หมวดหมู่: อาหารและสุขภาพ

  • 5 สิ่งที่สาวๆ ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ ทำหน้าอก

    5 สิ่งที่สาวๆ ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ ทำหน้าอก

    ผ่าตัด ทำหน้าอก ? หนึ่งสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับสาวๆ ก็ต้องบอกว่าทุกวันนี้ก็มีรีวิวจำนวนมากที่เกี่ยวกับการทำหน้าอก แต่รู้หรือไม่ว่ามีอะไรบ้างที่เราควรจะพิจารณาก่อนตัดสินใจ วันนี้เราก็เลยอยากจะหยิบ 5 สิ่งที่สาวๆ ควรให้ความสนใจก่อนที่จะทำหน้าอกมาฝากกัน ถ้าพร้อมแล้ว ตามมาดูกันเลย

    ทำหน้าอก

    ทำหน้าอกเพื่ออะไร?

                หลายๆ ครั้งที่สาวๆ ตัดสินใจว่าจะทำหน้าอกนั้น เป็นการตัดสินใจเพราะตัวเองขาดความมั่นใจบ้าง เพื่อเสริมบุคลิกภาพบ้าง ไปจนถึงการเสริมหน้าอกเพื่อการทำงานนั้น ก็เป็นเหตุผลทั้งนั้น ซึ่งบางครั้งสาวๆ ที่ต้องการจะเสริมหน้าอกนั้น ควรที่จะถามตัวเองให้ดีก่อนว่าเราจะเสริมหน้าอกเพื่ออะไร แล้วจึงตัดสินใจเสริมหน้าอกของตน

    ชิลีโคน

    ทำหน้าอกแบบไหน?

                สำหรับการเสริมหน้าอกนั้น จะแบ่งออกเป็น 3 แบบหลักๆ ด้วยกัน นั่นคือการเสริมหน้าอกบริเวณรักแร้ ใต้ราวนม และรอบปานนม ซึ่งแต่ละแบบนั้นก็จะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ซึ่งแผลผ่าตัดบริเวณใต้ราวนมนั้น จะจัดวางตำแหน่งได้ถูกต้องและสามารถฟื้นตัวได้เร็ว มักใช้ในกรณีที่ต้องทำการแก้ไขหรือเปลี่ยนซิลิโคน ส่วนแผลบริเวณใต้รักแร้หรือรอบปานนมนั้น จะทำได้ยากกว่า มีอาการช้ำ เสียเลือด และพักฟื้นนานกว่าแบบแผลใต้ราวนม

    silicone

    เลือกประเภทของซิลิโคนอย่างไร?

                ปัจจุบันนี้ ซิลิโคนเสริมหน้าอกนั้นแบ่งออกได้ 2 แบบ นั่นคือการแบ่งประเภทตามรูปทรงและแบ่งตามวัสดุด้านใน ซึ่งการแบ่งตามรูปทรงนั้นจะแบ่งออกเป็นทรงกลมและทรงหยดน้ำ ซึ่งซิลิโคนทรงกลมนั้นจะเหมาะสำหรับคนที่มีเนื้อหน้าอกอยู่บ้าง ตัวซิลิโคนจะมีความยืดหยุ่นและนิ่มเป็นธรรมชาติ ส่วนซิลิโคนทรงหยดน้ำนั้นจะเลียนแบบลักษณะของเต้านมธรรมชาติ เหมาะสำหรับคนที่มีหน้าอกเล็ก แต่ต้องการทำหน้าอกให้ดูใหญ่เป็นธรรมชาติ 

    silicone

    เลือกประเภทของผิวซิลิโคนอย่างไร?

                ซิลิโคนสำหรับทำหน้าอกของสาวๆ นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 แบบให้เลือก นั้นก็คือแบบเนื้อเจลและแบบน้ำเกลือ ซึ่งแบบซิลิโคนเจลนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 แบบผิว นั่นคือผิวหยาบ/ผิวทราย ที่จะได้รับความนิยมมากที่สุด ลดการเกิดพังผืด และยึดเกาะได้ดี กับแบบผิวเรียบ ที่จะดูเป็นธรรมชาติและนิ่มเหมือนผิวหน้าอกจรงๆ ส่วนอีกแบบก็คือแบบน้ำเกลือ ซึ่งภายในถุงซิลิโคนนั้นจะเป็นน้ำเหลือ ที่สามารถเพิ่มขนาดก่อนการผ่าตัดได้ และยังปลอดภัยต่อร่างกายอีกด้วย

    อาการหลังผ่าตัดมีอะไรบ้าง?

                ต้องบอกก่อนว่าอาการหลังผ่าตัดนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเวียนหัว อาเจียน แน่นตึงบริเวณที่ทำการผ่าตัดในช่วงสัปดาห์แรก ซึ่งเราควรที่จะต้องดูแลแผลให้สะอาดอยู่เสมอ สวมผ้าพันหน้าอกเอาไว้เพื่อป้องกันแผลขยับ ลดอาหารที่มีรสจัด และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และลดการสูบบุหรี่เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น

    สำหรับใครที่กำลังจะไปผ่าตัดทำหน้าอกนั้น ก็ต้องบอกว่าอย่าลืมที่จะพิจารณาถึงรายละเอียดของการผ่าตัดตั้งแต่การเตรียมตัวผ่าตัดทำหน้าอกไปจนถึงหลังผ่าตัด เพื่อให้ความสวยของคุณไม่หนีหายไปไหน และหมดกังวลเรื่องการผ่าตัดซ้ำซ้อนเพื่อแก้ทรงอีกด้วยล่ะ

    บทความที่เกี่ยวข้อง สุขภาพความงาม

  • มาค่ะ 10 เมนูอาหารคลีน มื้อเช้าทำกินเองได้ อยากผอมต้องลอง!!

    มาค่ะ 10 เมนูอาหารคลีน มื้อเช้าทำกินเองได้ อยากผอมต้องลอง!!

    อยากลดน้ำหนัก ให้ได้ผลบอกเลยว่า ไม่จำเป็นต้องอดอาหารให้หิวโซค่ะ โดยเฉพาะ อาหารเช้า ที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้สาวๆ ยิ่งกินหนักในมื้ออื่นๆ มากขึ้น!

    โดยอาหารเช้า แนะนำว่าควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนสูง ไม่ว่าจะเป็นพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม หรือโยเกิร์ต เพราะการกินอาหารโปรตีนสูงๆ ในมื้อเช้าจะทำให้เราอิ่มท้องและอิ่มนานนั่นเองค่า สำหรับใครที่จะลดน้ำหนักแต่ไม่รู้จะกินอะไรเป็นมื้อเช้าดี ขอแนะนำ 10 เมนูนี้เลยค่า แคลอรีต่ำ ไม่ทำให้อ้วนด้วย!

    1. สลัดไข่ขาวอะโวคาโด+ขนมปัง

    ส่วนผสม

    • ไข่ขาวต้มหั่นเต๋า
    • อะโวคาโดบด 1 ลูก
    • มัสตาร์ด 1 ช้อนโต๊ะ
    • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
    • ต้นหอม 1/3 ถ้วย
    • ผักชีฝรั่ง 1/2 ถ้วย
    • พริกขี้หนู 1/2 ช้อนชา
    • พริกไทย 1/4 ช้อนชา
    • เกลือ
    • ไก่สับ 2 ชิ้น
    • ขนมปังโฮลวีต

    วิธีทำ

    1. ผสมมัสตาร์ด อะโวคาโด โยเกิร์ต และน้ำมะนาว ในชามใบใหญ่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
    2. วางต้นหอม ผักชีฝรั่ง พริกขี้หนู เกลือ และพริกไทย ลงบนแผ่นขนมปัง
    3. เอาไข่ขาวหั่นเต๋า มาคลุกเคล้ากับส่วนผสมของอะโวคาโดที่เตรียมไว้ แล้ววางลงไปบนขนมปังอีกชั้น
    4. ปิดท้ายด้วยไก่สับ หรือเบคอนไก่งวง แค่นี้ก็พร้อมรับประทานแล้วจ้า

    2. มัฟฟินไข่ในหลุม

    ส่วนผสม

    • ไข่ 2 ฟอง
    • หอมใหญ่สไลด์เป็นวง
    • ขนมปังโฮลวีต หรอืมัฟฟินข้าวกล้อง
    • เนื้อไก่สไลด์ 2 ชิ้น
    • มะเขือเทศ
    • พริกป่น
    • ต้นหอมซอย
    • เกลือ

    วิธีทำ

    1. พรมน้ำมันมะกอกลงในกระทะ เปิดไฟปานกลาง แล้วทอดหอมใหญ่ให้สุก ใช้เวลาประมาณ 2 นาที
    2. ตอกไข่ลงไปในหอมใหญ่ ใช้ความร้อนต่ำ รอให้ไข่สุกประมาณ 5-8 นาที หรือตามชอบ
    3. โรยพริกป่น เกลือ และต้นหอมซอยลงไป
    4. หั่นขนมปังให้เป็นทรงกลมเหมือนมัฟฟิน แล้ววางเนื้อไก่กับมะเขือเทศลงไป วางไข่ในหลุมทับอีกชั้น ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว

    3. สลัดไก่อะโวคาโด

    ส่วนผสม

    • อกไก่ 1 ถ้วย
    • อะโวคาโดบด 1/2 ลูกใหญ่
    • มัสตาร์ดรสเผ็ด 1 ช้อนโต๊ะ
    • แครนเบอร์รี่อบแห้ง
    • ผักชีฝรั่งซอย
    • อัลมอนด์
    • เกลือและพริกไทย

    วิธีทำ

    1. เทส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย
    2. เสิร์ฟพร้อมแตงกวาหั่นเป็นแว่นๆ จิ้มกินคู่กัน อร่อยแบบไม่อ้วน

    4. ผลไม้รวมโยเกิร์ต+สมูทตี้

    ส่วนผสม

    • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
    • ส้ม
    • ส้มโอ
    • กราโนล่า
    • เมล็ดเชีย
    • เกล็ดมะพร้าวอบแห้ง
    • ราสเบอร์รี่
    • มะนาว

    วิธีทำ

    1. เทโยเกิร์ตลงในชาม แล้วใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป (ยกเว้นมะนาว) คลุกเคล้าให้เข้ากัน
    2. ปั่นน้ำมะนาว ผสมโยเกิร์ต และราสเบอร์รี่ ทำเป็นน้ำสมูทตี้ โรยด้วยเมล็ดเชีย ก็รับประทานได้แล้วค่ะ

    5. ขนมปังโฮลวีตอะโวคาโด+สตรอเบอรี่

    ส่วนผสม

    • ขนมปังโฮลวีต
    • อะโวคาโดบด
    • สตรอเบอรี่

    วิธีทำ

    1. บดอะโวคาโดแล้วทาให้ทั่วแผ่นขนมปัง
    2. ตกแต่งด้วยสตรอเบอรรี่สไลด์ กินกับนมถั่วเหลืองก็อร่อยไม่เลี่ยน

    6. แคนตาลูปเบอร์รี่โยเกิร์ต

    ส่วนผสม

    • แคนตาลูปหั่นพอดีคำ
    • สตรอเบอรี่หันเต๋า
    • กราโนล่า
    • เมล็ดเชีย
    • น้ำผึ้ง
    • เกล็ดมะพร้าวอบแห้ง
    • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ

    วิธีทำ
    1. จัดเรียงแคนตาลูปลงบนจานให้เป็นวงกลม
    2. ด้านในวงกลมวางสตรอเบอรี่ลงไป
    3. โรยด้วยกราโนล่า เกล็ดมะพร้าวอบแห้ง
    4. ราดด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ และน้ำผึ้งแค่เล็กน้อยๆ ไม่เกิน 1 ช้อนชา
    5. โรยเมล็ดเชีย ก็เรียบร้อยแล้วจ้า

    7. แพนเค้กข้าวโอ๊ตหน้ากล้วย+เบอร์รี่

    ส่วนผสม

    • ไข่ขาว 3 ฟอง
    • ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ
    • เมล็ดเชีย 1 ช้อนโต๊ะ
    • กล้วยหั่นแว่น
    • สตรอเบอร์รี่
    • บลูเบอร์รี่
    • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
    • ผงโกโก้ 1/3 ช้อนชา

    วิธีทำ

    1. ผสมไข่ขาว ข้าวโอ๊ต และเมล็ดเชีย ตีให้เข้ากันเป็นเนื้อเหลว
    2. พรมน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกลงบนกระทะเทฟล่อน แล้วเทไข่ขาวลงไป ใช้ไฟอ่อน
    3. เมื่อแพนเค้กสุกได้ที่ ก็ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยกล้วยหอม สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราดด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ โรยผงโกโก้เล็กน้อยให้พอมีกลิ่น ก็เรียบร้อย

    8. ซีเรียลข้าวโอ๊ต

    ส่วนผสม

    • ซีเรียลข้าวโอ๊ต
    • กล้วยหั่นแว่น
    • สตรอเบอร์รี่
    • นมถั่วเหลือง หรือนมไขมัน 0%

    วิธีทำ

    1. เทซีเรียลข้าวโอ๊ตลงในถ้วย ราดนมถั่วเหลืองลงไป
    2. ตกแต่งเพิ่มด้วยกล้วย และสตรอเบอร์รี่ ถ้ามีเมล็ดเชีย หรืออื่นๆ จะใส่ลงไปเสริมด้วยก็ได้

    9. ขนมปังไข่ดาวมิกซ์เบอร์รี่

    ส่วนผสม

    • ไข่ 1 ฟอง
    • อิงลิชมัฟฟิน หรือขนมปังโฮลวีต
    • กล้วย
    • บลูเบอร์รี่
    • สตรอเบอร์รี่

    วิธีทำ

    1. ทอดไข่ดาวในน้ำรอจนสุก
    2. ทาเนยลงบนขนมปังเล็กน้อยให้พอมีกลิ่นหอม แล้ววางลงในกระทะให้พอร้อน
    3. จัดไข่ดาวและขนมปังใส่จาน โรยพริกไทยเล็กน้อย เสริมด้วยกล้วย สตรอเบอร์รี่ และบลูเบอร์รี่ ก็พร้อมอร่อยแล้ว

    10. ไข่ต้มขนมปังทรงเครื่อง

    ส่วนผสม

    • ไข่ต้ม 2 ฟอง
    • อะโวคาโด
    • ขนมปังโฮลวีต
    • มะเขือเทศเชอร์รี่
    • แอปริคอท (หรือกล้วยแทนก็ได้)

    วิธีทำ

    1. ต้มไข่ 2 ฟองแล้วผ่าครึ่งจัดเรียงลงในจาน
    2. หั่นอะโวคาโดเป็นเสี้ยว วางลงบนแผ่นขนมปังโฮลวีต
    3. เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศเชอร์รี่ และแอปริคอท หรือกล้วยหั่นแว่น โรยเกลือและพริกไทยเล็กน้อย ก็อร่อยได้เลย

    ขอบคุณข้อมูล : ladyissue

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : รวมเมนูอาหาร ต้อนรับหน้าฝน

  • คอกาแฟห้ามพลาด!! กาแฟกระป๋องต้องลองส่งตรงจาก ญี่ปุ่น

    คอกาแฟห้ามพลาด!! กาแฟกระป๋องต้องลองส่งตรงจาก ญี่ปุ่น

    ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่มีความนิยมเกี่ยวกับเครื่องดื่มแบบกระป๋องแบบสุดๆ เห็นได้จากการที่มีเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติกระจายอยู่ทั่วๆเมืองใหญ่ๆ ทำให้การซื้อหาง่ายมากมาย แน่นอนว่าอันดับหนึ่งที่ขายดีมากที่สุดจะต้องเป็นกาแฟแบบกระป๋องแน่ๆ

    ที่สำคัญนอกจากความสะดวกก็เป็นราคานี่แหล่ะที่ย่อมเยากว่าเข้าร้านเป็นไหนๆ ประมาณ 110 -150 เยนต่อกระป๋องเท่านั้น หรือจะซื้อตามร้านสะดวกซื้อแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้านี่รับรองว่าละลานตาไปกับเจ้ากาแฟกระป๋องหลากหลายแบรนด์ที่บ่งบอกได้เลยว่าคนญี่ปุ่นนิยมมากขนาดไหน จะมีแบรนด์ไหนตัวใดรสชาติโดนๆกันบ้างต้องมาลองดูกัน

    Boss Rainbow Mountain blend

    ถ้าอยากลองกาแฟเอสเปรสโซรสชาติเข้มๆหอมๆมีความเป็นเอกลักษณ์ต้องลองตัวนี้ โดยตัวเมล็ดกาแฟได้รับการรับรองจาก สมาคมกาแฟแห่งชาติของประเทศกัวเตมาลา (Guatemalan National Coffee Association)  เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับกาแฟแบบกระป๋อง

    Premium BOSS Limited

    คนที่ชอบกาแฟกลิ่นหอมจัดๆต้องไม่พลาดตัวนี้ เพราะแค่เปิดมาก็จะได้กลิ่นกาแฟอวลมาเลย ยิ่งดื่มไปจิบแรกให้ความรู้สึกเหมือนได้ดื่มกาแฟคั่วบดใหม่ๆ มันหอมอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากกาแฟกระป๋อง งานดีสุดๆ

    BOSS No-Sugar Black

    เรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปยอดนิยมของเหล่าคนญี่ปุ่นเลยสำหรับตัวนี้ โดยเฉพาะคอกาแฟที่ไม่ชอบความหวานเน้นกาแฟเข้มๆ แต่ก็ดื่มง่ายๆไม่ได้ขมมากอย่างที่คิด ยิ่งคนที่ควบคุมน้ำหนักอยู่แนะนำให้ลองเลยทั้งดีเวลาต้องการอะไรมากระตุ้นให้สดชื่นและไม่ต้องกลัวอ้วนไปกับน้ำตาลในกาแฟด้วยสาวๆน่าจะชอบ

    Georgia Emerald Mountain Blend Black

    แบรนด์ Georgia  อยู่ในเครือของ Coca Cola อีกหนึ่งทางเลือกน่าหยิบของคนรักกาแฟดำ รับรองว่าตัวนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง ถือเป็นกาแฟที่รสชาติกลมกล่อมแบบพอดีๆ เข้มกำลังงาม หอมบางๆ มีความเป็นเอสเปรสโซเกินราคาไปโข

    Georgia The Premium

    กาแฟผสมนมที่น่าจะถูกใจคนชอบหวานน้อย เพราะหวานไม่มาก กาแฟค่อนข้างจะเข้มแบบพอดีๆไม่ขม ทำให้ดื่มง่ายแถมไม่หวานเลี่ยนเหมือนหลายๆตัวที่หวานมากๆจนอาจทำให้ดื่มเพลินหมดไม่รู้ตัว

    UCC Black Coffee

    ถ้าเทียบกันทุกตัวแล้วตัวนี้ถือว่าดื่มได้ง่ายมากๆ มีความลงตัวทั้งความเข้ม ความหอม มาผนวกรวมกันแบบพอดิบพอดี แถมยังหาซื้อได้ง่ายสุดๆ เดินไปที่ไหนก็เจอไม่ยาก

    Starbuck Black Coffee

    หากใครที่อยากดื่มกาแฟ Starbucks ดึกๆในช่วงร้านปิดก็สามารถหาแบบบรรจุขวดได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้าที่เปิดดึกๆ ราคาอาจะแพงกว่ากาแฟกระป๋องทั่วไปอยู๋ซักหน่อย ราคาประมาณ 200 เยน แต่ก็จะได้ความเข้มและหอมในแบบที่คอ Starbucks คุ้นเคย แน่อนว่าตัวนี้ก็รสชาติตามมาตรฐานของแบรนด์นี้เลย เพียงแต่จะหอมน้อยกว่ากาแฟสดอยู่บ้าง แต่ก็ทำออกมาได้ดีรสชาติออกมาน่าจะถูกใจคอกาแฟ

    Kirin FIRE

    ปกติเราจะคุ้นว่า Kirin เป็นแบรนด์เบียร์อันดับต้นๆของญี่ปุ่น แต่จริงๆแล้วยังมีไลน์เป็นแบรนด์กาแฟกระป๋องด้วย เจ้ากระป๋องนี้เหมาะกับคนที่ชอบกาแฟโรบัสต้าแบบผสมนม รสชาติกลมกลิ่มมากๆ แต่ก็มีความหอมและเข้มรวมอยู่แบบแยกกันไม่ออก จนกลายเป็นขวัญใจของสาวๆญี่ปุ่นจำนวนมาก

    Tully’s Barista Black

    ยกให้เป็นกาแฟกระป๋องที่หนึ่งในดวงใจไปเลย เพราะเป็นกาแฟที่ดื่มปุ๊บให้ให้ความรู้สึกว่าเป็นกาแฟแท้ๆจริงๆ ประหนึ่งดื่มภายในร้านก็ว่าได้ เมล็ดกาแฟมาจากบราซิลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่เป็นอันดับต้นๆของโลก คั่วแบบพอดีจนทำให้มีกลิ่นที่หอมกรุ่น มีกลิ่นเครื่องเทศจางๆ

    Mt Rainier Caffé Latte

    สำหรับคนที่ชอบกาแฟผสมนมเยอะๆแบบ Latte แล้วล่ะก็ ตัวนี้ทีเด็ดเลยทีเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในเพียงแค่ 2 รสเท่านั้น กาแฟอ่อนละมุน หอมมัน แบบลาเต้อย่างกับเพิ่งชงสดใหม่ๆ

    ขอขอบคุณ : http://tourlookped.com

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : เนสกาแฟ โกลด์ ไขความลับ “กาแฟคราฟท์” อีกระดับของกาแฟชั้นเลิศที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

  • รวมเมนูอาหาร ต้อนรับหน้าฝน

    รวมเมนูอาหาร ต้อนรับหน้าฝน

    เรียกได้ว่าแทบจะตกแบบวันเว้นวัน ฝนเจ้ากรรมทำไมถึงทำกับเราเช่นนี้ ก้าวเท้าออกบ้านเตรียมจะไปหาซื้อของมาทำอาหารไว้ทานที่บ้านแต่ก็ไม่ทัน ฝนตกตัดหน้าเสียก่อน

    อ่ะไม่เป็นไรไม่ว่ากันเพราะเราฝืนธรรมชาติไม่ได้อยู่แล้ว วันนี้ขอนำเสนอเมนูอาหารรับหน้าฝนกันหน่อย สัก 5 เมนู ซึ่งเมนูรับหน้าฝนก็จะเน้นผัก เน้นแกงร้อน ๆ ไว้ซดแก้หนาวนิดนึง ซึ่งจะมีอะไรบ้างไปค่ะ ไปจดสูตรไว้ลองทำกันเลย…

    1. แกงเห็ดใส่ใบแมงลัก

    ส่วนผสม

    • เห็ดชิเมจิสีน้ำตาล 50 กรัม
    • เห็ดชิเมจิสีขาว 30 กรัม
    • เห็ดนางฟ้า 50 กรัม
    • เห็ดหูหนู 30 กรัม
    • เห็ดเข็มทอง 50 กรัม
    • ตะไคร้ 5 ต้น
    • หอมแดง 10 หัว
    • พริกสดสีแดง 10 เม็ด
    • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำปลาร้า 3 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำใบย่านาง 3 ถ้วยตวง
    • ใบแมงลัก 1/2 ถ้วยตวง
    • ชะอมรูดยอด 1/4 ถ้วยตวง
    • ผักหวานเด็ดใบ 1/4 ถ้วยตวง

    วิธีทำ

    1. โขลกตะไคร้ หอมแดง พริกสดพอแหลกพักไว้
    2. ต้มน้ำใบย่านาง ใส่เครื่องที่โขลกไว้พอเดือด ใส่เห็ดต่าง ๆ
    3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้า พอเดือดอีกครั้งใส่ชะอม ผักหวาน และใบแมงลัก คนพอเข้ากัน ปิดไฟ ตักใส่ภาชนะ จัดเสิร์ฟ

    2. ยำหัวปลีสด

    ส่วนผสม

    • หัวปลี 1 หัว
    • กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลังดึงเส้นดำออกลวกสุก 5 ตัว
    • หมูสับรวนสุก 2 ช้อนโต๊ะ
    • หอมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
    • พริกขี้หนูซอย 1 ช้อนชา
    • น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ
    • หัวกะทิตั้งไฟเคี่ยวพอข้น 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำปลา 1 ช้อนชา
    • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
    • ใบสะระแหน่ 1/4 ถ้วยตวง
    • ไข่ต้มหั่นชิ้น 1 ฟองน้ำ
    • เปล่าผสมน้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะนาว

    วิธีทำ

    1. แกะหัวปลีส่วนสีแดงทิ้ง พอถึงส่วนสีขาวแกะออกเป็นกาบ ๆ (ไม่เอาลูกอ่อน)
    2. เรียงหัวปลีซ้อนกัน ซอยบาง ๆ ชั่งให้ได้ 150 กรัม รีบแช่ลงในน้ำเปล่าผสมน้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะนาว เพื่อป้องกันไม่ให้หัวปลีดำ
    3. ผสมน้ำพริกเผา น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะนาว คนให้เข้ากัน ใส่พริกขี้หนู
    4. ผสมหัวปลี กุ้งสด หมูรวน และน้ำยำ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะ ราดด้วยหัวกะทิ เรียงไข่ต้มไว้ด้านข้าง โรยหอมเจียว และใบสะระแหน่ จัดเสิร์ฟ

    3. ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกผักหวาน

    ส่วนผสม

    • อกไก่ต้มสุกฉีกเส้น 50 กรัม
    • ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก 150 กรัม
    • ผักหวาน 50 กรัม
    • น้ำซุปไก่
    • ผักชีซอยสำหรับโรย
    • ต้นหอมซอยสำหรับโรย
    • กระเทียมเจียวสำหรับโรย
    • น้ำเปล่าสำหรับลวก  

    วิธีทำ

    1. ต้มน้ำเปล่าพอเดือด นำก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลงลวกพร้อมผักหวานจนสุก สะบัดให้สะเด็ดน้ำ ใส่ภาชนะ
    2. ใส่น้ำซุปไก่ อกไก่ฉีก โรยด้วยต้นหอม ผักชี และกระเทียมเจียว จัดเสิร์ฟ

    4. แกงจืดเต้าหู้ผักหวาน

    ส่วนผสม

    • หมูสับ 100 กรัม
    • เต้าหู้ไข่หั่นชิ้น 1 หลอด
    • ผักหวานเด็ดใบ 50 กรัม
    • รากผักชีบุบพอแตก 2 ราก
    • กระเทียมบุบพอแตก 5 กลีบ
    • พริกไทยเม็ด 1/2 ช้อนชา
    • น้ำปลา (1) 1 ช้อนชา
    • พริกไทยป่น 1/8 ช้อนชา
    • น้ำปลา (2) 2 ช้อนชา
    • น้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วยตวง
    • กระเทียมเจียวสำหรับโรย

    วิธีทำ

    1. ผสมหมูสับ น้ำปลา (1) พริกไทยป่น คลุกเคล้าพอเข้ากัน หมักทิ้งไว้ 10-20 นาที
    2. ต้มน้ำเปล่า ใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทย พอเดือด ปั้นหมูที่หมักได้ที่ใส่ลงต้มพอสุก
    3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา (2) ใส่เต้าหู้ไข่ ผักหวาน คนพอเข้ากันเบา ๆ ปิดไฟ ตักใส่ภาชนะ โรยกระเทียมเจียว จัดเสิร์ฟ

    5. ผัดดอกขจรกุ้งสด

    ผัดดอกขจรกุ้งสด มาเตรียมวัตถุดิบทำเมนูนี้กันจ้า

    • ดอกขจรและกุ้งสด แต่ใส่แครอทหั่นเต๋าเพิ่มสีสัน
    • พริกและกระเทียมหั่นหยาบเตรียมไว้ และมีเครื่องปรุงต่างๆ คือ
    • น้ำปลา น้ำตาล น้ำมันหอย ผงปรุงรส ซีอ๊วขาว เมื่อเตรียม

    วิธีทำ

    1. เริ่มแรกก็ตั้งกระทะเติมน้ำมันพืชเล็กน้อย พอน้ำมันร้อนก็ใส่พริกและกระเทียมลงไป
    2. ตามด้วยแครอทหั่นเต๋า ผัดให้ส่วนผสมเข้ากันพอมีกลิ่นหอม
    3. แล้วใส่กุ้งสดลงไปจ้า จากนั้นผัดให้กุ้งพอสุกเล็กน้อย แล้วใส่ดอกขจรลงไป
    4. ปรุงรสตามชอบใจ ให้ผัดส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี เมื่อผักสุก กุ้งสุก ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยจ้า

    บทความอื่นที่น่าสนใจ :

  • สามชั้นตุ๋นโค้ก สามชั้นเปื่อยๆ รสชาติหวานเค็ม

    สามชั้นตุ๋นโค้ก สามชั้นเปื่อยๆ รสชาติหวานเค็ม

    งานนี้มีเลิฟ สามชั้นตุ๋นโค้ก หากลองแล้วก็อาจจะต้องยกเป็นหนึ่งในเมนูที่ต้องทำกินกันบ่อยๆ รสชาติหวานๆ จากน้ำโค้กที่ตุ๋นไปพร้อมกับสามชั้น ค่อยๆ ซึมเข้าเนื้อ เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด กินเปล่าๆ ก็ยังได้

    วิธีทำ สามชั้นตุ๋นโค้ก สามชั้นเปื่อยๆ รสชาติหวานเค็ม

    ส่วนผสมสามชั้นตุ๋น

    • หมูสามชั้น 500 กรัม
    • ขิง 30 กรัม
    • กระเทียม 20 กรัม
    • พริกไทยดำ (ป่น) 1 ช้อนโต๊ะ
    • โค้ก 300 มิลลิลิตร
    • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
    • ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมน้ำจิ้ม

    • พริกขี้หนู 25 กรัม
    • พริกขี้หนูสวน 10 กรัม
    • กระเทียม 15 กรัม
    • รากผักชี 15 กรัม
    • ผักชี  15 กรัม
    • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
    • เกลือ 1/4 ช้อนชา
    • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำเปล่า 50 มิลลิลิตร

    วิธีทำ สามชั้นตุ๋นโค้ก

    • ผัดหมูสามชั้น ใส่ขิง กระเทียม และพริกไทยดำ ผัดจนหมูสามชั้นสุก
    • ใส่โคล่าลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา และซีอิ๊วดำ จากนั้นก็ตุ๋นจนน้ำโคล่าแห้งซึมเข้าเนื้อหมูสามชั้น
    • ใส่ส่วนผสมน้ำจิ้มลงในเครื่องปั่น เสร็จแล้วใส่ถ้วยเสิร์ฟพร้อมกับสามชั้นตุ๋นโค้ก

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : เครปไข่เจียว

  • เครปไข่เจียว

    เครปไข่เจียว

    เมนูไข่จะทำอะไรก็ไม่น่าเบื่อ เครปไข่เจียว สอดไส้ด้วยซอสสีสันชวนน้ำลายสอ และไข่เจียวเนื้อเนียนที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ หน้าตาดีแถมโปรตีนสูง ไม่ว่าใครเจอก็ต้องร้องว้าวแน่ๆ ลองทำกันเลยจร้าาา

    สิ่งที่ต้องเตรียม

    • ไข่ไก่ 10 ฟอง
    • น้ำมันพืชเล็กน้อย (สำหรับทากระทะ)
    • พาร์สเลย์สับหยาบสำหรับโรย
    • ผ้าขาวบางหรือกระชอน (สำหรับกรองไข่) และกระทะเทฟลอน
    • ซอสสำหรับราด
    • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    • กระเทียมกลีบใหญ่สับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
    • หอมใหญ่สับหยาบ ¾ ถ้วย
    • แครอทหั่นเต๋า 0.5 ซม. 2 ช้อนโต๊ะ
    • ซอสมะเขือเทศ ¾ ถ้วย
    • น้ำ ½ ถ้วย
    • แฮมหั่นชิ้นเล็ก ½ ถ้วย
    • ใบกระวานแห้ง 3-4 ใบ
    • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    • คนอร์ผงรสหมู 1 ช้อนชา
    • พริกไทยดำป่น ¼ ช้อนชา

    วิธีทำ

    • ทำซอสโดยตั้งกระทะบนไฟกลาง พอร้อน ใส่น้ำมันพืช ผัดกระเทียม หอมใหญ่ และแครอทจนสุก
    • เติมซอสมะเขือเทศ น้ำ แฮม ใบกระวาน ปรุงรสด้วยน้ำตาล คนอร์ผงรสหมู พริกไทย เคี่ยวจนซอสงวดลงแล้วตักใส่ถ้วยพักไว้
    • ทำเครปไข่เจียวโดยตอกไข่ใส่ชามผสม ตีให้เข้ากัน กรองผ่านผ้าขาวบางหรือกระชอน เพื่อกำจัดฟองอากาศ ช่วยให้เครปไข่มีผิวเนียนขึ้น
    • ตั้งกระทะเทฟลอนบนไฟอ่อน พอกระทะร้อนทาน้ำมันพืชบางพอให้เคลือบกระทะ แล้วเทไข่ใส่กระทะ และกลอกให้ทั่วเป็นแผ่นบาง พอไข่สุก เท่านี้ก็ได้แผ่นเครปไข่เจียวแล้ว ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนไข่ที่เตรียมไว้หมด
    • วางเครปไข่เจียวซ้อนกัน ระหว่างแต่ละชั้นให้ทาซอสที่เตรียมไว้ให้ทั่วแผ่น
    • ใช้มีดตัดเครปไข่เจียวเป็นชิ้นสามเหลี่ยม ตักใส่จาน ราดด้วยซอสที่เหลือ โรยพาร์สเลย์เท่านี้ก็ได้เครปไข่เจียวแสนอร่อยแล้ว

    เพียงเท่านี้ก็พร้อมอร่อย กับ “เครปไข่เจียว” กันแล้ว จะเอาไปปักเทียนวันเกิดเพิ่ม หรือทำใส่กล่องไปกินเป็นมื้อกลางวันที่ออฟฟิศก็ได้ทั้งนั้น อย่าลืมไปลองทำกันดูนะจ๊ะ!

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : อาหารหน้าฝน ที่คนภูมิต้านทานต่ำ ชอบเป็นหวัด ควรทาน!!

  • อาหารหน้าฝน ที่คนภูมิต้านทานต่ำ ชอบเป็นหวัด ควรทาน!!

    อาหารหน้าฝน ที่คนภูมิต้านทานต่ำ ชอบเป็นหวัด ควรทาน!!

    อาหารหน้าฝน ที่ไม่ใช่แค่อร่อย แต่ยังดีต่อสุขภาพ ต้องไม่พลาดกับเมนูอาหารที่ หยิบหยกมาในวันนี้ ยิ่งช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวแดดร้อน สักพักฝนตก คนภูมิต้านทานต่ำก็จะไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะทำให้ป่วยง่าย ป่วยบ่อย เราจึงแนะนำให้ทานอาหารที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานกันหน่อย จะมีเมนูอะไรบ้าง ไปดูกันจร้าาาา…

    ก่อนอื่น เรามาดู 6 โรคที่มาพร้อมกับหน้าฝนกันก่อนนะจ๊ะ

    • โรคจากไวรัส ทำให้เป็นหวัด คัดจมูก เป็นไข้
    • คอติดเชื้อ สังเกตได้ว่าคอจะแดง กลืนน้ำลายยาก และเริ่มไข้ขึ้น
    • ท้องเสียอาหารเป็นพิษ เพราะบางทีอาหารสดจากตลาดอาจจะติดเชื้ออีโคไลจากน้ำฝนที่ปนเปื้อน
    • ผิวอักเสบ จากน้ำเน่า น้ำขัง ที่อาจกระเด็นถูกเราได้ระหว่างวัน
    • โรคฉี่หนู เกิดได้ง่ายในบริเวณน้ำขัง
    • โรคไข้เลือดออก ไม่ต้องบอกก็รู้ ยุงลายแพร่พันธุ์ได้ดีในฤดูฝน

    ไปจร้าไปเปิดกรุ “รายการอาหารที่ควรทาน เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายในช่วงฤดูฝน” ร่างกายจะได้แข็งแรงกันถ้วนหน้าไงล่ะค่ะ

    แกงเลียง

    สำหรับคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ต้องลองแกงเลียงเลยค่ะ เพราะความเผ็ดร้อนจากเครื่องแกงที่จัดมาทั้งกระชาย พริกไทยดำ และหอมแดง และผักที่ใส่ลงไปในแกงเลียงนี่แหละ เขาว่ากันว่า ช่วยแก้หวัดชะงัดนัก

    ผัดผักบุ้ง กระเทียมเน้นๆ

    ผักบุ้งนอกจากจะช่วยเรื่องสายตาแล้ว ยังช่วยลดอาการปวดหัว ร้อนใจ เหงือกบวม หรือแม้กระทั่งอาการไอ ก็ช่วยได้ และถ้ายิ่งกินกระเทียมด้วย จะช่วยให้หายจากไข้หวัด เพราะกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ทำงานได้ดีขึ้น

    อาหารรสเผ็ดทุกชนิด

    อาหารที่มีพริก รสเผ็ดนำ เช่น แกงส้มมะละกอ จะมีเครื่องแกงที่ช่วยทำให้หายใจโล่ง ไม่คัดจมูก เช่น หอมแดง กระเทียม ส่วนมะละกอก็มีประโยชน์ช่วยต้านไวรัส และที่สำคัญเป็นตัวช่วยให้ถ่ายคล่อง และยิ่งถ่ายคล่องจะยิ่งทำให้หายป่วยง่าย

    ซุปขิง

    มาต่อกันที่เมนูล้างพิษ อย่างซุปขิง ใครเป็นหวัดควรทานเลยค่ะ จมูกจะโล่งมากๆ ด้วยความเผ็ดร้อนของขิง และเพราะขิงมีสรรพคุณขับเหงื่อได้ดี จึงช่วยล้างพิษออกทางผิวหนังเต็มๆ ทั้งยังช่วยขับลมในช่องท้อง และช่วยให้กระเพราะอาหารทำงานดีอีกด้วย

    บัวลอยน้ำขิง

    มาแก้หวัดคัดจมูกกันด้วยของหวานบ้าง กับเมนูบัวลอยน้ำขิง ด้วยขิงมีสรรพคุณรักษาหวัดขั้นสูง ยิ่งแล้วโล่งคอโล่งจมูกดี แถมอร่อย กินง่ายอีกด้วย

    น้ำเสาวรส

    น้ำเสาวรส มีรสชาดสดชื่น หวานอมเปรี้ยว ช่วยเสริมภูมิต้านทานโรคได้ดีสำหรับคนที่ป่วยง่าย แพ้ง่าย เพราะน้ำเสาวรสช่วยปรับสมดุลร่างกาย และยังช่วยลดอาการอักเสบได้อีกด้วย เจ็บคอ หรือร้อนใน ลองดื่มน้ำเสาวรสดูนะคะ

    เป็นเมนูอาหารไทยเพื่อสุขภาพที่เราคุ้นเคยกันทั้งนั้นเลยนะคะ ทั้งอร่อย และยังดีต่อสุขภาพแบบนี้ คงต้องจัดเมนูดีๆ แบบนี้สักหน่อยแล้วละคะ…

    ยังไงก็อย่าลืมรักษาสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และดื่มน้ำมากๆ จะได้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บกันด้วยนะค่ะ

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ไอเดียการกิน การใช้อัญชันเพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง!

  • ‘เห็ดพิษ – เห็ดกินได้’ ป้องกันอันตราย ธรรมชาติดับชีวิต

    ‘เห็ดพิษ – เห็ดกินได้’ ป้องกันอันตราย ธรรมชาติดับชีวิต

    วิธีดูเห็ดพิษ วิธีเเยกเเยะระหว่างเห็ดกินได้เเละเห็ดมีพิษ ทราบหรือไม่? เห็ดป่าที่เก็บมานั้นสามารถกินได้หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ใช่คนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเห็ดเเล้ว คงจะยากที่จะสังเกต

    ดังนั้นวันนี้เราจะมีวิธีเเยกเเยะเห็ดมีพิษ ไม่มีพิษมาให้ดูกันเเบบง่ายๆ พร้อมวิธีการเเก้พิษเบื้องต้นค่ะ …

    เริ่มกันที่ “เห็ดที่สามารถรับประทานได้”  ได้แก่

    • เห็ดแดงกุหลาบ , เห็ดไข่เหลือง , เห็ดระโงกขาว , เห็ดโคน ,เห็ดโคนฟาน , เห็ดก่อเหลือง , เห็ดกูด , เห็ดไข่ , เห็ดตับเต่า ,เห็ดน้ำแป้ง , เห็ดหล่มกระเจียว , เห็ดข้าวเหนียว , เห็ดพุงหมู , เห็ดข้าวเหนียว , เห็ดเผาะ (ไม่มีราก) , เห็ดมันปู , เห็ดจั่น

    ส่วน “เห็ดที่ไม่สามรถรับประทานได้”  ได้แก่

    • เห็ดระโงกเหลืองก้านต้น , เห็ดระโดงตีนต้น , เห็ดคล้ายเห็ดโคน , เห็ดตอมกล้วยแห้ง , เห็ดข่า , เห็ดขี้ควาย , เห็ดระโงกหิน , เห็ดไข่ , เห็ดมันปู่ใหญ่ , เห็ดดอกกระถิน , เห็ดแดงก้านแดง , เห็ดเผาะ(มีราก) , เห็ดขี้วัว , เห็ดไข่หงษ์ , เห็ดโคนส้ม

    วิธีสังเกตเห็ดพิษ มีดังนี้ …

    • ลองจับเอาออกมาดมอยู่ก่อนค่ะ หากมีกลิ่นเหม็นแปลกๆ กลิ่นเอียน หรือกลิ่นหืนเเปลกๆ ไม่ควรเก็บมาทานค่ะ
    • ให้ลองเอามีดปลายเเหลมๆ กรีดตามลำต้นของเห็ดเพื่อดูว่ามียางขาวข้นเป้นเมือกไหลออกมาหรือไม่? หากมีไม่ควรเก็บมาทาน
    • หากเห็ดมีสีสันสดเกินไป หรือสีน้ำตาลไม่ควรเก็บมาทาน
    • สังเกตลำต้นว่ามีแผ่นบางๆ หรือเกล็ดตามบริเวณหมวกของเห็ด หากมีลักษณะแบบนี้ไม่ควรเก็บมาทาน
    • ดูว่าลำต้นมีวงเเหนหรือขนปุกปุยที่ลำต้นหรือไม่? หากมีก้ไม่ควรเก็บเช่นกันค่ะ
    • ในกรณีที่เก็บมาเเล้ว สามารถทดสอบได้โดยนำไปต้ม คือให้ใส่ข้าวสวยใหม้อต้มรวมกับเห็ด หรือหอมหัวใหญ่สับใส่ลงไปค่ะ หากข้าวสวยหรือหอมหัวใหญ่เปลี่ยนเป็นสีดำ เเปลว่าเป็นเห็ดพิษ ไม่สามาถทานได้
    • นำวัตสดุที่มีเงินแท้เป็นส่วนประกอบ เเล้วนำไปจุ่มในน้ำต้มเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษ เงินจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ควรทิ้ง ไม่ควรทานเด็ดขาด
    • ใช้ปูนสำหรับทานกับหมากมาป้ายที่ดอกเห็ด หากปูนเปลี่ยนสีเเปลว่าเป็นเห็ดพิษ
    • เลือกเห็ดที่มีรอยฟันสัตว์เเทะ เพราะหากเป็นเห็ดที่ไม่มีพิษ สัตว์จะมาทาน เราก้สามารถทานได้

    อาการหากรับประทานโดนเห็ดพิษ

    ในบางครั้งเราก็อาจจะพลาดท่าทานเห็ดพิษเข้าไป เเล้วจะรู้ได้อย่างไร? ว่ากำลังโดนเห็ดเล่นงานอยู่ สามารถสังเกตอาการได้ดังนี้…

    • รู้สึกไม่สบายตัว ปวดท้อง มวนท้อง
    •  คลื่นไส้ อาเจียน
    • ตัวร้อน เหงื่อออกมากกว่าปกติ
    • ท้องเสีย ท้องร่วง
    • เกิดภาพหลอน

    และเมื่อเกิดอาการเหล่านี้เราต้องรีบทำการช่วยเหลือเบื้องต้นทันที โดยเริ่มจากการทำให้ผู้ป่วยอาเจียนโดยการล้วงคอหรือกรอกไข่ขาว จากนั้นรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที

    “ฝนมา เห็ดมา” คนที่ชอบกินเห็ดต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน จะได้อร่อยและปลอดภัยนะจ๊ะ ^^

    ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : กินดิบ หรือ ปรุงสุก ผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน

  • สูตรหมักหมูกระทะ หมูจุ่มนุ่มลิ้น ฟินสะเด่ารสเข้าเนื้อ

    สูตรหมักหมูกระทะ หมูจุ่มนุ่มลิ้น ฟินสะเด่ารสเข้าเนื้อ

    หมูกระทะ จะว่าไปก็เป็นของที่อยู่คู่ทุกปาร์ตี้ ทุกเทศกาลค่ะ จะงานเลี้ยง งานสังสรรค์ไหนๆ หลายๆ บ้าน ก็มักจะไปนั่งกินที่ร้านหรือสั่งมากินที่บ้านกันตลอด แต่สำหรับบ้านไหนที่คนเยอะหรือหรือไม่อยากเสียเงินออกไปกินนอกบ้านแพงๆ

    วันนี้เราก็จัด สูตรหมักหมูกระทะ มาให้แล้วค่าา มีมาถึงหลายสูตรกันเลยทีเดียว ทำกินง่ายๆ คุ้มค่า แถมอร่อยจนต้องทำบ่อยเลยล่ะค่าา จะมีสูตรอะไรบ้าง น่ากินขนาดไหน ไปจดสูตรกันเลย!

    สูตรดั้งเดิม

    ส่วนผสม

    • เนื้อสัตว์
    • น้ำมันหอย
    • ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว
    • ผงปรุงรส
    • น้ำมันพืช

    วิธีทำ

    ใส่เนื้อสัตว์ลงในชามผสม จากนั้นใส่เครื่องปรุง น้ำมันหอย ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว ผงปรุงรส และน้ำมันพืช ลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน หมักทิ้งไว้อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง หรือถ้าอยากให้เนื้อสัตว์นุ่มมากๆ ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืนค่ะ

    สูตรงา

    ส่วนผสม

    • เนื้อสัตว์
    • เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
    • น้ำมันหอย
    • ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว
    • ผงปรุงรส
    • น้ำมันงา
    • งาขาวคั่ว

    วิธีทำ

    ใส่เนื้อสัตว์ลงในชามผสม แล้วใส่เครื่องปรุง น้ำมันหอย ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว ผงปรุงรส น้ำมันงา งาขาว เบคกิ้งโซดา และไข่ไก่ลงไป จากนั้นนวดให้ไข่ไก่และผงเบคกิ้งโซดาเข้าเนื้อดี นำไปแช่ตู้เย็น ทิ้งไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง

    สูตรบาร์บีคิว

    ส่วนผสม

    • เนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม
    • เกลือป่น 1 ช้อนชา
    • พริกไทยดำป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ
    • ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันพืชหรือน้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    • เนย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    • ซอสมะเขือเทศ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    • บรั่นดี 1-2 ช้อนโต๊ะ
    • สับปะรดหั่น 1 ถ้วย

    วิธีทำ

    ใส่เนื้อสัตว์ลงในชามผสมค่ะ จากนั้นใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป ยกเว้นสับปะรด คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นใส่สับปะรดลงไปบีบสับปะรดให้แหลกเล็กน้อย แล้วคนเข้ากันอีกครั้ง เพื่อช่วยให้เนื้อนุ่มมากขึ้น เสร็จแล้วแช่ตู้เย็น ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เนื้อเละเกินไป

    สูตรพริกไทยดำ

    ส่วนผสม

    • เนื้อสัตว์
    • รากผักชีโขลก 
    • กระเทียมสับ 
    • พริกไทยดำป่น 
    • น้ำตาลทราย
    • น้ำมันงา
    • น้ำมันหอย
    • ซอสปรุงรส หรือซีอิ๊วขาว

    วิธีทำ

    ตำรากผักชี กระเทียม และพริกไทยดำให้ละเอียด ใส่เนื้อสัตว์ลงในชามผสม แล้วใส่เครื่องปรุงและส่วนผสมที่โขลกละเอียดแล้วลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน แช่ตู้เย็น หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง

    สูตรเกาหลี

    ส่วนผสม

    • เนื้อสัตว์
    • ซีอิ๊วเกาหลีหรือคิโคแมน
    • ซอสโคชูจัง
    • น้ำมันงา
    • งาขาวคั่ว

    วิธีทำ

    ผสมเครื่องปรุงทั้งหมดเข้าด้วยกัน จากนั้นนำเนื้อสัตว์ลงไปหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ 30 นาที

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : สูตร “เมนูเนื้อวัว” เนื้อนุ่มละลายในปาก ทำได้มากกว่าที่คุณคิด!

  • สูตร “เมนูเนื้อวัว” เนื้อนุ่มละลายในปาก ทำได้มากกว่าที่คุณคิด!

    สูตร “เมนูเนื้อวัว” เนื้อนุ่มละลายในปาก ทำได้มากกว่าที่คุณคิด!

    วันนี้ CheezeBite ขอเอาใจคนรักเนื้อวัว ด้วยการรวบรวมสูตร “เมนูเนื้อวัว” เนื้อนุ่มละลายในปาก ทำได้มากกว่าที่คุณคิด! มาให้ทุกคนให้ลองทำตามกันค่ะ ขอบอกเลยว่าต้องถูกอกถูกใจคนรักชอบกินเนื้อวัวแน่นอน ถ้าอยากทราว่ามีเมนูอะไรบ้างก็ตามมาเลย!

    ซุปเนื้ออิสลาม

    วิธีทำ “ซุปเนื้ออิสลาม” เมนูเนื้อตุ๋น เปรี้ยวจี๊ด ซดร้อนคล่องคอ!

    ร้อน ๆ เปรี้ยว ๆ ซดคล่องคอ ยิ่งถ้าได้กินกับข้าวหมกยิ่งฟินสุด ๆ กับเมนู “ซุปเนื้ออิสลาม” ซุปที่ตุ๋นจนความหอมหวานของเนื้อกระจายไปทั่วทั้งหม้อ เข้มข้นจัดจ้านฟินสุด

    ซดร้อน ๆ คล่องคอ กินคู่กับข้าวหมกก็เข้ากันสุด ๆ กับเมนู “ซุปเนื้ออิสลาม” เปรี้ยว ๆ เผ็ด ๆ กลมกล่อมด้วยรสชาติของเนื้อที่เคี่ยวตุ๋นมาอย่างดี รสชาติของเนื้อกระจายไปทั่วหม้อ ซดกี่คำก็เข้มข้นจัดจ้าน! แถมวิธีทำก็ไม่ยาก ถ้าอยากรู้แล้วว่าทำอย่างไร ก็ตามมาดูกันเลยจ้า

    วัตถุดิบ

    • เนื้อวัวหั่นเต๋า 1 กิโลกรัม 
    • ข่าแก่หั่นแว่น 4 แว่น
    • เก๋ากี้ 2 ช้อนโต๊ะ
    • อบเชย 2 แท่ง
    • โป๊ยกั๊ก 3 ดอก
    • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
    • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
    • เกลือ 1 ช้อนชา
    • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
    • พริกตำ 1 ช้อนโต๊ะ
    • มะนาว 2 ลูก
    • หอมหัวใหญ่ ½ ลูก
    • มะเขือเทศ 1 ลูก
    • ขึ้นฉ่าย สำหรับโรย
    • หอมเจียว สำหรับโรย

    1 : วิธีทำ

    • ตั้งหม้อใส่น้ำ ตั้งไฟจนเริ่มเดือด ใส่เนื้อวัวหั่นเต๋าลงไป อบเชย โป๊ยกั๊ก เก๋ากี๊ และข่า ลงไปตุ๋น ปรุงรสด้วย เกลือ ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม และน้ำตาลปี๊บ
    • ตุ๋นไฟอ่อนไว้ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นใส่หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ ตุ๋นต่ออีก 30 นาที

    2 : เสิร์ฟ

    • ใส่พริกขี้หนู และบีบมะนาวลงในชามที่จะใช้เสิร์ฟ ตักซุปเนื้อที่ตุ๋นไว้ลงไป คนเล็กน้อยให้รสชาติเข้ากัน
    • โรยหน้าด้วย หอมเจียว และขึ้นฉ่าย อ่านต่อได้ที่

    แกงระแวงเนื้อ

    วิธีทำ “แกงระแวงเนื้อ” เมนูอาหารไทยโบราณ จะอีกกี่สิบปี ก็ไว้ใจได้

    แกงระแวงเนื้อ เมนูอาหารไทยโบราณ ที่ไว้ใจได้เลยว่าเด็ด

    วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ มาทำ “แกงระแวงเนื้อ” เมนูอาหารไทยโบราณที่หากินยากในปัจจุบัน แต่ได้ยินชื่อแล้วอย่าเพิ่งระแวงคนข้าง ๆ หรือใครกันนะคะ บอกก่อนนะคะว่าเมนูนี้เป็นแกงโบราณที่มีมาจากชวา จะคล้ายแกงเขียวหวานแต่มีขมิ้นและตะไคร้ที่เพิ่มเติมจากพริกแกงเขียวหวาน ถ้าเพื่อน ๆ พร้อมแล้วสวมผ้ากันเปื้อนล้างมือแล้วเข้าครัวกันเลย

    วัตถุดิบ

    • เนื้อวัว 500 กรัม
    • ตะไคร้ 3 ต้น
    • หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
    • หางกะทิ 3 ถ้วยตวง
    • เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
    • พริกชี้หนูเขียวและแดง

    ส่วนผสมของพริกแกง

    • พริกแกงเขียวหวาน 200 กรัม
    • ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
    • ขมิ้นสดหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
    • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำ 1 : ตุ๋น

    • นำหางกะทิขึ้นตั้งไฟ แล้วใส่เกลือลงไป รอกะทิเดือด
    • นำเนื้อวัวที่หั่นแล้วลงไป ตามด้วยตะไคร้ ตุ๋นประมาณ 1 ชั่วโมงให้เนื้อนิ่ม

    2 : โขลก

    • โขลกขมิ้นกับตะไคร้ให้ละเอียด ใส่พริกแกงเขียวหวานลงไป คลุกรวมกันให้ละเอียด
    • นำไปผัดกับน้ำมันจนมีกลิ่นหอม ใส่หัวกะทิลงไปเคี่ยวให้แตกมัน
    • นำเนื้อที่ตุ๋นไว้ ลงผัดกับกะทิ

    3 : รวมร่าง

    • ใส่พริกชี้ฟ้า ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ
    • ชิมรส และ จัดเสิร์ฟ

    สตูว์เนื้อ

    วิธีทำ “สตูว์เนื้อ” เมนูเนื้อสุดนุ่ม สไตล์อเมริกัน ฉบับโฮมเมด!

    เมนูพื้นฐานสำหรับชาวตะวันตก “สตูว์เนื้อ” เนื้อนุ่ม ๆ ชุ่มฉ่ำสต๊อกรสเข้ม ยิ่งได้ทานตอนอุ่น ๆ ยิ่งฟินแบบหยุดไม่อยู่ แถมทำง่าย ๆ ฉบับโฮมเมด!

    ถือว่าเป็นเมนูง่าย ๆ ที่ชาวตะวันตกทุกบ้านต้องเคยกิน กับเมนู “สตูว์เนื้อ” เนื้อนุ่ม ๆ ตุ๋นในสต๊อกเนื้อรวมกับมันฝรั่ง และแครอท ยิ่งตุ๋นนานยิ่งซึมซับรสชาติ เรียกได้ว่าถ้าได้กินสักครั้งต้องติดใจอย่างแน่นอน! วันนี้เราจะมาเสนอสูตร “สตูว์เนื้อ” แบบง่าย ๆ ที่ชาวตะวันตกมากินยังต้องคิดถึงบ้านกันเลยทีเดียว! ถ้าอยากรู้สูตรแล้ว ตามเข้าครัวกันมาเลย!

    วัตถุดิบ

    • เนื้อวัวส่วนติดมันหั่นเต๋า 200 กรัม
    • มันฝรั่งหั่นเต๋า 2 ลูก
    • มะเขือเทศหั่นเต๋า 4 ลูก
    • แครอทหั่นเต๋า 1 ลูก
    • หอมใหญ่หั่นเต๋า 1 ลูก
    • มะเขือเทศเข้มข้น 1 ช้อนโต๊ะ
    • ไวน์แดง 1 ถ้วย
    • ผงปาปริก้า 1 ช้อนโต๊ะ
    • ใบกระวาน 2 ใบ
    • ไทม์ 2 ก้าน
    • น้ำสต๊อกเนื้อ 1 ลิตร
    • เกลือ 2 ช้อนชา
    • พริกไทยดำป่น 2 ช้อนชา
    • น้ำมันพืชสำหรับทอด
    • พาร์สลีย์สับ สำหรับตกแต่ง

    วิธีทำ

    • โรยเกลือและพริกไทยลงบนเนื้อ คลุกให้เข้ากัน
    • ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย รอน้ำมันร้อน ค่อยใส่เนื้อลงไปทอด ทอดให้ได้สีน้ำตาลสวยทั่วทุกด้าน
    • ใส่หอมใหญ่และแครอทลงในกระทะ ผัดจนนิ่ม ตามด้วยมันฝรั่ง และมะเขือเทศตามลำดับ
    • จากนั้นใส่มะเขือเทศเข้มข้น และปาปริก้าตามลงไป ผัดจนหอม ต่อด้วยไวน์แดง คนให้เข้ากัน
    • ยกกระทะออก เทส่วนผสมถ่ายใส่หม้อทรงสูง (ขูดคราบที่ติดกระทะออกมาให้หมด)
    • เติมน้ำสต๊อกลงไป ตามด้วยใบกระวานและไทม์ จากนั้นตั้งไฟกลางให้เดือด พอส่วนผสมเดือดให้ลดไฟลงเป็นไฟอ่อน ค่อย ๆ เคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ หมั่นช้อนฟองออก เคี่ยวให้ปริมาณน้ำเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง
    • พอได้ที่แล้ว ลองชิมรสดู ถ้ายังไม่ถูกปาก ให้ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยเพิ่มได้นะครับ ชิมรสตามชอบ เท่านี้ก็พร้อมตักเสิร์ฟแล้ว!

    เป็นยังไงกันบ้าง กับเมนู “สตูว์เนื้อ” จะราดข้าวกินแบบไทย หรือกินกับขนมปังแบบตะวันตก ก็อร่อยไม่แพ้กัน ถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่เคยกินล่ะก็ แนะนำให้ลองทำกินดูสักครั้ง รับรองติดใจกันแน่ ๆ!

    เสือร้องไห้

    สูตร “เสือร้องไห้” เมนูอาหารอีสาน เสือไม่ได้กินแต่คนกินฟินน้ำตาไหล

    เบียร์พร้อม! น้ำแข็งพร้อม! ขาดแค่กับแกล้มดี ๆ มาลงมือทำกันกับ เมนู “เสือร้องไห้” บรรจงย่างเนื้อจนเกรียม ให้น้ำมันซึมออกมากเคลือบเนื้อส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แจกพร้อมสูตรน้ำจิ้มแจ่วแซ่บนัว กินแกล้มเบียร์กรุบกริบฟินจนน้ำตาไหล! ถ้าพร้อมแล้ว ตามแพรเข้าครัวมาดูวิธีทำโลดดดด

    วัตถุดิบเสือร้องไห้

    • เนื้อวัวส่วนหน้าอก 500 กรัม
    • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลปี๊บ ½ ช้อนโต๊ะ
    • พริกป่น 1 ช้อนชา
    • ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ

    วัตถุดิบน้ำจิ้มแจ่ว

    • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนโต๊ะ
    • พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ
    • ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
    • ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
    • ผักชีฝรั่ง หั่นหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
    • หอมแดงฝานบาง 4 หัว
    • มะนาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ

    วิธีทํา 1 : หมักเนื้อ

    • หมักเนื้อด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ พริกป่น 
    • จิ้มเนื้อด้วยส้อมให้ทั่ว แล้วหมักไว้ 30 นาที

    Tip : การใช้ส้อมจิ้มจะช่วยให้เนื้อนุ่มและน้ำหมักซึมเข้าไปในเนื้อเร็วขึ้น

    2 : ทำน้ำจิ้มแจ่ว

    • ผสมน้ำปลา น้ำตาลทราย พริกป่น ข้าวคั่ว  และมะนาวรวมกัน คนให้น้ำตาลละลาย 
    • ใส่ต้นหอม ผักชีฝรั่ง และหอมแดง ตามลงไปคนให้เข้ากัน แล้วพักไว้รอเสิร์ฟค่ะ

    3 : ย่างเนื้อ + จัดเสิร์ฟ

    • นําเนื้อที่หมักแล้วไปย่างไฟอ่อนจนสุกทั่ว เสร็จแล้วนําไปหั่นเป็นชิ้นพอดีคํา พร้อมเสิร์ฟ กินกับน้ำจิ้มแจ่ว ฟินสุด ๆ

    ขุ่นพระ! เพลินอะไรขนาดนั้น จิบเบียร์ไปย่างเนื้อไป กินเพลิน ๆ รู้ตัวอีกทีเบียร์หมดเป็นลัง เนื้อหมดเป็นโล เห้อ!

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : กินดิบ หรือ ปรุงสุก ผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน