หมวดหมู่: อาหารและสุขภาพ

  • กินยังไงลดอายุได้ 20 ปี ผิวเด้งเด็กหุ่นเซี๊ยะเปรี๊ยะระเบิด แถม!!!เมนูลีนๆให้ไปสุขภาพดีดี๊ให้อีกด้วยนะจ๊ะ!!!

    กินยังไงลดอายุได้ 20 ปี ผิวเด้งเด็กหุ่นเซี๊ยะเปรี๊ยะระเบิด แถม!!!เมนูลีนๆให้ไปสุขภาพดีดี๊ให้อีกด้วยนะจ๊ะ!!!

    กินยังไงลดอายุได้ 20 ปี

    อะโวคาโด-300x225

    นักวิจัย คริสเตียน คอร์เตส-โรโฆ่ (Christian Cortes-Rojo) ได้ยืนยันว่า อะโวคาโดสามารถช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยได้ดีกว่าผักผลไม้ชนิดอื่น เพราะแม้ว่าผักอื่น เช่น แครอทและมะเขือเทศ จะสามารถช่วยลดริ้วรอยก่อนวัยของเราได้เหมือนกัน แต่ร่างกายของเราก็ไม่สามารถซึมซับสารแอนตี้ออกซิแดนท์จากผักผลไม้เหล่านั้นได้เหมือนกับที่ซึมซับน้ำมันในอะโวคาโด ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะสารแอนตี้ออกซิแดนท์ในแครอทและมะเขือเทศ ไม่สามารถผ่าน

    ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ (Organelle) หรือโครงสร้างภายในเซลล์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบเปลี่ยนสารอาหารให้กลายเป็นพลังงานได้ดีนัก เพราะฉะนั้น อะโวคาโดจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยคงความอ่อนเยาว์ให้กับคุณได้ดีที่สุด

     

    “Yasmina Rossi” คุณยายยังสาวสวยเซี๊ยะหุ่นเป๊ะมากๆ วัย 59 ปี สาวๆยังต้องอาย  *ข้อมูลเพิ่มเติม  http://women.mthai.com/amazing-women/224703.html

    ความลับความสาวของเธอ Yasmina กล่าวว่า  กินยังไงลดอายุได้ 20 ปีฉันกินอาหารออร์กานิคมานานมาก นานก่อนที่จะฮิตกันเสียอีก บำรุงผิวด้วยน้ำมัน และหมักผมด้วยน้ำมันเรพซี๊้ด สครับผิวด้วยน้ำมันมะกอกและน้ำตาล นอกจากนั้นฉันยังกินอะโวคาโดทุกวัน เนื้อสัตว์ออร์กานิค และปลาด้วย” 

    หลายคนได้ยินว่าไขมันอาจทำให้รู้สึกว่าอะโวคาโดจะทานแล้วมีประโยชน์หรือไม่ ซึ่งจริงอยู่ในเนื้อของอะโวคาโด ปริมาณ 100 กรัม (ประมาณครึ่งลูก) จะมีไขมันอยู่ถึง 14.66 g กรัม ซึ่งมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่มีน้อยกว่าหรือแทบไม่มีเลย แต่เจ้าตัวไขมันที่อยู่ในอะโวคาโดนั้นไม่น่ากลัวอย่างที่คิดและไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นเหมือนไขมันชนิดอื่นๆ เนื่องจากไขมันชนิดนี้เป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย ช่วยเพิ่มระดับ ไขมันตัวดี (HDL) และ ลดไขมันตัวเลวที่เป็นผลเสียกับร่างกายอย่าง(LDL)อีกด้วย เมื่อไขมันทั้งสองตัวอยู่ในระดับที่สมดุลก็จะทำให้ระบบการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ อะโวคาโดยังถือว่าเป็นผลไม้ที่เป็นตัวช่วยสำหรับการลดน้ำหนัก ด้วยที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล)ต่ำ แม้แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็สามารถทานอะโวคาโดได้ มีโปรตีนสูง(สูงกว่าผลไม้สดอื่นๆ ประมาณ 0.8 – 1.7 %)และมีกรดอะมิโนที่เป็นประโยชน์ สำหรับร่างกายใช้ในการช่วยย่อยโปรตีนที่ดีขึ้น

    59-years-old-grandma-fashion-model-yasmina-rossi-10__880-600x425

    ประโยชน์ของอะโวคาโด

    1. อะโวคาโด มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวช่วยปกป้องเซลล์ต่าง ๆภายในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย
    2. อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่สามารถช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยได้ดีกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ จึงช่วยคงความอ่อนเยาว์ได้เป็นอย่างดี
      500_4
    3. ช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้
    4. อะโวคาโด ลดน้ำหนัก การรับประทานอะโวคาโดสามารถช่วยลดน้ำหนักตัว และลดระดับไขมันชนิดเลว (LDL) ลงได้อย่างชัดเจน
    5. อะโวคาโดเป็นแหล่งของกรดไขมันชนิดดี (HDL) ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก เพราะมีคุณสมบัติในการช่วยลดไขมันเลวในหลอดเลือดได้ จึงช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดโอกาศเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และโรคหัวใจวาย
    6. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้
    7. สรรพคุณของอโวคาโดในผลอะโวคาโดมีวิตามินซีซึ่งช่วยป้องกันหวัดได้
    8. อะโวคาโด สรรพคุณช่วยป้องกันการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน
    9. สรรพคุณอะโวคาโด ช่วยป้องกันการเกิดโคปากนกกระจอกเทศ
    10. อะโวคาโดมีโปรตีนสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีเส้นใยอาหารสูงจึงช่วยในการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี
    11. ไขมันในอะโวคาโดสามารถช่วยดูดซึมสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ซึ่งเป็นตัวช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลังได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นไลโคฟีน เบต้าแคโรทีน หรือลูทีนในผักผลไม้ต่าง ๆ
    12. ประโยชน์อะโวคาโด การรับประทานอะโวคาโดเป็นประจำจะช่วยป้องกันและลดความถี่ของการเกิดโรคเหน็บชาได้
    13. อะโวคาโดมีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งเหมาะให้ลูกน้อยรับประทานเป็นอาหารเสริมเดิม แม้ว่าจะมีแคลอรี่สูงแต่ก็อุดมไปด้วย DHA และไขมันดี (HDL) ในปริมาณที่สูงเช่นกัน
    14. อะโวคาโดมีโฟเลตสูงซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญสำหรับหญิงตั้งครรภ์อย่างมาก เพราะจำเป็นสำหรับทารกในครรภ์
    15. น้ำมันอะโวคาโด เป็นน้ำมันที่ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีที่สุดหากเทียบกับน้ำมันอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด อัลมอนด์ หรือแม้กระทั่งน้ำมันมะกอก
    16. น้ำมันอะโวคาโดสามารถนำมาใช้นวดศีรษะเพื่อช่วยเร่งการงอกของเส้นผมได้
    17. อะโวคาโด ประโยชน์นิยมรับประทานเป็นผลไม้สด หรือรับประทานร่วมกับไอศกรีม นมข้นหวาน น้ำตาล เค้ก สลัด ฯลฯ
    18. เนื้อของอะโวคาโดสามารถนำมาปรุงอาหารแทนเนยได้
    19. ประโยชน์ของอโวคาโด สามารถนำมาสกัดน้ำมันทำเป็นเครื่องสำอางได้
    20. ประโยชน์อาโวคาโดสดสามารถใช้บำรุงผิวพรรณและเส้นผมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีผิวแห้ง ซึ่งจะช่วยทำให้คุณมีผิวพรรณที่ชุ่มชื้นเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวาได้

    แถมเมนูมื้อเช้าลีนๆ ให้ไปสุขภาพดี๊ดีสาวไปลองทำทานกันดูน๊า ง๊ายง่ายอร่อยด้วย

    Avocado-Toast-Strawberries-Asparagus-3

    – อะโวคาโดขนมปังปิ้งกับหน่อไม้ฝรั่งและสตรอเบอร์รี่ –

    ส่วนผสม

    • 12-16 หอกหน่อไม้ฝรั่งตัดให้พอดีกับขนมปังของคุณ
    • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะบริสุทธิ์พิเศษ
    • 1/4 ช้อนชา เกลือ
    • 2 อะโวคาโด
    • 4 ชิ้นของขนมปังปิ้ง
    • สตรอเบอร์รี่ 6-8 ตัดและหั่นครึ่ง
    • ใบสะระแหน่สด
    • น้ำส้มสายชูบัลซามิก

    คำแนะนำ

    1. ความร้อนของเตาอบที่ 425 องศา โยนหน่อไม้ฝรั่งกับน้ำมันมะกอกและเกลือและกระจายออกไปยังแผ่นอบกรอบ โอนแผ่นอบเตาอบก่อนอุ่นและย่างหน่อไม้ฝรั่งจนกว่าจะมีกรอบนุ่มประมาณ 12 นาที นำออกจากเตาพักไว้ให้เย็นเล็กน้อย
    2. ตัดอะโวคาโดในช่วงครึ่งปี ลบและทิ้งเมล็ด ตักเนื้อออกและวางไว้บนขนมปังที่ใช้ประมาณ 1/2 อะโวคาโดสำหรับแต่ละชิ้นขนมปัง บดเนื้ออะโวคาโดลงกับซี่ของส้อม ด้านบนอะโวคาโดบดกับหอกไม่กี่ของหน่อไม้ฝรั่งย่างหั่นสตรอเบอร์รี่และใบสะระแหน่สด ฝนตกปรอยๆด้วยน้ำส้มสายชูบัลซามิก และเพลิดเพลินกับการให้บริการ

    Avocado Toast with Asparagus and Strawberries

     

    ดื่มน้ำมะนาวทุกเช้าช่วยลดน้ำหนักได้ อย่างไร ?

    เกี่ยวกับ อาโวคาโด

  • กินอะไรได้อย่างนั้น อาหารกับส่วนต่างๆของร่างกาย

    กินอะไรได้อย่างนั้น อาหารกับส่วนต่างๆของร่างกาย

    ปก-1

    ♥ อยากรู้จังเลยว่ากินอะไรแล้วมีผลต่อส่วนไหนของร่างกายเราบ้าง ♥

    ส่วนที่ 1 สมอง

    สมองมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และภาวะธำรงดุล (homeostasis) เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรู้ (cognition) อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้

    ดังนั้นอาหารของสมองควรจะเป็น

    001

    ส่วนที่ 2 ดวงตา

    ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว(มนุษย์) มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ 3 มิติ อู้วววว นี่เราเห็นภาพสามมิติอยู่หรอเนี่ยยยย ใช้งานหนักขนาดนี้

    ดังนั้นอาหารของดวงตาควรจะเป็น

    002

    ส่วนที่ 3 กล้ามเนื้อ

    กล้ามเนื้อ (Muscle)  เป็นเนื้อเยื่อที่หดตัวได้ในร่างกาย  และเป็นระบบหนึ่งของร่างกายที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวทั้งหมดของร่างกาย แบ่งออกเป็นกล้ามเนื้อโครงร่าง (skeletal muscle) , กล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) , และกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) ทำหน้าที่หดตัวเพื่อให้เกิดแรงและทำให้เกิดการเคลื่อนที่ (motion) รวมถึงการเคลื่อนที่และการหดตัวของอวัยวะภายใน

    ดังนั้นอาหารของกล้ามเนื้อควรจะเป็น

    003

    ส่วนที่ 4 หัวใจ

    หัวใจ (อังกฤษ: heart) เป็นอวัยวะกล้ามเนื้อซึ่งสูบเลือดทั่วหลอดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยการหดตัวเป็นจังหวะซ้ำ ๆ พบในสัตว์ทุกชนิดที่มีระบบไหลเวียน ซึ่งรวมสัตว์มีกระดูกสันหลังด้วย กล้ามเนื้อหัวใจเป็นกล้ามเนื้อลายที่อยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ พบเฉพาะที่หัวใจ และทำให้หัวใจสามารถสูบเลือดได้

    ดังนั้นอาหารของหัวใจควรจะเป็น

    004

    ส่วนที่ 5 ปอด

    ปอด (อังกฤษ: lung) เป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ใช้ในการหายใจ หน้าที่หลักของปอดก็คือ การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบเลือดในร่างกาย และแลกเปลี่ยนเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบเลือดออกสู่สิ่งแวดล้อม ทำงานโดยการประกอบกันขึ้นของเซลล์เป็นจำนวนล้านเซลล์ ซึ่งเซลล์ที่ว่านี้มีลักษณะเล็กและบางเรียงตัวประกอบกันเป็นถุงเหมือนลูกโป่ง ซึ่งในถุงลูกโป่งนี้เองที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซต่าง ๆ เกิดขึ้น

    ดังนั้นอาหารของปอดควรจะเป็น

    005

    ส่วนที่ 6 ลำไส้

    ลำไส้ เป็นส่วนหนึงในทางเดินอาหารต่อจากกระเพาะอาหารไปสู่ทวารหนัก ในมนุษย์และสัตว์ส่วนใหญ่ ลำไส้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ลำไส้เล็ก และ ลำไส้ใหญ่ ในมนษุย์สามารถแบ่งลำไส้เล็กเป็นส่วนๆ ได้แก่ ลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum) , ลำไส้เล็กส่วนกลาง (Jejunum) ,ลำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum) ส่วนลำไส้ใหญ่แบ่งได้เป็น ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) และ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Colon)

    ดังนั้นอาหารของลำไส้ควรจะเป็น

    006

    ส่วนที่ 7 ผิว

    ผิวหนัง ปกคลุมห่อหุ้มร่างกายทั้งหมด ซึ่งภายในมีปลายประสาทรับความรู้สึกมากมาย เพื่อรับรู้การสัมผัส การกด ความเจ็บ และอุณหภูมิร้อนเย็น ระบบผิวหนังมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และยังมีหน้าที่เป็นอวัยวะขับเหงื่อ และไขมันด้วย

    ผิวหนังยืดหยุ่นได้มาก บนผิวของหนังมีรูเล็กๆ อยู่ ทั่วไป รูเล็กๆ นี้ เป็นรูเปิดของขุมขน ท่อของต่อมไขมัน และต่อมเหงื่อ ผิวหนังที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า มีรอยนูนเป็นสันจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ปลายนิ้วมือทั้งห้ามีสันนูนเรียงกันเป็นร้อยหวาย หรือก้นหอย จึงใช้รอยพิมพ์ปลายนิ้วมือเป็นประโยชน์ในการแยกหรือ ทำนายบุคคลได้โดยการพิมพ์ลายนิ้วมือ เนื่องจาก รายละเอียดในการเรียงตัวของรอยนูนนี้ แตกต่างกันในแต่ละบุคคล

    ดังนั้นอาหารของผิวควรจะเป็น

    007

    ส่วนที่ 8 กระดูก

    กระดูก (อังกฤษ: Bones) เป็นอวัยวะที่ประกอบขึ้นเป็นโครงร่างแข็งภายใน (endoskeleton) ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง หน้าที่หลักของกระดูกคือการค้ำจุนโครงสร้างของร่างกาย การเคลื่อนไหว การสะสมแร่ธาตุและการสร้างเซลล์เม็ดเลือด

    ดังนั้นอาหารของกระดูกควรจะเป็น

    กินอะไรได้อย่างนั้น

    ดูไปดูมาทุกส่วนของร่างกายเราเนี่ยก็สัมพันธ์กันหมดเลยนะ ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็จะช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาอีกด้วย รักร่างกายให้มากๆร่างกายจะได้อยู่กับเราไปนานๆนะจ๊ะ

  • มาทำ Rainbow Crepe Cake กันเถอะ

    มาทำ Rainbow Crepe Cake กันเถอะ

    เค้ก-2-012-01

     

    ส่วนผสม

    ส่วนประกอบ-01

    ไข่ไก่ 8 ฟอง  / เนยสด 150 กรัม / นมสด 600 ml / แป้งเค้ก 230 กรัม / น้ำตาลทราย 120 กรัม

    กลิ่นวนิลา 1/2 ช้อนชา / สีผสมอาหาร / วิปครีม

    วิธีการทำ

    • ตีไข่ไก่พอแตกแล้วใส่น้ำตาลทรายลงไปทีละน้อยตีให้เข้ากัน

    • ใส่นมสดผสมให้เข้ากัน

    • ใส่แป้งเค้กทีละน้อยค่อยๆคนระวังแป้งเป็นก้อนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน

    • เทเนยละลาย ผสมคนให้เข้ากัน ใส่กลิ่นวนิลาลงไป

    • กรองเพื่อนำเสษแป้งที่ไม่ละลายออกแล้วนำแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมงถ้าค้างคืนยิ่งดี แป้งจะยิ่งนุ่ม

    • แบ่งแป้งออกเป็น 6 ถ้วย และใส่สีผสมอาหารลงไป

    • นำกระทะเทฟลอนตั้งไฟ(แต่ไม่ต้องให้กระทะร้อนมาก)

    • ตักแป้งประมาณ 1/4 ถ้วยตวงลงไปในกระทะกลิ้งให้แป้งแผ่ทั่วกระทะ

    • พอแป้งเริ่มพองหรือมองแล้วมีฟองอากาศ คือแป้งสุกแล้ว จะกลับอีกด้านก็ได้ (บางคนไม่กลับ)แซะออกลงบนตะแกรงหรือภาชนะได้เลย

    • ทำไปเรื่อยๆจนหมด

    • พักแป้งไว้ให้หายร้อน

    • ตีวิปครีมให้พอตั้งยอดปานกลาง

    • นำแป้งเครปมาวางบนแท่นแต่งเค้ก(แต่เราไม่มีก็ใช้ถาดแทน 555)

    • ปาดวิปครีมให้ทั่วที่ละชั้น และไม่บางไม่หนาเกินไปทำจนครบหนึ่งสีแล้วจึงต่อด้วยสีต่อไป

    • พอครบแล้วนำไปแช่ดูเย็นเพื่อเซ็ทตัว

    • นำมาตัดแบ่งตามต้องการ

    • จัดเสริฟคู่กับซอสสตอเบอร์รี่

       วิธีทำเพิ่มเติม ⇓

  • Bakery ที่ใครๆว่ายาก เราจะมาทำให้มันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย

    Bakery ที่ใครๆว่ายาก เราจะมาทำให้มันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย

    Retro cake คืออะไร ?

    Retro cake คืออะไร คือเค้กที่มีหลากหลายรูปแบบในชิ้นเดียว พูดง่ายๆว่าเอาส่วนผสมต่างๆมารวมกันเป็นเค้กหลากหลายสีสัน หลากหลายส่วนผสม เช่น Retro Cake Berries ซึ่งถือได้ว่าเป็นขนมหวานที่มีประโยชน์อย่างหนึ่ง ด้วยส่วนผสมของเบอร์รี่หลากหลายชนิดที่มีวิตามินช่วยในการบำรุงสายตา ทั้งนี้ เบอรรี่ยังมีสารที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรงมะเร็งลำไส้(เพิ่มเติมคลิก) ได้อีกด้วย ประโยชน์เยอะขนาดนี่ รออะไรล่ะค่ะมาทำกันเล๊ยยยยยย

    Bakery ที่ใครว่ายาก

    เราจะมาทำให้มันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปาก

    Retro Cake Bakery easy home made

    ส่วนผสมที่ต้องใช้

    move-retro cake-01-01

    วิธีทำ

    1. ผสมเจลาติน 3 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำต้มสุก 1 ถ้วยตวง   คนให้เข้ากัน พักไว้ 2 นาที

    2. ใส่เบอร์รี่ 3/4 ถ้วยตวง ลงในกระทะ ละลายเบอรี่ + ใส่น้ำตาล  ใช้ไฟปานกลาง ทิ้งไว้ให้เย็น

    3. ตีวิปครีมให้จับตัวจนได้ที่

    4. เทส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน คนให้เป็นเนื้อเดียวกันmove-retro cake-1-01

    5. นำช็อคโหเลตบาร์หรือคุ้กกี้เรียงลงในถาดฟรอยด์จากนั้นเทส่วนผสมลงไป move-retro cake-3-01

    6. นำพลาสติกแรปใสปิดอาหารมาปิดและนำไปแช่เย็น 1 คืน Retro cake คืออะไร ?

     

    กินอะไรได้อย่างนั้น อ่านต่อคลิ๊ก

    Cake Wiki

  • ลดน้ำหนัก 5 กิโลภายใน 7 วัน

    ลดน้ำหนัก 5 กิโลภายใน 7 วัน

    ลดน้ำหนัก 5 กิโล ภายใน 7 วัน 

    ลดน้ำหนัก 5 กิโล ไม่มีสาวๆคนไหนอยากโดนล้อว่าอ้วนหรอก ใช่มั้ยล่ะค่ะ แต่แหม่ อาหารการกินประเทศไทยก็ช่างอุดมสมบูรณ์ซ่ะเหลือเกิน เราก้เลยเพลิดเพลินกับการกินไปซ่ะหน่อย อิอิ

    รู้ตัวอีกทีเพื่อนก็เรียกว่าอีอ้วนแล้ว

    OMG…! 

    น้ำหนักขึ้นก็ไม่สวยอ่ะสิค่ะ เสื้อผ้าตัวเดิมๆก็ใส่ไม่ได้ อึดอัดคับอกคับใจไปหมด

    วันนี้เราเลยจัดวิธีลดน้ำหนัก 5 กิโล ภายใน 7 วัน มาฝาก

     

    Untitled

    ก่อนรับประทานอาหารเช้าดื่มน้ำมะนาวอุ่นๆสักแก้วช่วยล้างสารพิษตกค้าง

     

    2

    เปลี่ยนจากอาหารประเภทข้าว/ขนมปังเป็นผลไม้สดแทนในมื้อเช้า

    3

       จัดหนักมื้อกลางวันได้เลย แต่อย่าลืมทานผักด้วยนะจ๊ะ

    4

    การหิวช่วงบ่ายเป็นเรื่องปกติ

    แต่อยากให้เปลี่ยนจากการกินขนมคบเคี้ยวมาเป็นสลัดผักแทน

    5

    อาหารเย็นขอเป็นแตงกวากับไข่ต้มสักฟอง

    6

    ก่อนนอนดื่มชาอุ่นๆล้างสารพิษช่วยผ่อนคล้าย

    6 วิธีง่ายๆผอมได้ใน 7 วัน ลองทำกันดูนะค่ะสาวๆ แรกๆอาจจะอยากกินนู้นนี่นั้นไปซ่ะหน่อย แต่ถ้าอยากสวยต้องอดทน ถือซ่ะว่ากินตามใจปากมาเยอะแล้วลองกินเพื่อสุขภาพกันดูนะ ไม่อ้วนก็ไม่มีโรค แถมสวยด้วย…

    ท่องไว้ค่ะ “สวย”

     เกี่ยวกับโรคอ้วน

    Bakery ที่ใครๆว่ายาก เราจะมาทำให้มันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย คลิ๊ก

  • กำจัดกลิ่นเท้า เล็บขบ ส้นเท้าแตก…Easyมั๊กมาก !!! แอปเปิ้ลไซเดอร์ในตำนานสรรพคุณเพียบ !!!

    กำจัดกลิ่นเท้า เล็บขบ ส้นเท้าแตก…Easyมั๊กมาก !!! แอปเปิ้ลไซเดอร์ในตำนานสรรพคุณเพียบ !!!

    กำจัดกลิ่นเท้า

    กำจัดกลิ่นเท้า แอปเปิ้ลไซเดอร์น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ล apple cider vinegar คือ น้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิ้ล มีคุณสมบัติเป็นกรดสูง รสเปรี้ยวจัด มีส่วนประกอบของกรด 5 % (5%Acetic Acid) มีสีเหลืองคล้ายสีชา มีส่วนประกอบของธาตุโพแทสเซี่ยมสูง ซึ่งธาตุโพแทสเซี่ยมมีคุณสมบัติ ช่วยในการแบ่งเซลล์ ถ้าร่างกายขาดธาตุนี้ ร่างกายจะมีอาการผิดปกติคือ เติบโตช้า แก่เกินวัย ผมร่วง และหงอกเร็ว ฯลฯ และ apple cider vinegar ยังประกอบด้วยธาตุอาหารกว่า 30 ชนิด มีวิตามินมากกว่า 6 ชนิด มีกรดอะมิโน และสารเพ็คติน ล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติเป็นยาอีกด้วย คือเป็นพวก ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ และมีเอนไซม์หลายชนิดรวมอยู่ด้วย

    ถ้าจะพูดถึงสรรพคุณของแอปเปิ้ลไซเดอร์แล้วเป็นที่กล่าวขานในตำนานกันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ครอบจักรวาล คุณสมบัติล้นเหลือจริงๆ !!!

    กำจัดกลิ่นเท้า-01-01

     อุปกรณ์ง๊าย ง่ายไม่ยุ่งยาก 

    • แอปเปิ้ลไซเดอร์ 1/4 ถ้วย
    • Listerine 1/4 ถ้วย

    นำมาผสมกันแช่เท้าทิ้งไว้ 20-30นาที จะช่วยลดกลิ่นเท้าทั้งยังช่วยฆ่าเชื้อราเล็บขบ เพราะแอปเปิ้ลไซเดอร์มีความเป็นกรดอ่อนๆ แถมยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกโดยหลังจากแช่เท้าเสร็จแล้วให้นำแปรงขัดเท้าหรือหินขัดมาขัดที่ส้นเท้าล้างน้ำสะอาดแล้วเช็ดเท้าให้แห้งตามด้วยทาปิโตเลียมเจลลี่ จะสัมผัสได้ถึงความเนียนนุ่มอย่างเห็นได้ชัด

    9dc03100fb499c228e81107fcd7d1ffe

    ประโยชน์อื่นๆของแอปเปิ้ลไซเดอร์

    • แอปเปิ้ลไซเดอร์สามารถน้ำมาล้างทำความสะอาดผักได้อีกด้วย
    • แอปเปิ้ลไซเดอร์เมื่อนำมาผสมกับน้ำมันมะกอกสามารถช่วยลดเซลลูไลท์ โดยนำมานวดๆบริเวณที่เป็นเซลลูไลท์ เมื่อทำเป็นประจำจะสังเกตุได้ว่าเซลลูไลท์จะค่อยๆลดลง
    • เมื่อมีอาการเจ็บคอสามารถใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์บ้วนปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บคอได้ แอปเปิ้ลไซเดอร์จะเช้าไปทำการฆ่าเชื้อในช่องปาก (แต่วิธีนี้ไม่ควรทำบ่อยเพราะอาจจะทำให้ผิวฟันกร่อนได้น๊า)
    • แอปเปิ้ลไซเดอร์ผสมกับน้ำใช้ฉีดพ่นเพื่อกำจัดวัชพืชในสวนคุณได้
    • แอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 2 ส่วน ใช้เป็นโทนเนอร์ธรรมชาติได้ ช่วยให้รูขุมขนกระชับ ลดสิว
    • แอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 3 ส่วน สามารถใช้ไล่เห็บหมัดของสัตว์เลี้ยงทั้งยังทำให้ขนเงางามอีกด้วย

     

     

    เกี่ยวกับกลิ่น

    ลดน้ำหนัก 5 กิโลภายใน 7 วัน

  • ปริมาณแคลอรี่ : ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิด

    ปริมาณแคลอรี่ : ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิด

    ดูปริมาณแคลอรี่ในผัก

    ดูปริมาณแคลอรี่ในผัก ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิดกันเถอะใช่ว่าผักและผลไม้จะมีแต่กากใยอาหารและวิตามินนะค่ะ แต่ผักและผลไม้ยัง ให้พลังงานต่อร่างกายอีกด้วย เรามาดูกันว่าผักและผลไม้แต่ล่ะชนิดให้พลังงาน เท่าไหร่กันบ้าง

    ผัก1-01

    กระเทียม (Garlic) : 149 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    บีทรูท (Beetroot) : 37 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    บลอกโคลี (Broccoli) : 31 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ดอกกระหล่ำ (Cauliflower) : 31 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    หน่อไม้ฝรั่ง  (Asparagus) : 25 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ผักโขม (Spinach) : 25 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    กระหล่ำปลี (Cabbage) : 21 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    มะเขือม่วง (Aubergine) : 15 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แตงกวา (Cucumber) : 10 กิโลแคอรี่/100กรัม ****กินเล่นๆแก้หิวได้****

    ผักชีฝรั่ง (Celery) : 8 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ผลไม้-01

    แคนเบอร์รี่ (Cranberries) : 308 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    แอปเปิ้ล (Apples) : 52 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ราสเบอร์รี่ (Raspberries) : 52 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    ส้ม (Oranges) : 47 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แบลคเบอร์รี่ (Blackberries) : 43 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    ส้มโอ (Grapefruit) : 42 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    มะละกอ (Papayas) : 39 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    แอปริคอต(Apricots) : 34 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แคนตาลูป (Cantaloupes) : 34 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แตงโม (Watermelon) : 30 กิโลแคลอรี่/100กรัม ****กินเล่นๆแก้หิวได้****

     

    เกี่ยวกับแคลอรี่

    กำจัดกลิ่นเท้า เล็บขบ ส้นเท้าแตก…Easyมั๊กมาก!!!แอปเปิ้ลไซเดอร์ในตำนานสรรพคุณเพียบ!!! คลิ๊ก

     

     

     

     

     

     

     

  • กินลดน้ำหนัก-ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีด้วยการกิน

    กินลดน้ำหนัก-ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีด้วยการกิน

    ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี

    ลดน้ำหนักใครว่ายาก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายใช่มั้ยล่ะค่ะ ออกกำลังกายก็แล้ว งดอาหารเย็นก็แล้ว แต่แหม ยิ่งอดก็ยิ่งหิว ดึกๆก็ตื่นมากินอีก แล้วเมื่อไหร่จะผอมกันล่ะเนี่ย บางคนหนักหน่อยถึงขั้นทานยาลดน้ำหนักสุดท้ายก็เกิดอาการโยโย่ แล้วจะทำยังไงดีล่ะที่จะลดน้ำหนักอย่างถูกต้องโดยไม่ต้องอดอาหาร

    ประเด็นที่1 การออกกำลังกายยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการลดน้ำหนัก

    ประเด็นที่ 2 เรื่องอาหารการกิน แน่นอนว่าการอดอาหารและการทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน เพราะถึงแม้คุณจะผอมได้ตามที่ต้องการแต่ร่างกายของคุณจะดูโทรมและดูป่วย สุขภาพจะค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ

    ในเมื่อจำเป็นต้องกิน แล้วจะกินอย่างไร ?

    อาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย เพราะรางกายคนเราต้องการใช้พลังงาน ซึ่งพลังงานนั้นๆได้มากจากอาหาร แต่ความอ้วนเกิดจากไขมันและพลังงานสะสมที่ร่างกายเราใช้ไม่หมด ดังนั้นเราจึงควรเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้องเหมาะสมกับการใช้พลังงานในแต่ล่ะวันของเรา และยังมีอาหารบางชนิดที่ช่วยกรพตุ้นการเผาผลาญพลังงานซึ่งจะทำให้ร่างกายไม่มีไขมันสะสมที่จะก่อให้เกิดโรคอ้วนนั้นเอง

    ที่นี้เรามาจับคู่ดูกันสิว่าอาหารใดที่สามารถรับประทานแล้วช่วยเผาผลาญพลังงานและอาหารชนิดใดบ้างที่เราควรหลีกเลี่ยง

    move -food-01

    คู่ที่ 1 ชาเขียว VS อาหารทอด

    ชาเขียว (Green Tea) ในชาเขียวมี คาเทชิน ซึ่งประกอบไปด้วย Epigallocatechin-3-gallate(EGCG) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน

    อาหารทอด (Fried Food) อาหารทอดทำให้เกิดกาสะสมของไขมันและทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดง นำไปสู่การเต้นผิดปกติของหัวใจ และโรคอัลไซเมอร์

    คู่ที่ 2 ขนมปังธัญพืช VS ช็อคโกเลต

    ขนมปังธัญพืช (Whole Wheat Bread) มีคุณค่าทางโภชนาสูงและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ขนมปังธัญพืชยังมี ค่าดัชนีน้ำตาล(glycemic index, glycaemic index) หรือ GIคือ การวัดผลของคาร์โบไฮเดรต ต่อระดับน้ำตาลในเลือด จะทำให้มีการลดลงของน้ำหนัก รักษาสัดส่วนปริมาณของกล้ามเนื้อไว้ และเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้ร่างกายมีพลังงานคงที่และทำให้น้ำหนักลดลง

    ช็อคโกเลตฟัดจ์ (Chocolate Fudge ) ถึงแม้การกินช็อคโกเลตจะมีประโยชน์ในด้านการช่วยคลายเคลียดแต่การรับประทานช็อคโกเลตในปริมาณที่มากจนเกินไปจะทำให้เกิดสภาวะน้ำตาลในเลือดสูง จนเกิดเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานได้ 

    คู่ที่ 3  ปลาแซลมอน VS  แอลกอฮอลล์

    ปลาแซลมอน (salmon) เนื้อปลาแซลมอนอุดมไปด้วยไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่ทำให้อ้วน และยังช่วยในการลดน้ำหนักอีกด้วย 

    แอลกอฮอลล์ (Alcohol) เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอลล์ทำให้ระบบการเผาผลาญช้าลงถึง 73% 

    คู่ที่ 4   กระเทียม-หัวหอมVS มันฝรั่งทอด

    กระเทียม-หัวหอม (Garlic and Onions) แร่ธาตุและน้ำมัน ในกระเทียมและหอมแดงช่วยในการสลายไขมันและเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย

    มันฝรั่งทอด (POtato Chips) หลีกเลี่ยงการรับประทานมันฝรั่งทอดเนื่องจากมันฝรั่งทอดจะทำให้ไขมันสูงขึ้นถึง 15 %

    คู่ที่ 5   บร็อคโคลี่ VS อาหารหวาน  

    บร็อคดคลี่ (ฺBroccoll) มีเส้นใยและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง

    อาหารหวาน (Desserts) ของหวานทั้งหลายเมื่อรับประทานมากๆจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลมากจนเกินความจำเป็นและยังมีไขมันที่สะสมที่ร่างกายอีกด้วย

    คู่ที่ 6   ผลเบอร์รี่ VS น้ำเชื่อม 

    ผลเบอร์รี่  (Berries) ผลเบอร์รี่ทุกชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

    น้ำเชื่อม (Syrup) น้ำเชื่อมหรือหัวน้ำเชื่อมที่มีความข้มข้นจัด ก่อให้เกิดไขมันในตับและนำไปสู่การสะสมของคราบจุลินทรีย์ทำให้หลอดเลือดตีบได้

    คู่ที่ 7  อกไก่ VS ป๊อปคอร์นเนย

    อกไก่ (Lean Chicken) อกไก่เป็นเนื้อส่วนที่ไม่ติดมัน ซึ่งมีโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ทำให้อ้วน

    ป๊อปคอร์นเนย (Buttered Popcorn)  ถึงแม้ป็อปคอร์นจะทำมาจากข้าวโพดซึ่งดูๆไปแล้วน่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่กับป็อปคอร์นเนยแน่นอน เพราะมันจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เส้นเลือดฝอยหลอดลมอักเสบได้

    คู่ที่ 8  โยเกิต VS ไฮศครีม

    โยเกิต (Yogurt) มีคุณค่าทางอาหาารโดยมีโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายสูง

    ไอศครีม (Ice cream) ในไอศครีมมีปริมาณแคลเลอรี่และปริมาณน้ำตาลที่สูงปรี๊ดดดดดซึ่งนั้นไม่เป็นผลดีต่อร่างกายแน่นอน

    คู่ที่ 9  ส้ม VS พาย

    ส้ม (Oranges) ส้มมีกาใยอาหารและสามารถช่วยในการเผาผลาญไขมัน

    พาย (Pies) พายรสชาติต่างๆมีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาลที่ให้ความหวานในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็นของร่างกาย หากรับประทานมากๆทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานไม่ควรบริโภค

    คู่ที่ 10  ข้าวกล้อง VS ขนมปังและพาสต้า

    ข้าวกล้อง (Brown Rice) ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดสีเพราะฉะนั้นข้าวกล้องจะอุดมไปด้วยวิตามินที่สูงกว่าข้าวขาวปกติและมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก

    ขนมปังและพาสต้า (Breads & Pastas) ทำมาจากแป้งและน้ำตาลซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกยแน่นอน

    เราก็พอจะทราบแล้วว่าอาหารชนิดใดที่ช่วยเผาผลาญพลังงานและอาหารชนิดใดที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราแถมยังทำให้อ้วนอีกด้วย สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้คือการ รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่อดอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีหุ่นสวยสุขภาพดีแบบถูกต้องไม่โยโย่ 

    ขอให้สนุกกับการกิน อย่างถูกวิธีนะจ๊ะ

     

    เกี่ยวกับน้ำหนัก

    ปริมาณแคลอรี่ : ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิด คลิ๊ก

     

     

  • บิงซู อากาศร้อนๆแบบนี้มาทำ Mango Kakigori หรือ Bingsu มะม่วง กันเถอะงบน้อยอร่อยแน่…!!!

    บิงซู อากาศร้อนๆแบบนี้มาทำ Mango Kakigori หรือ Bingsu มะม่วง กันเถอะงบน้อยอร่อยแน่…!!!

    บิงซู Mango Kakigori หรือ Bingsu มะม่วง

                  ถ้าอากาศจะร้อนขนาดทอดไข่ได้ขนาดนี้…..คงจะต้องหาอะไรที่หวานๆเย็นๆดับกระหายกันซักหน่อยแล้ว เมนูที่ฮอตฮิตฝุดๆในตอนนี้คงจะหนีไม่พ้น Bingsu ( บิงซู ) หรือ Kakigori  น้ำแข็งใสเกล็ดหิมะสไตล์เกาหลี หอม มัน หวาน เย็น มาลองทำกินกันเองเลย งบน้อยอร่อยแน่ๆ *สูตรนี้เหมาะสำหรับ 2-3 คน 

    บิงซู

     

    ส่วนประกอบ

    • มะม่วงสุก 1 ลูก หรือจะกี่ลูกก็ได้ปริมาณตามต้องการ ช่วงนี้หน้ามะม่วงหาซื้อได้ทั่วไปราคาจัดว่าถูกมากๆ
    • นมข้นหวาน 1 กระป๋อง
    • นมสด ขนาด 400 มล. ไม่แนะนำใช้แบบพร่องมันเนยหรือไขมัน0% เพราะตัวคากิโกริอาจจะไม่เป็นเกล็ดน้ำแข็ง
    • ถุงซิปล็อค เอาไว้ใส่นมเพื่อเอาไปแช่แข็ง ถ้าหาถุงซิปล็อคไม่ได้ใช้ถุงร้อนธรรมดาแล้วใช้แม็กหรือคลิปหนีบกระดาษหนีบแทนได้
    • ไอศครีมวานิลลา 1 ถ้วย
    • วิปปิ้งครีม

    ขั้นตอนการทำ

    1. นำนมสดเทลงในอ่างผสม(เทหมดขวดเลยจ้า) ตักนมข้นหวานใส่ลงไป 4 ช้อนโต๊ะ คนให้นมสดกับนมข้นหวานเป็นเนื้อเดียวกัน
    2. ตักนมที่ผสมเสร็จแล้วใส่ถุงซิปล็อคหรือถุงร้อนที่เตรียมไว้แล้วหนีบด้วยคลิปหนีบกระดาษทำให้แบนที่สุดตัวนมจะได้แข็งตัวเร็วๆ *ตัวนมจะเป็นเกล็ดหิมะได้คือตู้เย็นจะต้องเย็นมากๆ ถ้าตู้เย็นความเย็นไม่พอไม่แนะนำให้ทำเมนูนี้นะจ๊ะ แช่นมที่ผสมแล้วไว้ในช่องฟริสประมาณ 3-4 ชั่วโมงหรือจนกว่าจะแข็งตัว 
    3. หั่นมะม่วงให้เป็นชิ้นลูกเต๋าเพื่อเตรียมใส่ในคากิโกริ
    4. นำมะม่วงชิ้นเล็กๆหรือชิ้นที่ไม่ค่อยสวยที่หั่นไว้ใส่ลงไปในภาชนะสำหรับใส่คากิโกริ เพราะชิ้นสวยๆเราจะเอาไว้โปะด้านบน เวลาถ่ายรูปโชว์เพื่อนจะได้สวยๆ ^^*แนะนำให้นำภาชนะที่จะใส่คากิโกริแช่ในตู็เย็นรอไว้ด้วยเพราะอากาศร้อนจะทำให้ไอศครีมละลายไว
    5. เมื่อเกล็ดน้ำแข็งของเราแข็งได้ที่แล้วเอาถุงออกมาจากช่องฟริสเอาช้อนตีๆให้เกล็ดน้ำแข็งแตกตัว
    6. นำเกล็ดน้ำแข็งเทลงไปบนมะม่วงที่เราเตรียมไว้ ใช้ช้อนจัดรูปทรงให้สวยงาม
    7. แต่งหน้า Topping ชิ้นมะม่วงสวยๆรอบๆถ้วย
    8. โปะยอดเกล็ดน้ำแข็งด้วยไอศครีมวานิลลา 1 ลูก
    9. บีบวิปปิ้งครีม Top บนไอศครีมอีกที แล้วแต่งด้วยใบสาระแหน่ เป็นอันว่าเสร็จ ขั้นตอนนี้มีก็ได้ไม่มีก็ได้อร่อยฟินเหมือนกัน ^^

     

     

     

    อ่าน ปริมาณแคลอรี่ในผัก คลิ๊ก

     

     

  • สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง

    สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง

    ผลไม้ต้านโรคมะเร็ง สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง

    ผลไม้ต้านโรคมะเร็ง ต้องยอมรับเลยว่าโรคมะเร็งเป็นโรคลำดับต้นๆที่คร่าชีวิตผู้คนมากมาย ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ถึงแม้วิทยาการทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปเพียงใดแต่การรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาและทุนทรัพย์ในการรักษาสูง แต่จะดีกว่ามั้ยหากเราสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้ จากการรับประทานอาหารของเรา ทีม CheezeBite นำเสนอ 14 สุดยอดผลไม้ที่ทานแล้วห่างไกลมะเร็ง

    1.บลูเบอรรี่ (Blueberries)

    งานวิจัยจากทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัย Rutgers University และสถาบัน U.S.Department of Agriculture ได้ทำการศึกษากับหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เกิดมะเร็งลำไส้ โดยสารเคมี azoxymethane พบว่าถ้าหนูทดลองนี้ได้รับอาหารที่ผสมสาร pterostilbene เป็นเวลา 8 สัปดาห์ จะลดการเกิดแผลของมะเร็ง ลำไส้ได้ถึงร้อยละ 57 เมื่อเทียบกับหนูทดลองที่ไม่ได้รับสาร pterostilbene ซึ่งสาร pterostilbene มีอยู่ใน “บลูเบอร์รี่” และอาจช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ โดยจะช่วยลดการแบ่งตัวแบบผิดปกติของเซลลลำไส้และยับยั้ง การทำงานของยีนที่กระตุ้นการอักเสบต่างๆ

    2. โกจิเบอร์รี่ (Goji Berries)

    ผลไม้ต้านโรคมะเร็ง

    ผลการวิจัยของ Dr.Earl Mindell  บอกว่าผลโกจิเบอร์รีให้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดในโลก โดยมีกรดอะมิโน 19 ชนิด มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการรวม 21 ชนิด ได้แก่ สังกะสี เหล็ก ทองแดง แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซิลีเนียม และเจอร์มาเนียม (ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง) มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม 500 เท่า มีวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และวิตามินอี ช่วยปรับความดันโลหิตให้เป็นปกติ และช่วยฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่ถูกทำลายจากสารเคมีหรือรังสีให้กลับสู่ภาวะป­กติได้เร็วขึ้น

    3. แก้วมังกร (Dragon Fruit)

    แก้วมังกรเป็นพืชในตระกูลกระบองเพชร และมีสารที่เป็นประโยชน์คือมิวซิเลจ(Mucilage) ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวาน(ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน) บรรเทาโรคโลหิตจาง ช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ผลแก้วมังกรยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน

    4.ทับทิม (Pomegranate)

    จากการวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา พบว่าในน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา ช่วยบำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้น และลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ นอกจากนี้สารจากทับทิมยังช่วยบำรุงตับ มีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับ ที่สำคัญคือสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ด้วย

    เกี่ยวกับผลไม้

    กินลดน้ำหนัก-ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีด้วยการกิน คลิ๊ก