรที่ขึ้นชื่อว่าสามารถช่วยลดความอ้วนได้ เป็นยาเกี่ยวกับสตรีที่ช่วยรักษาอาการต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบเลือดได้ เนื่องจากช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ ฯลฯ โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรนั้นก็ได้แก่ ดอก (ทั้งดอกสดและดอกแห้ง), เกสร, กลีบดอกที่เหลือจากผล, เมล็ด, และน้ำมันจากเมล็ด

    ประโยชน์ของดอกคำฝอย

    1. ดอกคำฝอย ลดความอ้วน  ด้วยการใช้ดอกประมาณ 5 กรัมนำมาชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น (ดอก)
    2. ช่วยบำรุงประสาทและระงับประสาท (ดอก, กลีบที่เหลือจากผล)
    3. ช่วยรักษาโรคฮิสทีเรีย (Hysteria) หรือโรควิตกกังวลอย่างหนึ่ง หรือโรคขาดความอบอุ่น (ดอก)
    4. ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น ทำให้มีออกซิเจนเข้าถึงเซลล์ต่าง ๆ ได้ดี (ดอก)
    5. ช่วยบำรุงโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษ และช่วยฟอกโลหิต (ดอก, เกสร, กลีบที่เหลือจากผล)
    6. ช่วยสลายลิ่มเลือด จะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ชอบกินของหวาน เพราะจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เลือดเหนียวข้นจับตัวกันเป็นลิ่มเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ไม่ดี โดยดอกคำฝอยจะช่วยสลายลิ่มเลือดให้เล็กลง ช่วยป้องกันไม่ให้เลือดเกาะตัวกันเป็นลิ่มเลือด (ดอก)
    7. ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยทำให้มีเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจมากยิ่งขึ้น ทำให้หัวใจแข็งแรง (ดอก, กลีบที่เหลือจากผล)
    8. ช่วยแก้โรคลมเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก (เมล็ด)
    9. ช่วยรักษาอาการปวดหัวใจอันเนื่องมาจากเลือดและซี่ตับ หรือเลือดลมเดินไม่สะดวก (ส่วนมากจะใช้ร่วมกับสมุนไพรตังเซิน ชวนเจียง อู่หลินจือ)
    10. ช่วยขับเหงื่อ (ดอก)
    11. ช่วยรักษาอาการไข้หลังคลอดของสตรี (ดอก)
    12. ดอกช่วยแก้ไข้ในเด็ก (ดอก)
    13. ช่วยแก้หวัดน้ำมูกไหล (ดอก)
    14. เมล็ดใช้เป็นยาขับเสมหะ (เมล็ด)
    15. เมล็ดหรือดอกใช้เป็นยาถ่าย เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ (ดอก, เมล็ด)
    16. ช่วยรักษาท้องเป็นเถาดัน (ดอก)
    17. เมล็ดใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (เมล็ด)
    18. ช่วยบำรุงโลหิตประจำเดือนของสตรี ช่วยขับระดูโลหิตประจำเดือนของสตรี ช่วยกระจายเลือดแก้ประจำเดือนคั่งค้างมาไม่เป็นปกติ (ดอก, เกสร, เมล็ด, กลีบที่เหลือจากผล)
    19. ช่วยระงับอาการปวดประจำเดือนของสตรี (ดอก)
    20. ช่วยแก้อาการปวดมดลูกและลดอาการอักเสบของมดลูกในสตรี (เมล็ด)
    21. แก้อาการตกเลือด อาการปวดท้องหลังคลอด น้ำคาวปลาไม่หมด (ดอก)
    22. ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย บำรุงน้ำเหลืองให้เป็นปกติ (ดอก, เกสร, กลีบที่เหลือจากผล)

     

    บทความที่เกี่ยวข้อง : มาสิ!มารู้เกี่ยวกับ 6 ผักผลไม้ลดความอ้วน(ผักก็ดี ผลไม้ก็โดน)

     

  • พฤติกรรมสร้างสุข สำหรับพนักงานออฟฟิศ

    พฤติกรรมสร้างสุข สำหรับพนักงานออฟฟิศ

    พฤติกรรมสร้างสุข สำหรับพนักงานออฟฟิศ

    ปัจจุบัน คนเราใช้เวลาในที่ทำงานมากกว่าพักผ่อนอยู่ที่บ้านเสียอีก ดังนั้น หาก ออฟฟิศ มีลักษณะและบรรยากาศที่เหมาะสมย่อมสร้างสุขให้แก่พนักงาน ซึ่งจะนำไปสู่ผลงานที่มีประสิทธิภาพนั่นเองรวมไปถึง อาการล้า อาการตึงในที่ทำงานจึงเป็นเรื่องปกติของการทำงานประจำ เราจะคลายความตึงเครียดในที่ทำงานได้อย่างไร


     

    1. คลายความตึงเครียดโดยการฟังเพลง

    ถ้าที่ทำงานคุณไม่ได้ห้ามฟังเพลง  ควรเปิดเพลงฟัง  แต่ไม่ใช่แนว heavy metal นะ ยกเว้นคุณจะเป็นประเภทที่ฟังเพลงแนวนี้แล้วผ่อนคลาย มีเพลงหลายแนวที่ฟังแล้วเกิดสมาธิในการทำงาน เช่น เพลงบรรเลงที่เมโลดี้ง่ายๆ จะช่วยให้คุณสงบ และสามารถมีสมาธิจดจ่อกับงานเดิมได้ทั้งวัน เพลงป๊อบที่ช่วยให้การทำงานสนุกสนาน รับข้อมูลและลดความผิดพลาดในการทำงานได้ หรือจะเป็นเพลงคลาสสิกที่ช่วยลดความตึงเครียดและทำให้หัวใจเต้นช้าลงก็ได้เช่นกัน

     

    2. คลายความตึงเครียดโดยการดื่ม

    การดื่มน้ำเย็น ชา หรือกาแฟที่คุณชอบ ช่วยสร้างความตื่นตัวให้คุณได้ดี  แค่คุณลุกไปหาน้ำเย็น ชา หรือกาแฟที่คุณชอบสักแก้วมาดื่ม ออกไปมองหน้าต่าง ดูรถวิ่งผ่านไปมาสักพัก หรือชวนเพื่อนลงไปซื้อ ชา กาแฟ ที่ร้านข้างล่าง คุยกันสักนิด ก็ช่วยผ่อนคลายทั้งคุณและเพื่อนได้แล้ว

     

    3. คลายความตึงเครียดโดยการนวด

    การนั่งนานๆ อารมณ์จะจม แล้วเราก็จะไม่อยากทำอะไร คุณต้องยืดแขน ยืดตัว นวดบริเวณหว่างคิ้วให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทำสัก 1 นาทีหรือนวดเอว คุณก็จะรู้สึกดีขึ้นมานิดนึง หรือเราอาจนวดมือตามบทความนี้ก็ได้ เท่านี้เราก็พอจะทำงานต่ออย่างมีความสุขตลอดทั้งวัน เเละยังช่วยให้อารมณ์ดีขึันได้

     

    4. คลายความตึงเครียดโดยการลุกขึ้นเดิน

    ถ้าอาการคุณหนักขึ้นมาหน่อยแบบคิดอะไรไม่ออก เหนื่อยล้า  คุณก็ควรลุกขึ้นมาเดินออกไปล้างหน้าล้างตา ซื้อของกิน หรือไปเดินเล่นสักพัก  แล้วกลับมาทำงานต่อ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเครียดจากการทำงานได้เยอะเลย แต่ของกินนี่อย่าซื้อเยอะและบ่อยนะครับ กินเยอะก็ทำให้อ้วนได้

     

    5. คลายความตึงเครียดโดยการพูดคุย

    การได้พูดคุย ถือว่าเป็นการคลายความตึงเครียดอย่างหนึ่ง ยิ่งถ้าได้พูดคุยกับคนที่รู้จัก หรือสนิดกันนั้น ทำให้ผ่อนคลายจากการทำงานได้ เเละยังสามารถเเลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในเรื่องของการทำงาน การเเก้ปัญหา จะทำให้การทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

    วิธีสุดท้าย เราควรรู้ว่าเราเครียดเพราะอะไร เพราะงานที่เราไม่ชอบ เพราะคน หรือเพราะสาเหตุใด วิธีแก้ที่ผมเสนอเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ตราบใดที่คุณยังไม่แก้ที่สาเหตุที่ทำให้คุณเครียด มันก็จะมาเยือนคุณอย่างไม่หยุดหย่อน และจะสร้างความทุกข์ให้คุณแบบนี้ไปเรื่อยๆ  เพราะฉะนั้น คุณควรหาสาเหตุของความเครียดให้เจอ และแก้ไข

    บทความอื่นๆ : ตุ๊กตาโนม คืออะไร ดราม่า อ๊บไสไม้ ไข่มุก BNK48 ไม่รู้จริงหรือแกล้งแบ๊ว

  • 30 วัน เพื่อ “ก้นสวย” จนหนุ่มๆ ต้องเหลียวมอง

    30 วัน เพื่อ “ก้นสวย” จนหนุ่มๆ ต้องเหลียวมอง

    30 วัน เพื่อ “ก้นสวย” จนหนุ่มๆ ต้องเหลียวมอง

    วันนี้ Cheezebite เชิญชวนสาวๆ อย่ายอมปล่อยให้ร่างโทรมหุ่นย้วยไม่กระชับ ไม่ว่าคุณจะเป็นแม่บ้าน, คุณแม่หลังคลอด, หรือสาวๆ พนักงานออฟฟิส เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆก็พากันอวดหุ่นสวยเปรี๊ยะกันทั้งนั้น

     

     

    Squats, Lunges และ Beckenlifts  คอร์ส ปั้นก้น สุดยอดสำหรับคุณสาว!  

    เพื่อให้คุณเข้าใกล้กับความฝันที่จะมีก้นสวยๆ  คุณพร้อมที่จะฝึกแล้วหรือยัง?

    กับผลลัพธ์ความท้าทายใน 30 วัน  ต่อจากนี้

     

     

    ก้นสวย

     

    squats   ไม่มีข้อโต้แย้งของการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับก้นแน่น  การออกกำลังกายนี้ไม่เพียง แต่ก้นของคุณสวย แต่ยังต้นขาและแม้กระทั่งบนร่างกายของคุณของคุณกระชับ. ลองนึกภาพตรงไหล่เท้ากางออก รู้สึกตึงที่บริเวณหน้าท้อง จากนั้นไปที่หัวเข่าของคุณและยืดก้นของคุณไปข้างหลังราวกับว่าคุณกำลังจะนั่งลง งอต้นขาของคุณไปข้างหน้าเล็กน้อย จะมีพลังมากขึ้นเมื่อคุณกระโดดเล็กน้อยระหว่างย่อตัว

    เริ่มต้นในวันที่ 1 ด้วย squats  15  ครั้ง และเพิ่มจำนวนวันละ 5 ครั้งต่อสัปดาห์

     

    กระชับต้นขา

     

    การออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเท่าเทียมกัน สำหรับก้นที่สมบูรณ์แบบของคุณเป็นการสลายไขมันที่ต้นขาของคุณได้รับการฝึกฝนในเวลาเดียวกันเดียวกัน. คุณยืนตรงและก้าวขาขวาคุณจะทำให้ไปข้างหน้า งอเข่าของคุณที่มุมขวาและไปลึกสวยกับเข่าซ้ายของคุณในเวลาเดียวกัน รักษาความสมดุล กลับขึ้นและเปลี่ยนขาของคุณ อีกครั้งคุณสามารถติดตั้งฮ็อพเล็ก ๆ เมื่อเปลี่ยนขา เริ่มต้นในวันที่ 1 – 10  ต่อข้างและเพิ่มจำนวนวันละ 5 ครั้งต่อสัปดาห์

     

     

    สะพานโค้งเป็นการออกกำลังกายที่ดีสำหรับก้นของคุณเช่นเดียว แต่ยังช่วยกล้ามเนื้อหน้าท้องและด้านหลังอีกด้วย. นอนลงบนหลังของคุณวางแขนของคุณลงบนพื้นผ่อนคลายข้างร่างกาย ยกขาขึ้น 90 องศา ตอนนี้ตึงท้องและก้นของคุณและยกกระดูกเชิงกรานออกจากพื้นเพื่อให้เข่าต้นขาและไหล่เป็นเส้นตรง ลดกระดูกเชิงกรานของคุณอีกครั้งก่อนที่พื้นและยกขึ้นอีกครั้ง เริ่มต้นในวันที่ 1 – 15 ครั้ง และเพิ่มจำนวนวันละ 5 ครั้งต่อสัปดาห์

     

     

    ท่าคลาสสิกที่แท้ทรูในหมู่การออกกำลังกายก้นคือยกขาทั้งสี่. ไปทั้งสี่ให้การสนับสนุนคุณในหัวเข่าและข้อศอกของคุณ ดึงสะดือของคุณไปที่กระดูกสันหลังเพื่อให้คุณมีความตึงเครียดบนร่างกายมากพอ ยกขาข้างหนึ่งขึ้นที่มุมหนึ่งไปยังสะโพกและดันเท้าของฝ่าเท้าไปที่เพดาน เปลี่ยนขาหลังการซ้ำที่จำเป็น เริ่มต้นในวันที่ 1 – 10 ต่อข้าง

    และเพิ่มจำนวนวันละ 5 ครั้งต่อสัปดาห์

     

    ตารางการออกกำลังกายเพื่อด้นสวยของคุณใน 30 วัน

    ถ้าคุณต้องการ Print (โปรดคลิกที่รูปภาพ)

     

     

    Credit By  www.gofeminin.de

    บทความอื่นๆ เกลือหิมาลัย-คืออะไร   อาหารไม่ควรทานบ่อย-เสี่ยงจะเป็นโรค

  • HSAM อัจฉริยะสมอง(ชอบ)กล  | ความจำเป็นเลิศ

    HSAM อัจฉริยะสมอง(ชอบ)กล | ความจำเป็นเลิศ

    HSAM  อัจฉริยะสมอง(ชอบ)กล | ความจำเป็นเลิศ

    HSAM : Hyperthymesium หรืออัตถิภาวนิยมอัตชีวประวัติสูง คุณจำได้ไหมว่าคุณทานอะไรในมื้อเย็นเมื่อสองปีก่อน? แล้วเมื่อสองสัปดาห์ก่อน? ส่วนมากของเราไม่ได้มีเงื่อนงำ แต่คนจำนวนเล็กน้อยรวมทั้งหญิงแคลิฟอร์เนียที่ชื่อว่า Jill Price สามารถจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างละเอียด พวกเขามีสภาพที่เรียกว่า hyperthymesia syndrome นี้มักจะเรียกว่าหน่วยความจำ autobiographical สูงกว่า (HSAM)

    Highly Superior Autobiographical Memory
         Highly Superior Autobiographical Memory (HSAM) หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า Hyperthymesia คือชื่อเรียกลักษณะของผู้ที่สามารถจดจำประสบการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้แทบจะทั้งชีวิต ปัจจุบันมีผู้ที่มีอาการนี้และได้รับการยืนยันแน่นอนประมาณ 80 คนทั่วโลกเท่านั้น โดยส่วนมากจะเริ่มจำประสบการณ์ต่างๆ ได้ชัดเจนตั้งแต่อายุ 10 ขวบเป็นต้นไปค่ะ แต่ก็มีบางคนที่สามารถจำย้อนไปได้ถึงตอนเป็นทารก ซึ่งไม่ได้จำได้แค่เป็นฉากๆ ไม่กี่ฉากเท่านั้น แต่ผู้ที่มีอาการนี้จะสามารถจำรายละเอียดของแต่ะวันได้เป็นเรื่องราวทั้งหมด ไม่ว่าจะเคยกินอะไร เคยอ่านอะไร เคยพูดว่าอะไร เคยรู้สึกอะไร หรือแม้แต่ความคิดในวันนั้นๆ ในอดีตเป็นอย่างไร ทุกอย่างดูแจ่มชัดในความทรงจำค่ะ
    จริงอยู่ที่ว่ามีความทรงจำของแทบทุกวันในชีวิตแจ่มชัดอยู่ในหัว แต่ก็ใช่ว่าทุกเรื่องจะเรียงกับเรียบร้อยเหมือนแฟ้มเอกสารในตู้ ผู้มีอาการ HSAM รายหนึ่งเล่าว่าตอนที่เธอโตแล้วเนี่ยมีวันนึงเธอโดนเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ วิ่งมาชน ทันใดนั้นเธอก็จำเรื่องราวในวันหนึ่งสมัยยังเด็กได้ว่าเธอเคยโดนเด็กผู้ชายวัยประมาณนี้วิ่งมาชนจนล้ม ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปอย่างเราอย่างมากก็จำได้แค่ตัวเหตุการณ์นั้นๆ แต่เธอกลับจำได้ละเอียดทุกอย่างในเหตุการณ์ รวมไปถึงความเจ็บปวดที่ถือว่าหนักมากสำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ในตอนนั้น และนั่นก็ทำให้เธอร้องไห้ออกมาเพราะรู้สึกเจ็บรุนแรงแบบนั้นอีก นี่ก็ถือเป็นปัญหาหนึ่งของผู้มีอาการนี้ค่ะ
    จริงๆ ถือเป็นเรื่องค่อนข้างลำบากระหว่างการแยกผู้ที่มีอาการ HSAM กับผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านความจำอย่างพวกอัจฉริยะค่ะ ถ้าเป็นอัจฉริยะแบบ Doctor Strange ที่อ่านอะไรปุ๊บก็จำได้เป๊ะทุกคำทั้งเล่มเพราะมีความทรงจำเป็นภาพ แบบนี้ก็จะไม่ถือว่าเป็นผู้ที่มีอาการ HSAM ค่ะ ความทรงจำของผู้ที่มีอาการ HSAM จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่ตัวเองสัมผัสเอง ส่วนมากจะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันอย่างกินอะไรไปบ้างในแต่ละมื้อ พูดอะไรกับใครบ้าง  หรือเคยรู้สึกนึกคิดอะไรในแต่ละวันบ้าง
    นอกจากนี้แม้จะจำได้ว่าเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นวันเวลาไหน แต่ผู้ที่มีอาการ HSAM. จะไม่สามารถคำนวณวันเวลาได้ยาวนานแบบความสามารถพิเศษของผู้มีอาการออทิสติก รวมไปถึงเนื้อหาที่เรียนในโรงเรียน ผู้ที่มีอาการ HSAM. จำได้แทบทุกอย่างเหมือนผู้มีความทรงจำเป็นเลิศก็จริง แต่ผู้ที่มีอาการ HSAM. มักทำคะแนนสอบได้ไม่ดีเพราะไม่มีระบบจัดการกับความทรงจำในหัวค่ะ ความรู้ทุกอย่างในหัวจะลอยแน่นเต็มไปหมดแบบไร้ทิศทางทำให้เลือกมาใช้ยากเวลาต้องทำข้อสอบ ในขณะที่ถ้าเป็นผู้มีความทรงจำเป็นเลิศจะมีระบบจัดเก็บข้อมูลในหัวที่ดีกว่ามาก สามารถบีบอัดข้อมูลและเลือกเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการสอบออกมาใช้ได้ง่ายและเร็วกว่า

    สาเหตุของอาการนี้

    เนื่องจากมีผู้ที่มีลักษณะนี้น้อยมาก ทำให้ผลการทดลองยังไม่แน่ชัด แต่เท่าที่เคยมีนักวิจัยสแกนสมองผู้ที่มีอาการนี้ด้วยวิธี MRI พบว่า temporal lobe (กลีบขมับ) และ caudate nucleus (นิวเคลียสมีหางในปมประสาทฐาน) มีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไป ทีมนักวิจัยเชื่อว่าผู้ที่มีอาการ HSAM. น่าจะเกิดจากการทำงานผิดปกติของ frontostriatal circuit (วงจรประสาทที่เชื่อมกับสมองกลีบหน้า) ทำให้สมองเกิดการพัฒนาแบบไม่ปกติ และน่าจะส่งผลต่อความสามารถในการจำรวมไปถึงลักษณะนิสัยของผู้ที่มีอาการ HSAM. แต่ถึงยังไงก็ยังไม่ฟันธงถึงสาเหตุเป๊ะๆ นะคะ

    การตรวจสอบว่าใครมีอาการนี้จริงๆ

    ส่วนมากจะใช้แบบทดสอบที่เกี่ยวกับระบบประสาทค่ะ เช่นแบบทดสอบความจำ แบบทดสอบเพื่อวัดความสามารถของแต่ละส่วนในสมอง แบบทดสอบไอคิว แบบทดสอบทางภาษา แบบทดสอบทางการคำนวณ แบบทดสอบความสัมพันธ์ของระบบต่างๆ รวมไปถึงการติดตามดูการทำงานของสมอง นอกจากนี้ก็จะทดสอบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตทั้งของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ และเรื่องส่วนตัวในชีวิตของแต่ละคน โดยจะตรวจสอบเทียบกับไดอารี่ส่วนตัว หลักฐานแวดล้อม และการเก็บข้อมูลจากคนรอบตัวค่ะ
    ตอนนี้มีนักวิทยาศาสตร์ทำเว็บทดสอบฟรีสำหรับผู้ที่สงสัยว่าตัวเองจะมีอาการ HSAM. ไว้ด้วยค่ะ

    ตัวอย่างผู้มีอาการนี้

    Jill Price ชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1965 เธอเป็นคนแรกที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่ามีอาการนี้ค่ะ ความทรงจำแรกสุดแบบที่ชัดเจนสุดๆ ของเธอคือเมื่อตอนอายุขวบครึ่ง เธอจำได้ว่าตอนนั้นได้ยินเสียงรถพยาบาลและเสียงการจราจรทุกวัน และเธอก็จำความรู้สึกตอนที่ปีนโซฟาเพื่อแอบดูนอกหน้าต่างได้ ตอนนั้นครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลในแมนฮัตตันค่ะ แต่ตอนที่สามารถจำต่อเนื่องได้ครบทุกวันจนถึงปัจจุบันที่เธอมีอายุ 51 ปีเนี่ย เริ่มตั้งแต่ตอนอายุ 14 ปีค่ะ วันแรกที่เริ่มจำได้ชัดเจนต่อเนื่องทุกวันคือวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1980 เธอจำได้ครบทุกวันจริงๆ ไม่ว่าทีมนักวิจัยจะพูดชื่อวันอะไรขึ้นมาเธอก็บอกได้อย่างรวดเร็วว่าวันนั้นทำอะไรไปบ้าง หรือแม้แต่คำถามอย่าง “วันที่คุณขับรถเป็นครั้งที่ 3 ในชีวิตเป็นยังไงบ้าง” หรือ “คุณฟังเพลง…เป็นครั้งแรกวันไหน เวลาใด และตอนนั้นอยู่ที่ใด” ไม่ว่าคำถามจะดูแรนด้อมแค่ไหนเธอก็บอกได้ว่าเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นเมื่อใดแต่จิลก็บอกว่าการจำได้ทุกเรื่องในชีวิตแบบนี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์ซักเท่าไหร่ แถมไม่ได้ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นซักเท่าไหร่ด้วย เธอบอกว่าเหมือนมีทีวีสองจอฉายในหัวพร้อมกันตลอดเวลา ฝั่งนึงจะเห็นสิ่งที่กำลังเป็นไปในปัจจุบันที่เธอกำลังรับรู้อยู่ ส่วนอีกจอจะเป็นความทรงจำแต่ละวันในอดีตฉายวนไปเรื่อยๆๆๆๆ ไม่หยุด หลายครั้งมันก็ทำให้เธอแทบจะเป็นบ้าเลยละค่ะ

    Rebecca Sharrock ชาวออสเตรเลีย ปัจจุบันเธออายุ 27 ปี แต่ความทรงจำแรกสุดที่เธอจำได้คือตอนที่เธออายุ 12 วันค่ะ เธอจำได้ชัดเจนเลยว่าวันนั้นพ่อแม่เธอจับเธอวางบนเบาะคนขับรถเพื่อถ่ายรูป แล้วก็จำได้ว่าตัวเองมองพวงมาลัยรถกับที่หุ้มเบาะอย่างสงสัยว่ามันคืออะไร ทำให้เคสของเธอได้รับความสนใจมาก เพราะผู้ที่มีอาการ HSAM. ส่วนมากจะเริ่มจำได้ช่วงประมาณ 10 ขวบ แต่เธอกลับจำได้ก่อนหน้านั้นเยอะมาก ไหนจะยังจำชุดที่ใส่ตอนงานวันเกิด 1 ขวบได้อีก แถมจำความรู้สึกได้ด้วยว่าชุดนั้นคันแค่ไหน
    รีเบคก้าเป็นแฟนตัวยงของหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉะนั้นเวลาออกรายการทีวีเพื่อพูดถึงเรื่องอาการ HSAM. เธอก็มักโชว์ความสามารถพิเศษด้วยการพูดเนื้อหาในแต่ละหน้าของหนังสือให้ฟังได้แบบไม่มีหยุด เช่นถ้าถามว่าหน้า 200 ในเล่ม 5 อยู่ในบทอะไรและมีข้อความอะไรบ้าง เธอก็พูดได้หมดไม่มีขาดเกิน หรือจะถามว่าประโยคนี้อยู่ในเล่มไหน บทที่เท่าไหร่ หน้าที่เท่าไหร่ เธอก็บอกได้ถูกหมดเช่นกัน
    แต่รีเบคก้าก็บอกเหมือนกันว่าการจำได้ทุกอย่างแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก เพราะมนุษย์ทั่วไปจะมีกลไกการลืมที่ทำให้เราสามารถลืมเรื่องร้ายๆ ได้เมื่อเวลาผ่านไป หรืออย่างน้อยความรู้สึกเจ็บปวดต่างๆ ก็ลดลงไปตามเวลา แต่สำหรับเธอแล้วความทรงจำร้ายๆ กลับแจ่มชัดในหัวอยู่ตลอดเวลา และสัมผัสความเจ็บปวดได้เหมือนมันกำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นได้อยู่ด้วย ทำให้บางทีก็ทรมานมากค่ะ
    HK Derryberry เป็นชายตาบอดชาวอเมริกันวัย 26 ปีที่มีอาการนี้เช่นกันค่ะ เขาสามารถจดจำแต่ละวันได้ตั้งแต่อายุประมาณ 11 ขวบ เขาคลอดก่อนกำหนดตั้งแต่ยังไม่ครบ 7 เดือนด้วยน้ำหนักตัวเพียง 9 ขีด จากนั้นก็อยู่โรงพยาบาลอีก 3 เดือน เขามีเลือดออกในสมองที่น่าจะทำให้เกิดอัมพาตในสมองและการคลอดก่อนกำหนดก็ทำให้เรติน่าของเขายังสร้างไม่สำเร็จเขาจึงตาบอด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็สามารถเล่าเรื่องราวในแต่ละวันของทุกวันตั้งแต่ 11 ขวบได้ดีไม่ว่าจะรายละเอียดปลีกย่อยแค่ไหน ทั้งหมดจะเป็นประสบการณ์ที่ประสาทสัมผัสอื่นๆ ของเขาได้สัมผัสมา
    ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ทดสอบสมองของเขาในหลายๆ วิธีและพบว่าสมองของเขามีขนาดเล็กกว่าคนทั่วไปเยอะ (น่าจะเพราะคลอดก่อนกำหนดนาน) แต่ส่วนอะมิกดาลาข้างขวามีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปถึง 20% ซึ่งน่าจะทำให้การสื่อสารระหว่างอะมิกดาลาข้างขวาและฮิปโปแคมปัสและส่วนอื่นๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    แม้จะเป็นผู้มีความจำเป็นเลิศแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีนะคะ เพราะพวกเขาไม่สามารถลืมเรื่องที่อยากลืมได้เลย ทุกอย่างถูกจำและฉายซ้ำในหัวอัตโนมัติ แต่อย่างน้อยผู้มีอาการ HSAM หลายคนก็เสียสละยอมเป็นตัวทดลองให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับระบบสมองของมนุษย์ เพื่อที่จะหาทางรักษาอาการอัลไซเมอร์ให้ได้ค่ะ ต้องชื่นชมในความเสียสละของแต่ละคนมากๆ เลยค่ะ

    https://www.cheezebite.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%9A/