หมวดหมู่: สุขภาพ

  • อาการปวดฟัน ไม่ควรปล่อยไว้! เพราะอาจถึงแก่ชีวิตได้….

    อาการปวดฟัน ไม่ควรปล่อยไว้! เพราะอาจถึงแก่ชีวิตได้….

    อาการปวดฟัน ไม่ควรปล่อยไว้! เพราะอาจถึงแก่ชีวิต……

    อาการปวดฟัน หมายถึง อาการปวดรอบฟันหรือขากรรไกร ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผลมาจากสภาพฟันผุ ฟันคุด ฟันแตก ฟันสึก เหงือกอักเสบ หรือกระดูกรอบฟันอักเสบ นอกจากนี้อาการปวดฟันยังอาจเป็นอาการปวดจากโรคอื่น ๆ แล้วปวดร้าวส่งต่อมาที่ฟัน ส่งผลให้ดูเหมือนปวดฟัน เช่น จากโรคไซนัสอักเสบ โรคทางหู และโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยอาการปวดฟันนี้จะไม่สามารถหายไปเองได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ต้นเหตุโดยทันตแพทย์ แต่ก็สามารถบรรเทาอาการให้ปวดน้อยลงได้ในช่วงระยะหนึ่งก่อนที่จะไปพบทันตแพทย์

    • เมื่อมีอาการปวดฟันควรทำอย่างไร

    ควรรีบไปพบทันตแพทย์ อย่าเข้าใจผิด คิดว่าปวดฟันจะไม่ทำให้เสียชีวิต เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อจนเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้ เช่น มีไข้ มีอาการปวดฟันรุนแรงมากขึ้น เหงือกหรือช่องปากบวม ซึ่งจะทำให้การรักษายากขึ้นหรืออาจจำเป็นต้องถอนฟัน นอกจากนี้การอักเสบติดเชื้อยังอาจส่งผลต่อการอักเสบติดเชื้อของอวัยวะอื่น ๆ จากการที่เชื้อโรคแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ

    อาการปวดฟันส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากโรคฟันผุ ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันที เชื้ออาจแพร่กระจายไปยังปลายรากฟันเข้าไซนัสก่อให้เกิดไซนัสอักเสบ และแพร่กระจายไปในกระแสเลือดทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ยากต่อการรักษา
    ดังนั้น เมื่อเริ่มมีอาการปวดฟันเกิดขึ้น จึงควรรีบไปพบทันตแพทย์เสมอภายใน 1-2 วัน และควรระลึกไว้เสมอว่าการหาวิธีแก้ปวดต่าง ๆ เช่น การรับประทานยาแก้ปวด ฯลฯ จะสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะไม่ใช่การรักษาที่สาเหตุ

    วิธีแก้ปวดฟัน

    การระงับอาการปวดฟันชั่วคราวมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น

    1. การทำความสะอาดเศษอาหารที่ติดฟัน เป็นวิธีแรก ๆ ที่ควรทำก่อนจะใช้วิธีบรรเทาอาการปวดอื่น ๆ โดยควรใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันทั้งสองด้านในบริเวณที่มีอาการปวดอย่างระมัดระวัง จากนั้นให้บ้วนปากและกลั้วปากด้วยน้ำอุ่นเพื่อให้เศษอาหารหลุดออก เสร็จแล้วจึงบ้วนน้ำทิ้ง
    2. หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทกบริเวณที่มีอาการปวดฟัน จนกว่าอาการปวดฟันอีกด้านจะหายไป เพราะอาการปวดฟันจะเป็นมากขึ้น ถ้าฟันซี่นั้น ๆ ถูกกระแทกบ่อย ๆ วิธีการง่าย ๆ ก็คือ การรับประทานอาหารที่ไม่ต้องใช้แรงเคี้ยว เช่น อาหารนิ่ม ๆ ไม่ควรเคี้ยวอาหารแข็ง ๆ หรือเหนียว ๆ ที่ต้องใช้แรงบดเคี้ยวมาก หรือให้เลี่ยงไปเคี้ยวอาหารอีกด้านหนึ่งของช่องปากแทน
    3. บ้วนปากด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) ที่มีความเข้มข้น 3% สักพัก ซึ่งจะช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการฟันผุได้
    4. การรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol), แอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพื่อช่วยลดอาการปวดจนกว่าจะไปพบทันตแพทย์ได้ ซึ่งโดยปกติจะรับประทานยาแก้ปวดครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง (ควรอ่านวิธีใช้ยาจากฉลากเพื่อรับประทานยาในปริมาณที่เหมาะสม) สำหรับยาแอสไพรินชนิดผงหรือเม็ดหรือยาแก้ปวดชนิดอื่น ๆ อย่าใส่ลงไปในรูฟันผุหรือบริเวณที่ปวดโดยตรง เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการปวดฟันแล้วความเป็นกรดอาจทำให้แก้มและเหงือกบริเวณใกล้เคียงเป็นแผลได้ด้วย
    5. อุดฟันชั่วคราว คุณอาจลองอุดโพรงหรือช่องในฟันที่ทำให้เกิดอาการปวดได้ด้วยตัวเอง โดยการใช้หมากฝรั่งหรือขี้ผึ้งสำหรับฟันจนกว่าจะไปพบทันตแพทย์ หรือตามร้านขายยาก็มีชุดอุดฟันชั่วคราวขาย (ทำมาจากซิงค์ออกไซด์หรือส่วนประกอบที่คล้ายกัน) ซึ่งมันจะช่วยลดแรงกดที่กระทบฟันและอยู่ได้นานถึง 2 สัปดาห์
    6. การกดจุดแก้ปวดฟัน เป็นวิธีที่ช่วยระงับอาการปวดฟันได้ชั่วคราวเหมือนการรับประทานยาแก้ปวด

    ดูได้ในหัวข้อด้านล่างเลยจร้าาา

    กดจุดแก้ปวดฟัน

    • จุดเหอกู่ ให้คว่ำฝ่ามือลง นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้แนบชิดติดกัน โดยจุดเหอกู่จะอยู่ตรงจุดสูงสุดของกล้ามเนื้อที่นูนขึ้นมาระหว่างนิ้วทั้งสอง (การหาจุดกดอีกวิธีคือให้กางหัวแม่มือและนิ้วชี้ออก แล้วให้ใช้นิ้วหัวแม่มืออีกข้าง (ตรงรอยแบ่งข้อหัวแม่มือข้อแรก) ทาบลงบนกลางง่ามมือ) แล้วให้ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่งกดอีกข้างหนึ่ง (ในกรณีที่กดตัวเอง) หรือให้คนอื่นกดให้ โดยใช้หัวแม่มือกดจุดทั้งสองพร้อม ๆ กัน (ใช้ในกรณีปวดฟันบน ถ้าปวดด้านซ้ายให้กดจุดเหอกู่ที่มือขวา ถ้าปวดด้านขวาให้กดจุดเหอกู่ที่มือด้านซ้าย)

    • จุดเจี๋ยเชอ ให้กัดฟันทั้งสองข้าง โดยจุดเจี๋ยเชอจะอยู่ตรงรอยนูนขึ้นของกล้ามเนื้อตรงแก้มทั้งสองข้าง แล้วให้ใช้หัวแม่มือกดและคลึงเบา ๆ บนจุดเจี๋ยเชอ (การกดจุดในตำแหน่งนี้ใช้ในกรณีที่ปวดฟันล่าง ถ้าปวดด้านใดก็ให้กดด้านนั้น)

    • จุดหยาท้ง จะอยู่ในตำแหน่งระหว่างนิ้วที่ 3 และ 4 บนฝ่ามือ ใต้ง่ามนิ้วประมาณ 1 นิ้ว แล้วให้ใช้นิ้วหัวแม่มือกดและคลึงเบา ๆ บนจุดหยาท้ง (การกดจุดในตำแหน่งนี้ให้ใช้กดเมื่อปวดทั้งฟันบนและฟันล่าง หรือปวดเฉพาะฟันบนหรือฟันล่าง และถ้าปวดด้านใดก็กดบนมือด้านนั้น)

    โปรดทราบว่าการกดจุดระงับอาการปวดฟันนี้สามารถระงับอาการปวดฟันได้ชั่วคราวเท่านั้น (เหมือนการรับประทานยาแก้ปวด) และควรได้รับการรักษาที่ต้นเหตุ

     

     

    อ้างอิงจาก : หาหมอดอทคอม.  “ปวดฟัน (Toothache)”.  (รศ.ทพ.เชวงเกียรติ แสงศิรินาวิน).

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : สัญญาณเตือน โรคเส้นเลือดในสมองตีบ

  • ว่ากันด้วยเรื่องการ วิ่ง แล้วดียังไงทำไมใครๆถึงชอบวิ่ง

    ว่ากันด้วยเรื่องการ วิ่ง แล้วดียังไงทำไมใครๆถึงชอบวิ่ง

    วิ่ง แล้วดียังไงทำไมใครๆถึงชอบวิ่ง

    วิ่ง เป็นการเบิร์นแบบคาดิโอ ทำให้ร่างกานแข็งแรง และช่วยให้ขากระชับขึ้น ใครที่คิดว่าวิ่งแล้วขาใหญ่เปลี่ยนความคิดใหม่นะจ๊ะ ไปดูนักวิ่งแต่ละคนสิ ขาเฟิร์มมากก!!!  แถมลดแซลลูไลท์เดินแล้วไม่กระเพื่อมชั่วร์!

    แล้วสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมช่วงแรกก็เบิร์นดีอยู่หรอก แต่พอวิ่งไปนานๆ น้ำหนักไม่ลด? กางเกงไม่หลวม? หนำซ้ำเพื่อนยังทักว่ากินจุกว่าเดิม! ซึ่งถ้าเราหันกลับไปมองนักวิ่งผู้ช่ำชอง หลายคนรักษาระดับไขมันไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งที่การวิ่งเป็นประจำทุกวันน่าจะเปลี่ยนรูปร่างพวกเขาได้บ้าง

    OLYMPUS DIGITAL CAMERA

    สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น

    • เข้าใจผิดเรื่องการกิน… วิ่งแล้วจะกินอะไรก็ได้

    เมื่อนักวิ่งบางประเภทเข้าใจว่า วิ่งแล้วจะกินอะไรก็ได้ เพราะการวิ่งเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานต่อเนื่อง หลังวิ่งเสร็จก็มีสิทธิ์ที่จะกินคาร์โบได้อย่างไม่รู้สึกผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะกินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งอาหารคลีน อาหารขยะ หรือขนมหวาน อีกอย่างการโหลดคาร์โบไฮเดรตของนักวิ่ง (carb-loading) เพื่อเอาไปใช้เป็นพลังงานขณะวิ่งระยะไกลมากๆ เช่น มาราธอน หรือฮาล์ฟมาราธอน ต้องกินในปริมาณที่เหมาะสมและระยะเวลาที่ใช่ ไม่อย่างนั้นถ้ากินเข้าไปมากเกินก็กลายเป็นไขมันสะสมอีก

    • วิ่งเยอะเกินไป

    ใช่แล้ว เมื่อการออกกำลังกายไม่ได้มีแต่ด้านดี ข้อเสียก็ยังมีให้เห็น หากว่าคุณออกกำลังกายมากเกินไปจนกล้ามเนื้อสะสมความเครียด ส่งผลต่อระดับฮอร์โมนควบคุมความสามารถในการเผาผลาญไขมัน โดยเฉพาะคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนแห่งความเครียด ที่ส่งผลต่อภาวะดื้ออินซูลิน บังคับให้คุณต้องกักเก็บไขมันรอบพุง (นี่ไง กลัวตายอีกแล้ว) อีกทั้งยังมีงานศึกษาด้านฮอร์โมนที่พบว่า นักวิ่งทางไกลหรือมาราธอนที่สะสมคอร์ติซอลไว้เป็นระยะเวลานาน ทำให้ร่างกายฟื้นฟูช้า ทำลายกล้ามเนื้อ (อย่าลืมว่ากล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญไขมัน) ส่งผลต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน และยิ่งคุณกินไม่ดี ระบบเผาผลาญจะยิ่งทำงานต่ำลง การลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนก็เป็นไปอย่างลำบากขึ้น

    • คิดว่าการวิ่งเท่านั้นที่ช่วยเผาผลาญไขมัน

    ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งของนักวิ่งหรือคนออกกำลังกายบนลู่คือ เชื่อถือตัวเลขบนหน้าปัดมากเกินไป ซึ่งนอกจากจะไม่ตรงกับความเป็นจริงแล้ว ยังทำให้คุณมองการออกกำลังกายและการเผาผลาญไขมันผิด ลองคิดตามว่าในแต่ละวัน ทุกกิจกรรมที่เราทำล้วนเผาผลาญไขมัน ไม่ว่าจะยืน กิน เดิน หรือนอน แต่จะเบิร์นมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน ต่อให้คุณไม่ออกกำลังกาย ร่างกายก็ยังเผาผลาญแคลอรีอยู่ดี (แต่เหตุผลที่ไม่ควรทิ้งเพราะการออกกำลังกายมีประโยชน์มากกว่าแค่ลดน้ำหนัก) ประเภทของการออกกำลังกายต่างหากที่ส่งผลต่อการเผาผลาญแคลอรีนอกฟิตเนส (เอาเข้าจริง คนเราใช้ชีวิตนอกฟิตเนสมากกว่านะ!)

    การวิ่งอาจเผาผลาญแคลอรีก็จริง แต่ข้อได้เปรียบของการสปรินต์ หรือการยกเวทคือพวกมันช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ด้วย ซึ่งกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญไขมันอีกที ยิ่งมีมาก คุณยิ่งเบิร์นมาก แม้ว่าจะแค่นั่งเฉยๆ

    วิ่งแล้วดียังไง เรามาดูกัน….

    • ระบบไหลเวียนดีขึ้น วิ่งวันละ 5 นาที เป็นประจำทำให้ ปอด หัวใจ ทำงานดีขึ้น ลดระดับไขมันในเลือด ป้องกันโรดหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวานและช่วยไม่ให้เป็นลมหน้ามืดง่ายๆ อีกด้วยค่ะ
    • ลดภาวะกระดูกพรุน ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะเมื่อควบคุมน้ำหนักได้ ข้อต่อกระดูกของเราจะลดภาวะในการรองรับน้ำหนักตัวลงทำให้ข้อต่อไม่เสื่อมง่าย
    • ผิวสวย เพราะขณะวิ่งร่างกายจะสูบฉีดเลือดทั่วร่างกาย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
    • ลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์  การวิ่งช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ การสูบฉีดเลือดจึงดีขึ้นทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น
    • ลดความอ้วน และลดคอเลสเตอรอล เพราะขณะวิ่งทำให้ร่างกายทุกส่วนได้ใช้พลังงาน และกล้ามเนื้อขาแข็งแรง คนที่วิ่งเป็นประจำจะควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย
    • ได้คนรู้จัก! หลายคนที่วิ่งจนได้แฟน! หรือได้รู้จักสังคมใหม่ๆ มีเพื่อนเพิ่มขึ้นจากการออกกำลังกาย IG, FACEBOOK, Line และอาจมีตั้งกลุ่มนักวิ่งด้วยกันเอง ซึ่งเป็นมิตรภาพที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

    อย่างที่บอกว่าไม่ใช่ว่าการวิ่งไม่ดี ข้อดีของการวิ่งมีมาก ทั้งดีต่อสุขภาพโดยรวม ช่วยคลายเครียด และทำให้ชีวิตเซ็กซ์สุดเริ่ด เพียงแต่หากคุณต้องการกำจัดน้ำหนักส่วนเกินด้วยการวิ่งวันละ 1-2 ชั่วโมงก็แล้ว แต่น้ำหนักยังคงเท่าเดิม (หรือเพิ่มขึ้น) บางทีคุณอาจต้องเปลี่ยนมาคาร์ดิโอด้วยวิธีอื่น เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือลดจำนวนวันวิ่ง แล้วเพิ่มเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ให้เวลากับมันสัก 1-2 เดือน อย่าใจร้อน เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่มีวันเกิดขึ้นในไม่กี่สัปดาห์

     

    ขอบคุณข้อมูลจาก : issue247

    ความอื่นที่น่าสนใจ : กินไขมันเพื่อลดไขมัน ketogenic ไดเอท

     

  • สัญญาณเริ่มต้นที่คุณอาจจะ ตั้งครรภ์

    สัญญาณเริ่มต้นที่คุณอาจจะ ตั้งครรภ์

    สัญญาณเริ่มต้นที่คุณอาจจะ ตั้งครรภ์ : อาการคนท้อง

    ตั้งครรภ์ หรือไม่?ทางเดียวที่จะรู้ได้ก็คือ ใช้เครื่องมือทดสอบการตั้งครรภ์ แต่ก็มีอาการบางอย่างที่บ่งชี้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่ ลองมาสังเกตอาการเหล่านี้กันดู คุณแม่ส่วนใหญ่เมื่อสังเกตได้ว่าประจำเดือนไม่มา ประกอบกับมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ก็อาจคิดว่าตัวเองนั้นกำลังตั้งครรภ์ แต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่เลย เนื่องจากอาจเป็นอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วจะกลับเข้าสู่สภาพปกติในภายหลังก็ได้ อย่างไรก็ตาม

    การตั้งครรภ์นั้นจะต้องมีอาการเตือนหลายอย่างแน่นอนและเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นชัดเจนทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งภาวะนี้จะแกว่งขึ้น ๆ ลง ๆ รวดเร็วมาก เพราะเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ต้องปรับให้พร้อมที่จะมีทารกในครรภ์ แต่คุณแม่บางรายก็แทบจะไม่ทันสังเกตการเปลี่ยนแปลงหรือแทบไม่มีอาการอะไรแสดงออกมาเลยก็ได้ ซึ่งเราสามารถสังเกตเองได้จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

    ผู้หญิงทุกคนทราบหรือไม่ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์?

    ผู้หญิงแต่ละคนจะมีอาการที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงประสบการณ์ การตั้งครรภ์ ด้วย นอกจากนี้อาการเริ่มแรกของการตั้งครรภ์มักจะคล้ายคลึงกับอาการก่อนและระหว่างมีประจำเดือน จึงเป็นเรื่องยากที่จะทราบได้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์อยู่

    ต่อไปนี้คืออาการเริ่มแรกที่พบได้มากที่สุดเมื่อตั้งครรภ์ แต่ก็ควรทราบว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีก ดังนั้นหากคุณมีอาการเหล่านี้ขึ้นมาก็ไม่ได้หมายความว่าคุณท้อง ซึ่งวิธีเดียวที่จะบอกได้ชัดเจนก็คือการทดสอบการตั้งครรภ์นั่นเอง

    • มีเลือดออกกะปริบกะปรอย และเป็นตะคริว

    หลังการปฏิสนธิ ไข่จะฝังตัวเข้ากับผนังของมดลูก นี่คือจุดเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ จะมีเลือดไหลออกมากระปริบกระปรอยเล็กน้อย และบางครั้งก็จะทำให้เป็นตะคริวด้วย

    เลือดชนิดนี้เรียกว่าเลือดที่เกิดจากการฝังตัว จะไหลออกมาในช่วง 6-12 วันหลังจากไข่ฝังตัวกับมดลูกแล้ว ส่วนอาการตะคริวจะคล้ายกับการปวดประจำเดือน ผู้หญิงหลายคนจึงเข้าใจว่าตัวเองกำลังจะมีประจำเดือนเป็นวันแรก อีกทั้งการที่จะมีเลือดไหลออกมาพร้อมกับตะคริวด้วยนั้นมีอาการเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง

    นอกจากจะมีเลือดไหลออกมาแล้วก็อาจสังเกตุได้ว่ามีของเหลวที่คล้ายน้ำนมสีขาวไหลออกมาจากช่องคลอด (ตกขาว) สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการหนาตัวขึ้นของผนังช่องคลอด ซึ่งเริ่มต้นขึ้นแทบจะพร้อมกับการปฏิสนธิ การเพิ่มตัวของเซลล์บริเวณผิวช่องคลอดนี้เป็นสาเหตุของของเหลวสีขาวดังกล่าว

    ของเหลวนี้จะไหลออกมาอย่างต่อเนื่องในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งมันไม่ได้เป็นอันตรายและไม่ต้องรับการรักษาใดๆ แต่หากเกิดมีกลิ่นเหม็นหรือทำให้รู้สึกแสบคัน ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบว่าคุณติดเชื้อยีสต์หรือเชื้อแบคทีเรียหรือเปล่า

    • รู้สึกเมื่อยล้า

    หากรู้สึกเหนื่อยล้ามากก็จัดเป็นเรื่องปกติสำหรับการตั้งครรภ์ในระยะแรก ซึ่งผู้หญิงจะเริ่มรู้สึกได้อย่างทันทีภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากการตั้งครรภ์ สาเหตุก็มาจากการเพิ่มระดับขึ้นของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน รวมกับอาการอื่นในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ระดับน้ำตาลในเลือดลดระดับลง ความดันโลหิตลดต่ำ และการถูกกระตุ้นให้ผลิตเลือด หลายสาเหตุรวมกัน

    หากความอ่อนล้านี้เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ ก็ให้คุณแม่พักผ่อนให้มากๆ ทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและธาตุเหล็กเยอะๆ จะชดเชยได้

    • ปัสสาวะบ่อย

    เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ใหม่ ๆ หรือในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ไตจะทำงานหนักมากกว่าปกติ เพราะปริมาณของเลือดในร่างกายมีเพิ่มขึ้น มดลูกที่โตขึ้นจากการตั้งครรภ์ จะต้องการเลือดไปเลี้ยงมดลูกมากกว่าปกติ ร่างกายจึงปรับตัวให้มีเลือดเพิ่มขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้น มีเลือดผ่านไตมากขึ้นกว่าเดิม จึงทำให้ไตกลั่นกรองเอาปัสสาวะมามากขึ้น และในขณะเดียวกันมดลูกที่อยู่ติดกับด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะก็มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย จึงไปเบียดและกดกระเพาะปัสสาวะ

    ทำให้พื้นที่ความจุของปัสสาวะมีน้อยลง ส่งผลให้คุณแม่ปัสสาวะบ่อยมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอาการเริ่มแรกของการตั้งครรภ์ แต่เมื่อถึงช่วงกลางของการตั้งครรภ์ มดลูกจะอยู่สูงขึ้น การกดทับกระเพาะปัสสาวะจะลดลง ทำให้การถ่ายปัสสาวะก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง และเมื่อใกล้คลอดช่วงที่หัวเด็กจะลดต่ำลงอีกครั้ง คุณแม่ก็จะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นอีกครั้งจนกว่าจะคลอด แต่ถ้าไม่ได้ตั้งครรภ์และยังมีการปัสสาวะบ่อย ๆ สาเหตุอาจมาจากความวิตกกังวล การใช้ยาขับปัสสาวะ การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ หรือมาจากโรคเบาหวาน

    • ปวดเกร็งในช่องท้อง

    ไม่ว่าจะเป็นการปวดประจำเดือนหรือตั้งครรภ์ในช่วงนี้นั้นยากที่จะบอกได้ แต่ถ้าคุณแม่รู้สึกปวดแบบหน่วง ๆ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ากำลังมีการยืดขยายของมดลูกให้พร้อมสำหรับการมีลูกก็เป็นได้

    • อารมณ์เปลี่ยนแปลง

    ซึ่งอาจเป็นผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้คุณแม่มีอารมณ์อ่อนไหว แปรปรวน หรือหงุดหงิดได้ง่าย บางทีใครทำอะไรไม่ถูกใจเพียงน้อย กลับทำให้อารมณ์เสียขึ้นมาได้ง่าย หรือบางครั้งแค่ได้ยินหรือได้ฟังเรื่องเศร้า ๆ ก็ร้องไห้ น้ำตาซึม หรือปล่อยโฮได้เลย ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้ แต่หลาย ๆ คนก็ไม่มีอาการแบบนี้ครับ และเมื่อผ่านพ้นช่วงนี้ไปอารมณ์ของคุณแม่ก็เข้าสู่ภาวะปกติ

    • รู้สึกเมื่อยล้า

    หากรู้สึกเหนื่อยล้ามากก็จัดเป็นเรื่องปกติสำหรับการตั้งครรภ์ในระยะแรก ซึ่งผู้หญิงจะเริ่มรู้สึกได้อย่างทันทีภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากการตั้งครรภ์ สาเหตุก็มาจากการเพิ่มระดับขึ้นของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน รวมกับอาการอื่นในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ระดับน้ำตาลในเลือดลดระดับลง ความดันโลหิตลดต่ำ และการถูกกระตุ้นให้ผลิตเลือด หลายสาเหตุรวมกัน

    หากความอ่อนล้านี้เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ ก็ให้คุณแม่พักผ่อนให้มากๆ ทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและธาตุเหล็กเยอะๆ จะชดเชยได้

    หญิงที่ตั้งครรภ์อาจมีอาการทั้งหมดเหล่านี้ หรือบางคนก็มีแค่ 1-2 ข้อ หากอาการเหล่านี้ทำให้คุณรู้สึกรำคาญ ก็ลองปรึกษากับสูติแพทย์ของคุณเพื่อขอรับคำแนะนำในการรักษาต่อไป

     

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : 5 สิ่งที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้เกี่ยวกับทารก(New mom)

  • กินไขมันเพื่อลดไขมัน ketogenic ไดเอท

    กินไขมันเพื่อลดไขมัน ketogenic ไดเอท

    กินไขมันเพื่อลดไขมัน Keto หรือ ketogenic มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าร่างกายผลิตโมเลกุลขนาดเล็กสำหรับการเผาผลาญที่เรียกว่า ” คีโตน ” ซึ่ง คีโตนที่ร่างกายเราใช้เพื่อเผาผลาญมีอยู่ 3 ชนิด ด้วยกัน

    1. อะซิโตน
    2. อาะซิโตนอะซิเตท
    3. เบต้าไฮดรอกซี

     

    Ketogenic Diet กินไขมันเพื่อลดไขมัน คีโตน เป็นแหล่งเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนของร่างกายเมื่อขาดน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) คีโตนจะมีการผลิตหากทานคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก (ซึ่งย่อยสลายลงในน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว) และมีปริมาณโปรตีนเพียงเล็กน้อย (โปรตีนส่วนเกินสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้)

    คีโตนผลิตในตับได้มาจากไขมัน พวกเขาจะใช้เป็นเชื้อเพลิงทั่วร่างกายรวมทั้งสมอง สมองเป็นอวัยวะที่หิวโหยที่ใช้พลังงานเป็นจำนวนมากทุกวันและไม่สามารถใช้ไขมันได้โดยตรง มันสามารถทำงานบนกลูโคส … หรือคีโตน

     

     

     

    • สมองกินพลังงานประมาณ 20% ของร่างกายทุกวันแม้ว่าจะมีเพียง 2% ของมวลร่างกายเท่านั้น

     

    • โบนัสที่ดีสำหรับการลดน้ำหนักหากคุณได้รับสมองที่หิวโหยของคุณเพื่อเผาผลาญไขมันให้คุณ 24-7

     

    • หมายเหตุอีกประการหนึ่ง: คีโตซิสคือเหตุผลที่ความคิดเก่า ๆ ว่า “สมองต้องการคาร์โบไฮเดรต”

     

     

     

    เกี่ยวกับอาหาร ketogenic ร่างกายทั้งหมดของคุณจะเปลี่ยนแหล่งจ่ายน้ำมันเพื่อใช้ไขมันส่วนใหญ่เผาผลาญไขมัน 24-7 ระดับอินซูลินมีค่าต่ำมากและการเผาผลาญไขมันก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มันกลายเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าถึงร้านค้าไขมันของคุณที่จะเผาไหม้พวกเขาออก นี่เป็นวิธีที่ดีหากคุณกำลังพยายามลดน้ำหนัก แต่ก็มีประโยชน์อื่น ๆ ที่ไม่ค่อยได้เช่นความหิวน้อยลงและการจัดหาพลังงานอย่างต่อเนื่องทำให้คุณตื่นตัวและมุ่งเน้น 

    เมื่อร่างกายผลิตคีโตนจะเข้าสู่สถานะการเผาผลาญที่เรียกว่า คีโตซีส วิธีที่เร็วที่สุดคือการอดอาหารไม่ใช่การกินอะไร แต่ไม่มีใครสามารถทำกินได้ตลอดไป

    ในทางกลับกันอาหารคีโตอาจกินได้ตลอดไปและส่งผลให้เกิดคีโตซิส มีประโยชน์มากมายในการถือศีลอดซึ่งรวมถึงการลดน้ำหนักโดยไม่ต้องอดอาหาร

     

    คีโตนเป็นเชื้อเพลิงสมอง

    เป็นความเข้าใจผิดกันว่าสมองต้องการทานคาร์โบไฮเดรต ความจริงก็คือสมองมีความสุขในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตเมื่อคุณกิน แต่ถ้าคุณไม่กินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปสมองก็มีความสุขที่จะเผาผลาญคีโตนแทน

    นี่เป็นหน้าที่ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการอยู่รอดขั้นพื้นฐาน เนื่องจากร่างกายสามารถจัดเก็บคาร์โบไฮเดรตได้เพียง 1-2 วันเท่านั้นสมองจะรีบปิดตัวลงหลังจากผ่านไปสองสามวันโดยไม่มีอาหาร หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือต้องเปลี่ยนโปรตีนจากกล้ามเนื้อของเราให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคสซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิผลมากเพียงเพื่อให้สมองเดินต่อไป ที่จะทำให้เราเสียไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมั่นใจได้ว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์แทบจะไม่สามารถมีชีวิตรอดมาได้นับพันปีก่อนที่เราจะมีอาหารได้ถึง 24-7 มื้อ

    โชคดีที่ร่างกายของเรามีพัฒนาการที่ชาญฉลาดกว่านั้น โดยปกติเรามีร้านค้าไขมันที่มีอายุการใช้งานเพื่อให้เราสามารถอยู่ได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ (ถ้าไม่ใช่เดือน) โดยไม่มีอาหาร คีโตซิสเป็นวิธีที่ร่างกายจะทำให้แน่ใจได้ว่าสมองสามารถวิ่งบนร้านไขมันเหล่านั้นได้ด้วย

    บรรทัดด้านล่าง: เราไม่จำเป็นต้องทานคาร์โบไฮเดรตใดเลย สมองสามารถใช้ไขมันได้อย่างมีความสุข

    หลายคนรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นและเน้นเมื่อสมองได้รับการทำงานในคีโตนที่ทำจากไขมัน และแน่นอนว่าจะทำให้การสูญเสียไขมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากคุณกำลังพยายามลดน้ำหนัก

     

     

    ใครไม่ควรทำอาหาร ketogenic?

    มีหลายตำนานและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหาร keto แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วมันปลอดภัยมาก อย่างไรก็ตามมี 3 กลุ่มที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ

    • คุณใช้ยารักษาโรคเบาหวานเช่นอินซูลินหรือไม่? มากกว่า
    • คุณใช้ยาเพื่อความดันโลหิตสูงหรือไม่? มากกว่า
    • คุณให้นมบุตร ? มากกว่า

    ประโยชน์ของคีโตซิส

    มีประโยชน์หลายอย่างของคีโตซิส โดยการให้ร่างกายและสมองมีพลังงานเหลือใช้เกือบไม่ จำกัด คุณสามารถเพิ่มความอดทนทางจิตใจและร่างกายของคุณได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความหิวอำนวยความสะดวกในการสูญเสียน้ำหนักได้อย่างง่ายดาย

    นอกจากเป็นที่ได้รับในคีโตซีสต้องกินคาร์โบไฮเดรตน้อยมากที่จะสามารถได้อย่างมีประสิทธิภาพกลับเบาหวานชนิดที่ 2 คีโตซิสยังใช้เป็นเวลานานในการควบคุมโรคลมชัก – มักไม่มียาเสพติด

    แม้จะเกินกว่านี้ก็แสดงให้เห็นสัญญาที่ดีสำหรับเงื่อนไขอื่น ๆ อีกหลายอย่างเช่นการปรับปรุงสิว , ย้อนกลับ PCOSและบางทีแม้แต่การรักษาโรคมะเร็งสมอง

     

     

    สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเข้าถึงคีโตซิสคือการหลีกเลี่ยงการทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป คุณอาจต้องเก็บคาร์โบไฮเดรตไว้ต่ำกว่า 50 กรัมต่อวันของคาร์โบไฮเดรตสุทธิซึ่งต่ำกว่า 20 กรัม คาร์โบไฮเดรตน้อยลงมีประสิทธิภาพมากขึ้น

     

    ผลข้างเคียง

    เมื่อเริ่มรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ carbogen และการเข้าถึงคีโตซิสก็พบได้บ่อยในช่วงสัปดาห์แรก ความเป็นไปได้รวมถึงอาการปวดหัวง่วง, หงุดหงิด , ปวดขา , อาการท้องผูกและใจสั่นหัวใจ

    ผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะค่อนข้างน้อยและชั่วคราวและส่วนใหญ่ของพวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการรับของเหลวและเกลือเพียงพอ

     

    พยายามหลีกเลี่ยง

    นี่คือสิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยงในอาหารคีโต – อาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีน้ำตาลและแป้งมาก ซึ่งรวมถึงอาหารประเภทแป้งเช่นขนมปังพาสต้าข้าวและมันฝรั่ง อาหารเหล่านี้เป็นคาร์โบไฮเดรตสูงมาก

     

    ซึ่งหมายความว่าในอาหารโคโตคุณจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นน้ำตาลอย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับอาหารที่เป็นแป้งเช่นขนมปังพาสต้าข้าวและมันฝรั่ง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านโภชนาการ keto ของเราแทน

    นอกจากนี้อาหารควรมีไขมันสูงและมีโปรตีนสูงพอควร (เนื่องจากโปรตีนส่วนเกินสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดในร่างกายได้) หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์อาหารที่มีไขมันต่ำ แนวทางที่หยาบเป็นพลังงานประมาณ 5% จากคาร์โบไฮเดรต (คาร์โบไฮเดรตน้อยกว่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น), โปรตีน 15-25% จากโปรตีนและประมาณ 75% จากไขมัน

     

    Credit by dietdoctor.com

    บทความอื่นๆ  สูตรละลายไขมันในเส้นเลือด

  • ภัยแฝงจาก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กับไตวายระยะสุดท้าย

    ภัยแฝงจาก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กับไตวายระยะสุดท้าย

    บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กับไตวายระยะสุดท้าย ติดมาม่า

    บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เหมาะกับยุคประหยัดเข็มขัดรัดติ้วแบบนี้ อาหารชนิดหนึ่งที่ เชื่อว่าแทบทุกบ้านต้องมีติดไว้คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่มีราคาถูก ทั้งยังกินง่ายประหยัดเวลา และเพราะรูปแบบการกินง่ายดายเช่นนี้เอง ที่ทำให้เรามองข้ามความใส่ใจถึงภัยร้ายที่แฝงมาพร้อมกับการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบผิดวิธี

    ภัยแฝงและส่วนประกอบของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

    • มีส่วนผสมของแป้งสาลีในกรรมวิธี การผลิตถึง 60-70%
    • ส่วน 15-20% เป็นไขมันในซองเครื่องปรุง (น้ำมันทอดบะหมี่สำเร็จรูปมักเป็นน้ำมันพืชราคาถูก ซึ่งมีคุณสมบัติแตกตัวเป็น “กรดไขมันชนิดทรานส์” ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุการกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจ)
    • ที่เหลืออีก 5-6% เป็นเกลือและผงชูรส ทั้งยังมีปริมาณโซเดียมเกินความต้องการของร่างกายปนอยู่มาก ซึ่งเป็นอันตรายต่อไต และยังจะทำให้ความดันโลหิตสูงอีกด้วย

    ถ้าหากหลีกเลี่ยงที่จะทานไม่ได้

    ทางกระทรวงสาธารณสุขเขาก็มีข้อแนะนำว่าให้ ใส่ไข่ ผัก หรือเนื้อสัตว์ลงไปด้วย เพื่อเพิ่มสารอาหารและป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ควรเลือกซื้อบะหมี่สำเร็จรูปที่เขียนกำกับว่า เพิ่มสารไอโอดีน ธาตุเหล็ก และวิตามินเอ ไว้หน้าซอง

    ไม่ควรทานบะหมี่สำเร็จรูปดิบๆ เพราะเส้นบะหมี่นั้นจะไปพองตัวในกระเพาะอาหารอาจทำให้ท้องอืดได้ และไม่ควรทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากกว่าวันละ 1 ซอง เพื่อป้องกันโรคต่างๆ ที่แทรกมาพร้อมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

    วันนี้มีเคสชายไทยคนหนึ่งจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง….

    ด้วยความสงสัย เพราะจากอายุเพึ่ง 35 ปี แต่เป็นไตวายแล้ว เพราะดูจากสภาพภายนอกไม่น่าจะเป็นแต่กำเนิด

    ตอนแรกไม่กล้าถามเพราะหน้าโหด แต่พอได้คุยแล้วหน้าโหดแต่โคตรเฟรนด์ลี่คร่า………

    จากการสอบถามพบว่า คนไข้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนักมาก กินตั้งแต่เรียนปี 1 ตอนอยู่หอพัก กินวันละหลายๆซอง เหตุผลเพราะขี้เกียจออกข้างนอก และสะดวกดี คือแบบว่าตุนเป็นเป็นลัง บวกกับเป็นคนที่ดื่มน้ำน้อยมาก กินยาวมานานจนถึงตอนทำงาน และไม่มีอาการใดๆ อาจด้วยเพราะพื้นฐานร่างกายเป็นคนแข็งแรง

    4เดือนก่อนหน้านี้ คนไข้มีอาการเหนื่อยง่าย ดำน้ำได้แป้บเดียวคือเหนื่อยมาก แล้วมีอาการบวมที่หน้าผ่านการตรวจจากโรงพยาบาลมาสามที่ ถึงได้ทราบว่าเป็นไตวายระยะสุดท้าย ปัจจุบันคนไข้ต้องทำเส้นเลือดที่แขนเพื่อล้างไตต้องทำการล้างไต อาทิตย์ละ 4 วัน วันละ 3-4 ชม. คิดดูคะว่า คนไข้สามารถใช้ชีวิตได้อาทิตย์ละสามวัน ไปทำงานที่อื่นก็ไม่ได้ เพราะสิทธิการรักษาอยู่ที่นี้

    ไต เปรียบเสมือนเครื่องกรองของเสียของร่างกายเมื่อวายแล้วก็ไม่สามารถกู้คืน คนไข้ก็ต้องล้างไตไปตลอดชีวิต ไตวายไม่ใช้เรื่องไกลตัว เพราะเกลือคือความเค็มเราได้รับมันตลอดเวลา วิธีการดูแลตัวเองง่ายๆ คือการดื่มน้ำ ดื่มให้ได้วันละ 8-10 แก้ว ออกกำลังกายบ้าง เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงอาหารรสจัดเพียงเท่านี้ สุขภาพดีไม่ไกลเกินเอื้อม…….

    โทษของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

    • ขาดสารอาหาร

    บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซองมีสารอาหารน้อยมาก มีแค่ คาร์โบไฮเดรต โซเดียม และไขมัน เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อร่างกายที่ควรได้รับในแต่ละวัน และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะไปบล็อกสารอาหารไม่ให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ นอกจากนี้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ไม่ควรรับประทาน

    • โรคอ้วน

    เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้อ้วนง่าย และในเครื่องปรุงมีโซเดียมอยู่ปริมาณมาก ส่งผลให้ตัวบวมน้ำ การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากเกินไปจึงทำให้เกิดโรคอ้วนได้

    • มีสารก่อมะเร็ง

    ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีสาร สารสไตโรโฟม เป็นสารเคมีที่พบมากในกล่องโฟม สารนี้จะเข้าไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งในร่างกายของเราให้เจริญเติบโตเร็วขึ้น

    • มีผงชูรสมาก

    ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีผลชูรสอยู่มาก ซึ่งทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีรสชาติอร่อย กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ถ้าใครมีอาการแพ้ผงชูรสก็อาจได้รับผลกระทบแบบเฉียบพลันทันที โดยจะมีอาการ อาการวิงเวียนศีรษะ มีผื่นคัน อาเจียน หน้าแดง ได้

    • ท้องอืด อาหารไม่ย้อย

    บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประกอบไปด้วยแป้งซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรต และคาร์โบไฮเดรตจัดว่าเป็นอาหารที่ย่อยยาก และยังมีผลต่อระบบลำไส้และระบบย่อยอาหารของเรา ทำให้อาหารไม่ย่อย ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง

    คำแนะนำควรเลือกซื้อบะหมี่สำเร็จรูปที่เขียนว่า เพิ่มสารไอโอดีน ธาตุเหล็ก และวิตามินเอ ไว้หน้าซอง และไม่ควรทานบะหมี่สำเร็จรูปดิบ ๆ เพราะเส้นบะหมี่จะไปพองตัวในกระเพาะ อาจทำให้ท้องอืดได้

     

     

     

     

     

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : อาหารที่ไม่ควรทานบ่อย เสี่ยงจะเป็นโรค

  • 3 สิ่งที่สามารถงอกได้ในร่างกายเรา

    3 สิ่งที่สามารถงอกได้ในร่างกายเรา

    3 สิ่งที่สามารถงอกได้ ในร่างกายเรา

    คนทั่วรู้อยู่แล้วว่า เล็บและเส้นผม สามารถงอกมาใหม่ได้เรื่อยๆ แต่หารู้ไม่นั้นว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้อีก คือ “ตับ” นั่นเอง งงละสิ !!  งงเหมือนกัน ข้อมูลนี้เป็นการค้นคว้าของประเทศสหรัฐอเมริกา มีรายละเอียดอย่างไร ไปติดตามกันได้เลย

    1.เล็บ

    การดูแลเล็บให้สะอาด และตัดเล็บให้สั้นพอดี เป็นส่วนหนึ่งการดูแลสุขภาพเท้าและสุขภาพมือ โดยเฉลี่ยแล้วเล็บมืองอกยาววันละ 0.1 มิลลิเมตร นั่นคือเดือนละ 3 มม. หากเล็บมือหลุด จะต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน จึงจะงอกทดแทนใหม่ได้หมด ส่วนเล็บเท้านั้นงอกช้ากว่าเล็บมือ 2 ถึง 3 เท่า จึงกินเวลานาน 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งจึงงอกทดแทนได้ ดังนั้น เมื่อเป็นโรคเชื้อราที่เล็บมือ แพทย์จึงต้องให้ยากินเพื่อฆ่าเชื้อรานานต่อเนื่องกันถึง 6 เดือน ส่วนโรคเชื้อราที่เล็บเท้านั้น ต้องได้รับยาต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เล็บจะงอกเร็วในช่วงวัยเด็ก ขณะตั้งครรภ์ และฤดูร้อน นอกจากนั้น การกัดเล็บ พิมพ์ดีด และเล่นเปียโน ก็ช่วยเร่งให้เล็บยาวเร็วขึ้น นิ้วที่ยิ่งยาว เล็บยิ่งงอกเร็ว ดังนั้น เล็บมือของนิ้วกลางจึงงอกเร็วที่สุด พบว่าเล็บมือของมือขวา มักงอกเร็วกว่าเล็บมือของมือซ้าย เมื่อมีอายุมากขึ้น เล็บจะงอกช้าลง จากช่วงอายุ 25 ปีถึง 95 ปี พบว่าอัตราการงอกของเล็บลดลงได้ถึงร้อยละ 50 เลยทีเดียว คนชราจะมีการหนาตัวของเล็บ โดยเฉพาะเล็บเท้าทำให้เล็บเท้าผิดรูปผิดร่างไปได้

    2. เส้นผม

    รูขุมขน (Follicular unit) บนหนังศีรษะมีประมาณ ห้าหมื่นรูขุมขน ในหนึ่งรูขุมขน จะมีผมงอกได้ 1-4 เส้น เส้นผมที่แข็งแรงสามารถยืดตัวออกได้ประมาณ 20-30 % ของความยาวที่เป็นอยู่โดยปกติ เส้นผมของเรามีวงจรชีวิตอยู่ในช่วง     2 – 6 ปี และส่วนใหญ่แล้วผมจะยาว1/2 นิ้ว ต่อเดือน ผมที่อยุ่ในระยะพัก จะหยุดเจริญเติบโต และหลังจากนั้น 2 – 3 เดือนก็จะร่วงหลุดไป เมื่อเส้นผมหลุดร่วงไป ก็จะมีผมเส้นใหม่เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่ นี่คือวงจรชีวิตของผมปกติ

    3. ตับ

    การศึกษาค้นคว้าของมหาวิทยาลัยไอโอว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยมีการพูดถึงเรื่องการเกิดใหม่ของตับว่า นอกจากตับจะเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายแล้ว ยังเป็นอวัยวะเพียงชิ้นเดียวที่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทนเซลล์เก่าที่ถูกทำลาย หรือเสียหายไปได้ แต่การงอกใหม่นี้ไม่ได้เกิดได้กับทุกกรณี มีการอธิบายไว้ว่า แม้ว่าเซลล์ของตับส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะที่หยุดแบ่งตัวแล้ว แต่จะมีแค่ประมาณ 1 ใน 20,000 เซลล์เท่านั้นที่อยู่ในระยะแบ่งตัว โดยปกติแล้วเซลล์ตับจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 5 เดือน นั่นหมายความว่าเมื่อตับได้รับอันตรายทำให้เซลล์ตาย หรือเนื้อตับถูกตัดออกไป เซลล์ตับก็จะสามารถแบ่งตัวกลับมาทำให้ตับมีขนาดเท่าเดิมได้ แต่ทั้งนี้ การจะแบ่งตัวได้ก็จะต้องได้รับสารกระตุ้น (Hepatocycle Growth Factor) ที่มาจากเลือด หรือเซลล์ใกล้เคียงตับจะสามารถซ่อมแซมบริเวณที่เสียหายภายในระยะเวลา 30 วัน ดังนั้นสิ่งที่คืนมา คือขนาดของตับที่งอกขึ้นมาเท่าเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าลักษณะรูปร่างของตับจะกลับมาเหมือนเดิมแบบ 100%

     

    Credit by  www.acu.ac.th

    บทความอื่นๆ   “การต่อสู้ของคุณไม่ใช่สิ่งที่ต้องซ่อน” ช่างภาพหนุ่มถ่ายภาพภรรยาที่ต้อง “ต่อสู้กับโรคมะเร็ง”

  • “การต่อสู้ของคุณไม่ใช่สิ่งที่ต้องซ่อน” ช่างภาพหนุ่มถ่ายภาพภรรยาที่ต้อง “ต่อสู้กับโรคมะเร็ง”

    “การต่อสู้ของคุณไม่ใช่สิ่งที่ต้องซ่อน” ช่างภาพหนุ่มถ่ายภาพภรรยาที่ต้อง “ต่อสู้กับโรคมะเร็ง”

    : ช่างภาพผู้เป็นสามีถ่ายภาพการ ต่อสู้กับโรคมะเร็ง ของภรรยาของเขา ในชุดของภาพ heart-wrenching (บีบหัวใจ)

    • Faye Eid อายุ 26 ปีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่และได้รับเคมีบำบัดที่ก้าวร้าวเป็นเวลา 6 เดือน
    • สามีของเธอ Jarred ช่างภาพงานแต่งงานเริ่มถ่ายรูปในช่วงเวลาที่สูงและต่ำ
    • ภาพแสดงให้เห็น Faye เมื่อเธอป่วยเธอต้องโกนผมและหลังจากอาการเลือดออกในสมองที่สุดแสนจะทรมาน
    • คู่รักต้องการที่จะเผยให้เห็นการต่อสู้ของโรคมะเร็งเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพวกเขา ‘ต้องคิดบวก’

    เมื่อเพื่อนหรือญาติคนแรกพบว่า Faye Eid มีมะเร็งหลายคนก็มีคำตอบเหมือนกัน  “คุณจะโอเค”

    เธอเปิดร้านขายดอกไม้ วัย 26 ปี แห่งรัฐควีนส์แลนด์ คุณป้าของฉันมีโรคมะเร็งที่แตกต่างไปจากคุณอย่างสิ้นเชิงและพวกเขาก็สบายดี!

    แต่ Faye ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่ ในปี 2560 โดยเธอต้องได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นเวลา 6 เดือน เธอรู้สึกแย่มาก

    และขอขอบคุณสามีของเธอ Jarred ช่างภาพงานแต่งงานซึ่งเป็นผู้บันทึกการเดินทางของเธอในชุดรูปถ่ายที่เต็มไปด้วยความหวังและเสียใจ Faye กำลังแสดงให้โลกเห็นว่าไม่เป็นไร

     

    ช่างภาพงานแต่งงาน Jarred Eid ได้รวบรวมภาพลักษณ์ที่น่าทึ่งและน่าสะพรึงกลัวของภรรยา Faye ของเขาขณะที่เธอได้รับการรักษามะเร็งรังไข่อย่างเข้มงวดเป็นระยะเวลาหกเดือน เธอเป็นภาพที่นี่ในวันแรกของเธอของเคมีบำบัด

     

    ‘ภาพนี้เป็นสิ่งที่ฉันรักมากที่สุดในหลักสูตรเคมีบำบัดของ Faye’ Jarred เขียน “มันสามารถจับภาพสถานการณ์ที่เรามองไม่เห็นโดยรอบและความสามารถของ Faye ในความหวังและมองขึ้นมาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

     

    “ตอนนี้สัปดาห์หนึ่งกำลังดีอยู่แล้ว Faye หลับตลอดทั้งวันที่ฝนตกและช่วงการทำคีโมของเธอส่วนใหญ่ ฉันรู้ว่าชีวิตตอนนี้แตกต่างกันไป แต่รู้สึกรู้สึกสงบนิ่งที่เธอจะได้รับมัน ‘

     

    ‘หลังจากไม่กี่วันดวงอาทิตย์ก็ออกมาและ Faye รู้สึกดีหลังจากเดิน ช่วงเวลาแห่งความสุขเหล่านี้เป็นช่วงพักที่ยินดีต้อนรับจากรุ่นที่เหนื่อยล้า

     

    Faye ป่วยหนักด้วยการปวดท้องอยู่เป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่แพทย์จะตรวจพบว่าเธอเป็นมะเร็งรังไข่ เธอได้รับการวินิจฉัยโดยบังเอิญ

    ทางโทรศัพท์จากผู้ประสานงานด้านมะเร็งที่คิดว่าหมอเคยพูดกับเธอแล้ว

    เธอบอกกับ Daily Mail Australia ว่า “ฉันรู้สึกตกใจมาก ๆ และเต็มไปด้วยคำถามฉันใช้เวลา 2 อาทิตย์ ถึงจะยอมรับและเข้าใจกับทุกอย่าง

    แพทย์บอก Faye และ Jarred ว่ามะเร็งของเธอสามารถรักษาได้ดี แต่มะเร็งดื้อยา ต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด

    Jarred วัย 27 ปีได้ถ่ายรูปใบหน้า Faye ก่อนที่เธอจะเริ่มบำบัดด้วยเคมีบำบัด เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเธอตั้งแต่เริ่มจนจบการบำบัด

    กระบวนการเริ่มต้นที่เหนื่อยล้า และ Faye เพิ่งทนมาได้เพียง 4 ชั่วโมง ต่างจากพยาบาลที่พร้อข-มสำหรับการใส่สายออกซิเจน และเจาะเข็มลงบนที่แขนของเธอ

     

    เช้าวันรุ่งของจากคืนที่ยากลำบากจากการพยายามนอนหลับ ทั้งที่นอนไม่หลับ Faye พบว่ามันยากที่จะได้รับความสะดวกสบายเนื่องจากความเจ็บปวดทั้งหมด

     

    ความโล่งใจหลังจากรอบแรก ถ้านี่คือสิ่งที่ต้องเป็น อาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เธอใช้เวลาหลายวันในการร้องไห้ระหว่างที่เข้าห้องน้ำเพื่ออาเจียนด้วยความทรมาน

     

    Faye พักอยู่ที่โรงพยาบาลและใช้โทรศัพท์จากเพื่อนที่รักใครจะอยู่กับเราผ่านการเดินทางทั้งหมดนี้ ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและความมั่นใจช่วยเติมพลังให้กับเรา

     

    ” ในตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจ ”  เขากล่าวถึงโครงการถ่ายภาพ  เมื่อฉันมีโอกาสฉันมักจะถ่ายภาพด้วย iPhone เล็กๆ น้อยๆ

    “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำโครงการตั้งแต่เริ่มแรกมันเป็นเพียงปฏิกิริยาธรรมชาติเท่านั้น”

    Faye กล่าวว่าตอนแรกเธอไม่ได้ตระหนักว่า Jarred ถ่ายรูป “จนกระทั่งเมื่อได้รับเคมีบำบัดแล้วฉันรู้ว่าเขาได้รับการจดบันทึกไว้ตลอดเวลา” เธอกล่าว ‘แต่ฉันคาดหวังแบบนั้น’

     

    แม้ว่านี่ไม่ใช่ภาพสวย ๆ ของภรรยา แต่ก็เป็นมุมมองที่ฉันได้เห็นมาหลายสัปดาห์ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของเธอแย่ลง ท่ามกลางความเจ็บปวดของกลุ่มคนที่อยู่โรงพยาบาล ฉันไม่รู้จะอธิบายว่ายังไง แต่ฉันรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องซ่อนความจริงของสิ่งที่เรากำลังจะผ่านรู้ว่ามันจะดี

     

    วันๆ นึงเธอใช้ชีวิตอยู่กับถุงอ้วกซะมากกว่า มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันอยากจะรับความเจ็บปวดนี้เอาไว้ซะเอง

     

    เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวของ Faye ลดลงบางครั้งเธอก็มีไข้ เรากลับมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบห้อง X – ray เป็นห้องที่คุ้นเคย

     

    ‘นี่คือ Faye, กลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งต่อสู้กับการเข้าห้องน้ำถึง 14 ครั้ง นี่เป็นส่วนหนึ่งของเคมีบำบัดที่คุณไม่ค่อยคาดหวังว่าเธอจะน่าดู

    Jarred ชอบเล่าเรื่องราวและคิดว่าสำคัญมากสำหรับเขาที่จะเล่าเรื่องที่มีความสำคัญในชีวิต หลังจากที่ภาพแรกคอลเลกชันเริ่มต้นด้วยการที่ Jarred เป็นคนโปรดของกลุ่ม ภาพที่ Faye อยู่โรงพยาบาลมองออกไปนอกหน้าต่างวงกลมดวงตาของเธอหันขึ้นสู่ท้องฟ้า  “เธอแค่อยู่ที่นั่นเงยหน้าขึ้นมองและมันก็มืดและฝนตก” Jarred กล่าว “นี่เป็นวันแรกของการรักษาด้วยเคมีบำบัดและเราไม่รู้ว่าเราเป็นอย่างไร แต่เธอดูเหมือนจะมีความหวังจริงๆ”

    หลังจากที่ผมของเธอเริ่มร่วง จึงตัดสินใจว่าจะโกนผมออก เธอดูสวย เป็นไม่กี่วันที่แปลกๆ เพราะคนที่อยู่รอบตัวเธอปรับตัวให้เข้ารูปลักษณ์ใหม่ของเธอ เขาคิดว่าเธอต้องการโกนเป็นแค่แฟชั่น

     

    Faye ร้องไห้มองกระจก เธอเห็นความเป็นจริงในการไม่มีผมและรู้สึกน่าเกลียด แทบไม่มีความกังวลใด ๆ สำหรับ Fayeวันนี้เธอแต่งหน้าเป็นครั้งแรกหลังจากที่เธอโกนผม

     

    นอนเป็นยาที่ดีที่สุดสำหรับวันที่ไม่ดีเช่น Faye ไม่รู้สึกเจ็บปวดและมันทำให้เวลาผ่าน

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    มีภาพจำนวนมากของ Faye นอนหลับเคมีบำบัด ที่รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่อยู๋บนใบหน้าของเธอแม้ในขณะที่เธอพักผ่อน มีบางภาพที่บีบหัวใจโดดเด่นที่สุดของคอลเล็คชั่นนี้ก็คือ ภาพความใกล้ของใบหน้าของ Faye ความเจ็บปวดที่เห็นน้ำตาคลอที่อยู่ภายในดวงตาของเธอ

     

     

    นื่องจากระบอบเคมีของ Faye เข้มข้น, เธอคลื่นไส้และไม่สามารถกินอาหารได้ ในระหว่างการรักษาน้ำหนักของเธอหายไปกว่า 10 กิโล ในช่วงที่เราหมดหวังสิ่งที่เธอทำคือ ดื่มโค้กแช่เย็น เรื่องสนุกเรื่องเดียวที่เธอได้ทำ

     

    “ฉันอยากจะจับความรู้สึกของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ” 

    ชุดภาพ ” การเดินทางของ Faye ” รวมถึงการเริ่มต้นจนถึงวันสุดท้ายของการรับเคมีบำบัดของเธอ

    โดย Jarred

    เพียงไม่กี่วันหลังวันคริสต์มาส Faye ก็หายตัวไปและร้องว่าปวดหัว เธอใช้ถุงขยะเป็น 10 ใบ อย่างรวดเร็ว และ เธอเลือดออกในสมอง เป็นเวลา 48 ชั่วโมง Faye ไม่สามารถพูดหรือจำใครรอบตัวเธอได้เลย มันเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวที่ต้องเจอสำหรับ Jarred ที่พยายามดิ้นรนเพื่อดูการรักษาด้วยเคมีบำบัดจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับภรรยาของเขาเป็นเวลาหลายเดือน เธอมีไหวพริบจริงๆ และเธอพยายามทุกทางเพื่อจำว่าเธอเป็นใคร เขากล่าว การได้เห็นเธอพยายามจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของสิ่งที่เธอกำลังจะผ่านไปเพื่อที่จะเห็นเธออยู่ในสถานะนั้นเป็นสิ่งที่ยากมาก ดูเหมือนเธอติดและขังอยู่

    ผลของยาเคมีบำบัดได้รับผลกระทบและใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปเนื่องจากยาที่เธอได้รับ สิ่งนึงที่ฉันรู้คือเธอแข็งแกร่งกว่าที่เธอคิด และเธอพยายามต่อสู้กับความเจ็บปวด

     

    หลังจากนั้นไม่นานเธอกุมหัวและบอกว่ามีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง หลังจากนั้นแพทย์ 20 คน พยายามช่วยกันดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ หมอกลับมาก่อนเที่ยงคืนเพื่ออธิบายว่า Faye มีเลือดออกในสมองของเธอ

     

     

     

    บางครั้งภาพที่เราเห็นจากผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นคนที่มีรอยยิ้มใหญ่บนใบหน้าของพวกเขาและมันทำให้เรารู้สึกดีขึ้น

    “เรามักจะได้ยินการสิ้นสุดการเดินทางของใครบางคนและเราได้ออกมาในรูปแบบอื่น ๆ และไม่เป็นไร แต่เราต้องการแบ่งปัน “

    ฉันต้องการให้ผู้คนนำรูปถ่ายออกจากรูปถ่ายที่ไม่น่าอายที่จะแชร์การต่อสู้ของคุณ

    “การต่อสู้ของคุณไม่ใช่สิ่งที่ต้องซ่อนตัวหรืออับอาย แต่เป็นสิ่งที่คุณสามารถใช้เพื่อช่วยให้และช่วยเหลือผู้อื่นได้” 

     

    สิ่งใหม่ที่เธอได้รับในช่วงเวลาที่สิ้นหวัง ที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก บางครั้งแค่หมายถึงการดื่มสุรา ดูซีรี่ส์

     

    เรารู้ว่าสิ่งที่สำคัญและได้เรียนรู้ว่าครอบครัวมีไว้เพื่ออะไร น่าประหลาดใจที่เพื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือแมวสองตัวของเรา…ไม่ต้องมีคำพูดใด เพียงแค่พวกเรา

     

    คุณอาจจะไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้คุณต้องเป็นมะเร็ง มันเป็นขโมย และ มันขโมยไปแล้ว แต่แม้ท่ามกลางความยุ่งเหยิงคุณก็จะเห็นความสวยงามในชีวิต.เราค้นพบว่าเราต้องการ.ดังนั้นในหลาย ๆ วิธีมันทำให้เราทุกคนเติบโตอย่างสมบูรณ์

     

    Credit by  www.dailymail.co.uk

    บทความอื่นๆ  10 อวัยวะที่ “เสื่อมสภาพ” ได้เร็วก่อนวัยอันควร

  • ผมร่วง !! ป้องกันได้ด้วยมือเรา

    ผมร่วง !! ป้องกันได้ด้วยมือเรา

    ผมร่วง!! ป้องกันได้ด้วยมือเรา

    ปัญหาผมร่วง ผมเสีย หลายๆ คนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขยากหลายคนกังวลใจ เพราะเมื่อไรก็ตามที่ผมร่วงจนผมบาง หัวล้านหัวเถิกขึ้นมา นอกจากความสวยความหล่อ ความอ่อนเยาว์จะหายไปมากแล้ว การรักษาด้วยการฝังรากผมใหม่ก็ใช้เงินจำนวนมหาศาล จะใส่วิกก็ดูปลอมจนไม่เป็นธรรมชาติ ถ้าเราสระผมและบำรุงผมให้ถูกวิธี ก็ลดผมร่วงได้เป็นกองเลยนะ การลดการขาดหลุดร่วงของเส้นผม เริ่มต้นได้ที่การ “สระผม” อย่างถูกวิธี

    1. หวีผมก่อนสระทุกครั้ง

    หลายครั้งที่เราเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำสระผมหลังจากที่เรากลับมาจากที่ทำงานในขณะที่หัวของเรายังยุ่งๆ อยู่ โดยเฉพาะใครที่โดยสารรถเมล์เปิดหน้าต่าง หรือนั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ลมคงพัดจนทำให้ผมชี้ฟู และพันกันได้ง่ายๆหากสระผมในขณะที่ผมพันกัน โอกาสที่เราจะสางผมด้วยนิ้ว แล้วขยำๆ รั้งๆ จนเส้นผมหลุดติดมือออกมาก็มีสูง โดยเฉพาะยามที่ผมโดนน้ำ และแชมพู เป็นช่วงที่เส้นผมกำลังชุ่มชื่น และเปราะบาง ฉีกขาดได้ง่าย ดังนั้นการสางผมด้วยหวีให้เส้นผมเรียงตัวสวยก่อนเริ่มต้นสระผม จึงลดการกระชากดึงของเส้นผมจากนิ้วของเราได้ดีกว่าที่คุณคิด

    2.ใช้น้ำที่อุณหภูมิห้องสระผม

    อุณหภูมิห้องที่ว่านี้ ก็คือ อุณหภูมิน้ำปกติ ไม่ร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไป เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้งและสูญเสียน้ำมันที่จะมาหล่อเลี้ยงเส้นผม ทำให้เส้นผมและหนังศีรษะขาดสมดุลความชุ่มชื้น เพิ่มความเสี่ยงที่เส้นผมจะขาด หรือหลุดออกมาทั้งรากได้ง่ายมากขึ้น แถมยังอาจมีรังแคกวนใจอีกด้วย

    3.ไม่สระผมบ่อยจนเกินไป

    ปกติแล้วหนังศีรษะของเราจะสร้างน้ำมันมาหล่อเลี้ยงเส้นผมของเราให้ชุ่มชื้น มันวาว การที่เราไปสระผมบ่อยๆ จะไปชะล้างน้ำมันบนหนังศีรษะทำให้ผมแห้งเสีย ที่สำคัญ เมื่อหนังศีรษะแห้ง กลไกของร่างกายก็ยิ่งสร้างน้ำมันมากขึ้นเพื่อปรับสมดุลไม่ให้หนังศีรษะมากเกินไป กลายเป็นหนังศีรษะยิ่งมันขึ้นเรื่อยๆ พอยิ่งมัน ก็ยิ่งสระ ยิ่งสระ ก็ยิ่งมัน (สระวนกันไป!) เป็นปัญหาหนังศีรษะมันที่ไม่หายสักที แถมบางคนอาจหนังศีรษะแห้งจนหลุดลอกกลายเป็นรังแคอีกด้วย ดังนั้นสระผมแต่พอประมาณ ถ้าไม่ได้เหงื่อออกมากจริงๆ 3 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้วค่ะ

    4. นวดหนังศีรษะเบาๆ

    หลายคนชอบให้เกาหนังศรีษะแรงๆ เพราะรู้สึกว่าการใช้ปลายนิ้วค่อยๆ นวดวนหนังศรีษะไม่ได้ทำให้หนังศรีษะสะอาด หรือกำจัดน้ำมันส่วนเกินจากหนังศรีษะออกไปได้ แต่อันที่จริงแล้วการนวดหนังศรีษะจะช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดี กระตุ้นให้รากผมยึดเกาะกับรูขุมขนบนหนังศีรษะได้ดี และแข็งแรงมากยิ่งขึ้น การเกาแรงๆ ไม่ได้ช่วยทำความสะอาดได้ดีขึ้น แต่ยังทำให้เส้นผมถูกดึง และกระชากออกมาจากรูขุมขนบนหนังศีรษะมากขึ้น ผมจึงหลุดร่วงมากกว่าที่ควรจะเป็น

    5.ไม่หวีผมขณะผมเปียก

    หลายคนชอบหวีผมหลังจากสระผมเสร็จ ทั้งๆที่ยังเปียกอยู่ เพราะคิดว่าผมเปียกจะทำให้สางผมได้ง่ายกว่า แต่ซึ่งจริงๆไม่ใช่ การหวีผมแล้วดึงทำให้เส้นผมขาดง่ายที่สุด ดังนั้นควรเป่าผมให้แห้งก่อน แล้วค่อยหวี

    6. ผสมแชมพูกับน้ำบนฝ่ามือก่อนสระ

    ใครที่ชอบบีบแชมพูลงศีรษะโดยตรง ขอเตือนให้หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะคะ!! เพราะการที่สารเคมีเข้มข้นสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง อาจนำไปสู่อาการการระคายเคืองได้ หรือถ้าล้างออกไม่หมดจะทำให้มีสารเคมีตกค้างและอุดตันรูขุมขนบนหนังศีรษะ เป็นสาเหตุให้ผมร่วงได้ค่ะ ดังนั้นควรเจือจางแชมพูบนฝ่ามือด้วยน้ำก่อนทุกครั้งนะคะ

    7. ลงครีมนวดที่ปลายผม

    โดยปกติแล้วในครีมนวดจะมีสารต่างๆ ที่ทำให้ผมนุ่มลื่นไม่พันกันและเคลือบปลายผม ให้ผมนุ่มลื่น มีน้ำหนัก แต่หากสารเหล่านี้หากตกค้างอยู่บนหนังศีรษะหรือโคนผม จะทำให้รูขุมขนอุดตัน ทำให้ผมร่วงและผมมันได้ ดังนั้นการใช้ครีมนวดที่ถูกวิธีคือ ลงครีมนวดที่ปลายผมซึ่งเป็นส่วนที่มีอายุมากที่สุดและเสียมากที่สุดค่ะ

    8. ใช้ผ้าขนหนูซับน้ำเบาๆ

    หลายๆ คน พอสระผมเสร็จปุ๊บ ก็เอาผ้าขนหนูมาขยี้หัวรัวๆ แบบนี้ไม่ถูกต้องค่ะ เพราะจะทำให้ผมร่วง ผมพันกันและไม่เป็นทรงเวลาที่ผมแห้งค่ะ วิธีที่ถูกคือ ควรใช้ผ้าขนหนูห่อเพื่อซับน้ำออกให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยๆ แกะผ้าออกมา แล้วเป่าผมให้แห้ง ช่วงที่ผมเกือบจะแห้งสนิท จึงค่อยเริ่มหวีผมเพื่อจัดทรงผมต่อไป

    9. บำรุงผมด้วยเซรั่มหรือน้ำมันหลังการสระทุกครั้ง

    เวลาที่เราสระผม นอกจากแชมพูจะกำจัดสิ่งสกปรกออกไปแล้ว ยังชำระล้างน้ำมันบนเส้นผมและหนังศีรษะของเราไปอีกด้วย ดังนั้นหลังสระผม เราควรบำรุงผมด้วยน้ำมันหรือเซรั่มหลังสระผมทุกครั้งด้วย ใช้บำรุงขณะผมแห้งหมาดๆ เนี่ยแหละดีที่สุด เพราะจะช่วยปรับสภาพและลดแรงเสียดสีระหว่างเส้นผม ให้ผมนุ่มลื่น เงางาม สุขภาพดีค่า

    10. ไม่สระผมตอนกลางคืน

    สำหรับคนที่ไม่มีเวลาสระผมในตอนเช้า และเลือกที่จะมาสระตอนกลางคืนก่อนนอนแทน อย่างนี้ไม่แนะนำค่ะ เพราะหากคุณนอนทั้งๆ ที่ผมยังไม่แห้งสนิท จะทำให้ผมและหมอนอับชื้น เป็นรังแคและเชื้อราบนหนังศีรษะได้ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้สาวตื่นมาพร้อมกับกระจุกผมเต็มหมอนนนน แถมจะทำให้เป็นหวัดอีกด้วยนะ

     

    ถ้าไม่อยากผมร่วงจนหัวล้าน ก็ลองดูแลสุขภาพผมอย่างถูกวิธีนะคะ รับรองปัญหาผมร่วงลดลงอย่างแน่นอน แถมได้ผมที่สวยและแข็งแรงอีกด้วย

  • 10 อวัยวะที่ “เสื่อมสภาพ” ได้เร็วก่อนวัยอันควร ที่ควรต้องดูแล

    10 อวัยวะที่ “เสื่อมสภาพ” ได้เร็วก่อนวัยอันควร ที่ควรต้องดูแล

    10 อวัยวะที่ “เสื่อมสภาพ” ได้เร็วก่อนวัยอันควร ที่ควรต้องดูแล

    อวัยวะ ภายในในช่วงชีวิตต่อๆไปจะแข็งแรงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหาร ไลฟ์สไตล์ การดูแลเอาใจใส่สุขภาพ แต่รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันต้องทำงานหนัก ใช้ชีวิตเร่งรีบ มีเวลาพักผ่อนน้อย ไม่มีเวลาออกกำลังกาย จนร่างกายสะสมความป่วยไว้หรือออกกำลังกายหนักเกินไป ออกกำลังกายไม่ถูกวิธี รวมถึงพฤติกรรมการทานอาหารที่เน้นสะดวกรวดเร็ว ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดโรคต่างๆและส่งผลให้เสื่อมลงได้แบบไม่รู้ตัว โดยเฉพาะ 10 อวัยวะต่อไปนี้

    ดวงตา

    ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่แพ้อวัยวะส่วนอื่นในร่างกาย การดูแลรักษาตาให้ทำงานได้อย่างดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ต้องทั้งบำรุง ทั้งทำความสะอาดให้ถูกวิธี เพื่อให้ดวงตาสวยสดใสนั้นอยู่กับเราไปนานๆ โดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะเป็นเรื่องยาก ลองมาดูกันเลย

    1. บำรุงจากภายในสู่ภายนอก โดยการรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ ช่วยในการปกป้องสายตา นอกจากวิตามินเอแล้ว สารอาหาร DHA ก็เป็นที่จำเป็นสำหรับจอประสาทตาเช่นกัน เราจะหาสาร DHA ได้จากปลาทะเล ไข่แดง ผักละผลไม้ต่างๆ นอกจากนี้แล้วยังต้องดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยบำรุงสายตา และช่วยให้ตาชุ่มชื้นด้วย
    2. การเลือกใช้แว่นตาต่างๆ แว่นตาเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยถนอมสายตา และยังแก้ไขปัญหาสายตากับผู่ที่มีปัญหา สำหรับผู้ที่คอมพิวแตอร์หรือโทรศัพท์นานๆ ควรสมแว่นที่ บล๊อคแสงที่ฟ้า เพื่อลดทอนแสงจากจอคอมพ์หรือโทรศัพท์ สำหรับผู้ที่มปัญหาทางสายตา ควรพบจักษุแพทย์เพื่อวัดค่าสายตาและตัดแว่นให้ถูกกับปัญหาของสายตาแต่ละคน  นอกจากนี้เมื่อต้องออกแดควรสวมแว่นกันแดดเพื่อช่วยป้องกัน UV ที่จะมาทำร้ายดวงตาเราด้วย
    3. การพักผ่อนให้เพียงพอวัน 7-8 ชั่วโมง นอกจากจะเป็นการพักร่างกายที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันแล้วยังเป็นการช่วยพักสายตาที่เราใช้อย่างหนักอีกด้วย
    4. การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสการเป็นต้อหินและโรคจอประสาทตาเสื่อม

     

    หู

    หูนับเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ ซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกายมาก โดยจะช่วยทำหน้าที่รับฟังเสียงต่างๆ ทำให้เราได้ยินเสียงรอบข้าง เราจึงควรระมัดระวังดูแลรักษาหู เพื่อใช้หูอย่างมีประสิทธิภาพ

    1. การทำความสะอาดหู ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบิดพอหมาดเช็ดบริเวณใบหู และรูหูเท่าที่นิ้วจะเช็ดเข้าไปได้เท่านั้น
    2. เมื่อเป็นหวัดเจ็บคอ ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆหรืออุดจมูกข้างใดข้างหนึ่งในขณะสั่งน้ำมูก เพราะจะทำให้เชื้อโรคในคอและจมูกถูกดันเข้าสู่หูชั้นกลาง ทำให้เกิดการติดเชื่อเป็นโรคหูน้ำหนวกได้
    3. ระวังอย่าให้หูได้รับการกระทบกระแทก เพราะจะทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาด หรือกระดูกหลุดจนเป็นเหตุให้เกิดการได้ยินลดลงได้
    4. หลีกเลี่ยงแหล่งที่มีเสียงดัง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใส่เครื่อง ป้องกันเสียงหรือที่ครอบหู และหากต้องการทำงานในที่เสียดังมากๆควรได้รับการตรวจการได้ยินทุกๆ 6 เดือน                                                          
    5. เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับหู เช่น หูอื้อ ปวดหู คันหู มีน้ำหนอง หรือเลือดไหลออกมาจากหู การฟังเสียงลดลง ควรรับการตรวจจาก แพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก และหากตรวจ พบว่า แก้วหูทะลุหรืออักเสบ ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าหู ขณะอาบน้ำ หรือสระผม ควรใช้สำลีอุดหู หรือใช้หมวกพลาสติกคลุมผมปิดถึงใบหูด้วย

     

    ผิวหนัง

    ผิวหนังเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ที่มีพื้นที่มาก และมีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายในการดำรงชีวิต ผิวหนังเป็นสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาและสามารถสัมผัสได้ เราจึงต้องบำรุงผิวหนังอยู่สม่ำเสมอไม่ว่าจะผิวหน้าหรือผิวกาย

    1. ไม่ควรอาบน้ำที่อุณหภูมิที่สูงเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งกร้าน
    2. ควรสครับผิวอย่างเป็นประจำ เพื่อให้ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก
    3. หลังจากอาบน้ำ ควรทาครีม โลชั่นเพื่อลดความตึงของผิว และช่วยให้ผิวชุ่มชื้น
    4. ควรกินผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รี่เป็นประจำ
    5. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ลและน้ำอัดลม

     

    กล้ามเนื้อ

    1. ทานผักเยอะๆ เพราะผักที่อุดมด้วยไนเตรทจะช่วยเพิ่มระดับโปรตีนที่สำคัญต่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
    2. แช่น้ำแร่ น้ำแร่มีแมกนีเซียมซัลเฟตที่ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ
    3. หายใจถี่ๆ หากหายใจ 1 ครั้งต่อวินาที จะช่วยลดการสะสมกรดในกล้ามเนื้อ
    4. สวมชุดรัดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ช่วยลดอาการกล้ามเนื้อระบมได้

     

    กระดูก

    กระดูกมีหน้าที่ค้ำจุนโครงสร้างของร่างกาย ป้องกันอวัยวะภายใน อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดที่สำคัญ และยังเป็นแหล่งสะสมของแคลเซียม โดยการควคุมฮอร์โมนและวิตามินบี3 และเมื่อเราอายุมากขึ้นหากเราไม่ดูแลรักษากระดูกอาจจะทำให้กระดูกเสื่อมสภาพ เราจึงต้องดูแลกระดุกของเรา

    1. ปรับเปลี่ยนการกิน กินอาหารหรือเครื่องดื่มที่แคลเซียมสูง กินอาหารที่ได้รับวิตามินอย่าพอเพียงและสารอาหารครบถ้วน
    2. การวางท่าทางให้ถูกต้อง มีวิธีการง่ายๆ ที่สามารถปรับปรุงท่าทางการนั่ง การยืน การนอนและการยกของให้ดีขึ้นได้ หลังจากที่หมั่นยืดหลังให้ตรงมาสองสามวัน เราจะประหลาดใจที่รู้สึกว่าหลังของเราตรงมากแค่ไหน
    3. ไม่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป.นิโคตินและแอลกอฮอล์ทำให้กระดูกอ่อนแอและเปราะเพราะลดปริมาณแคลเซียมในกระดูก
    4. ปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน

     

    สมอง

    นอกจากร่างกายส่วนอื่นๆ แล้ว สมองก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่สำคัญมาก และจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างดี รวมไปถึงหมั่นบริหารสมองอยู่เสมอ เพื่อให้สมองไม่เสื่อมสภาพ

    1. การฝึกสมอง ร่างกายต้องการออกกำลังกายที่เหมาะสม สมองของเราก็เหมือนกัน การใช้สมองในการเรียนรู้สิ่งใหม่ รวมถึงเกมที่ใช้สมอง เช่ม เกมหมากล้อม หรือเกมประเภทตัวอักษาร ตัวเลข ล้วนเป็นการบริหารสมองที่ดี
    2. การกำจัดความเครียด ความเครียดจะทำให้เราสมองล้า เราลดภาวะความเครียดด้วยการนั่งสมาธิ หรือออกไปพักผ่อนเมื่อมีความรู้สึกว่ามีความเครียดมากเกินไป

     

    ปอด

    ปอด เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการหายใจเข้า-ออก ปอดที่ไม่แข็งแรงจึงเป็นที่มาของร่างกายที่ไม่แข็งแรงตามไปด้วย มาเริ่มต้นดูแลปอดของคุณตั้งแต่วันนี้ เพราะปอดของคนเรามีเพียงคู่เดียว

    1. ปกป้องตัวเองจากมลพิษถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีมลภาวะทางอากาศในระดับสูง ก็จะต้องป้องกันตัวเองให้มากขึ้น โดยสามารถใส่หน้ากากอนามันเมื่อออกไปข้างนอก หรืออาจจะมีเครื่องกรองอากาศไว้ที่บ้าน เพราะมันช่วยป้องกันมลพิษในบ้านได้
    2. ไอออกมาหนึ่งในวิธีธรรมชาติที่ดีที่สุดที่จะส่งเสริมปอดคือ การยอมไอออกมา เพราะอาการไอคือการที่ปอดกำจัดเมือก ซึ่งมีสารก่อภูมิแพ้หรือการติดเชื้อภายใน                                                                              
    3. กินอาหารเสริมเสริมการกินด้วยเกลือแร่ เช่น แมกนีเซียม สังกะสี และซีลีเนียมให้เพิ่มขึ้น เพราะเกลือแร่เหล่านี้จำเป็นต่อการทำงานที่เหมาะสมของปอด
    4. ฝึกการหายใจแบบต่างๆ เพื่อช่วยในการบริหารปอดให้แข็งแรง

     

    หัวใจ

    หัวใจนั้นเป็นกล้ามเนื้อสำคัญที่จะส่งสารอาหารไปทั่วร่างกาย และไม่ต่างจากกล้ามเนื้ออื่นๆ มันจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง

    1. ไม่ควรกินของเย็นหรือน้ำแข็งมากๆ เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัว
    2. ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะไม่ดีต่อหัวใจ ยกเว้นการดื่มไวน์แดงวันละ ไม่เกิน 50 มิลลิลิตร สัปดาห์ละไม่เกิน 5 วัน
    3. ควรกินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง โดย เฉพาะผลไม้สีเหลือง เช่น แครอต ฟักทอง มะเขือเทศ เพราะดีต่อสุขภาพหัวใจ
    4. กินปลาเป็นประจำจะมีอายุยืน เพราะหัวใจแข็งแรง
    5. ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ ควรเคลื่อนไหวร่างกายช้าๆ โดยเฉพาะตอน ตื่นนอน ไม่ควรรีบลุกขึ้นทันที เพราะจะ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลเสียต่อหัวใจ
    6. ผู้ป่วยโรคหัวใจควรพบแพทย์และ กินยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

     

    ไต

    ไตเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อร่างกายเพราะมันมีหน้าที่กำจัดสารพิษ และของเหลวส่วนเกินจากร่างกายผ่านทางการขับปัสสาวะ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรรักษาไตให้มีสุขภาพดีเสมอ เราลองมาดูกันดีกว่าว่ามีวิธีใดบ้างที่สามารถช่วยป้องกันให้คุณอยู่ห่างไกลจากโรคไต

    1. ควบคุมน้ำหนัก เพราะโรคอ้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นโรคไตเรื้อรัง
    2. ลดหวาน ช่วยให้ห่างไกลจากโรคอ้วนและโรคเบาหวานซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อไต
    3. อย่าให้ตัวเองอยู่ในภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งจะส่งผลให้ไตทำงานหนัก
    4. หมั่นตรวจเช็คฟอสฟอรัสในร่างกาย หากฟอสฟอรัสในร่างกายมีมากเกินไป มีความเสี่ยงที่เราจะเป็นโรคไต

     

    ลำไส้

    ลำไส้ เป็นส่วนหนึงในทางเดินอาหารต่อจากกระเพาะอาหารไปสู่ทวารหนัก ลำไส้จะช่วยดูดซึมสารอาหาร แต่หากเราไม่ดูแลลำไส้ให้ใช้งานได้ดีจะทำให้มันทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์และอาจทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา ดังนั้นเรามาดูวิธีการดูแลลำไส้ของเรากัน

    1. กินอาหารจากพืชผักให้เพียงพอทุกวัน เน้นข้าวกล้อง ถั่ว งา เห็ด ผัก และผลไม้(ควรเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด ไม่ใช่น้ำผลไม้ เพื่อป้องกันโรคอ้วน และโรคอ้วนลงพุง) โดยกินรวมกันให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 สี 5 ทัพพี
    2. กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว เพื่อเพิ่มจำนวนเชื้อแลตโตบาซิลลัส ก่อนซื้ออย่าลืมเลือกชนิดไขมันต่ำ และน้ำตาลต่ำ โยเกิร์ตชนิดถ้วยส่วนใหญ่มีน้ำตาลน้อยกว่านมเปรี้ยวชนิดของเหลว(น้ำนมเปรี้ยว)
    3. ฝึกโยคะ 4 ท่า ช่วยระบบย่อยทุกเช้าหลังตื่นนอน ดังนี้ ท่าแมว ท่าสุนัข ท่าสามเหลี่ยม ท่าสะพาน และปิดท้ายด้วยท่าศพ ครั้งละ 3-5 ลมหายใจ แต่ละท่าทำ 5 ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต

     

     

     

    ขอบคุณ hotnestdocs

    บทความอื่นๆ ท่าแพลงก์

  • น้ำหนักร้อยกว่าแล้วไง…ก้าวผ่านความกลัว…มาเป็นความกล้าไปฟิตเนสกัน

    น้ำหนักร้อยกว่าแล้วไง…ก้าวผ่านความกลัว…มาเป็นความกล้าไปฟิตเนสกัน

    เรื่องที่คนผอม หุ่นดีอาจไม่เข้าใจ ที่แทบไม่น่าเชื่อว่าเราจะพบคำค้นหา ไม่ว่าจะใน Google หรือ แม้แต่ตั้งกระทู้ใน Pantip มากมาย

    ” อ้วน-ไม่-กล้า-เข้า-ฟิตเนส “

    ” น้ำหนักร้อยกว่า-ไม่-กล้า-เข้า-ฟิตเนส “

    เราเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อ บรรดาเพื่อนอ้วนของเรา และเพื่อให้กำลังใจกับเพื่อนๆ เจ้าเนื้อน้ำหนัก ร้อยกว่าๆ ทุกคน

    คำว่า ” อ้วน ”  พูดเบาๆ ก็เจ็บ  หลายๆ คนแซวเพื่อนเห็นเป็นเรื่องตลก เพราะเห็นว่าเพื่อน น่ารัก น่าหยิก จ้ำม่ำ โดยที่หลายๆ ครั้ง

    บางทีเห็นเพื่อนเราหัวเราะ ตลกกลบเกลื่อน

    จริงๆ เค้าอาจจะไม่ขำอย่างที่เราเห็นก็ได้น๊า สมัยนี้มันหมดยุค ล้อเลียนกันแล้วจ้า

    และเพื่อนอ้วนที่รักของเรา เราอยากจะบอกว่า ตรงๆ แบบหยาบคาย ตามสไตล์เราเลยแล้วกันนะว่า

    เฮ้ย ! เข้าใจแหละว่า ความจริงก็คือความจริง

    แต่……………………………..

    มึงไม่จะเป็นจะต้องยอมจำนน ยอมรับสถานะภาพว่า เราคือ ไอ้อ้วน  อีอ้วน อีช้างน้ำ ก็ได้นะเว่ย

     

    สิ่งที่เพื่อนอ้วนของเรากังวล เลยคิดมโนไปไกล (มโนไปเองอีกด้วย)

    • กลัวคนนินทา โถ อีอ้วน เพิ่งรู้ตัวหรอถึงเพิ่งจะออกกกำลังกาย
    • เราออกกำลังกายได้ช้าต้วมเตี้ยมจะไปเกะกะคนอื่นเค้ามั้ยน๊า
    • อยากว่ายน้ำ…แต่อายหุ่นจัง
    • ดูคนที่ฟิตเนสสิหุ่น ดีๆ กันทั้งนั้นเลย ถ้าเราเข้าไปต้องดูเป็นตัวประหลาดแหมๆ
    • จะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมั้ยนะ หุ่นอย่างเราเล่นแป๊บเดียวก็เหนื่อยละ

     

     

     

    สิ่งที่คนที่ฟิตเนสส่วนใหญ่คิด

    • เย้…ในที่สุดเธอก็กล้ามาออกกำลังแล้วสินะ ดีใจด้วยกับเธอจริงๆ
    • สู้ๆ นะเราเอาใจช่วยอยู่
    • อย่ายอมแพ้ ซะก่อนละ ชั้นก็เคยเป็นเหมือนเธอมาก่อนนะรู้มั้ย
    • ผอมแล้วคนนี้ต้อง สวย ต้องหล่อ แหมๆ
    • มาออกกำลังกายกัน สุขภาพดีๆรออยู่น๊า
    • อยากเข้าไปคุย ไปให้กำลังใจเค้าจัง สำหรับคนที่แอบมองคุณ จริงๆเค้ากำลังคิดแบบนี้นะรู้มั้ย^^
    • เข้ามาถามชั้นสิ อยากแนะนำจะแย่

     

     

     

    *ยอมรับค่ะ พวกที่ชอบเหยียดคนอื่นชอบล้อเลียนยังไม่หมดไปจากสังคมไทย แต่ลึกๆไอ้คนประเภทนี้ มีปมค่ะ ถึงต้องล้อคนอื่นเพื่อเสริมความมั่นใจให้ตัวเอง เพราะถ้าเค้าหวังดีกับคุณจริงๆ มีแต่เค้าจะชวนคุณไปออกกำลังกายให้กำลังใจเวลาที่คุณท้อแท้กับการพยายามลดน้ำหนักค่ะ

     

    * ใช่

    • บางคนเกิดมา ก็อ้วนเลย
    • บางคนบวมยาคุม
    • บางคนเป็นคุณแม่หลังคลอด ต้องเสียสละอะไรหลายๆอย่าง เพื่อลูก เพื่อครอบครัว
    • บางคนแดกพัง แดกอร่อยมาก แดกแบบ Non Stop หยุดแดกไม่ได้เลย
    • บางคนเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานติดโต๊ะ เครียดมาก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ยิ่งเครียด กุยิ่งแดก!

    ไม่ว่าจะกรณีไหนก็แล้วแต่ เรารู้ว่าคุณคงจะเคยลองพยายามลดน้ำหนักมาหลากหลายวิธี พอลดไม่ลง ก็เลยยอมจำนนต่อโชคชะตา ไหนๆ ก็อ้วนแล้ว ก็อยู่ความความอ้วนให้มีความสุขก็แล้วกัน ใช่อยู่การได้กินของอร่อยๆ แม่งโคตรจะมีความสุขเลอ

    ” คุณเลือกเอาว่าคุณจะมีความสุขด้วยสุขภาพดี ได้อยู่กับคนที่คุณรักไปนานๆ ได้ทำตามความฝัน ได้เที่ยวในที่ๆอยากไป ” หรือ  จะเลือกก็มันอ้วนละนี่นะแดกให้มันเต็มที่กับชีวิตไปเลยละกัน และรอเผชิญ กับ เบาหวาน ความดัน หัวใจ ไขข้อ เส้นเลือดตีบ อุดตัน (เสี่ยงต่อการเส้นเลือดในสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต ) และแทนที่คุณจะได้ดูแลคนที่คุณรัก กลับกลายเป็นต้องให้คุณที่คุณรักมานั่งดูแลคุณ  อาจจะแรวงซักหน่อยแต่เพื่อนจ๋า เพื่อนต้องตื่นๆ เราเป็นห่วงสุขภาพเพื่อนน๊า

     

    ลองนึกถึงข้อเสียของ การอ้วน

    • อยากจะใส่ตามแฟชั่นสวย แต่ เสื้อผ้าไม่มี  SIZE
    • โรครุมเร้า สารพัดโรค
    • นั่งพี่วินมอไซต์ ไม่ได้ (สำหรับเพื่อนๆ ที่น้ำหนักเกินร้อย)
    • จะนั่งเครื่องบิน คุณอาจจะต้องซื้อที่นั่ง 2 ที่นั่ง แถมคับแคบนั่งแล้วอึดอัด สรุปไม่ไปแม่ง !
    • เขิน อาย ที่จะรักจะจีบใครซักคน
    • บลาๆ หาเอาเอง

     

    เราดูคลิปนี้ของน้องสมายน้องเก่งมาก น้องสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 17 กิโล โดยไม่พึ่งยา

    น้องได้แชร์วิธีลดความอ้วนของตัวเอง ที่น่าสนใจลดได้ผลจริง น้องเคยอ้วนมาก แต่น้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน

     

     

     

     

     

     

    ปล. เราร๊ากและชอบเพื่อนอ้วนของเราหม๊ากๆ เพื่อนอ้วนทุกคนที่เรามีส่วนมากจะเป็นคนนิสัยดี

    (หน้าตาดีเกือบทุกคน ถ้ามันผอมนะ สวยหล่อทุกท่านบอกเลย)

    อย่างไรก็ตามการอ้วน ก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสียเด้อ เพราะพวกเธอช่างจ้ำม่ำน่ารักน่าหยิก ยิ่งเวลาเราเห็นสาวอวบคนไหน ลุกขึ้นมาแต่เนื้อแต่งตัวแซ่บๆ

    นี่คือเราโคตรชอบ เราอยากเห็นพวกเธอสวยเจิด เดินเกิด เฉิดฉายบน Runway เก๊าไม่อยากไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลเด้อ

     

    สุดท้ายนี้หวังว่าเพื่อนๆ ทุกคนจะรู้สึกดีกับตัวเอง รักตัวเอง มอบสิ่งดีๆ

    สุขภาพดี ให้กับตัวเองกันน๊าขอให้พลัง Positive จงสถิตอยู่กับท่าน จ๊วฟ ^3^

     

    บทความอื่น ๆ   8 ท่าแพลงก์ที่แสนง่าย ในการลดหน้าท้อง