หมวดหมู่: อาหาร

  • เทคนิคการถนอมอาหารสดในตู้เย็น เมื่อต้องกักตุนอาหาร ช่วงCovid-19

    เทคนิคการถนอมอาหารสดในตู้เย็น เมื่อต้องกักตุนอาหาร ช่วงCovid-19

    สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย กำลังมีการแพร่ระบาดหนัก ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีการประกาศปิดในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ทำให้ประชาชนหลายคนตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกักตุนเอาไว้ เพื่อไม่ต้องเสี่ยงเดินทางออกจากบ้านไปหาซื้อบ่อยๆ

          วันนี้เราก็มีเทคนิคดีๆ สำหรับคนที่ต้องกักตุนอาหาร ของสดไว้ในตู้เย็นเพื่อประกอบอาหาร ให้ของเหล่านั้นอยู่ได้ยาวนาน โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Äris Arrisä ได้ระบุว่า…

    “I will survive สิ่งใดอยู่ในช่องฟรีส… สิ่งนั้นอยู่ชั่วกัลปาวสาน เริ่มทยอยทำอาหารปรุงสำเร็จ และเก็บอาหารสดตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว เพราะกลัวจะต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าปรับขึ้นราคา #ไม่ตระหนกแต่ต้องตระหนัก #ฉันต้องรอด #ไม่แพนิคเนอะ แบ่งปันวิธีเก็บอาหาร ใส่รายละเอียดไว้ใต้รูปนะจ๊ะ”

    เนื้อสัตว์แบ่งใส่ถุงปริมาณต่อ 1 เสริฟ กดๆให้แบนๆ เพื่อความเย็นจะได้เข้าถึงทุกอนู และสะดวกต่อการทำละลายด้วย

    ขวดน้ำตัดครึ่ง หล่อน้ำไว้ก้นขวดเล็กน้อย เอาผักใส่ลงไปแล้วครอบฝาปิดไว้ ไม่ให้ความเย็นโดนผักโดยตรง ผักจะได้ไม่เหี่ยวเฉา อยู่ได้นานขึ้น

    ปลาเค็มชนิดต่างๆ ห่อด้วยกระดาษให้มิดชิดแล้วใส่กล่องปิดฝาให้สนิทเพื่อป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ ถ้ามีเปลือกมะกรูดใส่ลงไปในกล่องด้วยก็ยิ่งดี เขียนวันที่กำกับไว้ด้วยก็ดีจะได้เลือกบริโภคของที่มาก่อน แบบระบบ first in first out

    อาหารปรุงสำเร็จบางประเภทไม่ต้องใส่ฟรีส ก็แข็งตัวเป็นเจลลี่ได้ ใส่แค่ช่องชิลก็พอ อย่าลืมใส่วันที่การผลิตไว้ด้วย เพื่อระบบfirst in first out

    แยกจัดหมวดหมู่อาหาร ติดป้ายเพื่อหยิบได้ง่าย เพราะการเปิดฝา ปิดฝาบ่อยๆ ก็เสี่ยงแบคทีเรียลงสู่อาหาร

    แบ่งเนื้อสัตว์เป็นต่อ 1 เสริฟ กดให้แบนๆ เพื่อความเย็นกระจายทั่วถึง และไม่กินพื้นที่จัดเก็บ ถ้ามีเครื่องซีลก้อซีล ถ้าไม่มีก็ใช้หนังยางรัด เพื่อไม่ให้น้ำไหลเลอะเทอะ

    เนื้อแดดเดียวแบ่งเป็นต่อ 1 เสริฟ ถ้าเนื้อเป็นแบบตากไม่แห้งมากแนะนำต้องแช่ฟรีส แต่ถ้าตากจนแห้งสนิทแช่แค่ช่องชิลด์ก็ได้

    หมูหรือเนื้อแดดเดียวที่ขายตามท้องตลาดราคาค่อนข้างสูง ถ้าซื้อเนื้อหมูหรือเนื้อวัวมาตากแดดเอง ปรุงรสแบบที่ชอบ ได้ปริมาณมาก และราคาที่ถูกกว่าด้วย

    ใบกะเพราลวกแล้วน็อคน้ำแข็งทันที บีบน้ำออก เก็บไว้ใช้ได้เป็นปี

    ใบกะเพราลวกแล้วบีบน้ำออก ปั้นไว้เป็นก้อนๆขนาดพอใช้ต่อหนึ่งครั้ง แช่ฟรีสเก็บไว้ได้เป็นปี

    ชะอม เด็ดก้านแล้วใส่ถุงปริมาณต่อ1 เสริฟ ปิดถุงให้สนิทและใส่กล่องปิดฝาให้มิดชิดเพื่อไม่ให้มีกลิ่นแรงในตู้เย็น แช่ฟรีสได้เลย นำออกมาใช้ได้กลิ่นและรสที่เหมือนเดิม

    เป็นวิธีที่น่าสนใจใช้ไหมละคะ สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องกักตุนอาหาร เพื่อถนอมอาหารสดให้สามารถนำมาใช้ประกอบอาหารได้เป็นเวลายาวนานนั่นเองค่ะ

    ขอขอบคุณที่มาจาก : Äris Arrisä , tkvariety

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ทำความรู้จักผ้าที่เหมาะ ทำ “หน้ากากอนามัย” มากที่สุด

  • โรสวูด กรุงเทพฯ เปิดตัว “มื้อเติมพลัง” ชุดอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารหนานเป่ย

    โรสวูด กรุงเทพฯ เปิดตัว “มื้อเติมพลัง” ชุดอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารหนานเป่ย

    โรสวูด กรุงเทพฯ ชวนคุณมาอิ่มอร่อยกับ “มื้อเติมพลัง” ชุดอาหารกลางวันสุดพิเศษชุดใหม่ ณ ห้องอาหารNan Bei (หนานเป่ย) ที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์สุดเร่งรีบของชาวกรุงเทพฯ ตอบโจทย์จังหวะชีวิตของนักธุรกิจและบรรดาขาช้อปที่ต้องการใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่า

    โดยแขกจะได้อิ่มอร่อยกับอาหารกลางวันสไตล์จีนแท้สูตรต้นตำรับท่ามกลางบรรยากาศของห้องอาหารที่ดีไซน์อาร์ตเดโค และสามารถเลือกรับประทานติ่มซำ รวมถึงอาหารจานหลักขนมหวาน และน้ำชาเสิร์ฟตลอดมื้อ ในราคาเพียง 598 บาทต่อท่าน

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ดื่มด่ำค่ำคืนสุดแสนโรแมนติกริมแม่น้ำเจ้าพระยา กับเมนูพิเศษต้อนรับวันวาเลนไทน์ ณ ห้องอาหารพระยา ไดนิ่ง

  • ชวนทำ พริกหยวกยัดไส้ เมนูเด็ดทำง่าย อร่อยด้วย

    ชวนทำ พริกหยวกยัดไส้ เมนูเด็ดทำง่าย อร่อยด้วย

    วันนี้ CheezeBite ชวนทำ พริกหยวกยัดไส้ เป็นเมนูที่ทำออกมาแล้วไม่ผิดหวัง เมนูทำง่านแถมรสชาติอร่อยเต็มคำอย่างลงตัว มันกะทิพร้อมกับพริกหยวกยัดไส้

    ทานกับข้าวหมดหม้อแน่นอน…

    ส่วนผสม

    1. เนื้อปลา หรือ หมู
    2. หริกหยวกผ่าแกะเมล็ดออก
    3. หัวกะทิ
    4. พริกแกง / ใบมะกรูดซอย
    5. เกลือ / น้ำปลา / น้ำตาลปี๊บ

    วิธีทำ

    1. โขลกเนื้อปลา / หมู ให้เหนียวใส่พริกแกง น้ำตาลปี๊บ เกลือ น้ำปลา กะทิ ใยมะกรูดลงไป นวดให้เข้ากัน
    2. ตักใส่พริกหยวกเต็มคำ นำไปเรียงในหม้อ ใส่กะทิลงไปแค่ความสูงครึ่งหนึ่งของพริก ใส่เกรือเล็กน้อยต้มประมาณ 10 นาทีหรือจนสุก
    3. จัดพริกใส่จานราดด้วยน้ำกะทิที่เหลือจากการต้ม โรยหน้าด้วยใบมะกรูด

    และนี้คือหน้าตาของพริกหยวกยัดไส้ปลาต้ม / หมูกะทิ จร้าาาาาาา

    ขอบคุณข้อมูล : กินพุงกาง

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ปลาส้มแดดเดียว ทำเองก็ง่าย รายได้วันละ 4 พัน

  • ปลาส้มแดดเดียว ทำเองก็ง่าย รายได้วันละ 4 พัน

    ปลาส้มแดดเดียว ทำเองก็ง่าย รายได้วันละ 4 พัน

    ปลาส้มแดดเดียว ทำเองที่บ้านได้ สร้างรายได้วันละ 4 พันบาท เรียกได้ว่าเป็นความรู้คู่บ้านคู่เรือน สำหรับชาวบ้าน

    วันนี้ทาง CheezeBite ได้นำสูตรเด็ด เคล็ดลัภูมิปัญญาชาวบ้าน ทั้งทำขายปลีก และขายส่งก็ดี และยังเผยอีกว่ายังสามารถสร้างรายได้ ได้มากกว่า 3-4 พันบาท ต่อวัน

    วิธีในการทำปลาส้ม สูตรที่ 1

    ปกติแล้วจะใช้เป็นปลานิล ปลาสวาย ปลายี่สก และปลาตะเพียน นำมาแปรรูปเป็นปลาส้ม ปลาแดดเดียว และปลาข้าวคั่วด้วยสูตรทางภูมิปัญญาของชาวบ้าน

    1 เริ่มต้นโดยการ ห มั ก ป ล า ส้ม ก็จะนำปลาสดที่เราซื้อมาล้างน้ำให้สะอาด หลังจากนั้นก็นำมาพักแล้วก็เช็ดน้ำให้แห้ง แล้วก็นำไป ห มั กเกลือทิ้งไว้ประมาณ 4 ชั่ วโมง

    2 หลังจากนั้นให้นำข้าวเหนียวนำไปคลุกเคล้ากับกระเทียมสด กระเทียม ด อ ง และรสดี เพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติ แล้วก็ทำการเทลงใส่ในปลา ที่เราเตรียมเอาไว้ ที่ผ่ านการแช่เกลือ แล้วเราก็จะได้ปลาส้ม

    3 ส่วนปลาข้าวคั่ว หลังจากการแช่น้ำเกลือแล้วก็นำไปคลุกเคล้ากับข้าวคั่ว แล้วก็นำปลาแดดเดียวไปตากแดดให้แห้งพอสมควร แล้วก็นำไปบรรจุใส่ถุงเพื่อที่จะทำการเตรียมส่งออกให้กับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่

    โดยปกติแล้วหากเป็นปลาส้มหรือว่าปลานิลข้าวคั่ว เราจะขายส่งออกตัวละประมาณ 9 บาท แล้วก็นำไปขายปลีกตัวละ 12 บาท หากเป็นปลา จี น ส้ มถุงประมาณ 30 บาท ปลาตะเพียนถุงละ 50 บาท

    สำหรับสูตรนี้จะเป็นสูตรที่ทำได้ง่ายๆ เป็นสไตล์อีสานบ้านเฮา แนะนำว่าให้เซฟข้อมูลเก็บเอาไว้ จะได้เอาไว้ทำในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ใครที่ไม่เคยทำก็สามารถทำตามได้เลย บอกเลยว่าเมื่อนำไปทอดแล้วจะอร่อยมาก มีความเปรี้ยวกรอบกำลังดี

    ส่วนผสมที่เราจะต้องใช้

    1. ปลาตะเพียนหรือว่าจะใช้ปลาชนิดอื่นที่เป็นปลาน้ำจืดก็ได้
    2. เกลือป่น
    3. กระเทียมบดหรือจะนำมาทำก็ได้
    4. ข้าวเหนียวหรือว่าข้าวเจ้าก็ได้แล้วแต่ความสะดวก

    วิธีการทำปลาส้ม / วัตถุดิบที่สำคัญในการทำปลาส้ม

    1. เริ่มต้นทำการ ข อ ด เ ก ล็ ด ปลาแล้วก็ทำความสะอาดข้างในให้เรียบร้อย แล้วก็บั้งปลาประมาณข้างละ 5 บั้ง หรือตามความต้องการก็ได้ ถ้าตัวปลาใหญ่หน่อยก็ตัดมาเป็น 2-3 ชิ้น หลังจากนั้นก็ล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง นำไปแช่ในน้ำซาวข้าว ถ้าไม่มีให้ใช้แป้งข้าวเจ้าละลายแล้วก็นำไปแช่ก็ได้ แช่ไว้ประมาณ 20-30 นาที
    2. หลังจากนั้นก็นำไปเช็ดน้ำให้เรียบร้อย เป็นการลดความคาวให้ ตั ว เ นื้ อปลา แล้วก็นำไปผสมเกลือ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 3 ชั่ วโมงกำลังดี
    3. ส่วนข้าวสุกก็ให้เราเอาไปล้างน้ำแล้วก็เช็ดให้แห้งพอหมาดๆ ไม่ต้องแห้งมาก จากนั้นก็นำเกลือป่น ข้าวสุก และกระเทียมผสมเข้าด้วยกัน นำไปคลุกเคล้ากับปลา แล้วก็นวดให้เข้ากัน แล้วก็นำปลาใส่ในกล่องหรือว่าภาชนะใดก็ได้ กดตัวปลาให้แน่น แล้วก็ปิดฝาทิ้งเอาไว้ประมาณ 2-5 วัน รอจนกระทั่งมีน้ำออกจากปลา หรือว่าปลามีรสชาติเปรี้ยว แล้วก็นำไปป รุ ง อาหาร โดยการทอดหรือก ร ร มวิธีใดๆก็ได้ตามต้องการเลย

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : สูตรทำ กะปิคั่วหรือหลนกะปิ กับข้าวโบราณหากินยาก

  • สูตรทำ กะปิคั่วหรือหลนกะปิ กับข้าวโบราณหากินยาก

    สูตรทำ กะปิคั่วหรือหลนกะปิ กับข้าวโบราณหากินยาก

    ผู้ที่ชื่นชอบอาหารไทย สูตรโบราณที่หากินได้ยาก วันนี้เรามีเมนูสุขภาพประเภทเครื่องจิ้มมาฝากกันค่ะ

    โดยเมนูที่ว่านี้มีชื่อเรียกหลากหลาย ทั้ง กะปิคั่ว กะปิหลน หลนกะปิ และคั่วเคย แต่จะชื่อไหนก็ล้วนเป็นเมนูเดียวกัน สูตรเด็ดมากบอกเลย ซึ่งรับรองว่าอร่อยเด็ดไปอีกแบบไม่แพ้ต้นตำรับเลยจ้าจะเป็นอย่างแล้วเราไปชมกันเลยดีกว่าค่ะ

    สิ่งที่ต้องเตรียม

    1 พริกแห้งแช่น้ำให้นิ่ม

    2 หอมแดง

    3 กระเทียม

    4 ตะไคร้ซอย

    5 ข่าหั่นเล็กๆ

    6 กระชาย

    7 กะปิห่อใบตองปิ้งหรืออบ(มากหน่อย)

    8 กุ้งแห้งหรือเนื้อปลา (ย่างแกะเอาแต่เนื้อ)

    9 หัวกะทิ

    10 เครื่องปรุงรส (น้ำปลาดี,น้ำตาลปี๊บ)

    11 พริกขี๊หนูสวน

    วิธีทำ

    1 ขั้นตอนแรกนั้นให้ตำเครื่องแกงให้ละเอียด ใส่กุ้งแห้งหรือเนื้อปลาย่างตำให้ละเอียดเข้ากันดี

    2 จากนั้นนำหัวกะทิตั้งไฟเคี่ยวจนเป็นขี๊โล้ ใส่พริกแกงผัดให้เข้ากัน

    3 ผัดจนหอมแตกมันสวยใส่เครื่องปรุงรส ชิมรสตามชอบ รสชาติคือเค็มนำหวานตาม แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

    บอกเลยว่าทำง่ายมากๆ ไม่ยุ่งยากอะไรเลย ใครชอบลองเอาไปทำกันดูนะค่ะ …

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : “แกงใบมะรุม ใส่ปลาย่าง” เมนูชะลอวัย กินแล้วหน้าใส อร่อยมากประโยชน์เพียบ!

  • ขนมครกม้วน แบบใช้กระทะ แต่อร่อยชนะแบบเตา (ส่วนผสมสูตรโบราณ)

    ขนมครกม้วน แบบใช้กระทะ แต่อร่อยชนะแบบเตา (ส่วนผสมสูตรโบราณ)

    วันนี้ CheezeBite มีเมนูขนมอร่อยๆ มาแนะนำค่ะ นั่นก็คือวิธีการทำ “ขนมครกม้วน” เหมาะสำหรับใครที่อยากทานขนมครกแต่ไม่มีเตาหยอดขนมครก วันนี้ขอแนะนำขนมครกม้วนค่ะ

    เพราะทำง่ายมากๆ ด้วยการใช้กระทะแบบเคลือบเทปล่อน หรือกระทะอะไรก็ได้ ที่ทำแล้วไม่ติดกระทะนะคะ สูตรนี้บอกเลยว่าใครทำก็อร่อยแน่นอน เพราะเราใช้สูตรส่วนผสมแบบโบราณ มาค่ะ.. มาดูวิธีการทำ “ขนมครกม้วน” กันจ้า…

    ส่วนผสมขนมครกม้วน

    1. แป้งข้าวเจ้า 80 กรัม
    2. ข้าวสวย 2 ช้อนโต๊ะ (คือข้าวที่หุงสุกแล้วค่ะ)
    3. น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง (ส่วนคนที่ชอบหวานเพิ่มได้ค่ะ)
    4. กะทิ 1 ถ้วยตวง
    5. เกลือ 1/4 ช้อนชา
    6. มะพร้าวอ่อน 20 กรัม
    7. ต้นหอมซอย ข้าวโพดต้มสุก เผือกสุกหั่นเต๋า สำหรับโรยหน้า
    ขนมครก

    วิธีทำขนมครกม้วน

    1. นำแป้งข้าวเจ้า ข้าวสวย น้ำตาลทราย กระทิ เกลือ มะพร้าว เข้าเครื่องปั่น แล้วปั่นด้วยความเร็วปานกลางให้ละเอียด
    2. ตั้งกะทะเทปล่อน ตักน้ำแป้งใส่ลง พอแป้งเริ่มเดือด ก็ใส่ข้าวโพด เผือก และต้นหอมซอยลงไป
    3. จากนั้นใช้เกรียงแซะหรือตะหลิวแบนๆ ค่อยๆ แคะม้วนๆ ให้สวยงาม
    4. แล้วตักขึ้นเรียงใส่จาน พร้อมเสิร์ฟแล้วจ้า
    ขนมครก

    ข้อแนะนำ

    สำหรับส่วนผสมตามหน่วยที่แนะนำนี้ จะทำขนมครกม้วนได้ประมาณ 8-10 ชิ้นนะคะ ต้องฝึกทำสัก 2 -3 รอบ เพื่อให้รู้จังหวะในการหยอด การแคะและม้วน รวมถึงรู้จักประเมินความร้อนของกระทะให้ดี รับรองว่ารอบที่ 4 ขึ้นไป สามารถทำขายได้เลยทีเดียว

    ถ้าจะนำไปทำขายเพื่อหารายได้สร้างอาชีพ ต้องปรับเพิ่มส่วนผสมขึ้นไปตามสัดส่วนนะคะ เพื่อนๆ อย่าลืมนำไปทดลองทำนะ กับสูตรวิธีการทำง่ายๆ ในเมนู “ขนมครกม้วน” แล้วจะติดใจในรสชาติที่หอม หวาน มัน กลมกล่อม อร่อยแบบดั้งเดิมอย่างแน่นอนจ้า

    ขอบคุณเจ้าของสูตร.พาทำ พาทาน

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : 10 วิธีทำ ขนมไทย ในน้ำกะทิสด เติมความหวาน ความสดชื่นในวันหยุด

  • “แกงใบมะรุม ใส่ปลาย่าง” เมนูชะลอวัย กินแล้วหน้าใส อร่อยมากประโยชน์เพียบ!

    “แกงใบมะรุม ใส่ปลาย่าง” เมนูชะลอวัย กินแล้วหน้าใส อร่อยมากประโยชน์เพียบ!

    วันนี้ CheezeBite จะพาทุกท่านเข้าครัวไปทำเมนูอาหารบ้านๆ แต่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมายจริงๆ นั่นก็คือเมนู “แกงใบมะรุม ใส่ปลาย่าง”

    ซึ่งเป็นแกงแบบบ้านๆ ปกติเรามักจะเห็นแต่เมนูแกงฝักมะรุม แต่วันนี้เราจะนำส่วนของใบมะรุมมาทำแกงแทนค่ะ……

    สำหรับมะรุมนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นผักสมุนไพร ที่มีประโยชน์และสรรพคุณเยอะมาก ทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ ทำให้นอนหลับง่าย บำรุงกำลัง บรรเทาอาการปวดข้อ ช่วยคงสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้อารมณ์คงที่ แก้อักเสบ แก้ไข้

    และช่วยบำรุงการทำงานของระบบย่อยอาหาร ลดไขมัน ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร รักษาแผลเปื่อย บำรุงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายให้แข็งแรง น้ำคั้นสดของใบมะรุมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายเลยค่ะ…

    ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูวิธีการทำ “แกงใบมะรุม ใส่ปลาย่าง” กันเลยจ้า..

    วัตถุดิบ

    1. น้ำเปล่า 1700 ml
    2. ใบมะรุม 300 กรัม
    3. น้ำปลาร้า 1 ช้อนโต๊ะ
    4. ปลาย่าง 2 ตัว
    5. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
    6. วุ้นเส้นนิดหน่อย

    สูตรพริกแกง

    1. ตะไตร้ 2 หัว
    2. พริกแห้ง 10 เม็ด
    3. หอมแดง 4 หัว
    4. กระเทียม 2 หัว
    5. ปลาย่างป่น 2 ช้อนโต๊ะ
    6. กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    1. เก็บใบมะรุมอ่อนสดๆ จากต้น
    2. เด็ดหรือรูดใบออกจากก้าน ล้างให้สะอาด
    3. ตำเครื่องแกง เริ่มจากตะไคร้ก่อน
    4. ใส่พริกแห้ง หอม และกระเทียม ลงไปตำให้เข้ากัน
    5. ตามด้วยใส่ปลาย่างป่นลงไป
    6. ตามด้วยกะปิเล็กน้อย เพิ่มความหอม
    7. ตำเข้ากันได้ที่แล้ว จะได้พริกเครื่องแกงสวยๆแบบนี้
    8. แกะปลาย่างเป็นชิ้นๆ เอาก้างที่แข็งออก
    9. ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด ใส่พริกแกงและปลาย่างลงไป
    10. ทำการปรุงรส ด้วยน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะก็พอ
    11. เมื่อเห็นว่าน้ำเดือด ก็ให้ใส่ใบมะรุมลงไป ต้มต่ออีกนิด ไม่ต้องนานมาก เพราะใบมะรุมจะสุกไวอยู่แล้ว
    12. ตามด้วยวุ้นเส้นเล็กน้อย ถ้าใส่มากวุ้นเส้นจะไปดูดน้ำทำให้อืด จะเสียรสชาติไม่อร่อย

    เสร็จเรียบร้อยแล้วจ้า ปิดไฟตักใส่ชาม เสิร์ฟพร้อมคู่กับข้าวสวยร้อน อร่อยมากค่ะ

    เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเมนูแกงใบมะรุมใส่ปลาย่างรสเด็ด บอกขั้นตอนอย่างละเอียดขนาดนี้ รับรองทำทานแล้วจะติดใจ ไม่ผิดหวังแน่นอน

    ว่ากันว่าเมนูแกงใบมะรุมใส่ปลาย่างนี้ กินแล้วจะทำให้หน้าใสหน้าเด็ก ช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย แต่อย่าทานติดต่อกันหลายวันนะคะ

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก. Mai’s Kitchen หัดเข้าครัว 

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : 10 วิธีทำ ขนมไทย ในน้ำกะทิสด เติมความหวาน ความสดชื่นในวันหยุด

  • 10 วิธีทำ ขนมไทย ในน้ำกะทิสด เติมความหวาน ความสดชื่นในวันหยุด

    10 วิธีทำ ขนมไทย ในน้ำกะทิสด เติมความหวาน ความสดชื่นในวันหยุด

    ขึ้นชื่อว่าขนมหวานแล้ว ยากที่หลายคนจะปฏิเสธ เพราะด้วยความหวานอร่อยของขนมหวาน จะช่วยให้ผู้ที่รับประทานรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สร้างความสดชื่นให้วันที่เหนื่อยล้าให้กลายเป็นวันที่แสนสดใส

    และแทนที่เราจะออกนอกบ้านไปหาขนมหวานมาทาน คงจะดีกว่าถ้าเราสามารถทำกินเองได้ที่บ้านได้แบบง่ายๆ….

    1. สาคูเมล่อนนมสด

    ส่วนผสม

    1. สาคูเม็ดเล็ก
    2. ดอกอัญชัญ/น้ำมะนาว
    3. เมล่อน
    4. นมสด/กะทิเล็กน้อย
    5. น้ำตาลทราย/เกลือ

    วิธีทำ

    1. ตักเมล่อนให้เป็นทรงกลม หรือทรงอื่นๆที่ชอบ แช่เย็นไว้
    2. ล้างสาคูให้สะอาดพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    3. ต้มน้ำให้เดือด ใส่ดอกอัญชัญลงไปต้มให้สีของดอกออกจนหมด ตักดอกทิ้ง ใส่น้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยคนให้เข้ากันรอให้เดือดอีกครั้ง ใส่สาคูลงไปกวนไปเรื่อยๆเมื่อสาคูใกล้จะสุกเติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อย ให้มีรสพอหวานปะแหร่ม กวนจนสุกอย่าให้แห้งเกินไป ถ้าแห้งให้คอยเติมน้ำลงไป พักไว้
    4. เทนมลงหม้อแล้วเติมหัวกะทิเล็กน้อย คนให้เข้ากัน นำไปต้มให้พอเดือด อย่าให้แตกพล่าน เติมน้ำตาลลงไปให้มีรสหวานกว่าสาคู เหยาะเกลือเล็กน้อย คนจนน้ำตาลละลาย ชิมรสตามชอบ
    5. ตักสาคูใส่ถ้วย วางเมล่อน ราดด้วยนม อร่อยได้เลย

    ปล. นำทุกอย่างแช่เย็นไว้จะอร่อยมากกก

    2. ขนมครองแครงกะทิสด (แครอทม่วง)

    ส่วนผสม ครองแครงกะทิสดสีม่วง

    • แครอทม่วง
    • แป้งมัน 100 กรัม
    • กะทิ 200 กรัม
    • ใบเตย
    • น้ำตาลทราย 50 กรัม
    • เกลือหยิบมือ
    • งาขาวคั่ว

    วิธีทำครองแครงกะทิสดสีม่วง

    1. ปอกเปลือกแครอทม่วง หั่นเป็นชิ้น เอาไปต้มในน้ำเดือด จะได้น้ำสีม่วง ยิ่งต้มนานสียิ่งเข้มขึ้น เตรียมไว้
    2. ร่อนแป้งมัน แบ่งส่วนหนึ่งใส่น้ำแครอทม่วงต้มเดือด (ต้องเป็นน้ำเดือด) ใช้ช้อนนวดแป้งกับน้ำให้จับตัวเป็นก้อน จากนั้นก็ใช้มือนวดต่อจนแป้งเนียนเข้ากันดี ส่วนตัวครองแครงสีขาวก็นวดแป้งมันส่วนที่เหลือ ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม ใช้แป้งนวลโรยบนพิมพ์ จากนั้นกดแป้งลงบนพิมพ์ ค่อย ๆ ม้วนแป้งก็จะได้ตัวครองแครง เสร็จแล้วเอาไปต้มในน้ำเดือด พอสุกตัวครองแครงจะลอยขึ้น ตักขึ้นน็อกน้ำเย็น
    3. ต้มกะทิ ใส่ใบเตยเพิ่มกลิ่นหอม น้ำตาลทราย และเกลือ ต้มให้เดือด คนจนน้ำตาลละลายดี ตักครองแครงสะเด็ดน้ำใส่ลงไป ตักใส่ถ้วย โรยงาขาวคั่ว

    3. แกงบวดลูกตาลกะทิสด

    ส่วนผสม แกงบวดลูกตาล

    • ลูกตาล 1 ถุง (หั่นเต๋า)
    • กะทิกล่อง 450 มิลลิลิตร
    • น้ำตาลปี๊บ 100-120 กรัม (หรือแล้วแต่ชอบ)
    • น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนโต๊ะ (หรือแล้วแต่ชอบ)
    • เกลือ 1/2 ช้อนชา
    • น้ำสะอาด 450 มิลลิลิตร
    • ใบเตย 5 ใบ

    วิธีทำแกงบวดลูกตาล

    1. หั่นลูกตาลที่ปอกเปลือกแล้วเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า เตรียมไว้
    2. ใส่กะทิ น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และเกลือลงในภาชนะ นำขึ้นตั้งไฟ คนให้ละลาย
    3. ใส่ลูกตาลที่หั่นแล้วลงไป รอจนเดือดแค่ปุด ๆ พอ อย่าให้กะทิเดือดพล่าน ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย นำไปแช่ตู้เย็นก่อนเสิร์ฟจะอร่อยมากขึ้น

    4. ไพลินกรอบน้ำกะทิ (ทับทิมกรอบสีฟ้า)

    ส่วนผสม ทับทิมกรอบสีฟ้า

    • ดอกอัญชัน (ตัดขั้วออก ล้างน้ำให้สะอาด)
    • แห้วหั่นเต๋าเล็ก
    • ใบเตย
    • น้ำตาลทราย
    • น้ำ
    • แป้งมัน
    • กะทิผสมเกลือ (กะทิที่ปรุงด้วยเกลือพอเค็มปะแล่มไว้ตัดรสหวาน)
    • น้ำแข็ง

    วิธีทำทับทิมกรอบสีฟ้า

    1. ต้มน้ำจนเดือดแล้วเทลงไปในอ่างผสมที่มีดอกอัญชันพอท่วม (น้ำไม่ต้องเยอะมากนะคะ พอท่วมสีจะได้เข็มไว ๆ) แยกเอาดอกอัญชันออกให้เหลือแต่น้ำ จากนั้นใส่แห้วที่หั่นไว้ลงไปแช่ทิ้งไว้จนได้สีตามชอบ ตักขึ้นมาคลุกกับแป้งมันให้ทั่ว
    2. ต้มน้ำจนเดือด ใส่ไพลินกรอบลงต้มจนสุก ตักลงแช่ในน้ำเย็น
    3. ทำน้ำเชื่อม โดยใส่น้ำตาลทราย 1 ส่วนต่อน้ำ 6 ส่วนลงในหม้อ ต้มด้วยไฟปานกลางจนน้ำเริ่มงวด
    4. ตักไพลินกรอบใส่ถ้วย ราดด้วยน้ำเชื่อม ส่วนผสมกะทิ และน้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ

    5. ขนมบัวลอยมันม่วงญี่ปุ่นกะทิสด

    ส่วนผสม บัวลอยมันญี่ปุ่น

    • แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    • มันญี่ปุ่น (นึ่งสุกและบดละเอียด) 1/2 ถ้วยตวง
    • น้ำร้อน 6 ช้อนโต๊ะ
    • แป้งข้าวเหนียว (สำหรับทำแป้งนวล)
    • น้ำเปล่า (สำหรับต้มเม็ดแป้ง)
    • น้ำเย็น (สำหรับแช่เม็ดแป้ง)
    • กะทิ (ความเข้มข้นปานกลาง) 2 ถ้วยตวง
    • น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 6 ช้อนโต๊ะ
    • เกลือป่นหยาบ 3/4 ช้อนชา
    • เนื้อมะพร้าวเผา (หั่นเป็นเส้น) 1/2 ถ้วยตวง
    • ใบเตย 2 ใบ
    • หัวกะทิ 1/4 ถ้วยตวง

    วิธีทำบัวลอยมันญี่ปุ่น

    1. ผสมแป้งข้าวเหนียว มันญี่ปุ่นบดละเอียด และน้ำร้อนเข้าด้วยกัน นวดจนเนียนและสามารถปั้นเป็นก้อนได้
    2. ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1/2 เซนติเมตร โรยแป้งนวลเล็กน้อย (เพื่อไม่ให้แป้งติดกัน)
    3. ต้มน้ำเปล่าพอเดือด นำเม็ดแป้งลงต้มจนสุกลอยขึ้นมา ตักขึ้นไปแช่น้ำเย็นพอคลายความร้อน เสร็จแล้วตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    4. ใส่กะทิลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟพอร้อน ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย เกลือป่น เนื้อมะพร้าวเผา และใบเตยลงไปต้มพอเดือด เติมหัวกะทิลงไป
    5. ใส่แป้งบัวลอยลงในหม้อคนให้เข้ากัน พอเดือดเล็กน้อยยกลง ตักใส่ถ้วย จัดเสิร์ฟ

    6. วุ้นว่านหางจระเข้น้ำกะทิ

    ส่วนผสม วุ้นว่านหางจระเข้น้ำกะทิ

    • ว่านหางจระเข้ 2-3 กาบ
    • น้ำเปล่า (สำหรับลวก)
    • เกลือป่น (สำหรับลวก)
    • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    • น้ำหวานเฮลซ์บลูบอย กลิ่นสละ 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
    • กะทิ 125 มิลลิลิตร
    • น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
    • น้ำแข็ง

    วิธีทำวุ้นว่านหางจระเข้น้ำกะทิ

    1. ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ ล้างให้หมดยาง หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า หรือหั่นเป็นเส้น เตรียมไว้
    2. ใส่น้ำเปล่าลงในหม้อ เติมเกลือป่นลงไป พอน้ำเดือดนำวุ้นว่านหางจระเข้ลงไปต้มจนสุก ตักขึ้นล้างน้ำเปล่าจนกว่าวุ้นจะหมดรสเค็ม ตักใส่ตะแกรง พักให้สะเด็ดน้ำ
    3. ผสมน้ำหวานกับน้ำเปล่าความหวานตามชอบ เทวุ้นว่านหางจระเข้ลงไปคนให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำไปแช่ในตู้เย็นทิ้งไว้
    4. ทำน้ำกะทิ โดยใส่น้ำตาลปี๊บกับน้ำกะทิลงในหม้อ ต้มจนเดือดใส่เกลือป่นลงไปประมาณ 1/2 ช้อนชา พอเกลือละลายยกลงพักทิ้งไว้ให้เย็น
    5. ตักวุ้นว่านหางจระเข้ใส่ถ้วย ราดน้ำกะทิ ใส่น้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ

    7. เผือกแกงบวดกะทิสด

    ส่วนผสม

    • เผือกหัวเล็ก (หั่นเป็นชิ้น) 1 หัว
    • มันเทศ (หั่นเป็นชิ้น) 1 ถ้วย (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
    • หางกะทิ 1+1/4 ถ้วย
    • หัวกะทิ 1 ถ้วย
    • น้ำตาลปี๊บ 150 กรัม
    • เกลือป่น
    • ใบเตย 4 ใบ (มัดรวมกันให้เรียบร้อย)

    วิธีทำแกงบวดเผือก

    1. ต้มหางกะทิกับหัวกะทิ 1/2 ถ้วยลงในหม้อ ใช้ไฟกลาง เติมน้ำตาลปี๊บกับเกลือป่นลงไป คนให้น้ำตาลละลาย ชิมรส
    2. ใส่เผือกกับมันเทศลงไป ตามด้วยใบเตย ต้มจนเผือกกับมันสุกตามชอบ ใส่หัวกะทิอีก 1/2 ถ้วยลงไป รอจนกะทิเดือดอีกครั้ง ตักใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟ

    8. ขนมบัวลอยกะทิสด (รูปแตงโม)

    ส่วนผสม ขนมบัวลอยกะทิสดแตงโม

    • แป้งข้าวเหนียว
    • สีเขียว (น้ำใบเตย)
    • สีเหลือง (เนื้อฟักทอง)
    • สีม่วง (น้ำอัญชัน)
    • สีชมพู (กลิ่นกุหลาบ)
    • งาขาว
    • งาดำ
    • กะทิสด
    • ใบเตย
    • เกลือ
    • น้ำตาลทราย

    วิธีทำขนมบัวลอยกะทิสดแตงโม

    1. ผสมแป้งข้าวเหนียวกับสีที่เตรียมไว้ จะได้ 4 สี (สีชมพูจะเข้มขึ้น เพราะว่าใส่น้ำหวานกลิ่นสละเฮลซ์บลูบอยเพิ่มให้สีสวยขึ้น)
    2. ปั้นให้เป็นรูปแตงโม โดยปั้นแป้งสีเหลือง แป้งสีชมพู และแป้งสีม่วงให้กลม พักไว้ จากนั้นปั้นแป้งสีเขียวให้กลมแล้วรีดให้เป็นแผ่นแบน นำไปห่อแป้งสีเหลือง แป้งสีชมพู และแป้งสีม่วงจนหมด ปั้นเป็นก้อนกลม
    3. ผ่าครึ่งแป้งแตงโมแต่ละก้อนแล้วแบ่งเป็นเสี้ยวตามต้องการ นำงาขาวหรืองาดำแปะที่เนื้อแตงโมให้สวยงาม
    4. ต้มน้ำให้เดือด ใส่แป้งบัวลอยรูปแตงโมลงไปต้มจนสุก (หากสุกแล้วแป้งจะลอยขึ้น) ตักใส่น้ำเย็นพักไว้
    5. ต้มกะทิใส่ใบเตย เกลือเล็กน้อย และน้ำตาลทราย พอน้ำตาลละลายใส่แป้งบัวลอยรูปแตงโมลงไป ปิดไฟ จะกินแบบเย็นหรือร้อนก็ได้ หรือรอให้เย็นก่อนค่อยตักเสิร์ฟในลูกแคนตาลูป

    9. ลอดช่องอัญชัน

    วัตถุดิบสำหรับทำลอดช่อง

    • แป้งมัน 2 ถ้วย 
    • แป้งข้าวเจ้า 10 ช้อนโต๊ะ 
    • น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร 
    • ดอกอัญชันอบแห้ง 20 กรัม 
    • แป้งมัน สำหรับนำมาทำเป็นแป้งนวล 

    วัตถุดิบสำหรับจัดเสิร์ฟ

    1. ตัวลอดช่องอัญชัน ตามต้องการ 
    2. ขนุนสุกฉีกเป็นเส้นยาว ตามต้องการ 
    3. น้ำเชื่อม ตามต้องการ 

    (น้ำตาลทรายแดง 2 ถ้วย+น้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย)

    1. กะทิสด ตามต้องการ 
    2. น้ำแข็งบดละเอียด ตามต้องการ 

    วิธีทำขนม ลอดช่องอัญชัน

    STEP 1 : ผสมแป้งลอดช่อง

    • นำหม้อขึ้นตั้งบนเตาแก๊ส จากนั้นใส่น้ำเปล่าลงไปเปิดไฟกลาง เมื่อน้ำเริ่มเดือดให้ใส่อัญชันอบแห้งลงไป เมื่อน้ำเริ่มเปลี่ยนสีให้ช้อนอัญชันอบแห้งออกแล้วปิดไฟ
    • นำแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันเทลงในชามผสม จากนั้นเทน้ำอัญชันที่ร้อนจัดลงไปในแป้งอย่างรวดเร็ว

    TIPS : น้ำควรร้อนจัดและควรเทลงในแป้งทั้งหมดทีเดียว ความร้อนจะช่วยทำให้แป้งสุกและจับตัวกัน

    • ถ้าหากน้ำไม่ร้อนจัดจะทำให้แป้งอุ้มน้ำ และไม่สามารถทำลอดช่องได้ ต้องเททิ้งอย่างเดียวเลยค่ะ
    • รอให้แป้งอุ่นแล้วใช้มือนวดแป้งให้เข้ากันเป็นก้อนเดียว ใช้แป้งนวลโรยเขียงตอนนวดแป้งจะทำให้แป้งไม่ติดเขียงค่ะ เมื่อแป้งได้ที่แล้วคลุมด้วยแร็ปเพื่อนำไปรีดและตัดเป็นเส้น

    TIP : ควรทำแป้งมันมาทามือก่อนนวดแป้งเพื่อไม่ให้แป้งลอดช่องติดมือ

    STEP 2 : รีดและต้มเส้น

    • นำแป้งลอดช่อง (STEP 1) มารีดให้เป็นแผ่นความหนา 1/4 ซม. แล้วนำไปตัดเป็นเส้น ๆ ขนาดความยาว 3 นิ้ว

    TIP : ควรโรยแป้งมันที่พื้นที่ต้องรีดแป้งและโรยที่แป้งลอดช่องเพื่อไม่ให้แป้งลอดช่องติดพื้น และแป้งที่ตัดเส้นแล้วติดกันเป็นก้อน

    • ต้มน้ำให้เดือดจัดแล้วใส่เส้นลอดช่องลงในหม้อ รอจนแป้งสุกและลอยขึ้นค่อยตักแป้งแช่น้ำในน้ำเชื่อมเย็น เพื่อให้เส้นลอดช่องเหนียวไม่ติดกันและเละค่ะ

    STEP 3 : จัดเสิร์ฟ

    • ตักเส้นลอดช่องอัญชันลงในแก้วที่ต้องการจัดเสิร์ฟ ตามด้วยน้ำแข็งบด ต่อด้วยการราดด้วยน้ำเชื่อมและกะทิ โรยขนุนฉีกด้านบน เท่านี้ก็พร้อมฟินกันแล้ว เย้!

    10. ขนมเปียกปูนกะทิสด

    ส่วนผสม ขนมเปียกปูนกะทิสด

    • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
    • แป้งมัน 1/4 ถ้วยตวง
    • น้ำปูนใส 1 ถ้วยตวง
    • น้ำใบเตย 2 ถ้วยตวง
    • เกลือเล็กน้อย
    • น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วยตวง
    • น้ำตาลปี๊บ 120 กรัม

    ส่วนผสม กะทิราดหน้าขนม

    • กะทิ 500 กรัม
    • เกลือแค่หยิบมือ
    • แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา (ไม่ใส่ก็ได้ แต่ในสูตรใส่เพื่อให้น้ำกะทิข้น)
    • งาขาวคั่ว

    วิธีทำขนมเปียกปูนกะทิสด

    1. นำแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำปูนใส และน้ำใบเตยผสมกันและนวดจนเข้ากันดี
    2. ใส่เกลือ น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลปี๊บ นวดต่อจนเข้ากันดี กรองส่วนผสมแป้งด้วยตะแกรง 1 รอบ
    3. ตั้งกระทะเปิดไฟปานกลาง ใส่แป้งลงไปกวน พอแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อนให้ลดเป็นไฟอ่อน ค่อย ๆ กวนต่อจนส่วนผสมเนียนเข้ากันดี สังเกตจากการเอาไม้พายตักแป้งขึ้นมา ถ้าแป้งเหนียวติดไม้พายก็ใช้ได้แล้ว ตักขนมเปียกปูนใส่ถุงบีบ และใช้หัวบีบแต่งหน้าเค้ก บีบใส่ถ้วย
    4. ทำกะทิราดหน้าขนม โดยใส่หัวกะทิลงในหม้อ ตามด้วยเกลือ ใส่แป้งข้าวเจ้า คนผสมจนเดือด เสร็จแล้วตักกะทิราดหน้าขนมเปียกปูน โรยงาขาว

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : มาค่ะ 10 เมนูอาหารคลีน มื้อเช้าทำกินเองได้ อยากผอมต้องลอง!!

  • มาค่ะ 10 เมนูอาหารคลีน มื้อเช้าทำกินเองได้ อยากผอมต้องลอง!!

    มาค่ะ 10 เมนูอาหารคลีน มื้อเช้าทำกินเองได้ อยากผอมต้องลอง!!

    อยากลดน้ำหนัก ให้ได้ผลบอกเลยว่า ไม่จำเป็นต้องอดอาหารให้หิวโซค่ะ โดยเฉพาะ อาหารเช้า ที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้สาวๆ ยิ่งกินหนักในมื้ออื่นๆ มากขึ้น!

    โดยอาหารเช้า แนะนำว่าควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนสูง ไม่ว่าจะเป็นพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม หรือโยเกิร์ต เพราะการกินอาหารโปรตีนสูงๆ ในมื้อเช้าจะทำให้เราอิ่มท้องและอิ่มนานนั่นเองค่า สำหรับใครที่จะลดน้ำหนักแต่ไม่รู้จะกินอะไรเป็นมื้อเช้าดี ขอแนะนำ 10 เมนูนี้เลยค่า แคลอรีต่ำ ไม่ทำให้อ้วนด้วย!

    1. สลัดไข่ขาวอะโวคาโด+ขนมปัง

    ส่วนผสม

    • ไข่ขาวต้มหั่นเต๋า
    • อะโวคาโดบด 1 ลูก
    • มัสตาร์ด 1 ช้อนโต๊ะ
    • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
    • ต้นหอม 1/3 ถ้วย
    • ผักชีฝรั่ง 1/2 ถ้วย
    • พริกขี้หนู 1/2 ช้อนชา
    • พริกไทย 1/4 ช้อนชา
    • เกลือ
    • ไก่สับ 2 ชิ้น
    • ขนมปังโฮลวีต

    วิธีทำ

    1. ผสมมัสตาร์ด อะโวคาโด โยเกิร์ต และน้ำมะนาว ในชามใบใหญ่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
    2. วางต้นหอม ผักชีฝรั่ง พริกขี้หนู เกลือ และพริกไทย ลงบนแผ่นขนมปัง
    3. เอาไข่ขาวหั่นเต๋า มาคลุกเคล้ากับส่วนผสมของอะโวคาโดที่เตรียมไว้ แล้ววางลงไปบนขนมปังอีกชั้น
    4. ปิดท้ายด้วยไก่สับ หรือเบคอนไก่งวง แค่นี้ก็พร้อมรับประทานแล้วจ้า

    2. มัฟฟินไข่ในหลุม

    ส่วนผสม

    • ไข่ 2 ฟอง
    • หอมใหญ่สไลด์เป็นวง
    • ขนมปังโฮลวีต หรอืมัฟฟินข้าวกล้อง
    • เนื้อไก่สไลด์ 2 ชิ้น
    • มะเขือเทศ
    • พริกป่น
    • ต้นหอมซอย
    • เกลือ

    วิธีทำ

    1. พรมน้ำมันมะกอกลงในกระทะ เปิดไฟปานกลาง แล้วทอดหอมใหญ่ให้สุก ใช้เวลาประมาณ 2 นาที
    2. ตอกไข่ลงไปในหอมใหญ่ ใช้ความร้อนต่ำ รอให้ไข่สุกประมาณ 5-8 นาที หรือตามชอบ
    3. โรยพริกป่น เกลือ และต้นหอมซอยลงไป
    4. หั่นขนมปังให้เป็นทรงกลมเหมือนมัฟฟิน แล้ววางเนื้อไก่กับมะเขือเทศลงไป วางไข่ในหลุมทับอีกชั้น ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว

    3. สลัดไก่อะโวคาโด

    ส่วนผสม

    • อกไก่ 1 ถ้วย
    • อะโวคาโดบด 1/2 ลูกใหญ่
    • มัสตาร์ดรสเผ็ด 1 ช้อนโต๊ะ
    • แครนเบอร์รี่อบแห้ง
    • ผักชีฝรั่งซอย
    • อัลมอนด์
    • เกลือและพริกไทย

    วิธีทำ

    1. เทส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย
    2. เสิร์ฟพร้อมแตงกวาหั่นเป็นแว่นๆ จิ้มกินคู่กัน อร่อยแบบไม่อ้วน

    4. ผลไม้รวมโยเกิร์ต+สมูทตี้

    ส่วนผสม

    • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
    • ส้ม
    • ส้มโอ
    • กราโนล่า
    • เมล็ดเชีย
    • เกล็ดมะพร้าวอบแห้ง
    • ราสเบอร์รี่
    • มะนาว

    วิธีทำ

    1. เทโยเกิร์ตลงในชาม แล้วใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป (ยกเว้นมะนาว) คลุกเคล้าให้เข้ากัน
    2. ปั่นน้ำมะนาว ผสมโยเกิร์ต และราสเบอร์รี่ ทำเป็นน้ำสมูทตี้ โรยด้วยเมล็ดเชีย ก็รับประทานได้แล้วค่ะ

    5. ขนมปังโฮลวีตอะโวคาโด+สตรอเบอรี่

    ส่วนผสม

    • ขนมปังโฮลวีต
    • อะโวคาโดบด
    • สตรอเบอรี่

    วิธีทำ

    1. บดอะโวคาโดแล้วทาให้ทั่วแผ่นขนมปัง
    2. ตกแต่งด้วยสตรอเบอรรี่สไลด์ กินกับนมถั่วเหลืองก็อร่อยไม่เลี่ยน

    6. แคนตาลูปเบอร์รี่โยเกิร์ต

    ส่วนผสม

    • แคนตาลูปหั่นพอดีคำ
    • สตรอเบอรี่หันเต๋า
    • กราโนล่า
    • เมล็ดเชีย
    • น้ำผึ้ง
    • เกล็ดมะพร้าวอบแห้ง
    • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ

    วิธีทำ
    1. จัดเรียงแคนตาลูปลงบนจานให้เป็นวงกลม
    2. ด้านในวงกลมวางสตรอเบอรี่ลงไป
    3. โรยด้วยกราโนล่า เกล็ดมะพร้าวอบแห้ง
    4. ราดด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ และน้ำผึ้งแค่เล็กน้อยๆ ไม่เกิน 1 ช้อนชา
    5. โรยเมล็ดเชีย ก็เรียบร้อยแล้วจ้า

    7. แพนเค้กข้าวโอ๊ตหน้ากล้วย+เบอร์รี่

    ส่วนผสม

    • ไข่ขาว 3 ฟอง
    • ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ
    • เมล็ดเชีย 1 ช้อนโต๊ะ
    • กล้วยหั่นแว่น
    • สตรอเบอร์รี่
    • บลูเบอร์รี่
    • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
    • ผงโกโก้ 1/3 ช้อนชา

    วิธีทำ

    1. ผสมไข่ขาว ข้าวโอ๊ต และเมล็ดเชีย ตีให้เข้ากันเป็นเนื้อเหลว
    2. พรมน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกลงบนกระทะเทฟล่อน แล้วเทไข่ขาวลงไป ใช้ไฟอ่อน
    3. เมื่อแพนเค้กสุกได้ที่ ก็ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยกล้วยหอม สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราดด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ โรยผงโกโก้เล็กน้อยให้พอมีกลิ่น ก็เรียบร้อย

    8. ซีเรียลข้าวโอ๊ต

    ส่วนผสม

    • ซีเรียลข้าวโอ๊ต
    • กล้วยหั่นแว่น
    • สตรอเบอร์รี่
    • นมถั่วเหลือง หรือนมไขมัน 0%

    วิธีทำ

    1. เทซีเรียลข้าวโอ๊ตลงในถ้วย ราดนมถั่วเหลืองลงไป
    2. ตกแต่งเพิ่มด้วยกล้วย และสตรอเบอร์รี่ ถ้ามีเมล็ดเชีย หรืออื่นๆ จะใส่ลงไปเสริมด้วยก็ได้

    9. ขนมปังไข่ดาวมิกซ์เบอร์รี่

    ส่วนผสม

    • ไข่ 1 ฟอง
    • อิงลิชมัฟฟิน หรือขนมปังโฮลวีต
    • กล้วย
    • บลูเบอร์รี่
    • สตรอเบอร์รี่

    วิธีทำ

    1. ทอดไข่ดาวในน้ำรอจนสุก
    2. ทาเนยลงบนขนมปังเล็กน้อยให้พอมีกลิ่นหอม แล้ววางลงในกระทะให้พอร้อน
    3. จัดไข่ดาวและขนมปังใส่จาน โรยพริกไทยเล็กน้อย เสริมด้วยกล้วย สตรอเบอร์รี่ และบลูเบอร์รี่ ก็พร้อมอร่อยแล้ว

    10. ไข่ต้มขนมปังทรงเครื่อง

    ส่วนผสม

    • ไข่ต้ม 2 ฟอง
    • อะโวคาโด
    • ขนมปังโฮลวีต
    • มะเขือเทศเชอร์รี่
    • แอปริคอท (หรือกล้วยแทนก็ได้)

    วิธีทำ

    1. ต้มไข่ 2 ฟองแล้วผ่าครึ่งจัดเรียงลงในจาน
    2. หั่นอะโวคาโดเป็นเสี้ยว วางลงบนแผ่นขนมปังโฮลวีต
    3. เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศเชอร์รี่ และแอปริคอท หรือกล้วยหั่นแว่น โรยเกลือและพริกไทยเล็กน้อย ก็อร่อยได้เลย

    ขอบคุณข้อมูล : ladyissue

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : รวมเมนูอาหาร ต้อนรับหน้าฝน

  • คอกาแฟห้ามพลาด!! กาแฟกระป๋องต้องลองส่งตรงจาก ญี่ปุ่น

    คอกาแฟห้ามพลาด!! กาแฟกระป๋องต้องลองส่งตรงจาก ญี่ปุ่น

    ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่มีความนิยมเกี่ยวกับเครื่องดื่มแบบกระป๋องแบบสุดๆ เห็นได้จากการที่มีเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติกระจายอยู่ทั่วๆเมืองใหญ่ๆ ทำให้การซื้อหาง่ายมากมาย แน่นอนว่าอันดับหนึ่งที่ขายดีมากที่สุดจะต้องเป็นกาแฟแบบกระป๋องแน่ๆ

    ที่สำคัญนอกจากความสะดวกก็เป็นราคานี่แหล่ะที่ย่อมเยากว่าเข้าร้านเป็นไหนๆ ประมาณ 110 -150 เยนต่อกระป๋องเท่านั้น หรือจะซื้อตามร้านสะดวกซื้อแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้านี่รับรองว่าละลานตาไปกับเจ้ากาแฟกระป๋องหลากหลายแบรนด์ที่บ่งบอกได้เลยว่าคนญี่ปุ่นนิยมมากขนาดไหน จะมีแบรนด์ไหนตัวใดรสชาติโดนๆกันบ้างต้องมาลองดูกัน

    Boss Rainbow Mountain blend

    ถ้าอยากลองกาแฟเอสเปรสโซรสชาติเข้มๆหอมๆมีความเป็นเอกลักษณ์ต้องลองตัวนี้ โดยตัวเมล็ดกาแฟได้รับการรับรองจาก สมาคมกาแฟแห่งชาติของประเทศกัวเตมาลา (Guatemalan National Coffee Association)  เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับกาแฟแบบกระป๋อง

    Premium BOSS Limited

    คนที่ชอบกาแฟกลิ่นหอมจัดๆต้องไม่พลาดตัวนี้ เพราะแค่เปิดมาก็จะได้กลิ่นกาแฟอวลมาเลย ยิ่งดื่มไปจิบแรกให้ความรู้สึกเหมือนได้ดื่มกาแฟคั่วบดใหม่ๆ มันหอมอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากกาแฟกระป๋อง งานดีสุดๆ

    BOSS No-Sugar Black

    เรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปยอดนิยมของเหล่าคนญี่ปุ่นเลยสำหรับตัวนี้ โดยเฉพาะคอกาแฟที่ไม่ชอบความหวานเน้นกาแฟเข้มๆ แต่ก็ดื่มง่ายๆไม่ได้ขมมากอย่างที่คิด ยิ่งคนที่ควบคุมน้ำหนักอยู่แนะนำให้ลองเลยทั้งดีเวลาต้องการอะไรมากระตุ้นให้สดชื่นและไม่ต้องกลัวอ้วนไปกับน้ำตาลในกาแฟด้วยสาวๆน่าจะชอบ

    Georgia Emerald Mountain Blend Black

    แบรนด์ Georgia  อยู่ในเครือของ Coca Cola อีกหนึ่งทางเลือกน่าหยิบของคนรักกาแฟดำ รับรองว่าตัวนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง ถือเป็นกาแฟที่รสชาติกลมกล่อมแบบพอดีๆ เข้มกำลังงาม หอมบางๆ มีความเป็นเอสเปรสโซเกินราคาไปโข

    Georgia The Premium

    กาแฟผสมนมที่น่าจะถูกใจคนชอบหวานน้อย เพราะหวานไม่มาก กาแฟค่อนข้างจะเข้มแบบพอดีๆไม่ขม ทำให้ดื่มง่ายแถมไม่หวานเลี่ยนเหมือนหลายๆตัวที่หวานมากๆจนอาจทำให้ดื่มเพลินหมดไม่รู้ตัว

    UCC Black Coffee

    ถ้าเทียบกันทุกตัวแล้วตัวนี้ถือว่าดื่มได้ง่ายมากๆ มีความลงตัวทั้งความเข้ม ความหอม มาผนวกรวมกันแบบพอดิบพอดี แถมยังหาซื้อได้ง่ายสุดๆ เดินไปที่ไหนก็เจอไม่ยาก

    Starbuck Black Coffee

    หากใครที่อยากดื่มกาแฟ Starbucks ดึกๆในช่วงร้านปิดก็สามารถหาแบบบรรจุขวดได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้าที่เปิดดึกๆ ราคาอาจะแพงกว่ากาแฟกระป๋องทั่วไปอยู๋ซักหน่อย ราคาประมาณ 200 เยน แต่ก็จะได้ความเข้มและหอมในแบบที่คอ Starbucks คุ้นเคย แน่อนว่าตัวนี้ก็รสชาติตามมาตรฐานของแบรนด์นี้เลย เพียงแต่จะหอมน้อยกว่ากาแฟสดอยู่บ้าง แต่ก็ทำออกมาได้ดีรสชาติออกมาน่าจะถูกใจคอกาแฟ

    Kirin FIRE

    ปกติเราจะคุ้นว่า Kirin เป็นแบรนด์เบียร์อันดับต้นๆของญี่ปุ่น แต่จริงๆแล้วยังมีไลน์เป็นแบรนด์กาแฟกระป๋องด้วย เจ้ากระป๋องนี้เหมาะกับคนที่ชอบกาแฟโรบัสต้าแบบผสมนม รสชาติกลมกลิ่มมากๆ แต่ก็มีความหอมและเข้มรวมอยู่แบบแยกกันไม่ออก จนกลายเป็นขวัญใจของสาวๆญี่ปุ่นจำนวนมาก

    Tully’s Barista Black

    ยกให้เป็นกาแฟกระป๋องที่หนึ่งในดวงใจไปเลย เพราะเป็นกาแฟที่ดื่มปุ๊บให้ให้ความรู้สึกว่าเป็นกาแฟแท้ๆจริงๆ ประหนึ่งดื่มภายในร้านก็ว่าได้ เมล็ดกาแฟมาจากบราซิลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่เป็นอันดับต้นๆของโลก คั่วแบบพอดีจนทำให้มีกลิ่นที่หอมกรุ่น มีกลิ่นเครื่องเทศจางๆ

    Mt Rainier Caffé Latte

    สำหรับคนที่ชอบกาแฟผสมนมเยอะๆแบบ Latte แล้วล่ะก็ ตัวนี้ทีเด็ดเลยทีเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในเพียงแค่ 2 รสเท่านั้น กาแฟอ่อนละมุน หอมมัน แบบลาเต้อย่างกับเพิ่งชงสดใหม่ๆ

    ขอขอบคุณ : http://tourlookped.com

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : เนสกาแฟ โกลด์ ไขความลับ “กาแฟคราฟท์” อีกระดับของกาแฟชั้นเลิศที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด