หมวดหมู่: อาหาร

  • รวมเมนูอาหาร ต้อนรับหน้าฝน

    รวมเมนูอาหาร ต้อนรับหน้าฝน

    เรียกได้ว่าแทบจะตกแบบวันเว้นวัน ฝนเจ้ากรรมทำไมถึงทำกับเราเช่นนี้ ก้าวเท้าออกบ้านเตรียมจะไปหาซื้อของมาทำอาหารไว้ทานที่บ้านแต่ก็ไม่ทัน ฝนตกตัดหน้าเสียก่อน

    อ่ะไม่เป็นไรไม่ว่ากันเพราะเราฝืนธรรมชาติไม่ได้อยู่แล้ว วันนี้ขอนำเสนอเมนูอาหารรับหน้าฝนกันหน่อย สัก 5 เมนู ซึ่งเมนูรับหน้าฝนก็จะเน้นผัก เน้นแกงร้อน ๆ ไว้ซดแก้หนาวนิดนึง ซึ่งจะมีอะไรบ้างไปค่ะ ไปจดสูตรไว้ลองทำกันเลย…

    1. แกงเห็ดใส่ใบแมงลัก

    ส่วนผสม

    • เห็ดชิเมจิสีน้ำตาล 50 กรัม
    • เห็ดชิเมจิสีขาว 30 กรัม
    • เห็ดนางฟ้า 50 กรัม
    • เห็ดหูหนู 30 กรัม
    • เห็ดเข็มทอง 50 กรัม
    • ตะไคร้ 5 ต้น
    • หอมแดง 10 หัว
    • พริกสดสีแดง 10 เม็ด
    • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำปลาร้า 3 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำใบย่านาง 3 ถ้วยตวง
    • ใบแมงลัก 1/2 ถ้วยตวง
    • ชะอมรูดยอด 1/4 ถ้วยตวง
    • ผักหวานเด็ดใบ 1/4 ถ้วยตวง

    วิธีทำ

    1. โขลกตะไคร้ หอมแดง พริกสดพอแหลกพักไว้
    2. ต้มน้ำใบย่านาง ใส่เครื่องที่โขลกไว้พอเดือด ใส่เห็ดต่าง ๆ
    3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้า พอเดือดอีกครั้งใส่ชะอม ผักหวาน และใบแมงลัก คนพอเข้ากัน ปิดไฟ ตักใส่ภาชนะ จัดเสิร์ฟ

    2. ยำหัวปลีสด

    ส่วนผสม

    • หัวปลี 1 หัว
    • กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลังดึงเส้นดำออกลวกสุก 5 ตัว
    • หมูสับรวนสุก 2 ช้อนโต๊ะ
    • หอมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
    • พริกขี้หนูซอย 1 ช้อนชา
    • น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ
    • หัวกะทิตั้งไฟเคี่ยวพอข้น 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำปลา 1 ช้อนชา
    • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
    • ใบสะระแหน่ 1/4 ถ้วยตวง
    • ไข่ต้มหั่นชิ้น 1 ฟองน้ำ
    • เปล่าผสมน้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะนาว

    วิธีทำ

    1. แกะหัวปลีส่วนสีแดงทิ้ง พอถึงส่วนสีขาวแกะออกเป็นกาบ ๆ (ไม่เอาลูกอ่อน)
    2. เรียงหัวปลีซ้อนกัน ซอยบาง ๆ ชั่งให้ได้ 150 กรัม รีบแช่ลงในน้ำเปล่าผสมน้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะนาว เพื่อป้องกันไม่ให้หัวปลีดำ
    3. ผสมน้ำพริกเผา น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะนาว คนให้เข้ากัน ใส่พริกขี้หนู
    4. ผสมหัวปลี กุ้งสด หมูรวน และน้ำยำ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะ ราดด้วยหัวกะทิ เรียงไข่ต้มไว้ด้านข้าง โรยหอมเจียว และใบสะระแหน่ จัดเสิร์ฟ

    3. ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกผักหวาน

    ส่วนผสม

    • อกไก่ต้มสุกฉีกเส้น 50 กรัม
    • ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก 150 กรัม
    • ผักหวาน 50 กรัม
    • น้ำซุปไก่
    • ผักชีซอยสำหรับโรย
    • ต้นหอมซอยสำหรับโรย
    • กระเทียมเจียวสำหรับโรย
    • น้ำเปล่าสำหรับลวก  

    วิธีทำ

    1. ต้มน้ำเปล่าพอเดือด นำก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลงลวกพร้อมผักหวานจนสุก สะบัดให้สะเด็ดน้ำ ใส่ภาชนะ
    2. ใส่น้ำซุปไก่ อกไก่ฉีก โรยด้วยต้นหอม ผักชี และกระเทียมเจียว จัดเสิร์ฟ

    4. แกงจืดเต้าหู้ผักหวาน

    ส่วนผสม

    • หมูสับ 100 กรัม
    • เต้าหู้ไข่หั่นชิ้น 1 หลอด
    • ผักหวานเด็ดใบ 50 กรัม
    • รากผักชีบุบพอแตก 2 ราก
    • กระเทียมบุบพอแตก 5 กลีบ
    • พริกไทยเม็ด 1/2 ช้อนชา
    • น้ำปลา (1) 1 ช้อนชา
    • พริกไทยป่น 1/8 ช้อนชา
    • น้ำปลา (2) 2 ช้อนชา
    • น้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วยตวง
    • กระเทียมเจียวสำหรับโรย

    วิธีทำ

    1. ผสมหมูสับ น้ำปลา (1) พริกไทยป่น คลุกเคล้าพอเข้ากัน หมักทิ้งไว้ 10-20 นาที
    2. ต้มน้ำเปล่า ใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทย พอเดือด ปั้นหมูที่หมักได้ที่ใส่ลงต้มพอสุก
    3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา (2) ใส่เต้าหู้ไข่ ผักหวาน คนพอเข้ากันเบา ๆ ปิดไฟ ตักใส่ภาชนะ โรยกระเทียมเจียว จัดเสิร์ฟ

    5. ผัดดอกขจรกุ้งสด

    ผัดดอกขจรกุ้งสด มาเตรียมวัตถุดิบทำเมนูนี้กันจ้า

    • ดอกขจรและกุ้งสด แต่ใส่แครอทหั่นเต๋าเพิ่มสีสัน
    • พริกและกระเทียมหั่นหยาบเตรียมไว้ และมีเครื่องปรุงต่างๆ คือ
    • น้ำปลา น้ำตาล น้ำมันหอย ผงปรุงรส ซีอ๊วขาว เมื่อเตรียม

    วิธีทำ

    1. เริ่มแรกก็ตั้งกระทะเติมน้ำมันพืชเล็กน้อย พอน้ำมันร้อนก็ใส่พริกและกระเทียมลงไป
    2. ตามด้วยแครอทหั่นเต๋า ผัดให้ส่วนผสมเข้ากันพอมีกลิ่นหอม
    3. แล้วใส่กุ้งสดลงไปจ้า จากนั้นผัดให้กุ้งพอสุกเล็กน้อย แล้วใส่ดอกขจรลงไป
    4. ปรุงรสตามชอบใจ ให้ผัดส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี เมื่อผักสุก กุ้งสุก ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยจ้า

    บทความอื่นที่น่าสนใจ :

  • สามชั้นตุ๋นโค้ก สามชั้นเปื่อยๆ รสชาติหวานเค็ม

    สามชั้นตุ๋นโค้ก สามชั้นเปื่อยๆ รสชาติหวานเค็ม

    งานนี้มีเลิฟ สามชั้นตุ๋นโค้ก หากลองแล้วก็อาจจะต้องยกเป็นหนึ่งในเมนูที่ต้องทำกินกันบ่อยๆ รสชาติหวานๆ จากน้ำโค้กที่ตุ๋นไปพร้อมกับสามชั้น ค่อยๆ ซึมเข้าเนื้อ เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด กินเปล่าๆ ก็ยังได้

    วิธีทำ สามชั้นตุ๋นโค้ก สามชั้นเปื่อยๆ รสชาติหวานเค็ม

    ส่วนผสมสามชั้นตุ๋น

    • หมูสามชั้น 500 กรัม
    • ขิง 30 กรัม
    • กระเทียม 20 กรัม
    • พริกไทยดำ (ป่น) 1 ช้อนโต๊ะ
    • โค้ก 300 มิลลิลิตร
    • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
    • ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ

    ส่วนผสมน้ำจิ้ม

    • พริกขี้หนู 25 กรัม
    • พริกขี้หนูสวน 10 กรัม
    • กระเทียม 15 กรัม
    • รากผักชี 15 กรัม
    • ผักชี  15 กรัม
    • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
    • เกลือ 1/4 ช้อนชา
    • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำเปล่า 50 มิลลิลิตร

    วิธีทำ สามชั้นตุ๋นโค้ก

    • ผัดหมูสามชั้น ใส่ขิง กระเทียม และพริกไทยดำ ผัดจนหมูสามชั้นสุก
    • ใส่โคล่าลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา และซีอิ๊วดำ จากนั้นก็ตุ๋นจนน้ำโคล่าแห้งซึมเข้าเนื้อหมูสามชั้น
    • ใส่ส่วนผสมน้ำจิ้มลงในเครื่องปั่น เสร็จแล้วใส่ถ้วยเสิร์ฟพร้อมกับสามชั้นตุ๋นโค้ก

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : เครปไข่เจียว

  • เครปไข่เจียว

    เครปไข่เจียว

    เมนูไข่จะทำอะไรก็ไม่น่าเบื่อ เครปไข่เจียว สอดไส้ด้วยซอสสีสันชวนน้ำลายสอ และไข่เจียวเนื้อเนียนที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ หน้าตาดีแถมโปรตีนสูง ไม่ว่าใครเจอก็ต้องร้องว้าวแน่ๆ ลองทำกันเลยจร้าาา

    สิ่งที่ต้องเตรียม

    • ไข่ไก่ 10 ฟอง
    • น้ำมันพืชเล็กน้อย (สำหรับทากระทะ)
    • พาร์สเลย์สับหยาบสำหรับโรย
    • ผ้าขาวบางหรือกระชอน (สำหรับกรองไข่) และกระทะเทฟลอน
    • ซอสสำหรับราด
    • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
    • กระเทียมกลีบใหญ่สับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
    • หอมใหญ่สับหยาบ ¾ ถ้วย
    • แครอทหั่นเต๋า 0.5 ซม. 2 ช้อนโต๊ะ
    • ซอสมะเขือเทศ ¾ ถ้วย
    • น้ำ ½ ถ้วย
    • แฮมหั่นชิ้นเล็ก ½ ถ้วย
    • ใบกระวานแห้ง 3-4 ใบ
    • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
    • คนอร์ผงรสหมู 1 ช้อนชา
    • พริกไทยดำป่น ¼ ช้อนชา

    วิธีทำ

    • ทำซอสโดยตั้งกระทะบนไฟกลาง พอร้อน ใส่น้ำมันพืช ผัดกระเทียม หอมใหญ่ และแครอทจนสุก
    • เติมซอสมะเขือเทศ น้ำ แฮม ใบกระวาน ปรุงรสด้วยน้ำตาล คนอร์ผงรสหมู พริกไทย เคี่ยวจนซอสงวดลงแล้วตักใส่ถ้วยพักไว้
    • ทำเครปไข่เจียวโดยตอกไข่ใส่ชามผสม ตีให้เข้ากัน กรองผ่านผ้าขาวบางหรือกระชอน เพื่อกำจัดฟองอากาศ ช่วยให้เครปไข่มีผิวเนียนขึ้น
    • ตั้งกระทะเทฟลอนบนไฟอ่อน พอกระทะร้อนทาน้ำมันพืชบางพอให้เคลือบกระทะ แล้วเทไข่ใส่กระทะ และกลอกให้ทั่วเป็นแผ่นบาง พอไข่สุก เท่านี้ก็ได้แผ่นเครปไข่เจียวแล้ว ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนไข่ที่เตรียมไว้หมด
    • วางเครปไข่เจียวซ้อนกัน ระหว่างแต่ละชั้นให้ทาซอสที่เตรียมไว้ให้ทั่วแผ่น
    • ใช้มีดตัดเครปไข่เจียวเป็นชิ้นสามเหลี่ยม ตักใส่จาน ราดด้วยซอสที่เหลือ โรยพาร์สเลย์เท่านี้ก็ได้เครปไข่เจียวแสนอร่อยแล้ว

    เพียงเท่านี้ก็พร้อมอร่อย กับ “เครปไข่เจียว” กันแล้ว จะเอาไปปักเทียนวันเกิดเพิ่ม หรือทำใส่กล่องไปกินเป็นมื้อกลางวันที่ออฟฟิศก็ได้ทั้งนั้น อย่าลืมไปลองทำกันดูนะจ๊ะ!

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : อาหารหน้าฝน ที่คนภูมิต้านทานต่ำ ชอบเป็นหวัด ควรทาน!!

  • อาหารหน้าฝน ที่คนภูมิต้านทานต่ำ ชอบเป็นหวัด ควรทาน!!

    อาหารหน้าฝน ที่คนภูมิต้านทานต่ำ ชอบเป็นหวัด ควรทาน!!

    อาหารหน้าฝน ที่ไม่ใช่แค่อร่อย แต่ยังดีต่อสุขภาพ ต้องไม่พลาดกับเมนูอาหารที่ หยิบหยกมาในวันนี้ ยิ่งช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวแดดร้อน สักพักฝนตก คนภูมิต้านทานต่ำก็จะไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะทำให้ป่วยง่าย ป่วยบ่อย เราจึงแนะนำให้ทานอาหารที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานกันหน่อย จะมีเมนูอะไรบ้าง ไปดูกันจร้าาาา…

    ก่อนอื่น เรามาดู 6 โรคที่มาพร้อมกับหน้าฝนกันก่อนนะจ๊ะ

    • โรคจากไวรัส ทำให้เป็นหวัด คัดจมูก เป็นไข้
    • คอติดเชื้อ สังเกตได้ว่าคอจะแดง กลืนน้ำลายยาก และเริ่มไข้ขึ้น
    • ท้องเสียอาหารเป็นพิษ เพราะบางทีอาหารสดจากตลาดอาจจะติดเชื้ออีโคไลจากน้ำฝนที่ปนเปื้อน
    • ผิวอักเสบ จากน้ำเน่า น้ำขัง ที่อาจกระเด็นถูกเราได้ระหว่างวัน
    • โรคฉี่หนู เกิดได้ง่ายในบริเวณน้ำขัง
    • โรคไข้เลือดออก ไม่ต้องบอกก็รู้ ยุงลายแพร่พันธุ์ได้ดีในฤดูฝน

    ไปจร้าไปเปิดกรุ “รายการอาหารที่ควรทาน เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายในช่วงฤดูฝน” ร่างกายจะได้แข็งแรงกันถ้วนหน้าไงล่ะค่ะ

    แกงเลียง

    สำหรับคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ต้องลองแกงเลียงเลยค่ะ เพราะความเผ็ดร้อนจากเครื่องแกงที่จัดมาทั้งกระชาย พริกไทยดำ และหอมแดง และผักที่ใส่ลงไปในแกงเลียงนี่แหละ เขาว่ากันว่า ช่วยแก้หวัดชะงัดนัก

    ผัดผักบุ้ง กระเทียมเน้นๆ

    ผักบุ้งนอกจากจะช่วยเรื่องสายตาแล้ว ยังช่วยลดอาการปวดหัว ร้อนใจ เหงือกบวม หรือแม้กระทั่งอาการไอ ก็ช่วยได้ และถ้ายิ่งกินกระเทียมด้วย จะช่วยให้หายจากไข้หวัด เพราะกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ทำงานได้ดีขึ้น

    อาหารรสเผ็ดทุกชนิด

    อาหารที่มีพริก รสเผ็ดนำ เช่น แกงส้มมะละกอ จะมีเครื่องแกงที่ช่วยทำให้หายใจโล่ง ไม่คัดจมูก เช่น หอมแดง กระเทียม ส่วนมะละกอก็มีประโยชน์ช่วยต้านไวรัส และที่สำคัญเป็นตัวช่วยให้ถ่ายคล่อง และยิ่งถ่ายคล่องจะยิ่งทำให้หายป่วยง่าย

    ซุปขิง

    มาต่อกันที่เมนูล้างพิษ อย่างซุปขิง ใครเป็นหวัดควรทานเลยค่ะ จมูกจะโล่งมากๆ ด้วยความเผ็ดร้อนของขิง และเพราะขิงมีสรรพคุณขับเหงื่อได้ดี จึงช่วยล้างพิษออกทางผิวหนังเต็มๆ ทั้งยังช่วยขับลมในช่องท้อง และช่วยให้กระเพราะอาหารทำงานดีอีกด้วย

    บัวลอยน้ำขิง

    มาแก้หวัดคัดจมูกกันด้วยของหวานบ้าง กับเมนูบัวลอยน้ำขิง ด้วยขิงมีสรรพคุณรักษาหวัดขั้นสูง ยิ่งแล้วโล่งคอโล่งจมูกดี แถมอร่อย กินง่ายอีกด้วย

    น้ำเสาวรส

    น้ำเสาวรส มีรสชาดสดชื่น หวานอมเปรี้ยว ช่วยเสริมภูมิต้านทานโรคได้ดีสำหรับคนที่ป่วยง่าย แพ้ง่าย เพราะน้ำเสาวรสช่วยปรับสมดุลร่างกาย และยังช่วยลดอาการอักเสบได้อีกด้วย เจ็บคอ หรือร้อนใน ลองดื่มน้ำเสาวรสดูนะคะ

    เป็นเมนูอาหารไทยเพื่อสุขภาพที่เราคุ้นเคยกันทั้งนั้นเลยนะคะ ทั้งอร่อย และยังดีต่อสุขภาพแบบนี้ คงต้องจัดเมนูดีๆ แบบนี้สักหน่อยแล้วละคะ…

    ยังไงก็อย่าลืมรักษาสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และดื่มน้ำมากๆ จะได้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บกันด้วยนะค่ะ

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ไอเดียการกิน การใช้อัญชันเพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง!

  • สูตรหมักหมูกระทะ หมูจุ่มนุ่มลิ้น ฟินสะเด่ารสเข้าเนื้อ

    สูตรหมักหมูกระทะ หมูจุ่มนุ่มลิ้น ฟินสะเด่ารสเข้าเนื้อ

    หมูกระทะ จะว่าไปก็เป็นของที่อยู่คู่ทุกปาร์ตี้ ทุกเทศกาลค่ะ จะงานเลี้ยง งานสังสรรค์ไหนๆ หลายๆ บ้าน ก็มักจะไปนั่งกินที่ร้านหรือสั่งมากินที่บ้านกันตลอด แต่สำหรับบ้านไหนที่คนเยอะหรือหรือไม่อยากเสียเงินออกไปกินนอกบ้านแพงๆ

    วันนี้เราก็จัด สูตรหมักหมูกระทะ มาให้แล้วค่าา มีมาถึงหลายสูตรกันเลยทีเดียว ทำกินง่ายๆ คุ้มค่า แถมอร่อยจนต้องทำบ่อยเลยล่ะค่าา จะมีสูตรอะไรบ้าง น่ากินขนาดไหน ไปจดสูตรกันเลย!

    สูตรดั้งเดิม

    ส่วนผสม

    • เนื้อสัตว์
    • น้ำมันหอย
    • ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว
    • ผงปรุงรส
    • น้ำมันพืช

    วิธีทำ

    ใส่เนื้อสัตว์ลงในชามผสม จากนั้นใส่เครื่องปรุง น้ำมันหอย ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว ผงปรุงรส และน้ำมันพืช ลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน หมักทิ้งไว้อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง หรือถ้าอยากให้เนื้อสัตว์นุ่มมากๆ ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืนค่ะ

    สูตรงา

    ส่วนผสม

    • เนื้อสัตว์
    • เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
    • น้ำมันหอย
    • ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว
    • ผงปรุงรส
    • น้ำมันงา
    • งาขาวคั่ว

    วิธีทำ

    ใส่เนื้อสัตว์ลงในชามผสม แล้วใส่เครื่องปรุง น้ำมันหอย ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว ผงปรุงรส น้ำมันงา งาขาว เบคกิ้งโซดา และไข่ไก่ลงไป จากนั้นนวดให้ไข่ไก่และผงเบคกิ้งโซดาเข้าเนื้อดี นำไปแช่ตู้เย็น ทิ้งไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง

    สูตรบาร์บีคิว

    ส่วนผสม

    • เนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม
    • เกลือป่น 1 ช้อนชา
    • พริกไทยดำป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ
    • ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันพืชหรือน้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
    • เนย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    • ซอสมะเขือเทศ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
    • บรั่นดี 1-2 ช้อนโต๊ะ
    • สับปะรดหั่น 1 ถ้วย

    วิธีทำ

    ใส่เนื้อสัตว์ลงในชามผสมค่ะ จากนั้นใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป ยกเว้นสับปะรด คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นใส่สับปะรดลงไปบีบสับปะรดให้แหลกเล็กน้อย แล้วคนเข้ากันอีกครั้ง เพื่อช่วยให้เนื้อนุ่มมากขึ้น เสร็จแล้วแช่ตู้เย็น ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เนื้อเละเกินไป

    สูตรพริกไทยดำ

    ส่วนผสม

    • เนื้อสัตว์
    • รากผักชีโขลก 
    • กระเทียมสับ 
    • พริกไทยดำป่น 
    • น้ำตาลทราย
    • น้ำมันงา
    • น้ำมันหอย
    • ซอสปรุงรส หรือซีอิ๊วขาว

    วิธีทำ

    ตำรากผักชี กระเทียม และพริกไทยดำให้ละเอียด ใส่เนื้อสัตว์ลงในชามผสม แล้วใส่เครื่องปรุงและส่วนผสมที่โขลกละเอียดแล้วลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน แช่ตู้เย็น หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง

    สูตรเกาหลี

    ส่วนผสม

    • เนื้อสัตว์
    • ซีอิ๊วเกาหลีหรือคิโคแมน
    • ซอสโคชูจัง
    • น้ำมันงา
    • งาขาวคั่ว

    วิธีทำ

    ผสมเครื่องปรุงทั้งหมดเข้าด้วยกัน จากนั้นนำเนื้อสัตว์ลงไปหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ 30 นาที

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : สูตร “เมนูเนื้อวัว” เนื้อนุ่มละลายในปาก ทำได้มากกว่าที่คุณคิด!

  • สูตร “เมนูเนื้อวัว” เนื้อนุ่มละลายในปาก ทำได้มากกว่าที่คุณคิด!

    สูตร “เมนูเนื้อวัว” เนื้อนุ่มละลายในปาก ทำได้มากกว่าที่คุณคิด!

    วันนี้ CheezeBite ขอเอาใจคนรักเนื้อวัว ด้วยการรวบรวมสูตร “เมนูเนื้อวัว” เนื้อนุ่มละลายในปาก ทำได้มากกว่าที่คุณคิด! มาให้ทุกคนให้ลองทำตามกันค่ะ ขอบอกเลยว่าต้องถูกอกถูกใจคนรักชอบกินเนื้อวัวแน่นอน ถ้าอยากทราว่ามีเมนูอะไรบ้างก็ตามมาเลย!

    ซุปเนื้ออิสลาม

    วิธีทำ “ซุปเนื้ออิสลาม” เมนูเนื้อตุ๋น เปรี้ยวจี๊ด ซดร้อนคล่องคอ!

    ร้อน ๆ เปรี้ยว ๆ ซดคล่องคอ ยิ่งถ้าได้กินกับข้าวหมกยิ่งฟินสุด ๆ กับเมนู “ซุปเนื้ออิสลาม” ซุปที่ตุ๋นจนความหอมหวานของเนื้อกระจายไปทั่วทั้งหม้อ เข้มข้นจัดจ้านฟินสุด

    ซดร้อน ๆ คล่องคอ กินคู่กับข้าวหมกก็เข้ากันสุด ๆ กับเมนู “ซุปเนื้ออิสลาม” เปรี้ยว ๆ เผ็ด ๆ กลมกล่อมด้วยรสชาติของเนื้อที่เคี่ยวตุ๋นมาอย่างดี รสชาติของเนื้อกระจายไปทั่วหม้อ ซดกี่คำก็เข้มข้นจัดจ้าน! แถมวิธีทำก็ไม่ยาก ถ้าอยากรู้แล้วว่าทำอย่างไร ก็ตามมาดูกันเลยจ้า

    วัตถุดิบ

    • เนื้อวัวหั่นเต๋า 1 กิโลกรัม 
    • ข่าแก่หั่นแว่น 4 แว่น
    • เก๋ากี้ 2 ช้อนโต๊ะ
    • อบเชย 2 แท่ง
    • โป๊ยกั๊ก 3 ดอก
    • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
    • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
    • เกลือ 1 ช้อนชา
    • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
    • พริกตำ 1 ช้อนโต๊ะ
    • มะนาว 2 ลูก
    • หอมหัวใหญ่ ½ ลูก
    • มะเขือเทศ 1 ลูก
    • ขึ้นฉ่าย สำหรับโรย
    • หอมเจียว สำหรับโรย

    1 : วิธีทำ

    • ตั้งหม้อใส่น้ำ ตั้งไฟจนเริ่มเดือด ใส่เนื้อวัวหั่นเต๋าลงไป อบเชย โป๊ยกั๊ก เก๋ากี๊ และข่า ลงไปตุ๋น ปรุงรสด้วย เกลือ ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม และน้ำตาลปี๊บ
    • ตุ๋นไฟอ่อนไว้ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นใส่หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ ตุ๋นต่ออีก 30 นาที

    2 : เสิร์ฟ

    • ใส่พริกขี้หนู และบีบมะนาวลงในชามที่จะใช้เสิร์ฟ ตักซุปเนื้อที่ตุ๋นไว้ลงไป คนเล็กน้อยให้รสชาติเข้ากัน
    • โรยหน้าด้วย หอมเจียว และขึ้นฉ่าย อ่านต่อได้ที่

    แกงระแวงเนื้อ

    วิธีทำ “แกงระแวงเนื้อ” เมนูอาหารไทยโบราณ จะอีกกี่สิบปี ก็ไว้ใจได้

    แกงระแวงเนื้อ เมนูอาหารไทยโบราณ ที่ไว้ใจได้เลยว่าเด็ด

    วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ มาทำ “แกงระแวงเนื้อ” เมนูอาหารไทยโบราณที่หากินยากในปัจจุบัน แต่ได้ยินชื่อแล้วอย่าเพิ่งระแวงคนข้าง ๆ หรือใครกันนะคะ บอกก่อนนะคะว่าเมนูนี้เป็นแกงโบราณที่มีมาจากชวา จะคล้ายแกงเขียวหวานแต่มีขมิ้นและตะไคร้ที่เพิ่มเติมจากพริกแกงเขียวหวาน ถ้าเพื่อน ๆ พร้อมแล้วสวมผ้ากันเปื้อนล้างมือแล้วเข้าครัวกันเลย

    วัตถุดิบ

    • เนื้อวัว 500 กรัม
    • ตะไคร้ 3 ต้น
    • หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
    • หางกะทิ 3 ถ้วยตวง
    • เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
    • พริกชี้หนูเขียวและแดง

    ส่วนผสมของพริกแกง

    • พริกแกงเขียวหวาน 200 กรัม
    • ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
    • ขมิ้นสดหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
    • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา

    วิธีทำ 1 : ตุ๋น

    • นำหางกะทิขึ้นตั้งไฟ แล้วใส่เกลือลงไป รอกะทิเดือด
    • นำเนื้อวัวที่หั่นแล้วลงไป ตามด้วยตะไคร้ ตุ๋นประมาณ 1 ชั่วโมงให้เนื้อนิ่ม

    2 : โขลก

    • โขลกขมิ้นกับตะไคร้ให้ละเอียด ใส่พริกแกงเขียวหวานลงไป คลุกรวมกันให้ละเอียด
    • นำไปผัดกับน้ำมันจนมีกลิ่นหอม ใส่หัวกะทิลงไปเคี่ยวให้แตกมัน
    • นำเนื้อที่ตุ๋นไว้ ลงผัดกับกะทิ

    3 : รวมร่าง

    • ใส่พริกชี้ฟ้า ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ
    • ชิมรส และ จัดเสิร์ฟ

    สตูว์เนื้อ

    วิธีทำ “สตูว์เนื้อ” เมนูเนื้อสุดนุ่ม สไตล์อเมริกัน ฉบับโฮมเมด!

    เมนูพื้นฐานสำหรับชาวตะวันตก “สตูว์เนื้อ” เนื้อนุ่ม ๆ ชุ่มฉ่ำสต๊อกรสเข้ม ยิ่งได้ทานตอนอุ่น ๆ ยิ่งฟินแบบหยุดไม่อยู่ แถมทำง่าย ๆ ฉบับโฮมเมด!

    ถือว่าเป็นเมนูง่าย ๆ ที่ชาวตะวันตกทุกบ้านต้องเคยกิน กับเมนู “สตูว์เนื้อ” เนื้อนุ่ม ๆ ตุ๋นในสต๊อกเนื้อรวมกับมันฝรั่ง และแครอท ยิ่งตุ๋นนานยิ่งซึมซับรสชาติ เรียกได้ว่าถ้าได้กินสักครั้งต้องติดใจอย่างแน่นอน! วันนี้เราจะมาเสนอสูตร “สตูว์เนื้อ” แบบง่าย ๆ ที่ชาวตะวันตกมากินยังต้องคิดถึงบ้านกันเลยทีเดียว! ถ้าอยากรู้สูตรแล้ว ตามเข้าครัวกันมาเลย!

    วัตถุดิบ

    • เนื้อวัวส่วนติดมันหั่นเต๋า 200 กรัม
    • มันฝรั่งหั่นเต๋า 2 ลูก
    • มะเขือเทศหั่นเต๋า 4 ลูก
    • แครอทหั่นเต๋า 1 ลูก
    • หอมใหญ่หั่นเต๋า 1 ลูก
    • มะเขือเทศเข้มข้น 1 ช้อนโต๊ะ
    • ไวน์แดง 1 ถ้วย
    • ผงปาปริก้า 1 ช้อนโต๊ะ
    • ใบกระวาน 2 ใบ
    • ไทม์ 2 ก้าน
    • น้ำสต๊อกเนื้อ 1 ลิตร
    • เกลือ 2 ช้อนชา
    • พริกไทยดำป่น 2 ช้อนชา
    • น้ำมันพืชสำหรับทอด
    • พาร์สลีย์สับ สำหรับตกแต่ง

    วิธีทำ

    • โรยเกลือและพริกไทยลงบนเนื้อ คลุกให้เข้ากัน
    • ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย รอน้ำมันร้อน ค่อยใส่เนื้อลงไปทอด ทอดให้ได้สีน้ำตาลสวยทั่วทุกด้าน
    • ใส่หอมใหญ่และแครอทลงในกระทะ ผัดจนนิ่ม ตามด้วยมันฝรั่ง และมะเขือเทศตามลำดับ
    • จากนั้นใส่มะเขือเทศเข้มข้น และปาปริก้าตามลงไป ผัดจนหอม ต่อด้วยไวน์แดง คนให้เข้ากัน
    • ยกกระทะออก เทส่วนผสมถ่ายใส่หม้อทรงสูง (ขูดคราบที่ติดกระทะออกมาให้หมด)
    • เติมน้ำสต๊อกลงไป ตามด้วยใบกระวานและไทม์ จากนั้นตั้งไฟกลางให้เดือด พอส่วนผสมเดือดให้ลดไฟลงเป็นไฟอ่อน ค่อย ๆ เคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ หมั่นช้อนฟองออก เคี่ยวให้ปริมาณน้ำเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง
    • พอได้ที่แล้ว ลองชิมรสดู ถ้ายังไม่ถูกปาก ให้ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยเพิ่มได้นะครับ ชิมรสตามชอบ เท่านี้ก็พร้อมตักเสิร์ฟแล้ว!

    เป็นยังไงกันบ้าง กับเมนู “สตูว์เนื้อ” จะราดข้าวกินแบบไทย หรือกินกับขนมปังแบบตะวันตก ก็อร่อยไม่แพ้กัน ถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่เคยกินล่ะก็ แนะนำให้ลองทำกินดูสักครั้ง รับรองติดใจกันแน่ ๆ!

    เสือร้องไห้

    สูตร “เสือร้องไห้” เมนูอาหารอีสาน เสือไม่ได้กินแต่คนกินฟินน้ำตาไหล

    เบียร์พร้อม! น้ำแข็งพร้อม! ขาดแค่กับแกล้มดี ๆ มาลงมือทำกันกับ เมนู “เสือร้องไห้” บรรจงย่างเนื้อจนเกรียม ให้น้ำมันซึมออกมากเคลือบเนื้อส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แจกพร้อมสูตรน้ำจิ้มแจ่วแซ่บนัว กินแกล้มเบียร์กรุบกริบฟินจนน้ำตาไหล! ถ้าพร้อมแล้ว ตามแพรเข้าครัวมาดูวิธีทำโลดดดด

    วัตถุดิบเสือร้องไห้

    • เนื้อวัวส่วนหน้าอก 500 กรัม
    • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลปี๊บ ½ ช้อนโต๊ะ
    • พริกป่น 1 ช้อนชา
    • ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ

    วัตถุดิบน้ำจิ้มแจ่ว

    • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนโต๊ะ
    • พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ
    • ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
    • ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
    • ผักชีฝรั่ง หั่นหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
    • หอมแดงฝานบาง 4 หัว
    • มะนาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ

    วิธีทํา 1 : หมักเนื้อ

    • หมักเนื้อด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ พริกป่น 
    • จิ้มเนื้อด้วยส้อมให้ทั่ว แล้วหมักไว้ 30 นาที

    Tip : การใช้ส้อมจิ้มจะช่วยให้เนื้อนุ่มและน้ำหมักซึมเข้าไปในเนื้อเร็วขึ้น

    2 : ทำน้ำจิ้มแจ่ว

    • ผสมน้ำปลา น้ำตาลทราย พริกป่น ข้าวคั่ว  และมะนาวรวมกัน คนให้น้ำตาลละลาย 
    • ใส่ต้นหอม ผักชีฝรั่ง และหอมแดง ตามลงไปคนให้เข้ากัน แล้วพักไว้รอเสิร์ฟค่ะ

    3 : ย่างเนื้อ + จัดเสิร์ฟ

    • นําเนื้อที่หมักแล้วไปย่างไฟอ่อนจนสุกทั่ว เสร็จแล้วนําไปหั่นเป็นชิ้นพอดีคํา พร้อมเสิร์ฟ กินกับน้ำจิ้มแจ่ว ฟินสุด ๆ

    ขุ่นพระ! เพลินอะไรขนาดนั้น จิบเบียร์ไปย่างเนื้อไป กินเพลิน ๆ รู้ตัวอีกทีเบียร์หมดเป็นลัง เนื้อหมดเป็นโล เห้อ!

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : กินดิบ หรือ ปรุงสุก ผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน

  • ไอเดียการกิน การใช้อัญชันเพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง!

    ไอเดียการกิน การใช้อัญชันเพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง!

    อัญชันดอกไม้สีม่วงสวยที่เรารู้จักกันดี มีสรรพคุณโดดเด่นในเรื่องการบำรุงเส้นผมให้เงางาม เพิ่มความดกดำให้คิ้ว ช่วยบำรุงสายตา และมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย โดยอัญชันถือเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาแต่โบราณ

    วันนี้เราลองมาดูประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพของอัญชันเพิ่มเติมดังนี้กันเลย…

    อัญชัน

    เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้ ปลูกทั่วไปในเขตร้อน ลักษณะของดอกอัญชันจะมีสีขาว สีฟ้า สีม่วง ส่วนตรงกลางดอกจะมีสีเหลือง และรูปทรงคล้ายหอยเชลล์ มีสรรพคุณที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะมีสารที่ชื่อว่า “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ซึ่งมีหน้าที่ไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้นเช่น ไปเลี้ยงบริเวณรากผม ซึ่งช่วยทำให้ผมดกดำ เงางาม หรือไปเลี้ยงบริเวณดวงตาจึงช่วยบำรุงสายตาไปด้วยในตัว หรือไปเลี้ยงบริเวณปลายนิ้วมือ

    ซึ่งก็จะช่วยแก้อาการเหน็บชาได้ด้วย และที่สำคัญสารนี้ยังมีความโดดเด่นที่ใครหลาย ๆ คนยังไม่ทราบ นั่นก็คือช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดอุดตันได้ และการ “กินดอกอัญชันทุกวัน…วันละหนึ่งดอก” จะช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้อีกด้วย

    ประโยชน์จากการรับประทาน ดอกอัญชัน

    • สรรพคุณที่น่าสนใจ ของดอกอัญชัน ที่เรานำมารับประทาน ภายในดอกจะมีสารที่ชื่อว่า “แอนโทไซยานิน (Anthocyanin)” เป็นสารที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น กระตุ้นการทำงานของดวงตาให้ดีขึ้น ป้องกันการเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา ช่วยลดภาวะเสื่อมสภาพของดวงตา ลดอาการตามัว ตาฟาง ป้องกันความเสี่ยงโรคต้อกระจก กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่
    • อัญชันมีสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ชะลอการเกิดโรคที่มาจากคอเลสเตอรอล ภาวะอุดตันในหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคความดัน และโรคหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันการอุดตันของลิ่มเลือด ขับปัสสาวะ และทำให้กล้ามเนื้อเกิดความผ่อนคลาย
    • ดอกอัญชัน ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย  ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชะลอการเกิดริ้วรอย บำรุงสมอง บรรเทาอาการเหน็บชาตามมือและเท้า แก้อาการฟกช้ำ และช่วยขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย

    ไอเดียการใช้อัญชันเพื่อความงาม

    เพิ่มความดกดำให้คิ้วลูก ใช้ดอกอัญชันประมาณ 6-7 ดอกมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาคั้นเอาแต่น้ำ จากนั้นนำมาทาที่คิ้วโดยทาให้เป็นรูปทรงคิ้วตามต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถทาที่บริเวณโคนผมเพื่อกระตุ้นการงอกใหม่ของผมให้ดกดำได้เช่นกัน ปล่อยไว้ 1-2 ชั่วโมง จึงล้างออกให้สะอาด ควรทำบ่อยๆ สัก 4-5 ครั้งก็จะช่วยให้คิ้วและผมของลูกดกดำอย่างเป็นธรรมชาติ

    เร่งผมให้ยาวเร็ว บำรุงผมให้สวยเงางาม เตรียมดอกอัญชัน 7-8 ดอกมาคั้นกับน้ำ กรองเอาแต่น้ำมาหมักผมไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด ทำเป็นประจำ เส้นผมจะดกดำเงางามและยังช่วยเร่งผมให้ยาวเร็วได้ด้วย

    การใช้อัญชันเพื่อสุขภาพ

    อัญชัน เป็นดอกไม้สมุนไพรที่สามารถทานได้อย่างปลอดภัย หรือจะนำมาใช้เป็นยาบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยทั้งภายในและภายนอกก็ได้ผลอย่างน่าสนใจทั้งสิ้น ซึ่งเราก็มีไอเดียการใช้เพื่อสุขภาพมาฝากดังนี้

    1.แก้ปวดฟัน รากของดอกอัญชันสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาอาการปวดฟัน ช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง โดยการใช้รากมาถูที่ฟัน

    2. ขับปัสสาวะ ใบอัญชันมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ ช่วยบำรุงสายตาให้สดใสแข็งแรง

    3. บรรเทาอาการท้องผูก รากและเมล็ดของอัญชันเป็นยาระบาย ผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำ ให้นำรากหรือเมล็ดอัญชันไปต้ม แล้วนำมาดื่มเป็นยาระบาย แต่อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจพบผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

    4. รักษาอาการอาหารเป็นพิษ สารแอนโทไซยานินในอัญชันมีสรรพคุณยับยั้งเชื้ออีโคไลในระบบทางเดินอาหาร จึงช่วยบรรเทาอาการท้องเดินที่เกิดจากอาหารเป็นพิษ โดยสามารถนำอัญชันไปชุบแป้งทอดหรือต้มดื่มน้ำก็ได้

    5. ลดอาการปวดเมื่อย ได้มีการศึกษาวิจัยในประเทศญี่ปุ่น โดยการแยกสารเทอร์นาทินส์ที่มีอยู่ในดอกอัญชันออกมา สารชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเกิดการคลายตัว จึงทำให้อาการปวดเมื่อยบรรเทา วิธีใช้ให้นำดอกอัญชัน 1 กำมือต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่ม

    6. รักษาผมร่วง ดอกอัญชันสามารถใช้รักษาอาการผมร่วง บำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ในดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานิน ที่มีสรรพคุณกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงรากผมมากขึ้น ทำให้อาการผมร่วงลดลง วิธีใช้ ให้นำดอกอัญชัน 1 กำมือ มาหมักผมทิ้งไว้ 15 – 20 นาที แล้วสระผมตามปกติ

    7. แก้พิษแมลง อัญชันมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารลดการอักเสบ จึงส่งผลทำให้เซลล์แข็งแรง ดังนั้น หากถูกแมลงกัด ให้นำอัญชันมาตำให้ละเอียด นำมาพอกบริเวณที่ปวดบวม จะทำให้อาการปวดลดลง เพราะอัญชันมีสรรพคุณกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และทำให้อาการปวดบวมลดลง

    ไอเดียการกินอัญชันเพื่อสุขภาพ

    สีสันต์ที่สดใสของอัญชัน เหมาะสำหรับการนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง โดยเฉพาะของหวานและเครื่องดื่ม เราลองมาดูกันว่ามีเมนูจากอัญชันเมนูไหนที่น่าสนใจบ้าง

    1.ข้าวเกรียบปากหม้ออัญชัน

    เริ่มจากการทำน้ำอัญชัน โดยใส่น้ำร้อนลงไปในดอกอัญชัน บีบมะนาวลงไปเพื่อให้เปลี่ยนไปเป็นสีม่วง ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งมัน จากนั้นเทน้ำอัญชันลงไป ผสมจนทุกอย่างเข้ากันดี เริ่มทำน้ำจิ้ม โดยเคี่ยวน้ำตาลทรายกับซีอิ๊วดำหวาน เกลือ น้ำส้มสายชู และน้ำจนทุกอย่างละลาย ปิดไฟ พักเอาไว้ให้อุ่น ใส่พริกขี้หนูและกระเทียมลงไป ทำไส้โดยตั้งน้ำมันในกระทะ ใส่กระเทียมและหอมหัวใหญ่ลงไปผัดจนเข้ากัน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว พริกไทยดำ เกลือ น้ำตาล ใส่ต้นหอมลงไปผัดจนสุก เตรียมหม้อคอคอด ใส่น้ำลงไป 2/3 ของหม้อ ขึงผ้าโทเร ยึดด้วยยางเอาไว้ให้แน่นจนตึง เจาะรูเอาไว้เล็กน้อยให้มีไอน้ำออกแล้วยกขึ้นตั้งด้วยไฟกลาง ปิดฝาครอบต้มน้ำจนเดือด ตักแป้งละเลงบนฝาปากหม้อให้เป็นแผ่นบาง ๆ ปิดฝาครอบไว้ 10 วินาที เปิดฝา ตักไส้ที่เตรียมไว้ใส่ลงไป แล้วใช้พายปาดแป้งขึ้นมาหุ้มไส้ ตักใส่จานที่มีน้ำมันเล็กน้อย พร้อมยกเสิร์ฟแต่งหน้าให้น่าทานด้วยกระเทียมเจียว ผักชี เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม

    2.ไอศครีมอัญชัน

    ต้มน้ำอัญชัญเตรียมไว้ ใส่น้ำตาลและเกลือลงไปปรุงรส รอจนเดือด ยกลงจากเตาพักไว้จนเย็น กรองเอาแต่น้ำ รินใส่โถไว้ แล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งให้จับตัวกันเป็นเกล็ดน้ำแข็ง จากนั้นนำเกร็ดน้ำแข็งและวิปครีมเข้าเครื่องปั่น ปั่นจนเข้ากัน นำส่วนผสมที่ปั่นเสร็จแล้วใส่กล่อง นำไปแช่แข็งอีกครั้ง จนเริ่มจับตัวกันเป็นเกล็ด นำออกมาปั่น ยกขึ้นเสิร์ฟได้เลย

    3.ขนมชั้นอัญชัน

    วิธีทำ นำกะทิขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนจนละลายแล้วปิดไฟ ทิ้งเอาไว้ให้เย็น ตักหัวกะทิที่อยู่ด้านบนเก็บไว้ ผสมแป้งท้าวยายม่อม แป้งมันสำปะหลัง และแป้งข้าวเจ้าให้เข้ากัน ใส่หัวกะทิลงไปทีละน้อยพร้อมใช้มือนวดแป้ง เมื่อแป้งกลายเป็นก้อนแล้วนวดต่อไปสักพัก ใส่น้ำกะทิที่เหลือตามลงไป ตามด้วยกลิ่นมะลิ คนจนเป็นเนื้อเดียว แล้วนำไปกรองด้วยกระชอน เติมน้ำอัญชันลงไป ผสมให้สีเข้ากัน ทาน้ำมันพืชลงไปบนถาดที่ใช้นึ่งขนมชั้นจนทั่ว นำชุดนึ่งขึ้นตั้งไฟ รอจนน้ำเริ่มเดือด นำถาดสำหรับนึ่งขึ้นตั้ง ตักส่วนผสมแป้งสีม่วงใส่ลงในแป้นพิมพ์ทำเป็นชั้นที่ 1 ปิดฝาเอาไว้ 5 นาที เมื่อชั้นที่ 1 สุก ให้ปิดฝาแล้วตักส่วนผสมสีม่วงลงไป ปิดฝาแล้วนึ่งต่อ ทำไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมแป้งหมดจนเต็มแป้นพิมพ์ เมื่อนึ่งจนสุกแล้วนำขนมชั้นออกมาชุดหนึ่ง ทิ้งเอาไว้ให้เย็น นำออกจากแป้นพิมพ์ ผ่าครึ่งขนมชั้นตามความยาว จากนั้นลอกขนมชั้นออกมาทีละชั้น แล้วม้วนเป็นรูปดอกกุหลาบ

    4.วุ้นกะทิอัญชัน

    ใส่น้ำและผงวุ้นลงไปในหม้อ คนให้แตกอย่าให้เป็นก้อนแล้วพักทิ้งไว้ นำส่วนผสมขึ้นตั้งไฟอ่อน คนจนผงวุ้นเริ่มละลาย เติมน้ำตาลทรายลงไป คนจนน้ำตาลเริ่มละลาย ใส่น้ำอัญชันลงไป รอจนเริ่มเดือด ปิดไฟ ยกลงจากเตาแล้วนำไปกรอง เทน้ำวุ้นลงไปในพิมพ์ แล้วนำไปแช่เย็น วิธีการทำวุ้นกะทิ ให้ใส่กะทิตามด้วยผงวุ้น นำขึ้นตั้งไฟอ่อน คนจนผงวุ้นละลาย เมื่อกะทิเริ่มเดือดเติมน้ำตาลทรายและเกลือลงไป คนให้ละลาย ปิดไฟยกลงจากเตา ตักวุ้นกะทิหยอดลงไปบนแท่นพิมพ์ทับวุ้นอัญชัน แล้วนำไปแช่เย็น เมื่อแข็งตัวนำขึ้นเสิร์ฟได้เลย

    5.น้ำอัญชันมะนาว

    น้ำอัญชันมะนาว เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่จะช่วยในการดับกระหายและคลายร้อนได้เป็นอย่างดี แถมยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย โดยการทำน้ำอัญชันมะนาวก็ไม่ยากเลย เพียงนำดอกอัญชันประมาณ 100 กรัม มาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยตวงจนเดือด จากนั้นยกลงจากเตาแล้วกรองเอาแต่น้ำที่ได้ เมื่อน้ำอัญชันเริ่มอุ่นก็เติมน้ำมะนาวและน้ำเชื่อมลงไปตามใจชอบ คนให้เข้ากันพร้อมเทใส่แก้ว ใส่น้ำแข็ง นำมาดื่มได้ทันที เห็นไหมว่าทำได้ไม่ยากเลย เพราะฉะนั้นมาทำน้ำอัญชันมะนาว ไว้ดื่มคลายร้อนกันดีกว่า

    ข้อควรระวัง

    1. ผู้ที่เป็นโลหิตจางควรเลี่ยง ผู้ที่มีโลหิตจางควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอัญชัน เพราะมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด
    2. ทำให้ไตทำงานหนัก การทานดอกอัญชันมากเกินไป จะทำให้ไตทำงานหนักเพื่อขับสีของดอกอัญชันออกมา ดังนั้น จึงควรทานในปริมาณปกติ
    3. ดอกอัญชันควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแบบไม่ผ่านการปรุงสุก เพราะบริเวณขั้วดอกมียางซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ส่งผลต่อการระคายเคืองในลำคอ อาจจะเกิดการกัดหลอดอาหารในลำคอได้
    4. หลีกเลี่ยงการทานเมล็ดอัญชัน เพราะเมล็ดจะส่งผลระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้และอาเจียนได้
    5. ในกลุ่มผู้แพ้เกสรดอกไม้ ควรหลีกเลี่ยงดอกอัญชัน เพราะเกสรอัญชันสามารถฟุ้งกระจายได้ง่าย และกระตุ้นอาการแพ้เกสรดอกไม้
    6. หลีกเลี่ยงการทานดอกอัญชันคู่กับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของยาลดลง

    ดอกอัญชัน นอกจากจะเป็นดอกไม้ที่ให้สีสวยสดอย่างเป็นเอกลักษณ์ริมรั้วแล้ว ยังมีประโยชน์และสรรพคุณหลายด้านทีเดียว

    ใครที่กำลังมองหาสมุนไพรบำรุงสุขภาพ อาจจะนำมาคั้นทำเป็นเครื่องดื่มหรือหมักผม เขียนคิ้ว เลือกใช้ดอกอัญชันบ้าง รับรองไม่มีผิดหวัง แต่อย่างไรแล้ว ก็อย่าลืมใช้โดยคำนึงถึงความเหมาะสม เพราะบางคนอาจจะเกิดอาการแพ้นั่นเอง

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : กินดิบ หรือ ปรุงสุก ผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน

  • กินดิบ หรือ ปรุงสุก ผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน

    กินดิบ หรือ ปรุงสุก ผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน

    เคยสงสัยไหม ว่าในการเลือกผักมาปรุงอาหารนั้น ผักชนิดไหนควรทานดิบๆ หรือผักชนิดไหน ควรทำให้สุกเสียก่อน เพื่อให้ผักนั้นยังคงคุณค่าทางอาหารไว้

    ซึ่งผักแต่ละชนิดนั้นมีกระบวนการรักษาคุณค่าทางอาหารแตกต่างกัน บางชนิดปรุงสุกจะดีกว่า ซึ่งบางชนิดทานดิบๆจะดีกว่า เรามีตัวอย่างผักที่หลายๆคนยังกังขากันอยู่ว่าวิธีการปรุงแบบไหนจะดีกว่ากัน

    หน่อไม้ฝรั่ง

    ควรทานแบบปรุงสุกในหน่อไม้ฝรั่งมีโฟเลตอยู่มาก ซึ่งมีความจำเป็นต่อความสมบูรณ์ของทารกสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ปอดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของกำมะถันเป็นยาขับปัสสาวะได้ดีตัวหนึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคขัดเบา และยังใช้รักษาโรคหลายชนิด เช่น โรคเส้นประสาทอักเสบ โรครูมาติซึม และบรรเทาอาการปวดฟันได้ด้วย หน่อไม้ฝรั่งเมื่อนึ่งสุกแล้วจะมีประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งได้มากกว่าการทานดิบๆ

    บีทรูท

    ควรทานแบบดิบบีทรูทหัวสีแดงมีเบทานินสูง (betanin) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง น้ำบีทรูทจึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะรักษามะเร็ง นอกจากนั้นยังช่วยทำให้เลือดลมดี และการไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ในหัวบีทรูทยังมีโฟเลตสูง แต่การทำให้สุกจะทำให้สูญเสียกรดโฟเลตในตัวเองไปประมาณ 25% เพราะโฟเลตจะถูกทำลายได้ด้วยความร้อน ซึ่งการทานดิบจะช่วยรักษาสารอาหารส่วนนี้ไว้

    บล็อกโคลี่

    ควรทานแบบดิบแปลกแต่จริง คนไทยไม่คุ้นเคยกับการทานบล็อกโคลี่ดิบๆ นักโภชนาการแนะนำว่า ควรเลือก หน่อหรือต้นอ่อนของบร็อกโคลี่ เพราะยังมีน้ำย่อยไมโรซีเนสที่มีปริมาณที่มากกว่าบร็อกโคลี่ต้นที่โตแล้ว ดังนั้นการกินบร็อกโคลี่ควรทานทั้งหน่อและต้นอ่อนของผัก จะให้ประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าการกินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว และการรับประทานบร็อกโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น จะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานเกินไป นอกจากนี้เจ้าเอมซายด์ ไมโรซีเนสยังช่วยให้ตับสะอาด และช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้
 ทางเลือกอีกทางนึงคือการทานบล็อกโคลี่โดยการลวก หรือผัด ที่ผ่านความร้อนที่ไม่สูงและนานจนเกินไป

    เห็ดต่างๆ

    ควรทานแบบปรุงสุกเห็ดส่วนใหญ่มีแคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ ปราศจากคลอเลสเตอรอล มีธาตุโปแตสเซียมสูง จึงมีคุณสมบัติช่วยลดความดัน และยังมีสารซีลีเนียมที่เป็นสารต้านมะเร็ง แถมยังอุดมด้วยวิตามินบี เฉพาะในเห็ดหอมสดจะมีวิตามินซีสูงมาก ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เพื่อเสริมกระดูกและฟัน อย่างไรก็ตาม การทานเห็ดสดหรือเห็ดที่ปรุงโดยความร้อน ไม่ว่าจะโดยวิธีใด จะต้ม จะย่าง จะอบ ควรใช้ความร้อนไม่สูงนักและใช้เวลาไม่นาน จะให้คุณค่าของสารอาหารมากกว่าเห็ดที่ปรุงสุกหรือผ่านความร้อนเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดีไม่ควรทานเห็ดดิบๆเนื่องจากมีสารบางอย่างจะไปยับยั้งการดูดซึมของอาหารในระบบย่อยอาหารได้

    หัวหอม

    Golden onions on rustic wooden background

    ควรทานแบบดิบวิธีการทานหัวหอมที่ดีที่สุดคือการสไลท์แล้วทานเลย เพราะเอนไซม์ และสารอาหารต่างๆที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหัวหอมจะลดลงเมื่อผ่านความร้อน ทางออกที่ดีถ้าหากไม่คุ้นชินกับการทานแบบดิบๆ คือการผ่านความร้อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    พริกหวานและพริกต่างๆ

    ควรทานแบบดิบเช่นเดียวกับ หัวหอม และกระเทียม พริกหวานควรทานแบบดิบๆมากกว่า เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารและวิตามินต่างๆที่มีประโยชน์ไว้ เพราะส่วนมากพืชและสมุนไพรกลุ่มนี้จะสูญเสียคุณค่าทางอาหารบางส่วนไปในขณะการปรุงด้วยความร้อน ถ้าหากการทานแบบดิบๆไม่ถูกปากแล้วหล่ะก็ การย่างหรือการผัดแบบเร็วๆ ก็เป็นทางออกที่ดีที่ยังให้คุณค่าทางอาหารและยังรักษาประโยชน์ไว้ได้

    ผักโขม

    ควรทานแบบปรุงสุกการปรุง ผักโขมให้สุก จะช่วยเพิ่ม แคลเซียม ธาตุเหล็ก และแม็กนิเซี่ยมได้ เพราะการกินผักโขมให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ควรกินแบบปรุงสุก มากกว่าการดิบๆ เนื่องจากในผักโขมมีกรดชนิดหนึ่ง ชื่อ ออกเซลิค แอซิด ในปริมาณสูง กรดดังกล่าวจะส่งผลให้ร่างกายของเราไม่สามารถดูดซับธาตุเหล็กที่มีมากในผักโขมได้ การนำผักโขมไปทำให้สุกก่อนถือเป็นวิธีช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

    มะเขือเทศ

    ควรทานแบบปรุงสุกเรื่องจริงที่คนส่วนใหญ่อาจจะประหลาดใจ ที่ต้องแนะนำให้ทานมะเขือเทศแบบปรุงสุกมากกว่าการทานแบบดิบๆนั้น เนื่องจากในมะเขือเทศมีไลโคปีนอยู่มาก เป็นสารประกอบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ในกรณีของมะเขือเทศเป็นหนึ่งในข้อยกเว้น มะเขือเทศที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลง จึงทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้การทานมะเขือเทศแบบปรุงสุกจึงทำให้สรรพคุณเรื่องการต้านมะเร็งมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั้นเอง

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : กระเจี๊ยบเขียวที่สุดยาจากธรรมชาติ

  • เดินเล่นชิลล์ๆ ชิม ช้อปร้านเด็ดยอดฮิตใน @ตลาดหัวมุม Market

    เดินเล่นชิลล์ๆ ชิม ช้อปร้านเด็ดยอดฮิตใน @ตลาดหัวมุม Market

    ตลาดนัดหัวมุม เป็นตลาดนัดกลางคืนย่านเกษตร-นวมินทร์ แหล่งช้อปปิ้งสุดชิคที่รวมทุกความต้องการ ทั้งสถานที่ Hangout ร้านอาหารที่ละลานตาจนไม่รู้จะแวะเข้าร้านไหน หรือใครอยากจะเดินเล่นชิลล์ๆ ก็มีร้านเสื้อผ้า ของใช้น่ารักๆ ให้คุณเลือกเพียบ หากใครกำลังเบื่อลองมาเดินเล่น ช้อป ชิม เที่ยวพักสมองอันเหนื่อยล้าที่นี่แล้วคุณจะติดใจ.

    แดกหัวมันส์@ตลาดนัดหัวมุม

    สำหรับใครที่ชอบทานอาหารซีฟู้ดต้องร้านนี้เลย แดกหัวมันส์ ตลาดนัดหัวมุม ร้านตั้งอยู่ภายในตัวตลาดโซนของกิน ซึ่งนอกจากอาหารทะเลแต่ละอย่างของทางร้านจะสดใหม่แล้ว ไซส์ยังใหญ่อีกด้วยอย่างกุ้งแม่น้ำ หอยแครง และปลาหมึก จุดเด่นของทางร้านเห็นจะเป็นเมนูกุ้งเผาที่ส่วนหัวมีมันเยิ้มออกมา เมื่อทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดบอกเลยฟินสุดๆ ราคาเมนูทางร้านเริ่มต้นที่ 100 บาทขึ้นไปจ้า 

    โซลชีส – ตลาดหัวมุม

    ร้านนี้สำหรับคนรักชีสตัวจริงเท่านั้น!! เพราะร้านนี้ใช้ชีสเกรดพรีเมี่ยมที่ทั้งหอมทั้งมันให้คุณได้มายืดดดดดดดกันได้อย่างเต็มที่ อร่อยได้สุดคุ้มกับโชลชีส บุฟเฟ่ต์ เริ่มต้นเพียง 199 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่าสามารถทานชีสกันเเบบจุใจ!

    ร้านตั้งอยู่ภายในตลาดหัวมุม สามารถโทรสอบถามทางหรือเมนู ได้ที่เบอร์ 089-5144-000 
    บุฟเฟ่ต์ 2 ราคา คือ วันจันทร์-พฤหัสบดี : มีราคา 199 บาท กับราคา 299 บาท
    วันศุกร์-อาทิตย์ มีแต่ราคา 299 บาท
    ปล. ราคา 199 บาท ไม่รวมทะเลกับชีส, ราคา 299 บาท จะเพิ่มทะเล และมีชีสให้หัวละที่ (เนื้อไม่มีในบุฟเฟ่ต์)

    ป.เอ๋ย ป.ปัง

    ร้านป.เอ๋ย ป.ปัง มีขนมหวานเย็นๆ มากมาย ใครชอบของหวานคงต้องบอกว่า ป.เอ๋ย ป.ไป ป่ะไปกันเลย มีปังเย็น ขนมปัง นม อิตาเลี่ยนโซดารออยู่ ราคาปังเย็นเริ่มต้น 99-139 บาท ถ้าเพิ่มวิปครีม บวกอีก 20 บาท

    ซุ่นฮวด – ขนมครกใบเตย

    ใครมาเดินเล่นที่ตลาดนัดหัวมุม เกษตร-นวมินทร์ และตลาดเหมืองแร่ The Walk เกษตร-นวมินทร์ อย่าลืมแวะมาลองขนมครกใบเตย ขนมสไตล์โบราณกับร้านบรรยากาศย้อนยุค แถมมี ขนมครกใบเตย 3 รส ใบเตย นมแมว และช็อกโกแลต ราคากล่องละ 40 บาท และ 50 บาท ร้านเปิดช่วงกลางคืน ต่อคิวรอทานขนมนานแค่ไหนก็ไม่ต้องห่วงเรื่องอากาศร้อนค่ะ เพราะโซนที่ตั้งร้านค่อนข้างปลอดโปร่ง

    กุ้งยกกระทะ Kung Yok KraTa

    กุ้งยกกระทะ Kung Yok KraTa เป็นอีกร้านหนึ่งที่ใครได้ไปตลาดหัวมุมเป็นต้องแวะเข้าไปนั่งทาน ก็แหม!! เจ้าของร้านเป็นดาราหนุ่มที่มีชื่อเสียงขนาดนั้น แถมบางครั้งยังลงมือทำเมนูเองด้วยนะ ซึ่งร้านนี้จะมี เมนูกุ้งยกกระทะเป็นจุดเด่น ในเมนูนี้ประกอบด้วยข้าวโพด กุ้ง หอยแมลงภู่ และปลาหมึก 

    ทางร้านจะเสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ในส่วนเมนูอื่นๆ ขอแนะนำเป็นไก่ทอด เมื่อนำมาทานคู่กับกุ้งยกกระทะก็เข้ากันได้ดีเลยจ้า ราคา S 199 บาท/ M 399 บาท/ L 499 บาท/ XL 699 บาท และในส่วนของความเผ็ดก็มีให้เลือกถึง 8 ระดับด้วยกัน ว่าแล้วก็ต้องตามไปจัดกันหน่อยแล้ว 

    หนังไก่กรอบซุปเปอร์ฮีโร่

    ร้านหนังไก่ทอดกรอบเจ้าดังประจำตลาด ที่ใครมาก็ต้องแวะซื้อ มีหลากรสชาติให้เลือกทั้งดั้งเดิม ต้มยำ ชีส สมุนไพร และลาบ ถุงละ50บาทเท่านั้น บอกเลยว่าอร่อยจริง แถมกรอบนานถึง1เดือนถ้าเก็บในตู้เย็น เคี้ยวทีกรอบถึงสมอง เพลินจนหมดถุงแน่นอน คอนเฟิร์ม!!

    บทความคนอื่นที่น่าสนใจ : 10 เมนู ไอเดียสำหรับปาร์ตี้เล็กๆ กับครอบครัวหรือผองเพื่อน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์

  • 10 เมนู ไอเดียสำหรับปาร์ตี้เล็กๆ กับครอบครัวหรือผองเพื่อน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    10 เมนู ไอเดียสำหรับปาร์ตี้เล็กๆ กับครอบครัวหรือผองเพื่อน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะ เนื่องจากเข้าใกล้วันสงกรานต์มาเต็มที หลาย ๆ คนก็คงจะพากันเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องอาหารการกินนั้นมีความสำคัญมากสำหรับปาร์ตี้เล็กๆในครอบครัว

    วันนี้เรา จึงอยากจะมานำเสนอเมนูอร่อยที่เหมาะสำหรับวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์นี้กันค่ะ

    เมนูที่ 1 “ปลาอินทรีย์ทอด+ยำมะม่วง”

    วัตถุดิบและเครื่องปรุงมีดังนี้…

    1. ปลาอินทรีย์ 2 ชิ้น     
    2. มะม่วงเปรี้ยวสับเป็นเส้น 1 ผล    
    3. หอมแดงซอย 1/3 ถ้วยตวง
    4. พริกขี้หนูซอย 1 ช.ต.   
    5. น้ำตาลปี๊บ 3 ช.ต.     
    6. น้ำปลา 2 ช.ต.     
    7. ผักชี
    8. น้ำเปล่า 1/4 ถ้วยตวง     
    9. เกลือป่น 1/4 ช.ช.     
    10. น้ำมันสำหรับทอด

    วิธีทำ

    1. ทาเกลือป่นบนเนื้อปลาให้ทั่วแล้วนำลงทอดในน้ำมันร้อนจนสุกเหลืองทั้งสองด้าน นำขึ้นสะเด็ดน้ำมันแล้วจัดใส่จานรอไว้

    2. วางมะม่วงสับลงข้างๆชิ้นปลาทอด ตามด้วยหอมแดงซอย พริกขี้หนูซอย และผักชี

    3. ผสมน้ำตาลปี๊บกับน้ำเปล่าและน้ำปลาเพื่อทำน้ำยำ นำขึ้นตั้งไฟอ่อนเคี่ยวให้เดือด พอข้นเหนียวเล็กน้อยก็ใช้ได้
    เวลาจะรับประทานก็ค่อยนำน้ำยำราดลงบนมะม่วงสับแล้วคลุกเคล้า ใช้รับประทานกับปลาอินทรีย์ทอดแล้วเข้ากันได้ดีค่ะ

    เมนูที่ 2 “เมี่ยงปลาทอด”

    วัตถุดิบและเครื่องปรุงมีดังนี้…

    1. ปลานิล หรืออาจจะใช้ปลาทับทิม ปลากระพง และปลาทูนึ่งก็ได้
    2. ถั่วลิสงดิบ
    3. ผักสดชนิดต่างๆตามชอบ เช่น ผักกาดหอม ผักกาดขาว ผักชีฝรั่ง ใบโหระพา ใบสะระแหน่ เป็นต้น
    4. เส้นหมี่ขาวลวกสุก หรืออาจใช้เส้นขนมจีนแทนก็ได้  
    5. พริกขี้หนูเด็ดขั่ว 50 กรัม
    6. กระเทียมแกะเปลือกแล้ว 20 กรัม     
    7. รากผักชีหั่น 5 กรัม     
    8. น้ำปลาดี 1/4 ถ้วยตวง
    9. น้ำมะนาว 1/2 ถ้วยตวง     
    10. น้ำตาลปี๊บ 50 กรัม     
    11. เกลือป่น 1/2 ช.ต.     
    12. น้ำมัน     
    13. น้ำต้มสุก 1/4 ถ้วยตวง

    วิธีทำ

    1. หากใช้ปลาสด ให้นำปลามาขอดเกล็ดควักไส้ ล้างทำความสะอาดด้วยเกลือป่น บั้งห่างๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมันที่ร้อนจัด
    ทอดด้วยไฟปานกลาง จนกระทั่งปลากรอบนอกนุ่มใน จึงนำขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน

    2. ล้างผักต่างๆให้สะอาดหลายๆน้ำ หรือจะล้างด้วยน้ำด่างทับทิมก็ได้ โดยใช้ด่างทับทิมปริมาณ 20 เกล็ด ต่อน้ำ 4 ลิตร
    แช่ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

    3. นำน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟให้ร้อนจัด นำถั่วลิสงดิบลงทอด ด้วยไฟอ่อน
    พอถั่วสุกดีจึงเร่งไฟแรงแล้วรับใช้ตะแกรงช้อนขึ้นสะเด็ดน้ำมันพักไว้

    4. โขลกพริกขี้หนูกับกระเทียม และรากผักชี เข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่น้ำต้มสุก ปรุงรสด้วยเกลือป่น น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา
    และน้ำมะนาว ชิมรสชาติดูตามชอบ เวลารับประทานใช้ผักกาดขาวและผักกาดหอมห่อเส้นหมี่หรือขนมจีน
    ใส่ถั่วลิสงทอด และเนื้อปลา วางใบโหระพา ใบสะระแหน่ ผักชีฝรั่ง และราดด้วยน้ำจิ้ม

    เมนูที่ 3 “เมนูอาหารทะเลปิ้ง ย่าง ลวก ทอด”

    น้ำจิ้มซีฟู๊ด

    1. พริกขี้หนูสวนเด็ดขั่ว 50 กรัม     
    2. กระเทียมแกะเปลือก 20 กรัม     
    3. น้ำตาลปี๊บ 50 กรัม     
    4. รากผักชีหั่น 5 กรัม
    5. เกลือป่น 1/2 ช.ต.     
    6. น้ำปลาดี 1/4 ถ้วยตวง     
    7. น้ำมะนาว 1/2 ถ้วยตวง     
    8. น้ำต้มสุก 1/4 ถ้วยตวง  

    วิธีทำ

    1. โขลกพริกขี้หนู ตะไคร้ กระเทียม และผักชีซอยเข้าด้วยกันให้ละเอียด

    2. นำส่วนผสมที่โขลก มาปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลมะพร้าว หรือจะนำส่วนผสมทั้งหมดมาใส่โถปั่นก็ได้ค่ะ

    เมนูที่ 4 “เอ็นข้อไก่พริกไทยดำ”

    วัตถุดิบและเครื่องปรุงมีดังนี้…

    1. เอ็นข้อไก่ 2 ก.ก.     
    2. รากผักชี 5 รากอวบๆ     
    3. กระเทียมไทยแกะเปลือก 2 หัวใหญ่
    4. พริกไทยดำ 4 ช.ช.     
    5. ซีอิ้วขาว 4 ช.ต.     
    6. ซอสปรุงรส 2 ช.ต.     
    7. น้ำตาลทราย 1 ช.ต.
    8. แป้งทอดกรอบ 1 ถ้วยตวง     
    9. เนื้อกระเทียมเจียวกรอบๆ     
    10. น้ำมันสำหรับทอด

    วิธีทำ

    1. โขลกรากผักชี กระเทียม และพริกไทยดำเข้าด้วยกันให้ละเอียด

    2. นำส่วนผสมที่โขลกคลุกเคล้าเข้ากับเอ็นข้อไก่ ใส่ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้เข้ากัน สุดท้ายจึงใส่แป้งทอดกรอบลงไป คลุกเข้าด้วยกันให้ทั่วอีกครั้ง หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน

    3. ตั้งกระทะบนเตา ใส่น้ำมันลงไปค่อนข้างเยอะสักหน่อย พอน้ำมันร้อนจึงนำเอาเอ็นข้อไก่ลงทอดให้เหลืองกรอบ ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน จัดลงจานโรยหน้าด้วยเนื้อกระเทียมเจียว เสิร์ฟพร้อมกับซอสพริกและผักสดสำหรับแนมแก้เลี่ยน

    เมนูที่ 5 “ลูกชิ้นปิ้ง ย่าง ทอด “

    วัตถุดิบและเครื่องปรุงน้ำจิ้มมีดังนี้…

    1. พริกขี้หนูแดง 80 กรัม     
    2. กระเทียมจีนแกะเปลือกแล้ว 30 กรัม     
    3. กระเทียมดองตัดก้านออก 50 กรัม
    4. มะขามเปียก 250 กรัม ขยำกับน้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง แล้วกรองเอาแต่น้ำมะขามเปียกข้นๆ     
    5. น้ำตาลปี๊บ 700 กรัม
    6. เกลือป่น 2 3/4 ช.ต.     
    7. แป้งข้าวโพด 3 ช.ต. ละลายน้ำ 1/2 ถ้วยตวง     
    8. รากผักชีหั่นโขลกละเอียด 5 กรัม     
    9. น้ำเปล่า

    วิธีทำ

    1. นำพริกขี้หนูแดง กระเทียมจีน กระเทียมดอง รากผักชีโขลก ใส่โถปั่น ใส่น้ำเปล่าลงไป 1 ถ้วยตวง น้ำมะขามเปียก 2 ถ้วยตวง เกลือป่น 2 3/4 ช.ต. ปั่นให้ละเอียดเข้ากัน

    2. เทส่วนผสมที่ปั่นใส่หม้อ นำขึ้นตั้งไฟกลาง จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊บลงไป คนให้น้ำตาลละลาย พอเดือดจึงค่อยๆใส่แป้งข้าวโพดละลายน้ำลงไป คนให้เข้ากันพอเดือดอีกครั้งจึงยกลง ใช้จิ้มลูกชิ้นได้ทุกชนิด ทั้งทอดและย่าง

    เมนูที่ 6 “ลาบวุ้นเส้น”

    วัตถุดิบและเครื่องปรุงมีดังนี้…

    1. วุ้นเส้นตราเกษตรขนาด 40 กรัม 2 ห่อ แช่น้ำจนนิ่ม     
    2. หมูบด200 กรัม     
    3. หอมแดงแขกซอย 80 กรัม
    4. ต้นหอมซอย 2 ช.ต.     
    5. ผักชีซอย 2 ช.ต.     
    6. ใบสะระแหน่     
    7. ถั่วลิสงทอดหรือคั่ว 3 ช.ต.
    8. พริกขี้หนูแห้งคั่วป่น 1/2 ช.ต.     
    9. ข้าวคั่ว 1 ช.ต.     
    10. น้ำปลาทิพรส 3 ช.ต.     
    11. น้ำมะนาว 3 ช.ต.
    12. น้ำตาลทราย 3/4 ช.ต.     
    13. น้ำสต๊อกหรือน้ำเปล่า 3/4 ถ้วยตวง     
    14. พริกขี้หนูแห้งทอด 7 เม็ด

    วิธีทำ

    1. ผสมหมูบดกับน้ำสต๊อก จากนั้นนำขึ้นตั้งไฟรวน แล้วเวลารวนควรรวนให้สุก และน้ำงวดลงเหลือประมาณ 1/3 ของที่ใส่ลงไปพอ เมื่อสุกแล้วนำลงใส่ภาชนะผสม ทั้งน้ำทั้งเนื้อหมู ตั้งทิ้งไว้สักครู่

    2. ใส่พริกป่น น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน ชิมรสดูตามที่ชอบ

    3. ตั้งน้ำให้เดือด นำวุ้นเส้นลงลวกอย่างรวดเร็วแค่พอเส้นใส จากนั้นนำขึ้นสะเด็ดน้ำ ใส่ลงไปในภาชนะผสม ใส่ข้าวคั่ว หอมแดงแขกซอย แล้วจึงคนให้เข้ากัน

    4. ใส่ต้นหอมผักชีซอย เคล้าเบาๆ แล้วตักใส่จาน โรยหน้าด้วยถั่วลิสงทอด พริกทอด และใบสะระแหน่ตามชอบ

    เมนูที่ 7 “กุ้งแช่น้ำปลา”

    วัตถุดิบและเครื่องปรุงมีดังนี้…

    1. กุ้งขาวตัวใหญ่ 1 ก.ก.   
    2. น้ำมะนาวแป้น 2 ถ้วยตวง   
    3. น้ำปลาดี 2 ถ้วยตวง   
    4. น้ำตาลปี๊บ 1/3 ถ้วยตวง
    5. กระเทียมจีนแกะเปลือก 200 กรัม   
    6. พริกขี้หนูเด็ดขั่ว 300 กรัม
    7. ใบสะระแหน่   
    8. รากผักชีหั่น 2 ช.ช.

    วิธีทำ

    1. กุ้งขาวแกะเปลือก ผ่าหลัง ดึงเส้นดำออกให้หมด แช่น้ำแข็งรอไว้

    2. โขลก สับ หรือปั่น พริกขี้หนู รากผักชี กระเทียม เข้าด้วยกัน พักรอไว้

    3. ผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ เพื่อทำน้ำปรุง คนให้ละลาย นำกุ้งลงผสมในน้ำปรุง
    นำใส่ช่องแช่แข็ง แช่ทิ้งไว้ 10 นาที

    4. จากนั้นนำกุ้งสดจัดเรียงลงจาน ผสมพริก กระเทียม รากผักชีที่โขลกไว้ในน้ำปรุง ราดลงบนตัวกุ้ง
    แต่งหน้าด้วยใบสะระแหน่ รับประทานกับมะระจีนสดหั่นบางๆ และกระเทียมสด

    เมนูที่ 8 “ยำหอยแครง”

    วัตถุดิบและเครื่องปรุงมีดังนี้…

    1. เนื้อหอยแครงลวกสุก 200 กรัม   
    2. ตะไคร้ซอยบางๆ 2 ต้น   
    3. ขิงซอยเป็นเส้น 15 กรัม   
    4. พริกขี้หนูแดงโขลกตามชอบ
    5. หอมแดงแขกซอย 70 กรัม   
    6. ใบมะกรูดซอย 5 ใบ   
    7. ต้นหอมผักชีซอย 2 ช.ต.
    8. น้ำปลาแท้ 3 ช.ต.  
    9. น้ำมะนาว 3 ช.ต.   
    10. น้ำตาลทราย 2 ช.ช.   
    11. ใบสะระแหน่

    วิธีทำ

    1. ผสมพริกขี้หนูแดงโขลกกับน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน

    2. ใส่หอยแครง ตะไคร้ซอย ใบมะกรูดซอย ขิงซอย หอมซอย ต้นหอมผักชีซอย คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง
    ตักใส่จานแล้วจึงแต่งหน้าด้วยใบสะระแหน่

    เมนูที่ 9 “ตำปลาร้า+ทูน่าฟู”

    วัตถุดิบและเครื่องปรุงมีดังนี้…

    1. มะละกอสับเป็นเส้น   
    2. แครอทสับเป็นเส้น   
    3. มะเขือเทศราชินี   
    4. มะเขือขื่นฝานเป็นชิ้น   
    5. ถั่วลิสงทอด
    6. น้ำปลาร้าต้มสุก   
    7. น้ำปลา   
    8. น้ำมะนาว   
    9. น้ำตาลปี๊บ   
    10. กระเทียมไทยแกะเปลือก   
    11. พริกขี้หนู
    12. ปลาทูน่ากระป๋องในน้ำเกลือ 1 กระป๋อง   
    13. น้ำมัน

    วิธีทำ

    1. เทเนื้อปลาทูน่าลงในกระชอน กรองเอาแต่เฉพาะเนื้อ บีบน้ำเกลือออกให้หมด แล้วจึงนำเนื้อปลาไปโขลกให้ขึ้นฟู
    ตักใส่ภาชนะและใช้มือยีให้ร่วนซุย

    2. นำน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟกลาง พอน้ำมันร้อนจึงนำเนื้อปลาลงทอด ทอดพอเหลืองก็นำขึ้นสะเด็ดน้ำมันรอไว้

    3. โขลกพริกกับกระเทียมให้แหลก ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ ชิมรสดูตามชอบ

    4. ใส่มะละกอ แครอท มะเขือขื่น มะเขือเทศ เคล้าให้เข้ากัน (ถ้าชอบถั่วฝักยาวก็สามารถใส่ไปด้วยได้นะคะ) ตักใส่จาน
    โรยถั่วลิสงทอดเพิ่มความอร่อยเวลาเคี้ยว และวางเคียงข้างด้วยทูน่าฟู ใช้สำหรับรับประทานคู่กัน
    แต่ถ้าใครไม่ชอบรับประทานส้มตำปลาร้า ก็สามารถใช้ส้มตำแบบอื่นๆได้นะคะ 

    เมนูที่ 10 “หมูสับลาบไทย”

    วัตถุดิบและเครื่องปรุงมีดังนี้…

    1. หมูสับ 300 กรัม   
    2. หอมแดงแขก 1 หัว   
    3. ต้นหอม 1 ต้น   
    4. ผักชี 1 ต้น   
    5. ใบมะกรูด 3 ใบ
    6. ใบสะระแหน่ 1/2 ถ้วยตวง   
    7. น้ำปลา 2 ช.ต.   
    8. น้ำมะนาว 3 ช.ต.   
    9. น้ำตาลทราย 1 ช.ช.
    10. พริกป่น 2 ช.ช.   
    11. ข้าวคั่ว 1 ช.ต.   
    12. น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย

    วิธีทำ

    1. นำน้ำเปล่าใส่ภาชนะขึ้นตั้งไฟกลางๆ จากนั้นใส่หมูสับลงรวนจนกระทั่งหมูสุกดี ยกลงพักไว้ให้คลายร้อน

    2. ปอกเปลือกหอมแดงแขกแล้วนำไปล้างให้สะอาด จากนั้นจึงนำมาผ่าครึ่งตามยาว และซอยตามยาวบางๆ
    ส่วนต้นหอมผักชีให้ตัดรากออก นำไปล้างให้สะอาดแล้วนำมาซอยหยาบๆ
    ใบมะกรูดล้างให้สะอาดแล้วซอยตามขวางของใบให้เป็นเส้นฝอยละเอียดๆ
    ใบสะระแหน่ล้างให้สะอาดแล้วเด็ดเป็นใบๆ 

    3. ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว 3 ช.ต. น้ำปลาอย่างดี 2 ช.ต. น้ำตาลทราย 1 ช.ช. ข้าวคั่ว 1 ช.ต. พริกขี้หนูคั่วป่น 2 ช.ช.

    4. ใส่หอมแดงซอย ต้นหอมผักชีซอย และใบมะกรูดซอย เคล้าเบาๆแค่พอเข้ากัน จากนั้นจึงตักใส่จาน โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : รวมเมนูวอดก้า ไว้ปาร์ตี้หรรษาช่วงเทศกาลปีใหม่