หมวดหมู่: สุขภาพ

  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือด ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลโรค

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือด ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลโรค

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือด หนึ่งในโรคหัวใจที่พบได้บ่อย และเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันในประเทศไทย ซึ่งหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดคืออะไร มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโรคนี้ รวมไปถึงเราจะมีวิธีป้องกันอย่างไรได้บ้าง ตามมาดูกันเลย

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจเป็นภาวะแข็งตัวของผนังหลอดเลือดแดง ที่คล้ายกับสนิทภายในท่อน้ำ เมื่อเกิดภาวะแข็งตัวสะสม ก็จะทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบจนกลายเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ ซึ่งจะทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อย ทำให้เจ็บหน้าอก และอาจมีโอกาสเสียชีวิตสูง เพราะเกิดการอุดตันในหลอดเลือดแดงที่หัวใจอย่างเฉียบพลัน และถ้าหากหลอดเลือดตีบแคบจนอุดตันก็จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ แล้วมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ต้องบอกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั้นมีปัจจัยของความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคนี้สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท นั่นคือปัจจัยที่สามารถควบคุมได้และปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ

    ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้

                ต้องบอกว่าพฤติกรรมเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้นั้นจะมีตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ทั้งความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไปจนถึงโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งในปัจจัยส่วนนี้ เราสามารถดูแลและจัดการกับตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ ฝึกปล่อยวาง ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิน ไปจนถึงการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ คุมระดับไขมันในเลือดไม่ให้สูงเกินไป คุมระดับความดันโลหิตไม่ให้สูง และการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ
    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ

    ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

                โดยปกติแล้ว ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้นั้นจะมีทั้งเรื่องของพันธุ์กรรม เพศ และอายุ ถ้าหากครอบครัวไหนเคยมีประวัติว่าคนในครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจ ก็มีสิทธิ์ที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจด้วย รวมไปถึงเพศที่เพศชายจะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงและผู้หญิงจะเริ่มมีความเสี่ยงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน และอายุก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับการทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันในแต่ละวันตั้งแต่เด็กจนโต ก็เป็นปัจจัยเช่นกัน 

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ

    นอกจากนี้แล้ว อาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั้น โดยทั่วไปจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย เป็นต้น และอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราควรที่จะหันมาดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และลดการสูบบุหรี่ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมและทำให้สุขภาพดีอยู่กับเราไปนานๆ

  • 5 สิ่งที่สาวๆ ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ ทำหน้าอก

    5 สิ่งที่สาวๆ ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ ทำหน้าอก

    ผ่าตัด ทำหน้าอก ? หนึ่งสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับสาวๆ ก็ต้องบอกว่าทุกวันนี้ก็มีรีวิวจำนวนมากที่เกี่ยวกับการทำหน้าอก แต่รู้หรือไม่ว่ามีอะไรบ้างที่เราควรจะพิจารณาก่อนตัดสินใจ วันนี้เราก็เลยอยากจะหยิบ 5 สิ่งที่สาวๆ ควรให้ความสนใจก่อนที่จะทำหน้าอกมาฝากกัน ถ้าพร้อมแล้ว ตามมาดูกันเลย

    ทำหน้าอก

    ทำหน้าอกเพื่ออะไร?

                หลายๆ ครั้งที่สาวๆ ตัดสินใจว่าจะทำหน้าอกนั้น เป็นการตัดสินใจเพราะตัวเองขาดความมั่นใจบ้าง เพื่อเสริมบุคลิกภาพบ้าง ไปจนถึงการเสริมหน้าอกเพื่อการทำงานนั้น ก็เป็นเหตุผลทั้งนั้น ซึ่งบางครั้งสาวๆ ที่ต้องการจะเสริมหน้าอกนั้น ควรที่จะถามตัวเองให้ดีก่อนว่าเราจะเสริมหน้าอกเพื่ออะไร แล้วจึงตัดสินใจเสริมหน้าอกของตน

    ชิลีโคน

    ทำหน้าอกแบบไหน?

                สำหรับการเสริมหน้าอกนั้น จะแบ่งออกเป็น 3 แบบหลักๆ ด้วยกัน นั่นคือการเสริมหน้าอกบริเวณรักแร้ ใต้ราวนม และรอบปานนม ซึ่งแต่ละแบบนั้นก็จะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ซึ่งแผลผ่าตัดบริเวณใต้ราวนมนั้น จะจัดวางตำแหน่งได้ถูกต้องและสามารถฟื้นตัวได้เร็ว มักใช้ในกรณีที่ต้องทำการแก้ไขหรือเปลี่ยนซิลิโคน ส่วนแผลบริเวณใต้รักแร้หรือรอบปานนมนั้น จะทำได้ยากกว่า มีอาการช้ำ เสียเลือด และพักฟื้นนานกว่าแบบแผลใต้ราวนม

    silicone

    เลือกประเภทของซิลิโคนอย่างไร?

                ปัจจุบันนี้ ซิลิโคนเสริมหน้าอกนั้นแบ่งออกได้ 2 แบบ นั่นคือการแบ่งประเภทตามรูปทรงและแบ่งตามวัสดุด้านใน ซึ่งการแบ่งตามรูปทรงนั้นจะแบ่งออกเป็นทรงกลมและทรงหยดน้ำ ซึ่งซิลิโคนทรงกลมนั้นจะเหมาะสำหรับคนที่มีเนื้อหน้าอกอยู่บ้าง ตัวซิลิโคนจะมีความยืดหยุ่นและนิ่มเป็นธรรมชาติ ส่วนซิลิโคนทรงหยดน้ำนั้นจะเลียนแบบลักษณะของเต้านมธรรมชาติ เหมาะสำหรับคนที่มีหน้าอกเล็ก แต่ต้องการทำหน้าอกให้ดูใหญ่เป็นธรรมชาติ 

    silicone

    เลือกประเภทของผิวซิลิโคนอย่างไร?

                ซิลิโคนสำหรับทำหน้าอกของสาวๆ นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 แบบให้เลือก นั้นก็คือแบบเนื้อเจลและแบบน้ำเกลือ ซึ่งแบบซิลิโคนเจลนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 แบบผิว นั่นคือผิวหยาบ/ผิวทราย ที่จะได้รับความนิยมมากที่สุด ลดการเกิดพังผืด และยึดเกาะได้ดี กับแบบผิวเรียบ ที่จะดูเป็นธรรมชาติและนิ่มเหมือนผิวหน้าอกจรงๆ ส่วนอีกแบบก็คือแบบน้ำเกลือ ซึ่งภายในถุงซิลิโคนนั้นจะเป็นน้ำเหลือ ที่สามารถเพิ่มขนาดก่อนการผ่าตัดได้ และยังปลอดภัยต่อร่างกายอีกด้วย

    อาการหลังผ่าตัดมีอะไรบ้าง?

                ต้องบอกก่อนว่าอาการหลังผ่าตัดนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเวียนหัว อาเจียน แน่นตึงบริเวณที่ทำการผ่าตัดในช่วงสัปดาห์แรก ซึ่งเราควรที่จะต้องดูแลแผลให้สะอาดอยู่เสมอ สวมผ้าพันหน้าอกเอาไว้เพื่อป้องกันแผลขยับ ลดอาหารที่มีรสจัด และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และลดการสูบบุหรี่เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น

    สำหรับใครที่กำลังจะไปผ่าตัดทำหน้าอกนั้น ก็ต้องบอกว่าอย่าลืมที่จะพิจารณาถึงรายละเอียดของการผ่าตัดตั้งแต่การเตรียมตัวผ่าตัดทำหน้าอกไปจนถึงหลังผ่าตัด เพื่อให้ความสวยของคุณไม่หนีหายไปไหน และหมดกังวลเรื่องการผ่าตัดซ้ำซ้อนเพื่อแก้ทรงอีกด้วยล่ะ

    บทความที่เกี่ยวข้อง สุขภาพความงาม

  • อาหารหน้าฝน ที่คนภูมิต้านทานต่ำ ชอบเป็นหวัด ควรทาน!!

    อาหารหน้าฝน ที่คนภูมิต้านทานต่ำ ชอบเป็นหวัด ควรทาน!!

    อาหารหน้าฝน ที่ไม่ใช่แค่อร่อย แต่ยังดีต่อสุขภาพ ต้องไม่พลาดกับเมนูอาหารที่ หยิบหยกมาในวันนี้ ยิ่งช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวแดดร้อน สักพักฝนตก คนภูมิต้านทานต่ำก็จะไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะทำให้ป่วยง่าย ป่วยบ่อย เราจึงแนะนำให้ทานอาหารที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานกันหน่อย จะมีเมนูอะไรบ้าง ไปดูกันจร้าาาา…

    ก่อนอื่น เรามาดู 6 โรคที่มาพร้อมกับหน้าฝนกันก่อนนะจ๊ะ

    • โรคจากไวรัส ทำให้เป็นหวัด คัดจมูก เป็นไข้
    • คอติดเชื้อ สังเกตได้ว่าคอจะแดง กลืนน้ำลายยาก และเริ่มไข้ขึ้น
    • ท้องเสียอาหารเป็นพิษ เพราะบางทีอาหารสดจากตลาดอาจจะติดเชื้ออีโคไลจากน้ำฝนที่ปนเปื้อน
    • ผิวอักเสบ จากน้ำเน่า น้ำขัง ที่อาจกระเด็นถูกเราได้ระหว่างวัน
    • โรคฉี่หนู เกิดได้ง่ายในบริเวณน้ำขัง
    • โรคไข้เลือดออก ไม่ต้องบอกก็รู้ ยุงลายแพร่พันธุ์ได้ดีในฤดูฝน

    ไปจร้าไปเปิดกรุ “รายการอาหารที่ควรทาน เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายในช่วงฤดูฝน” ร่างกายจะได้แข็งแรงกันถ้วนหน้าไงล่ะค่ะ

    แกงเลียง

    สำหรับคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ต้องลองแกงเลียงเลยค่ะ เพราะความเผ็ดร้อนจากเครื่องแกงที่จัดมาทั้งกระชาย พริกไทยดำ และหอมแดง และผักที่ใส่ลงไปในแกงเลียงนี่แหละ เขาว่ากันว่า ช่วยแก้หวัดชะงัดนัก

    ผัดผักบุ้ง กระเทียมเน้นๆ

    ผักบุ้งนอกจากจะช่วยเรื่องสายตาแล้ว ยังช่วยลดอาการปวดหัว ร้อนใจ เหงือกบวม หรือแม้กระทั่งอาการไอ ก็ช่วยได้ และถ้ายิ่งกินกระเทียมด้วย จะช่วยให้หายจากไข้หวัด เพราะกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ทำงานได้ดีขึ้น

    อาหารรสเผ็ดทุกชนิด

    อาหารที่มีพริก รสเผ็ดนำ เช่น แกงส้มมะละกอ จะมีเครื่องแกงที่ช่วยทำให้หายใจโล่ง ไม่คัดจมูก เช่น หอมแดง กระเทียม ส่วนมะละกอก็มีประโยชน์ช่วยต้านไวรัส และที่สำคัญเป็นตัวช่วยให้ถ่ายคล่อง และยิ่งถ่ายคล่องจะยิ่งทำให้หายป่วยง่าย

    ซุปขิง

    มาต่อกันที่เมนูล้างพิษ อย่างซุปขิง ใครเป็นหวัดควรทานเลยค่ะ จมูกจะโล่งมากๆ ด้วยความเผ็ดร้อนของขิง และเพราะขิงมีสรรพคุณขับเหงื่อได้ดี จึงช่วยล้างพิษออกทางผิวหนังเต็มๆ ทั้งยังช่วยขับลมในช่องท้อง และช่วยให้กระเพราะอาหารทำงานดีอีกด้วย

    บัวลอยน้ำขิง

    มาแก้หวัดคัดจมูกกันด้วยของหวานบ้าง กับเมนูบัวลอยน้ำขิง ด้วยขิงมีสรรพคุณรักษาหวัดขั้นสูง ยิ่งแล้วโล่งคอโล่งจมูกดี แถมอร่อย กินง่ายอีกด้วย

    น้ำเสาวรส

    น้ำเสาวรส มีรสชาดสดชื่น หวานอมเปรี้ยว ช่วยเสริมภูมิต้านทานโรคได้ดีสำหรับคนที่ป่วยง่าย แพ้ง่าย เพราะน้ำเสาวรสช่วยปรับสมดุลร่างกาย และยังช่วยลดอาการอักเสบได้อีกด้วย เจ็บคอ หรือร้อนใน ลองดื่มน้ำเสาวรสดูนะคะ

    เป็นเมนูอาหารไทยเพื่อสุขภาพที่เราคุ้นเคยกันทั้งนั้นเลยนะคะ ทั้งอร่อย และยังดีต่อสุขภาพแบบนี้ คงต้องจัดเมนูดีๆ แบบนี้สักหน่อยแล้วละคะ…

    ยังไงก็อย่าลืมรักษาสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และดื่มน้ำมากๆ จะได้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บกันด้วยนะค่ะ

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ไอเดียการกิน การใช้อัญชันเพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง!

  • ไอเดียการกิน การใช้อัญชันเพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง!

    ไอเดียการกิน การใช้อัญชันเพื่อสุขภาพ และข้อควรระวัง!

    อัญชันดอกไม้สีม่วงสวยที่เรารู้จักกันดี มีสรรพคุณโดดเด่นในเรื่องการบำรุงเส้นผมให้เงางาม เพิ่มความดกดำให้คิ้ว ช่วยบำรุงสายตา และมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย โดยอัญชันถือเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาแต่โบราณ

    วันนี้เราลองมาดูประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพของอัญชันเพิ่มเติมดังนี้กันเลย…

    อัญชัน

    เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้ ปลูกทั่วไปในเขตร้อน ลักษณะของดอกอัญชันจะมีสีขาว สีฟ้า สีม่วง ส่วนตรงกลางดอกจะมีสีเหลือง และรูปทรงคล้ายหอยเชลล์ มีสรรพคุณที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะมีสารที่ชื่อว่า “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ซึ่งมีหน้าที่ไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้นเช่น ไปเลี้ยงบริเวณรากผม ซึ่งช่วยทำให้ผมดกดำ เงางาม หรือไปเลี้ยงบริเวณดวงตาจึงช่วยบำรุงสายตาไปด้วยในตัว หรือไปเลี้ยงบริเวณปลายนิ้วมือ

    ซึ่งก็จะช่วยแก้อาการเหน็บชาได้ด้วย และที่สำคัญสารนี้ยังมีความโดดเด่นที่ใครหลาย ๆ คนยังไม่ทราบ นั่นก็คือช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดอุดตันได้ และการ “กินดอกอัญชันทุกวัน…วันละหนึ่งดอก” จะช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้อีกด้วย

    ประโยชน์จากการรับประทาน ดอกอัญชัน

    • สรรพคุณที่น่าสนใจ ของดอกอัญชัน ที่เรานำมารับประทาน ภายในดอกจะมีสารที่ชื่อว่า “แอนโทไซยานิน (Anthocyanin)” เป็นสารที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น กระตุ้นการทำงานของดวงตาให้ดีขึ้น ป้องกันการเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา ช่วยลดภาวะเสื่อมสภาพของดวงตา ลดอาการตามัว ตาฟาง ป้องกันความเสี่ยงโรคต้อกระจก กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่
    • อัญชันมีสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ชะลอการเกิดโรคที่มาจากคอเลสเตอรอล ภาวะอุดตันในหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคความดัน และโรคหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันการอุดตันของลิ่มเลือด ขับปัสสาวะ และทำให้กล้ามเนื้อเกิดความผ่อนคลาย
    • ดอกอัญชัน ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย  ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชะลอการเกิดริ้วรอย บำรุงสมอง บรรเทาอาการเหน็บชาตามมือและเท้า แก้อาการฟกช้ำ และช่วยขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย

    ไอเดียการใช้อัญชันเพื่อความงาม

    เพิ่มความดกดำให้คิ้วลูก ใช้ดอกอัญชันประมาณ 6-7 ดอกมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาคั้นเอาแต่น้ำ จากนั้นนำมาทาที่คิ้วโดยทาให้เป็นรูปทรงคิ้วตามต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถทาที่บริเวณโคนผมเพื่อกระตุ้นการงอกใหม่ของผมให้ดกดำได้เช่นกัน ปล่อยไว้ 1-2 ชั่วโมง จึงล้างออกให้สะอาด ควรทำบ่อยๆ สัก 4-5 ครั้งก็จะช่วยให้คิ้วและผมของลูกดกดำอย่างเป็นธรรมชาติ

    เร่งผมให้ยาวเร็ว บำรุงผมให้สวยเงางาม เตรียมดอกอัญชัน 7-8 ดอกมาคั้นกับน้ำ กรองเอาแต่น้ำมาหมักผมไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด ทำเป็นประจำ เส้นผมจะดกดำเงางามและยังช่วยเร่งผมให้ยาวเร็วได้ด้วย

    การใช้อัญชันเพื่อสุขภาพ

    อัญชัน เป็นดอกไม้สมุนไพรที่สามารถทานได้อย่างปลอดภัย หรือจะนำมาใช้เป็นยาบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยทั้งภายในและภายนอกก็ได้ผลอย่างน่าสนใจทั้งสิ้น ซึ่งเราก็มีไอเดียการใช้เพื่อสุขภาพมาฝากดังนี้

    1.แก้ปวดฟัน รากของดอกอัญชันสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาอาการปวดฟัน ช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง โดยการใช้รากมาถูที่ฟัน

    2. ขับปัสสาวะ ใบอัญชันมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ ช่วยบำรุงสายตาให้สดใสแข็งแรง

    3. บรรเทาอาการท้องผูก รากและเมล็ดของอัญชันเป็นยาระบาย ผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำ ให้นำรากหรือเมล็ดอัญชันไปต้ม แล้วนำมาดื่มเป็นยาระบาย แต่อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจพบผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

    4. รักษาอาการอาหารเป็นพิษ สารแอนโทไซยานินในอัญชันมีสรรพคุณยับยั้งเชื้ออีโคไลในระบบทางเดินอาหาร จึงช่วยบรรเทาอาการท้องเดินที่เกิดจากอาหารเป็นพิษ โดยสามารถนำอัญชันไปชุบแป้งทอดหรือต้มดื่มน้ำก็ได้

    5. ลดอาการปวดเมื่อย ได้มีการศึกษาวิจัยในประเทศญี่ปุ่น โดยการแยกสารเทอร์นาทินส์ที่มีอยู่ในดอกอัญชันออกมา สารชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเกิดการคลายตัว จึงทำให้อาการปวดเมื่อยบรรเทา วิธีใช้ให้นำดอกอัญชัน 1 กำมือต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่ม

    6. รักษาผมร่วง ดอกอัญชันสามารถใช้รักษาอาการผมร่วง บำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ในดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานิน ที่มีสรรพคุณกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงรากผมมากขึ้น ทำให้อาการผมร่วงลดลง วิธีใช้ ให้นำดอกอัญชัน 1 กำมือ มาหมักผมทิ้งไว้ 15 – 20 นาที แล้วสระผมตามปกติ

    7. แก้พิษแมลง อัญชันมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารลดการอักเสบ จึงส่งผลทำให้เซลล์แข็งแรง ดังนั้น หากถูกแมลงกัด ให้นำอัญชันมาตำให้ละเอียด นำมาพอกบริเวณที่ปวดบวม จะทำให้อาการปวดลดลง เพราะอัญชันมีสรรพคุณกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และทำให้อาการปวดบวมลดลง

    ไอเดียการกินอัญชันเพื่อสุขภาพ

    สีสันต์ที่สดใสของอัญชัน เหมาะสำหรับการนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง โดยเฉพาะของหวานและเครื่องดื่ม เราลองมาดูกันว่ามีเมนูจากอัญชันเมนูไหนที่น่าสนใจบ้าง

    1.ข้าวเกรียบปากหม้ออัญชัน

    เริ่มจากการทำน้ำอัญชัน โดยใส่น้ำร้อนลงไปในดอกอัญชัน บีบมะนาวลงไปเพื่อให้เปลี่ยนไปเป็นสีม่วง ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งมัน จากนั้นเทน้ำอัญชันลงไป ผสมจนทุกอย่างเข้ากันดี เริ่มทำน้ำจิ้ม โดยเคี่ยวน้ำตาลทรายกับซีอิ๊วดำหวาน เกลือ น้ำส้มสายชู และน้ำจนทุกอย่างละลาย ปิดไฟ พักเอาไว้ให้อุ่น ใส่พริกขี้หนูและกระเทียมลงไป ทำไส้โดยตั้งน้ำมันในกระทะ ใส่กระเทียมและหอมหัวใหญ่ลงไปผัดจนเข้ากัน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว พริกไทยดำ เกลือ น้ำตาล ใส่ต้นหอมลงไปผัดจนสุก เตรียมหม้อคอคอด ใส่น้ำลงไป 2/3 ของหม้อ ขึงผ้าโทเร ยึดด้วยยางเอาไว้ให้แน่นจนตึง เจาะรูเอาไว้เล็กน้อยให้มีไอน้ำออกแล้วยกขึ้นตั้งด้วยไฟกลาง ปิดฝาครอบต้มน้ำจนเดือด ตักแป้งละเลงบนฝาปากหม้อให้เป็นแผ่นบาง ๆ ปิดฝาครอบไว้ 10 วินาที เปิดฝา ตักไส้ที่เตรียมไว้ใส่ลงไป แล้วใช้พายปาดแป้งขึ้นมาหุ้มไส้ ตักใส่จานที่มีน้ำมันเล็กน้อย พร้อมยกเสิร์ฟแต่งหน้าให้น่าทานด้วยกระเทียมเจียว ผักชี เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม

    2.ไอศครีมอัญชัน

    ต้มน้ำอัญชัญเตรียมไว้ ใส่น้ำตาลและเกลือลงไปปรุงรส รอจนเดือด ยกลงจากเตาพักไว้จนเย็น กรองเอาแต่น้ำ รินใส่โถไว้ แล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งให้จับตัวกันเป็นเกล็ดน้ำแข็ง จากนั้นนำเกร็ดน้ำแข็งและวิปครีมเข้าเครื่องปั่น ปั่นจนเข้ากัน นำส่วนผสมที่ปั่นเสร็จแล้วใส่กล่อง นำไปแช่แข็งอีกครั้ง จนเริ่มจับตัวกันเป็นเกล็ด นำออกมาปั่น ยกขึ้นเสิร์ฟได้เลย

    3.ขนมชั้นอัญชัน

    วิธีทำ นำกะทิขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนจนละลายแล้วปิดไฟ ทิ้งเอาไว้ให้เย็น ตักหัวกะทิที่อยู่ด้านบนเก็บไว้ ผสมแป้งท้าวยายม่อม แป้งมันสำปะหลัง และแป้งข้าวเจ้าให้เข้ากัน ใส่หัวกะทิลงไปทีละน้อยพร้อมใช้มือนวดแป้ง เมื่อแป้งกลายเป็นก้อนแล้วนวดต่อไปสักพัก ใส่น้ำกะทิที่เหลือตามลงไป ตามด้วยกลิ่นมะลิ คนจนเป็นเนื้อเดียว แล้วนำไปกรองด้วยกระชอน เติมน้ำอัญชันลงไป ผสมให้สีเข้ากัน ทาน้ำมันพืชลงไปบนถาดที่ใช้นึ่งขนมชั้นจนทั่ว นำชุดนึ่งขึ้นตั้งไฟ รอจนน้ำเริ่มเดือด นำถาดสำหรับนึ่งขึ้นตั้ง ตักส่วนผสมแป้งสีม่วงใส่ลงในแป้นพิมพ์ทำเป็นชั้นที่ 1 ปิดฝาเอาไว้ 5 นาที เมื่อชั้นที่ 1 สุก ให้ปิดฝาแล้วตักส่วนผสมสีม่วงลงไป ปิดฝาแล้วนึ่งต่อ ทำไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมแป้งหมดจนเต็มแป้นพิมพ์ เมื่อนึ่งจนสุกแล้วนำขนมชั้นออกมาชุดหนึ่ง ทิ้งเอาไว้ให้เย็น นำออกจากแป้นพิมพ์ ผ่าครึ่งขนมชั้นตามความยาว จากนั้นลอกขนมชั้นออกมาทีละชั้น แล้วม้วนเป็นรูปดอกกุหลาบ

    4.วุ้นกะทิอัญชัน

    ใส่น้ำและผงวุ้นลงไปในหม้อ คนให้แตกอย่าให้เป็นก้อนแล้วพักทิ้งไว้ นำส่วนผสมขึ้นตั้งไฟอ่อน คนจนผงวุ้นเริ่มละลาย เติมน้ำตาลทรายลงไป คนจนน้ำตาลเริ่มละลาย ใส่น้ำอัญชันลงไป รอจนเริ่มเดือด ปิดไฟ ยกลงจากเตาแล้วนำไปกรอง เทน้ำวุ้นลงไปในพิมพ์ แล้วนำไปแช่เย็น วิธีการทำวุ้นกะทิ ให้ใส่กะทิตามด้วยผงวุ้น นำขึ้นตั้งไฟอ่อน คนจนผงวุ้นละลาย เมื่อกะทิเริ่มเดือดเติมน้ำตาลทรายและเกลือลงไป คนให้ละลาย ปิดไฟยกลงจากเตา ตักวุ้นกะทิหยอดลงไปบนแท่นพิมพ์ทับวุ้นอัญชัน แล้วนำไปแช่เย็น เมื่อแข็งตัวนำขึ้นเสิร์ฟได้เลย

    5.น้ำอัญชันมะนาว

    น้ำอัญชันมะนาว เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่จะช่วยในการดับกระหายและคลายร้อนได้เป็นอย่างดี แถมยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย โดยการทำน้ำอัญชันมะนาวก็ไม่ยากเลย เพียงนำดอกอัญชันประมาณ 100 กรัม มาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยตวงจนเดือด จากนั้นยกลงจากเตาแล้วกรองเอาแต่น้ำที่ได้ เมื่อน้ำอัญชันเริ่มอุ่นก็เติมน้ำมะนาวและน้ำเชื่อมลงไปตามใจชอบ คนให้เข้ากันพร้อมเทใส่แก้ว ใส่น้ำแข็ง นำมาดื่มได้ทันที เห็นไหมว่าทำได้ไม่ยากเลย เพราะฉะนั้นมาทำน้ำอัญชันมะนาว ไว้ดื่มคลายร้อนกันดีกว่า

    ข้อควรระวัง

    1. ผู้ที่เป็นโลหิตจางควรเลี่ยง ผู้ที่มีโลหิตจางควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอัญชัน เพราะมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด
    2. ทำให้ไตทำงานหนัก การทานดอกอัญชันมากเกินไป จะทำให้ไตทำงานหนักเพื่อขับสีของดอกอัญชันออกมา ดังนั้น จึงควรทานในปริมาณปกติ
    3. ดอกอัญชันควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแบบไม่ผ่านการปรุงสุก เพราะบริเวณขั้วดอกมียางซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ส่งผลต่อการระคายเคืองในลำคอ อาจจะเกิดการกัดหลอดอาหารในลำคอได้
    4. หลีกเลี่ยงการทานเมล็ดอัญชัน เพราะเมล็ดจะส่งผลระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้และอาเจียนได้
    5. ในกลุ่มผู้แพ้เกสรดอกไม้ ควรหลีกเลี่ยงดอกอัญชัน เพราะเกสรอัญชันสามารถฟุ้งกระจายได้ง่าย และกระตุ้นอาการแพ้เกสรดอกไม้
    6. หลีกเลี่ยงการทานดอกอัญชันคู่กับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของยาลดลง

    ดอกอัญชัน นอกจากจะเป็นดอกไม้ที่ให้สีสวยสดอย่างเป็นเอกลักษณ์ริมรั้วแล้ว ยังมีประโยชน์และสรรพคุณหลายด้านทีเดียว

    ใครที่กำลังมองหาสมุนไพรบำรุงสุขภาพ อาจจะนำมาคั้นทำเป็นเครื่องดื่มหรือหมักผม เขียนคิ้ว เลือกใช้ดอกอัญชันบ้าง รับรองไม่มีผิดหวัง แต่อย่างไรแล้ว ก็อย่าลืมใช้โดยคำนึงถึงความเหมาะสม เพราะบางคนอาจจะเกิดอาการแพ้นั่นเอง

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : กินดิบ หรือ ปรุงสุก ผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน

  • กินดิบ หรือ ปรุงสุก ผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน

    กินดิบ หรือ ปรุงสุก ผักชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน

    เคยสงสัยไหม ว่าในการเลือกผักมาปรุงอาหารนั้น ผักชนิดไหนควรทานดิบๆ หรือผักชนิดไหน ควรทำให้สุกเสียก่อน เพื่อให้ผักนั้นยังคงคุณค่าทางอาหารไว้

    ซึ่งผักแต่ละชนิดนั้นมีกระบวนการรักษาคุณค่าทางอาหารแตกต่างกัน บางชนิดปรุงสุกจะดีกว่า ซึ่งบางชนิดทานดิบๆจะดีกว่า เรามีตัวอย่างผักที่หลายๆคนยังกังขากันอยู่ว่าวิธีการปรุงแบบไหนจะดีกว่ากัน

    หน่อไม้ฝรั่ง

    ควรทานแบบปรุงสุกในหน่อไม้ฝรั่งมีโฟเลตอยู่มาก ซึ่งมีความจำเป็นต่อความสมบูรณ์ของทารกสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ปอดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของกำมะถันเป็นยาขับปัสสาวะได้ดีตัวหนึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคขัดเบา และยังใช้รักษาโรคหลายชนิด เช่น โรคเส้นประสาทอักเสบ โรครูมาติซึม และบรรเทาอาการปวดฟันได้ด้วย หน่อไม้ฝรั่งเมื่อนึ่งสุกแล้วจะมีประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งได้มากกว่าการทานดิบๆ

    บีทรูท

    ควรทานแบบดิบบีทรูทหัวสีแดงมีเบทานินสูง (betanin) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง น้ำบีทรูทจึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะรักษามะเร็ง นอกจากนั้นยังช่วยทำให้เลือดลมดี และการไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ในหัวบีทรูทยังมีโฟเลตสูง แต่การทำให้สุกจะทำให้สูญเสียกรดโฟเลตในตัวเองไปประมาณ 25% เพราะโฟเลตจะถูกทำลายได้ด้วยความร้อน ซึ่งการทานดิบจะช่วยรักษาสารอาหารส่วนนี้ไว้

    บล็อกโคลี่

    ควรทานแบบดิบแปลกแต่จริง คนไทยไม่คุ้นเคยกับการทานบล็อกโคลี่ดิบๆ นักโภชนาการแนะนำว่า ควรเลือก หน่อหรือต้นอ่อนของบร็อกโคลี่ เพราะยังมีน้ำย่อยไมโรซีเนสที่มีปริมาณที่มากกว่าบร็อกโคลี่ต้นที่โตแล้ว ดังนั้นการกินบร็อกโคลี่ควรทานทั้งหน่อและต้นอ่อนของผัก จะให้ประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าการกินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว และการรับประทานบร็อกโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น จะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานเกินไป นอกจากนี้เจ้าเอมซายด์ ไมโรซีเนสยังช่วยให้ตับสะอาด และช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้
 ทางเลือกอีกทางนึงคือการทานบล็อกโคลี่โดยการลวก หรือผัด ที่ผ่านความร้อนที่ไม่สูงและนานจนเกินไป

    เห็ดต่างๆ

    ควรทานแบบปรุงสุกเห็ดส่วนใหญ่มีแคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ ปราศจากคลอเลสเตอรอล มีธาตุโปแตสเซียมสูง จึงมีคุณสมบัติช่วยลดความดัน และยังมีสารซีลีเนียมที่เป็นสารต้านมะเร็ง แถมยังอุดมด้วยวิตามินบี เฉพาะในเห็ดหอมสดจะมีวิตามินซีสูงมาก ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เพื่อเสริมกระดูกและฟัน อย่างไรก็ตาม การทานเห็ดสดหรือเห็ดที่ปรุงโดยความร้อน ไม่ว่าจะโดยวิธีใด จะต้ม จะย่าง จะอบ ควรใช้ความร้อนไม่สูงนักและใช้เวลาไม่นาน จะให้คุณค่าของสารอาหารมากกว่าเห็ดที่ปรุงสุกหรือผ่านความร้อนเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดีไม่ควรทานเห็ดดิบๆเนื่องจากมีสารบางอย่างจะไปยับยั้งการดูดซึมของอาหารในระบบย่อยอาหารได้

    หัวหอม

    Golden onions on rustic wooden background

    ควรทานแบบดิบวิธีการทานหัวหอมที่ดีที่สุดคือการสไลท์แล้วทานเลย เพราะเอนไซม์ และสารอาหารต่างๆที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหัวหอมจะลดลงเมื่อผ่านความร้อน ทางออกที่ดีถ้าหากไม่คุ้นชินกับการทานแบบดิบๆ คือการผ่านความร้อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    พริกหวานและพริกต่างๆ

    ควรทานแบบดิบเช่นเดียวกับ หัวหอม และกระเทียม พริกหวานควรทานแบบดิบๆมากกว่า เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารและวิตามินต่างๆที่มีประโยชน์ไว้ เพราะส่วนมากพืชและสมุนไพรกลุ่มนี้จะสูญเสียคุณค่าทางอาหารบางส่วนไปในขณะการปรุงด้วยความร้อน ถ้าหากการทานแบบดิบๆไม่ถูกปากแล้วหล่ะก็ การย่างหรือการผัดแบบเร็วๆ ก็เป็นทางออกที่ดีที่ยังให้คุณค่าทางอาหารและยังรักษาประโยชน์ไว้ได้

    ผักโขม

    ควรทานแบบปรุงสุกการปรุง ผักโขมให้สุก จะช่วยเพิ่ม แคลเซียม ธาตุเหล็ก และแม็กนิเซี่ยมได้ เพราะการกินผักโขมให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ควรกินแบบปรุงสุก มากกว่าการดิบๆ เนื่องจากในผักโขมมีกรดชนิดหนึ่ง ชื่อ ออกเซลิค แอซิด ในปริมาณสูง กรดดังกล่าวจะส่งผลให้ร่างกายของเราไม่สามารถดูดซับธาตุเหล็กที่มีมากในผักโขมได้ การนำผักโขมไปทำให้สุกก่อนถือเป็นวิธีช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

    มะเขือเทศ

    ควรทานแบบปรุงสุกเรื่องจริงที่คนส่วนใหญ่อาจจะประหลาดใจ ที่ต้องแนะนำให้ทานมะเขือเทศแบบปรุงสุกมากกว่าการทานแบบดิบๆนั้น เนื่องจากในมะเขือเทศมีไลโคปีนอยู่มาก เป็นสารประกอบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ในกรณีของมะเขือเทศเป็นหนึ่งในข้อยกเว้น มะเขือเทศที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลง จึงทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้การทานมะเขือเทศแบบปรุงสุกจึงทำให้สรรพคุณเรื่องการต้านมะเร็งมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั้นเอง

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : กระเจี๊ยบเขียวที่สุดยาจากธรรมชาติ

  • โรค”แพ้เหงื่อตัวเอง” ภัยสุขภาพที่ผิวหนังจากความร้อน!

    โรค”แพ้เหงื่อตัวเอง” ภัยสุขภาพที่ผิวหนังจากความร้อน!

    การแพ้เหงื่อ เป็นอาการหนึ่งของโรคภูมิแพ้ผิวหนังซึ่งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ได้มากกว่าปกติ โดยความร้อนเป็นตัวเร่งให้ต่อมเหงื่อในร่างกายขับเหงื่อออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้อุดตันบริเวณต่อมเหงื่อ เกิด ผด ผื่น คัน มีผื่นแดง เกิดอาการแพ้ขึ้นทางผิวหนัง

    ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีประวัติภายในครอบครัวเป็นภูมิแพ้แบบต่างๆ เช่น หวัดเรื้อรัง แพ้ฝุ่นไข้ละอองฟางหรือหอบหืด ทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน เช่น ออกกำลังกาย ทำงานกลางแจ้ง

    แพ้เหงื่อ คือ อาการแพ้ที่ทำให้เกิดผื่นบริเวณผิวหนังซึ่งหลายคนเชื่อว่าเกิดจากเหงื่อออก แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจากอะไร และมีวิธีรักษาอย่างไร รวมทั้งวิธีการป้องกันที่ผู้ป่วยควรทราบเพื่อไม่ให้อาการรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

    อาการแพ้เหงื่อเป็นอย่างไร ?

    อาการแพ้เหงื่อมักเกิดขึ้นค่อนข้างเฉียบพลัน และเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย แต่ส่วนใหญ่พบได้มากที่สุด คือ บริเวณหน้าอก ใบหน้า แผ่นหลังส่วนบน และแขน ในเบื้องต้นผื่นลมพิษจะขึ้นหลังจากเริ่มมีเหงื่อออกไม่นานนัก ผื่นที่ขึ้นมีลักษณะเป็นปื้นแดง หรือหนานูนเป็นวงกลม อาจมีอาการคัน หรือมีอาการเจ็บแปลบ ๆ หากสัมผัสตรงผื่นจะรู้สึกอุ่น ๆ บางครั้งอาจคล้ายกับอาการผิวหนังบวม หากผื่นเกิดบริเวณใกล้ ๆ กัน

    ทั้งนี้อาการแพ้เหงื่อจะกินเวลาครั้งละประมาณ 30 นาที ไปจนถึง 1 ชั่วโมง นับตั้งแต่เริ่มเกิดอาการจนผื่นลมพิษยุบ ทว่าในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการแพ้ที่รุนแรงจนเป็นอันตรายได้ ดังนั้นหากเกิดอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ท้องเสีย ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ หายใจตื้น หรือหายใจมีเสียงหวีด น้ำลายในปากเยอะขึ้นกว่าปกติ ความดันโลหิตลดต่ำลง และปวดบีบท้อง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัย

    แพ้เหงื่อเกิดจากอะไร ?

    สาเหตุหลักของอาการแพ้เหงื่อคือ ความร้อน เมื่อผู้ป่วยอยู่ในบริเวณที่มีความร้อนสูง หรือทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความร้อนในร่างกาย เช่น ออกกำลังกาย อาบน้ำอุ่น หรือเข้าห้องอบซาวน่า เป็นไข้ สวมใส่เสื้อผ้าที่คับแน่นหรือไม่ระบายอากาศ รับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดจัด กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ต่อมเหงื่อสร้างเหงื่อออกมาเพื่อระบายความร้อน และเมื่อผิวหนังมีปฏิกิริยากับเหงื่อและความร้อน ก็จะกระตุ้นให้เกิดลมพิษขึ้นมานั่นเอง ในบางกรณีอาการแพ้เหงื่ออาจกำเริบจากภาวะความเครียด และความวิตกกังวลได้อีกด้วย

    ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยที่มีอาการแพ้เหงื่ออยู่แล้วมักจะไม่ค่อยพบว่ามีอาการของลมพิษชนิดอื่น ๆ ที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ลมพิษจากการถูกขีดข่วน ลมพิษที่เกิดจากความเย็น หรือลมพิษที่เกิดจากแรงดัน ส่วนผู้ป่วยโรคอื่น ๆ เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ โรคหอบหืด หรือมีอาการแพ้อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้อากาศ แพ้อาหาร หรือแพ้เกสรดอกไม้ ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้เหงื่อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

    ใครเสี่ยงต่ออาการแพ้เหงื่อบ้าง ?

    แม้อาการแพ้เหงื่อจะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และจะเริ่มแสดงอาการให้เห็นครั้งแรกในช่วงอายุ 10 ปี และ 30 ปี โดยคนที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่ออาการนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีอาการลมพิษเรื้อรัง และผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการภูมิแพ้ อาทิ โรคหอบหืด โรคจมูกอักเสบ หรือผื่นผิวหนังอักเสบ เป็นต้น

    แพ้เหงื่อรักษาได้อย่างไร ?

    เบื้องต้น การรักษาอาการแพ้เหงื่อจะมุ่งเน้นไปที่วิธีลดอาการแพ้ และควบคุมไม่ให้อาการกำเริบ โดยสามารถดูแลตัวเองได้ดังนี้

    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น การออกกำลังกาย หากเป็นไปได้ควรออกกำลังกายในบริเวณที่มีอากาศไม่ร้อนจนเกินไป หรือหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นและการอบซาวน่า ควบคุมความเครียดและความวิตกกังวลให้ได้
    • เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม หากพบว่าตนเองมีภาวะแพ้เหงื่อจากความร้อน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด ลดปริมาณการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มร้อน ๆ อีกทั้งควรควบคุมปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะช่วยลดความถี่ในการเกิดอาการได้

    ทั้งนี้หากอาการแพ้เหงื่อกำเริบ แพทย์มักสั่งยา เช่น ยายับยั้งลิวโคทรีน หรือยากดภูมิคุ้มกัน และยาชนิดอื่น ๆ เช่น

    • ยาแก้แพ้ เช่น ยาเซทิริซีนที่ช่วยออกฤทธิ์ในการขัดขวางสารฮีสตามีนซึ่งส่งผลให้เกิดอาการแพ้ ทำให้อาการแพ้ค่อย ๆ ลดลงอย่างได้ผล
    • ยาคีโตไตเฟน เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการแพ้เหงื่อได้เป็นอย่างดี โดยสามารถช่วยลดปริมาณผื่น และอาการคันได้ ทว่าก็เป็นยาที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้เช่นกัน จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างระมัดระวัง
    • ยาเบต้าบล็อกเกอร์ เช่น ยาโพรพราโนลอล เป็นยาที่มักใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง และทำให้ปัจจัยในการกระตุ้นอาการแพ้เหงื่อลดลง

    นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจต้องดูแลตัวเองควบคู่ไปกับการใช้ยา ซึ่งนอกจากจะช่วยให้อาการแพ้ลดลงแล้ว ก็ยังอาจทำให้ความถี่ในการเกิดอาการลดลงด้วย

    แพ้เหงื่อป้องกันได้อย่างไร ?

    อาการแพ้เหงื่อไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดความถี่ในการเกิดอาการได้ หากตรวจพบว่ามีอาการแพ้เหงื่อ ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่น หากมีปัจจัยมาจากความเครียด ควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด และควรหาทางจัดการกับความเครียด นอกจากนี้ ยังสามารถป้องกันอาการแพ้ได้ด้วยวิธีเหล่านี้

    • ออกกำลังกายแต่พอดี และควรหยุดออกกำลังกายทันทีหากเริ่มมีผื่นลมพิษขึ้นตามผิวหนัง
    • หลีกเลี่ยงความเครียด หรือความวิตกกังวล
    • อาบน้ำเย็น หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่อุณหภูมิสูง
    • สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
    • ปรับปรุงสภาพแวดล้อมของที่อยู่อาศัยให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ร้อน หรืออบอ้าวจนเกินไป

    ขอบคุณข้อมูล : pobpad

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : จุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล สาเหตุที่เป็นไปได้ของโรคลำไส้แปรปรวน

  • จุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล สาเหตุที่เป็นไปได้ของโรคลำไส้แปรปรวน

    จุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล สาเหตุที่เป็นไปได้ของโรคลำไส้แปรปรวน

    สาเหตุหลักที่แท้จริงของ ‘โรคลำไส้แปรปรวน’ ยังคงเป็นเรื่องที่วงการแพทย์ยังคงถกเถียงกันอยู่แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ความสนใจหลักมุ่งไปที่ความเป็นไปได้ 2 ประการ นั่นคือ สาเหตุของโรคที่เกิดจากส่วนที่เกี่ยวกับพันกับ ‘จุลินทรีย์ในลำไส้’ และอีกส่วนเกี่ยวพันกับ ‘การอักเสบ’ ซึ่งทำให้เกิดความหวังว่า ‘โปรไบติก’ จะกลายเป็นตัวช่วยบำบัดโรคลำไส้แปรปรวนได้

    ผู้ที่มีอาการของโรคลำไส้แปรปรวน (IBS-Irritable Bowel Syndrome) จะรู้สึกอึดอัดจากอาการท้องอืดและแน่นท้องหลังจากการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ส่วนอาการอย่างอื่นๆ จะคล้ายกับผู้ป่วยลำไส้อักเสบแต่มักรุนแรงน้อยกว่า เช่น มีอาการปวดท้องเนื่องจากมีแก๊สในกะเพราะอาหาร มีอาการท้องร่วงหรือท้องผูก โดยเส้นประสาทและกล้ามเนื้อของลำไส้จะตอบสนองต่อการกระตุ้นมากเกินปกติ ปัญหาและอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออาจเกิดอาการกำเริบเฉียบพลันแล้วตามด้วยระยะสงบของตัวโรค

    นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ตั้งข้อสันนิษฐานจากอาการที่พบโดยทั่วไปว่า โรคลำไส้แปรปรวนไม่ได้เกิดจากโรคภูมิแพ้หรือการแพ้อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ ในทางกลับกันนักวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลว่า การเกิดของโรคลำไส้แปรปรวนน่าจะอยู่ที่สภาวะซึ่งเรียกว่า ‘การระบาดของจำนวนประชากรแบคทีเรียในลำไส้’ (Overgrowth-SIBD) โดยไมโครฟลอรา (Microflora) จากลำไส้ใหญ่จะขยายรุกล้ำเข้าไปสู่ลำไส้เล็ก

    ถ้าสมมุติฐานข้างต้นนี้เป็นจริง ‘โปรไบโอติก’ จะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่สมมุติฐานดังกล่าวนี้จะมีความถูกต้อง เนื่องจากการระบาดของจุลินทรีย์ในโรคลำไส้แปรปรวน ยังสามารถใช้อธิบายอาการประหลาดอื่นๆ ที่พบในผู้ป่วยลำไส้แปรปรวนได้ เช่น บางรายท้องผูก แต่บางรายกลับท้องร่วง ทั้งนี้เพราะอาการสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตาม ‘ชนิด’ ของเชื้อจุลินทรีย์ที่เกิดการระบาดในแต่ละคน

    การรักษาลำไส้ให้สมดุล จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลำไส้แปรปรวน เริ่มต้นง่ายๆ จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย ‘โปรไบโอติก’ เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจะช่วยทำให้สุขภาพของท่านแข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้ายนานับประการ

    “Check-list ดูว่าคุณกำลังเป็นโรคลำไส้แปรปรวนหรือไม่”

    เช็คว่าคุณกำลังมีโอกาสเป็นโรคลำไส้แปรปรวนอยู่รึเปล่าได้ง่ายๆ ด้วย Check-list เหล่านี้– รู้สึกว่ามีลมในท้องตลอด มีเสียงครืดคราด และบางคนอาจมีพุงป่องออกมา

    • หลังทานอาหารจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดใดก็ตาม มักมีความรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด มากกว่าความรู้สึกอิ่ม
    • มีอาการท้องผูกสลับท้องเสียแบบไม่มีสาเหตุแน่ชัด รวมถึงอุจจาระอาจถ่ายแข็ง หรือบางทีก็ถ่ายเหลว
    • นอกจากอาการทางระบบทางเดินอาหารแล้วอาจมีอาการเครียด หรือซึมเศร้าประกอบได้ด้วย
    • ใช้ยาลดกรด ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้เป็นประจำ จนลำไส้ชินต่อการถูกกระตุ้น (และไม่ทำงานเมื่อไม่มีการกระตุ้น)

    ถ้าเช็คจากอาการเหล่านี้แล้วพบว่าตรงเกิน 2 ข้อขึ้นไปก็อาจสันนิษฐานได้ว่าคุณกำลังเป็นโรคลำไส้แปรปรวนอยู่

    “Probiotic ทางออกของโรคลำไส้แปรปรวน”

    รักษาโรคลำไส้แปรปรวนเป็นโรคที่มีสาเหตุไม่ชัดเจน จึงไม่มียารักษาโดยตรง การรักษาของแพทย์คือการรักษาตามอาการ เช่น ท้องผูกก็จ่ายยาแก้ท้องผูก ท้องเสียก็จ่ายยาแก้ท้องเสีย แต่ก็พบว่าไม่ได้ทำให้อาการหายขาด หรือดีขึ้น อาการลำไส้แปรปรวนยังคงเรื้อรัง แพทย์จะแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และออกกำลังกายเป็นประจำ ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่ได้หายขาด แต่เป็นเรื้อรัง เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย ช่วงไหนขาดการดูแลสุขภาพก็กลับมาเป็นอีกซ้ำๆ

    แต่ปัจจุบันมีการวิจัยหาสาเหตุของลำไส้แปรปรวนที่น่าสนใจ โดนสันนิษฐานว่าลำไส้แปรปรวนอาจเกิดความไม่สมดุลของแบคทีเรียบริเวณลำไส้ (ลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็ก) และการอักเสบบริเวณลำไส้ ทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ ซึ่งทำให้ Probiotic (โปรไบโอติก) หรือแบคทีเรียชนิดดีเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการรักษาลำไส้แปรปรวน เพราะ มีสรรพคุณสร้างสมดุลให้กับลำไส้ ลดการอักเสบ ทำให้การขับถ่ายกลับมาเป็นปกติ

    มีงานวิจัยที่น่าสนใจในต่างประเทศ โดยนักวิจัยชาวไอริชรับสมัครผู้ป่วยลำไส้แปรปรวน (IBS) จำนวน 77 คน เพื่อประเมินผลการใช้ Probiotic รักษา โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มที่ได้รับ Probiotic และผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ได้รับเชื้อ ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับเชื้อมีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาการปวดท้องลดลง การพองตัวของลำไส้ลดลง และมีความสม่ำเสมอในการเคลื่อนตัวของลำไส้มากขึ้น พูดง่ายๆ ว่ากลุ่มที่ได้รับ Probiotic มีอาการที่ดีกว่า

    นอกจากอาการจากระบบทางเดินอาหารที่ลดลง และดีขึ้นแล้ว อาการต่างๆ ที่เป็นผลลูกโซ่จากระบบทางเดินอาหารยังลดลงไปด้วย เช่น สิว ผิวหมองคล้ำ อาการเหนื่อยล้าจากการขาดสารอาหาร โรคอ้วนจากระบบเผาผลาญด้อยประสิทธิภาพ โรคเครียด โรคซึมเศร้า รวมถึงอาการภูมิแพ้บางชนิด เช่น แพ้เกสรดอกไม้ หรือแพ้อาหาร และยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

    ปัจจุบันตามโรงพยาบาลชั้นนำก็มีการประยุกต์นำ Probiotic เข้ามาใช้เพื่อการรักษาโรคลำไส้แปรปรวนมากขึ้น เช่นกัน เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิตติเวช เป็นต้น

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ไซนัสอักเสบ ชนิดเรื้องรัง… สำคัญหรือไม่?

  • ประกันกลุ่มคืออะไร แต่ละประเภทให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง

    ประกันกลุ่มคืออะไร แต่ละประเภทให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง

    ประกันกลุ่ม มีลักษณะเป็นการประกันภัยแบบกลุ่มพนักงาน ส่วนมากมักจะเป็นสวัสดิการที่นายจ้างมอบให้แก่ลูกจ้าง แต่ประกันภัยกลุ่มมีหลากหลายแบบ เช่น ประกันสุขภาพกลุ่ม , ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม , กลุ่มประกันชีวิต ฯลฯ เบื้องต้น..

    เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่าประกันกลุ่ม คืออะไร และประกันกลุ่มแต่ละแบบให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง….

    ประกันกลุ่ม คืออะไร

    ประกันกลุ่ม คือ การประกันภัยที่มีลักษณะเป็นแบบกลุ่ม ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ทำประกันกลุ่มจะเป็นพวกนายจ้าง หรือ บริษัท องค์กรใหญ่ ๆ ซะมากกว่า ส่วนมากจะเป็นสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง

    ซึ่งบริษัทประกันภัยจะออกกรมธรรม์ประกันภัยหลัก มาให้เพียงฉบับเดียว แต่มีชื่อผู้เอาประกันภัยหลายคนอยู่ในกรมธรรม์ฉบับนั้น ซึ่งลูกจ้างจะได้รับเอกสารเป็นใบรับรองการเอาประกันภัยนั่นเอง ประกันกลุ่ม ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ ประกันอุบัติเหตุ , ประกันสุขภาพ , ประกันชีวิต

    ประกันกลุ่ม ราคาเท่าไหร่

    ราคา ประกันกลุ่ม แต่ละบริษัทประกันภัยนั้นจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กลับแผนความคุ้มครองต่าง ๆ ของประกันภัยชนิดนั้น ๆ ฉะนั้น.. ราคา ประกันกลุ่ม จึงไม่สามารถระบุตายตัวได้ว่ามีราคาเท่าไหร่

    • ประกันสุขภาพกลุ่ม

    ประกันสุขภาพกลุ่ม จะให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ กลุ่มประกันสุขภาพที่บริษัทจัดทำเพื่อเป็นสวัสดิการให้กับพนักงานจะมีทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเหมือนกับการทำประกันสุขภาพ ทั่ว ๆ ไปเช่นกัน

    • ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม

    ประกันอุบัติเหตุ แบบกลุ่มจะให้ความคุ้มครองเมื่อผู้ทำประกันเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะต่าง ๆ ตามที่ได้ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ แต่ต้องเป็นเหตุที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น ! รวมถึงยังมีค่าชดเชยเมื่อต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกด้วย หากบริษัทไหนมี ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม ให้พนักงานถือว่าโชคดีมาก ๆ เลยแหละค่ะ เพราะอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั่นเอง

    • ประกันชีวิตกลุ่ม

    ประกันชีวิตกลุ่ม คือ ประกันที่ให้ความคุ้มครองเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตจากเหตุต่าง ๆ เช่น การเจ็บป่วย อุบัติเหตุ โดยที่ บริษัทประกันภัย จะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้รับผลประโยชน์ของผู้ทำประกันภัยตามที่ได้ระบุเอาไว้ใน กรมธรรม์ประกันภัย

    นายจ้างได้รับอะไรจากการทำประกันกลุ่มบ้าง

    1. การที่บริษัท องค์การต่าง ๆ ทำประกันกลุ่มให้กับพนักงาน จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรว่าให้ความสำคัญกับพนักงาน แถมยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง

    2. บริษัทที่มีประกันกลุ่มให้กับพนักงาน จะช่วยให้บริษัทนั้น ๆ ได้รับประโยชน์ทางด้านภาษี นำค่าเบี้ยประกันภัยมาหักเป็นค่าใช้จ่ายตอนที่จะส่งภาษีประจำปี

    3. ประกันกลุ่ม มีต้นทุนต่ำ แต่ทำให้ลูกจ้างหรือพนักงานนั้นได้รับผลประโยชน์สูงเหมือนกับการทำประกันภัยรายบุคคล

    พนักงานได้รับอะไรจากประกันกลุ่ม

    1. ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเมื่อบาดเจ็บ เจ็บป่วย เมื่อต้องเข้ารับการรักษา เพราะบริษัทประกันภัยจะมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ผู้เอาประกันภัยแทน

    2. หลายคนเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยมักจะรอให้หายเอง เนื่องจากกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล การที่มีประกันกลุ่มจะช่วยทำให้ลูกจ้างกล้าที่จะไปรักษาอาการเจ็บป่วยตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงได้

    3. ช่วยให้พนักงานมีความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้น เพราะพนักงานจะรู้สึกว่าบริษัทนั้นเป็นที่พึ่งพาได้ รู้สึกเหมือนมีหลักประกันที่มั่นคง ทำให้อุ่นใจนั่นเอง

    หากบริษัทหรือองค์กรไหนมีสวัสดิการ ประกันกลุ่ม ให้กับพนักงาน ต้องบอกเลยค่ะว่าโชคดีมาก ๆ เพราะประกันภัยแบบกลุ่ม จะช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลได้อย่างแน่นอน

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ความจริงที่ควรรู้ ก่อนซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษี!!

  • ความจริงที่ควรรู้ ก่อนซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษี!!

    ความจริงที่ควรรู้ ก่อนซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษี!!

    สิ่งที่จำเป็นที่สุดนั้น ไม่ใช่เรืองของการทำประกัน แต่มันเป็นการวางแผนการเงินให้ครบองค์รวมทุกด้าน มองให้ออกว่าความต้องการที่แท้จริงนั้นเราต้องการอะไร และใช้ประกันเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการช่วยเดินตามเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม…

    จุดเริ่มต้นในการซื้อประกันของใครหลายคน อาจจะเริ่มต้นที่ความต้องการลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไรนัก เนื่องจากแท้ที่จริงแล้ว ประกันนั้นถือว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์มากกว่า ทั้งเรื่องของการป้องกันความเสี่ยง สะสมทรัพย์ ส่งต่อความมั่งคั่ง ไปจนถึงการสร้างบำนาญให้กับตัวเองอีกต่อหนึ่ง

    ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อ ประกันเพื่อลดหย่อนภาษี ขอให้เริ่มต้นทำความเข้าใจจาก “ความจริง” ของประกันชีวิตที่ควรรู้ทั้ง 10 ข้อนี้ก่อน เพื่อให้เรามั่นใจว่า เราได้เลือกซื้อประกันที่เหมาะสมกับเราได้อย่างแท้จริง….

    • ประกันชีวิต ไม่ใช่การฝากเงิน

    ถึงแม้ว่าประกันชีวิตจะมีลักษณะคล้ายเงินฝาก แต่ที่แท้จริงประกันชีวิตเป็นการทำสัญญาตกลงระยะยาวโดยมีการจ่ายเบี้ยตามที่กำหนดไว้ให้กับบริษัทประกันเพื่อคุ้มครองชีวิต

    นอกจากนั้นการฝากเงินนั้น สามารถเบิกถอนเงินได้ตลอดเวลา แต่ประกันชีวิตไม่ใช่แบบนั้น เพราะการถอนเงินจากกรมธรรม์ ไม่สามารถทำได้เหมือนเงินฝาก ต้องรอมีเงินคืน หรือครบสัญญา และถ้าหากจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ก็ต้องทำการเวนคืนกรมธรรม์ ซึ่งอาจจะทำให้มูลค่าเงินสดที่เหลืออยู่ในกรมธรรม์ น้อยกว่าเบี้ยที่จ่ายไปแน่นอน

    • นึกถึงประกันชีวิต เมื่อจะลดหย่อนภาษีอย่างเดียวไม่ได้ 

    เพราะหน้าที่ของประกันคือ การบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก ถ้าคิดแต่จะซื้อเพื่อลดหย่อนภาษี ให้ได้ลดหย่อนเยอะๆ หรือลดให้เต็มสิทธิ์ บางทีแล้วอาจจะเป็นการลดหย่อนที่มากเกินความจำเป็น และไม่ได้มองถึงภาพรวมของการวางแผนการเงินเพื่อชีวิตได้อย่างถูกต้อง

    • ประกันที่เหมาะสำหรับลดหย่อนภาษีไม่ได้มีแค่เฉพาะประกันแบบสะสมทรัพย์ 

    ที่จริงแล้วประกันชีวิตมีหลายประเภท ทั้งเน้นความคุ้มครองชีวิต และออมเงินระยะยาว ซึ่งทุกประเภทนั้นสามารถลดหย่อนภาษีได้เหมือนกัน สิ่งที่ต้องดูจริงๆ คือ “ความจำเป็น” ของแต่ละคน เพราะถ้าหากเราต้องการแบบคุ้มครองชีวิต แต่ไปทำสะสมทรัพย์แทน แม้จะลดภาษีได้ แต่ถือว่าบริหารความเสี่ยงผิดพลาด เพราะแบบสะสมทรัพย์นั้นให้ความคุ้มครองต่ำ หากเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้นมา คนข้างหลังได้เงินน้อยกว่าแบบเน้นคุ้มครองชีวิต

    • ประกันสั้นๆ ไม่ได้ดีกว่าประกันยาวๆ

    บางคนเลือกประกันสะสมทรัพย์ เน้นเงินออม และตั้งใจจะจ่ายเบี้ยสั้นๆ ด้วย เพราะคิดว่าไม่อยากจ่ายยาว เป็นภาระ แต่ความจริงก็คือ ควรจะสั้นหรือยาว มันขึ้นอยู่กับเป้าหมายการเงิน และความจำเป็นในชีวิต เช่น เป้าหมายการออมของเราคือเพื่อเอาไว้ใช้หลังเกษียณ ก็ต้องออมยาว หรือความจำเป็นคือ เรามีภาระเลี้ยงดูลูก มีภาระหนี้สินที่ต้องผ่อนอีก 30 ปีกว่าปี แบบนี้ก็ต้องการความคุ้มครองยาวกว่า เพื่อให้เรามั่นใจว่าตรงกับทุกความต้องการที่เรามี

    • จ่ายเบี้ยสั้นๆ ไม่ได้ดีกว่าจ่ายเบี้ยยาวๆ 

    เช่นเดียวกัน ประกันแต่ละแบบนั้น มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การจ่ายเบี้ยยาวๆ นั้น ก็เหมือนกันกับจ่ายคืนเงินกู้บ้าน เพราะยิ่งยาว เงินผ่อนต่องวดจะยิ่งลดลง ประกันก็เช่นเดียวกัน แบบประกันที่สัญญายาวเท่ากัน แบบที่จ่ายเบี้ยยาวกว่า จะถูกกว่าแบบที่จ่ายเบี้ยสั้นกว่า 

    เพราะฉะนั้น แบบสั้นๆ จะมีข้อดีตรงที่ ไม่ต้องมีภาระค่าเบี้ยนาน แต่ข้อเสียคือ ค่าเบี้ยต่องวดก็จะแพง เหมาะกับคนที่มีกำลังจ่ายเบี้ยสูง ขณะที่แบบจ่ายเบี้ยยาว ข้อดีคือ ค่าเบี้ยต่องวดถูก แต่ข้อเสียคือ มีภาระค่าเบี้ยนาน เหมาะกับคนที่มีกำลังจ่ายเบี้ยน้อยกว่านั่นเอง

    • แบบที่มีเงินคืน ไม่ได้ดีกว่าแบบที่ไม่มีเงินคืน หรือจ่ายเบี้ยทิ้ง 

    ที่จริงแล้วประกันแบบที่มีเงินคืนนั้น ส่วนใหญ่จะแบบสะสมทรัพย์ ทำเพื่อการันตีเงินออม ส่วนแบบที่ไม่มีเงินคืนคือเป็นแบบเน้นคุ้มครองชีวิต ถึงไม่มีเงินคืน แต่ถ้าเทียบกันเบี้ยที่จ่ายในจำนวนที่เท่ากัน แบบที่เน้นคุ้มครองชีวิตที่ไม่มีเงินคืน จะได้วงเงินคุ้มครองชีวิตสูงกว่าเยอะมาก ยิ่งเป็นแบบจ่ายเบี้ยทิ้ง วงเงินคุ้มครองยิ่งสูงมากๆ 

    • ทำประกันชีวิตเท่าที่พอใจจะจ่ายเบี้ยอาจมีผลเสียมากกว่าดี

    คำว่าเท่าที่พอใจจะจ่าย จะมีผลอยู่ 2 อย่าง คือ จ่ายได้เยอะเกินไป กับจ่ายได้น้อยเกินไป 

    จ่ายได้เยอะเกินไป คือ การทำประกันมากเกินความจำเป็น แต่ถ้ามีการวางแผนที่ดี รู้จักเอาเงินส่วนหนึ่งไปวางแผนลงทุนบ้าง เราอาจจะได้มากกว่านั้นหลายเท่า แล้วยังเหลือเงินไปวางแผนด้านอื่นอีกด้วย

    จ่ายน้อยกว่าที่จำเป็น คือ คนที่มีภาระการเงินเยอะ แต่ทำประกันวงเงินคุ้มครองแค่เพียงเล็กน้อยซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมความเสี่ยงเพียงพอ เพราะฉะนั้นต้องมองเรื่องการวางแผนการเงินให้ครบถ้วนด้วย

    • ประกันสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องถ้าไม่เคลม ก็ไม่คุ้ม 

    มักจะมีคนคิดว่า ทำประกันไป ถ้าไม่เคลมก็ไม่คุ้มสิ จ่ายเบี้ยทิ้งไปทุกๆ ปี แบบฟรีๆ เอาเงินไปลงทุนดีกว่าไหม แล้วเป็นอะไรก็เอาดอกผลมาจ่ายค่ารักษา แต่ในความเป็นจริงก็คือ ไม่มีใครรู้อนาคตว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นเมื่อไร และถ้าหากรู้อนาคตจริงๆ ประกันก็คงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นอีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถจัดการความเสี่ยงได้หมด

    หรือถ้าลองคิดดูว่า คุ้มคือการได้เคลม ก็แปลว่า เราต้องเจ็บป่วย ซึ่งความเจ็บปวดทรมานที่เจอ กับเวลาที่ต้องเสียไปแบบนี้คือความคุ้มที่เราต้องการจริงๆ เหรอ?

    • เงื่อนไขที่ว่า ไม่ต้องตรวจหรือตอบคำถามสุขภาพ นั้นเป็นเรื่องจริง

    ต้องแยกก่อนว่ามันคือประกันที่ ไม่ต้องตรวจสุขภาพ หรือ ไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น การไม่ต้องตรวจสุขภาพ เป็นกรณีที่เวลาจะทำประกัน ตัวแทนจะถามเราว่า มีโรคประจำตัวมาก่อนไหม สุขภาพแข็งแรงดีรึเปล่า ถ้าเราแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว ไม่เคยผ่าตัดอะไรหนักๆ ส่วนใหญ่คือไม่ต้องตรวจสุขภาพ อันนี้เป็นเรื่องปกติ

    แต่… ถ้าเราตอบคำถามแบบบิดเบือนหรือโกหก ทำให้ไม่ต้องตรวจสุขภาพ แล้วเกิดต้องเคลมทีหลัง ที่มีผลเกี่ยวข้องกับโรคที่เป็นอยู่ก่อน แล้วบริษัทประกันไปสืบประวัติเจอ อันนี้บริษัทประกันสามารถปฏิเสธการเคลมได้ เพราะถือว่าเราโกหก

    ส่วนเรื่อง ไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ ส่วนใหญ่จะเจอกับประกันผู้สูงวัย ซึ่งแปลว่า ถึงเป็นโรคมาก่อน ก็รับทำประกัน แล้วค่อยมาวัดดวงกันว่า ถ้าเสียชีวิตภายใน 2 ปีตั้งแต่ทำประกัน ที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เขาจะไม่จ่ายทุนประกันให้ แต่จะคืนเบี้ยบวกดอกเบี้ยให้เฉยๆ ซึ่งตรงนี้จะมีระบุในสัญญาไว้แล้ว โดยการเคลมได้หรือไม่ได้ตรงนี้ต้องพิจารณาให้ชัด ดูสัญญาให้เข้าใจ เพื่อที่จะได้รู้ว่าที่เคลมไม่ได้น่ะ ใครผิดจริง

    • ยูนิตลิงค์ ไม่ใช่ประกัน ที่ดีที่สุด 

    บางคนอาจเคยได้ยินมาว่า ยูนิตลิงค์ คือสินค้ามหัศจรรย์ คือสุดยอดแบบประกันที่เจ๋งกว่าแบบประกันแบบเดิมๆ แต่จริงๆแล้วทุกสินค้าการเงินนั้น มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

    อย่างยูนิตลิงค์ ข้อดีของมันก็คือความยืดหยุ่น สามารถวางแผนเองได้ ว่าจะจ่ายเบี้ยกี่ปี่ คุ้มครองกี่ปี ปรับลดเบี้ยเมื่อไหร่ ถอนเงินออกมาเท่าไหร่ ปีไหน ได้ผลตอบแทนประมาณไหน วางแผนเองได้ รวมถึงบางแบบก็ความคุ้มครองสูง 100-120 เท่าของเบี้ยประกัน

    แล้วก็อาจจะเป็นเรื่องของความสะดวก ซื้อ1 ได้ถึง 2 คือได้คุ้มครองชีวิตกับลงทุนไปพร้อมๆกันที่เดียว นี่คือจุดเด่นจริงๆของยูนิตลิงค์ แต่ไม่ใช่เรื่องของผลตอบแทนเป็นหลัก เพราะถ้าบอกว่าดี เพราะผลตอบแทนสูง ก็ไม่ใช่ เพราะยังไงก็อาจแพ้การไปลงทุนในกองทุนรวมด้วยตัวเอง เพราะยูนิตลิงค์ต้องเสียค่าธรรมเนียมจากบริษัทประกันอีกรอบหนึ่ง

    ส่วนข้อเสีย อีกเรื่องของยูนิตลิงค์ก็มาจากข้อดีนั่นแหละ เพราะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าแบบสะสมทรัพย์ ก็เลยเสี่ยงกว่า ถ้าไปวางแผนไว้ให้ผลตอบแทนสูงๆ 8-10% ต่อปี แล้วเกิดถึงช่วงวิกฤติขึ้นมา หุ้นติดลบ 40-50% มูลค่าเงินลงทุนในกรมธรรม์หายไปครึ่งนึ่ง มันอาจจะไม่พอเหลือให้ตัดไปเป็นค่าทำประกันปีต่อๆไปก็ได้ ทำให้ความคุ้มครองหายไปเลย เพราะฉะนั้น ในข้อดี มันก็มีข้อควรระวังที่ต้องคำนึงถึงอยู่ด้วยเช่นกัน …

    บทสรุปทั้งหมดของ 10 ความจริงที่ควรรู้ก่อนทำประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีนั้น จะเห็นได้ว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดนั้นไม่ใช่เรืองของการทำประกัน แต่มันเป็นการวางแผนการเงินให้ครบองค์รวมทุกด้าน มองให้ออกว่าความต้องการที่แท้จริงนั้นเราต้องการอะไร และใช้ประกันเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการช่วยเดินตามเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม

    ขอบคุณข้อมูล :aommoney.school

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ผู้หญิงกว่า 80% มีเชื้อ HPV แต่ไม่รู้ตัว!!


  • รีวิวมหากาพย์ทรีทเม้นท์บำรุงผม 10 ยี่ห้อ ปังหรือพัง นุ่มจริงไม่จริงเดี๋ยวรู้กัน!!

    รีวิวมหากาพย์ทรีทเม้นท์บำรุงผม 10 ยี่ห้อ ปังหรือพัง นุ่มจริงไม่จริงเดี๋ยวรู้กัน!!

    สวัสดีค่ะชาว CheezeBite ทุกคน วันนี้เราจะขอแชร์ข้อมูล เกี่ยวกับทรีทเม้นท์บำรุงผม เผื่อว่าจะเป็นอีกทางเลือกในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผมของเพื่อนได้ ^^

    ปกติแล้วเราเป็นคนทำสีผมค่อนข้างบ่อย ตอนทำมาแรกๆ มีความปริ่มว่าผมชั้นสีสวยปังมาก (อย่ามองแรงสิคะ – -^) แต่สุดท้ายคือผมพังจ้า แล้วชะนีอย่างเราก็ชอบไปเสิร์จดูในกูเกิ้ลนะ แบบที่เค้าเอาเบียร์มาหมักผมกัน น้ำมันมะพร้าวมาผสมกับนู่นนี่นั่น
    มันดูยุ่งยากไปอีกกกกก

    รู้ว่าดีนะ แต่ความขี้เกียจก็ชนะค่ะ ก็เลยเลือกใช้เป็นทรีทเม้นท์บำรุงผมสำเร็จรูปนี้แหละง่ายสุดละ บางแบรนด์ที่เลือกมาทดลองในครั้งนี้ ก็เคยลองใช้เองบ้าง ไม่ได้ใช้บ้างนะคะ

    ลิสต์ของแบรนด์ทรีทเม้นท์บำรุงผมทั้งหมด 6 ยี่ห้อ

    • L’oreal Profressionnel Hair Spa Repairing Creambath

    คุณสมบัติตามฉลากสินค้า
    ครีมอบไอน้ำบำรุงเส้นผมแฮร์สปา เหมาะสำหรับผมแห้งเสียและอ่อนแอมาก 
    ด้วยส่วนผสมของเชียบัตเตอร์และน้ำมันสกัดจากอะโวคาโด ช่วยฟื้นบำรุงเส้นผมจากสภาพที่แห้งและถูกทำลายให้กลับชุ่มชื้น นุ่มสลวย เงางาม เรียกคืนความแข็งแรงให้กับเส้นผมและช่วยบำรุงหนังศีรษะให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น

    ความรู้สึกที่ได้
    เนื้อครีมอบไอน้ำเป็นสีขาวข้นๆ กลิ่นของเค้าจะเป็นกลิ่นเหมือนแบบว่าเราอยู่ในร้านทำผมที่เค้ากำลังอบไอน้ำอยู่เลยค่ะ คิดว่าหอมดีนะ ความรู้สึกหลังจากใช้ ผมนุ่มๆลื่นๆ แต่ไม่ได้รู้สึกนุ่มมากขนาดนั้น อาจเพราะว่าไม่ได้ใช้คู่กับการอบไอน้ำคะ ใช้แทนครีมนวดไปเลย ผลที่ได้เลยไม่ค่อยรู้สึกว่านุ่มมาก แต่กลิ่นนี่หอมติดผมมาก กระปุกใหญ่จริง แต่มันแอบแพงไปนิดนึง ราคา : 279 บาท/ปริมาณ : 500 ml.

    • Lolane Intense Care Keratin Repair Mask

    คุณสมบัติตามฉลากสินค้า
    เป็นสูตรมาส์กฟื้นฟูบำรุงเส้นผมที่แห้งเสีย จากการทำสีผม ปกป้องผมทำสี ให้สวยเปล่งประกายนานกว่า ฟื้นบำรุงเส้นผมด้วย Triple-Keratin ผสานคุณค่า Meadowfoam Seed Oil ทำให้สีผมติดทนนาน เปล่งประกาย เส้นผมแข็งแรง มีสุขภาพดี

    ความรู้สึกที่ได้
    เนื้อครีมมาส์กจะเป็นสีออกครีมๆ ข้นๆ คะ มีแบบซอง แถมมาในกล่องทำสีผมสูตรนมฮอกไกโด เค้าบอกว่าจะช่วยบำรุงผมที่ทำสีด้วย โดยรวมก็ทำให้ผมนุ่มลื่น บำรุงผมปกติ ส่วนกลิ่นหอมกำลังดีนะคะ แต่ลองดมดูเยอะๆ แล้วก็แอบเวียนหัวเหมือนกัน ตัวเนื้อครีมมีความเข้มข้นและกระจายตัวได้ดีค่ะ ราคา : 100 บาท/ปริมาณ : 200 g.

    • Lolane Natura Hair Treatment

    คุณสมบัติตามฉลากสินค้า
    เป็นครีมหมักผมสำหรับผมแห้งเสีย ชี้ฟู ไร้น้ำหนัก สูตรผสมโจโจ้บาออยล์และซิลโปรตีน 
    หมักเร็ว นุ่มนาน ใช้แทนครีมนวดผมได้เลยคะ ด้วยนวัตกรรม Moisture Infusion System ผสานพลังคุณค่าจาก Jojoba Oil, Silk Protein และ Glycerin เกิดเป็นสารบำรุงเข้มข้นช่วยปรับสภาพและฟื้นฟูผมที่แห้งเสีย ไร้น้ำหนักให้กลับชุ่มชื่น เรียบลื่น สลวย จัดทรงง่ายค่ะ

    ความรู้สึกที่ได้รับ
    ครีมหมักผมโลแลนตัวนี้เป็นตัวฮิตอีกหนึ่งตัวค่ะ สาวๆ หลายคน ต้องเคยใช้มาแล้วแน่นอน 
    เนื้อครีมเป็นสีขาวข้นๆ สีไม่ครีมเท่ากับตัวอินเทนซ์แคร์ แต่เนื้อครีมหนืดและข้นกว่ามาก กลิ่นคล้ายๆ กับตัวอินเทนซ์แคร์เลย เป็นกลิ่นเฉพาะของโลแลนเค้ารึป่าวนะ ก็ไม่แน่ใจ เนื้อครีมกระจายตัวดีคะ ผมนุ่ม หวีง่ายขึ้นด้วย ราคาถูกเว่อร์ ราคา : 65 บาท/ปริมาณ : 250 g.

    • Cruset Revital Hair Mud

    คุณสมบัติตามฉลากสินค้า
    โคลนหมักผมสูตรพิเศษอุดมไปด้วย Muiti-Mineral แร่ธาตุที่ได้จากธรรมชาติ พร้อมสารสกัดจากพืชใต้ท้องทะเล Sea Fennel Extract ช่วยบำรุงให้ความชุ่มชื้นแก่เส้นผมและหนังศีรษะ ให้เส้นผมเรียบลื่น นุ่มสลวย ดำเงางามเป็นธรรมชาติ พร้อม Wheat Protein ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพเส้นผมที่แห้งเสียจากความร้อน สารเคมีหรือมลภาวะ ให้กลับมานุ่ม ลื่น มีน้ำหนัก จัดทรงง่ายและมีสุขภาพดีคะ

    ความรู้สึกที่ได้รับ
    เนื้อครีมเป็นสูตรโคลนหมักผม สีก็เหมือนโคนจริงๆ ค่ะ เป็นสีเทาเนื้อโคลนเข้มข้นกำลังดี ไม่ไหลไปกับน้ำ แต่กลิ่นไม่หอมเลย อยากให้มีกลิ่นหอมๆ กว่านี้ ผมนุ่มลื่นดีนะคะ แต่มันถูกดีนะเออ ราคา : 95 บาท/ปริมาณ : 500 ml.

    • Just Modern Hair Treatment Wax

    คุณสมบัติตามฉลากสินค้า
    ทรีทเม้นท์แว๊กซ์หมักผมเข้มข้น สูตรน้ำนมข้าว สูตรใหม่ที่เพิ่มคุณค่าทรีทเม้นท์บำรุงยิ่งขึ้น 
    จึงดูแลผมแห้งเสียได้เป็นพิเศษกว่าครีมนวดธรรมดา รวมคุณประโยชน์จากโปรตีนในเมล็ดข้าวและจมูกข้าวสาลี ผสานกันเคลือบเส้นผมประดุจแว็กซ์เงา บำรุงและฟื้นฟูอย่างเข้มข้น ช่วยเคลือบปิดเกล็ดเส้นผมที่แห้งหยาบกระด้างรุนแรงให้กลับมานุ่มลื่น เรียบสลวย พร้อมเพิ่มประกายเงางามเป็นพิเศษ ป้องกันผมเสียและแตกปลาย

    ความรู้สึกที่ได้รับ
    เนื้อครีมเป็นสีขาวเงาๆ ไม่ค่อยข้นเท่าไหร่นะคะ เราว่าเนื้อครีมไม่ค่อยเกาะเส้นผมด้วย แต่ใช้แล้วผมนุ่มดี มีน้ำหนักขึ้นค่ะ กลิ่นเหมือนน้ำนมข้าวเลย แต่กลิ่นมันดูสังเคราะห์ไปหน่อย ไม่ค่อยธรรมชาติ ล้างออกยากนะ แต่ใช้แล้วผมนุ่มไม่พันกันจริงๆ ค่ะ ราคา : 110 บาท/ปริมาณ : 500 ml.

    • BSC Hair Care Hair Treatment

    คุณสมบัติตามฉลากสินค้า
    ครีมทรีทเม้นท์ สูตรเข้มข้นเหมาะสำหรับผมที่แห้งเสียมาก ด้วยส่วนผสมของ Tsubaki Oil (สึบากิออยส์) น้ำมันบำรุงเส้นผมโดยเฉพาะ ช่วยให้เส้นผมเงางาม ลดการพันกัน ทำให้เส้นผมทิ้งตัวสลวย Barley Protein (บาร์เลย์โปรตีน) ช่วยบำรุงให้เส้นผมมีความชุ่มชื้น เนื้อครีมยังมีส่วนผสมของสารบำรุง Hya-Moist จากอนุพันธ์ไฮยาลูโลนิค แอซิด มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะที่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนาน ทำให้ผมไม่หยาบกระด้าง สัมผัสนุ่มลื่น

    ความรู้สึกที่ได้รับ
    เนื้อครีมสีขาวข้นมากๆ คุณพระ! กลิ่นมันหอมแบบดอกไม้เว่อร์ค่ะ ตัวนี้ไม่เคยลองใช้ด้วยตัวเองนะคะ แต่กลิ่นชวนใช้อยู่พอสมควรเลยล่ะ เนื้อครีมละเอียด นุ่มๆ ไม่หนืดเหมือนตัวอื่น
    ราคา : 145 บาท/ปริมาณ : 450 g.

    CheezeBite หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่ผมแห้งเสียพังมากมาก่อน จะได้มีโอกาสเลือกทรีทเม้นท์มาบำรุงผมกันถูกตัวนะคะ และเราเชื่อว่าการมีสุขภาพผมที่ดี เงางาม สลวยสวยเก๋ จะทำให้บุคลิกภาพและหน้าตาคุณดูดีขึ้นมาได้ เพราะผมเป็นส่วนหนึ่งของความสวยในตัวผู้หญิงทุกคน เพราะฉะนั้น อย่าลืมดูแลสุขภาพผมกันด้วยนะค่ะ ^^

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ร้อนจะเป็นลม ยาดมกันหน่อยมั้ยคะ ซิสสส!! , 6 ครีมแต้มสิว สำหรับคนผิวมัน ที่ควรมีติดบ้าน!!