เรื่องเล่าลี้ลับวิชาคาถาอาคมทั้งหลายเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่ได้มีการเล่าสืบทอดต่อๆ กันมามากมายจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวที่ได้นำมาแบ่งปันในวันนี้เป็นเรื่องเล่าของ แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล โดยแหวนนี้สร้างขึ้นโดยอาศัยต้นเค้ามาจาก แหวนนพสูรย์ ที่มีบันทึกอยู่ในตำรับวิชาการสร้างแหวนมหาจักรพรรดิของวัดประดู่ทรงธรรมพระนครศรีอยุธยา จัดเป็น ๑ ในแหวน ๑๓ ชนิดที่ตำราระบุไว้ เท่าที่พอจำได้ก็มี นิ้วเพชรพระอิศวร ดัชนีพระอุมา นาคีคำรณ อำนาจราชสีห์ รัศมีพระพุทธเจ้า กษัตริย์สามรี เป็นต้น
แหวนแต่ละอย่างเนื้อหาและกรรมวิธีการสร้างจะไม่เหมือนกัน เป็นเคล็ดเฉพาะของแหวนแต่ละอย่างซึ่งปัจจุบันมีแต่จะสาบสูญจากการสืบทอดไปเรื่อยๆ เนื่องจากแหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคลนี้อาศัยเค้าโครงและรูปแบบมาจากแหวนนพสูรย์ จึงขอเล่ารายละเอียดของแหวนนพสูรย์เพื่อเป็นพื้นฐานสักเล็กน้อย
ศูล หมายถึง หลาวหอกที่มีใบคล้ายใบพระขรรค์หรือใบเสมา
นภศูล หมายถึง ศูลที่อยู่บนฟ้าซึ่งก็คือยอดปราสาทยอดปรางค์ซึ่งอาจจะมีแค่ศูลเดียวไม่ต้องมีถึง ๙ ศูลก็ได้นภศูลมีคุณสมบัติในการป้องกันฟ้าผ่าโดยมีการลงมนต์รามสูรป้องกันเอาไว้
นภสูร หมายถึง อสูรที่อยู่บนฟ้าซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงพระราหูและรามสูร
สูรย์ แปลว่า ดวงอาทิตย์นพสูรย์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพระอาทิตย์ ๙ ดวงแต่หมายถึงดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ที่รับรังสีแห่งสูรย์แล้วสะท้อนแสงสูรย์นั้นออกเป็นรัศมีของตนตามคติโหราศาสตร์
“แหวนนพสูรย์ หรืออีกชื่อคือแหวนเพกา ๙ ยอด”
เป็นแหวนแก้คราสเคราะห์จัดเป็นแหวนที่หาชมได้ยากมากแทบจะเป็นตำนานไปแล้วมีตำนานการสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาของวัดประดู่ทรงธรรมจะสร้างถวายให้เจ้านายชั้นสูงเท่านั้น บุคคลธรรมดาจะไม่มีสิทธิ์สวมใส่เพราะถือเป็นของสูงต้องสร้างให้ถูกต้องตามหลักพิชัยยุทธ
กรรมวิธีการสร้างนั้นแสนจะยากมีขั้นตอนการสร้างที่สลับซับซ้อนมาก ต้องทำตามตำราอย่างเคร่งครัดด้วยเป็นศาสตร์และศิลป์ชั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์และปรากฏการณ์ธรรมชาติ ๒ ประการ คือ ราหูและอสนีบาตซึ่งหมายถึง รามสูรนั่นเองผู้สร้างต้องเชี่ยวชาญในการขับดาวตามสูตรสุริยาตร์ ต้องรู้นักขัตฤกษ์ รู้มนต์ที่เป็นหัวใจนพเคราะห์แต่ละดวง หัวใจพระราหู หัวใจรามสูร
รูปแบบของแหวนนพสูรย์
เป็นการจำลองลักษณะของการยึดหัวแหวน “เพกา” ให้มีลักษณะคล้าย นภศูล ซึ่งมีด้วยกัน ๙ ฝักเพกา จึงเรียกว่า นพศูลแหวนนี้เป็นแหวนเสริมดวง ตรงกลาง คือ พระอาทิตย์ หมายถึง เจ้าของแหวนแวดล้อมด้วยดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ดวง อันเป็นบริวารของพระอาทิตย์หากดวงชะตาดี หัวแหวนจะสดใส หากมีเคราะห์หัวแหวนก็จะหม่นหมองลง
หัวแหวน ทำด้วยโลหะธาตุศักดิ์สิทธิ์ เช่น สัตตโลหะ นวโลหะ เมฆพัตร เมฆสิทธิ์หรือธาตุกายสิทธิ์ที่มีลักษณะกลม เพื่อสื่อความหมายถึง พระอาทิตย์จับด้วยเพกา ๙ กลีบ อันหมายถึง ดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ดวงที่เป็นบริวาร
ตัวเรือน ทำด้วยโลหะที่ผ่านการลงอักขระลบถมหลายครั้ง “รีดต่อด้วยลงอักขระและหลอมหลอม” ทำเช่นนี้อยู่หลายครั้งจึงมาทำตัวเรือนให้มีขนาดพอที่จะสวมใส่นิ้วนางมือขวาได้พอดีและมีข้อกำหนดของตัวแหวนอีกอย่าง ก็คือ ขาที่จับกับหัวแหวน (เพกา) ต้องมี ๙ ขาแต่ละขาทำเป็นรูปใบเสมา หรือ กลีบบัว
และตรงท้องแหวนต้องเว้นไว้เป็นวงกลม เพื่อจารอักขระ
ซึ่งตำราการสร้างแหวนนพสูรย์นี้ก็ตกทอดมาถึง หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ จนมารู้จักและแพร่หลายกันมากในยุคของ “อาจารย์เฮง ไพรวัลย์” และ “หลวงปู่สี วัดสะแก” โดยท่านทั้งสองได้สร้างแหวน “ นพสูรย์” ร่วมกันจำนวนสร้าง ๙ วง โดยอาจารย์เฮงจะเป็นผู้จัดสร้าง คือ เริ่มตั้งแต่การจัดหาโลหะธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำมาทำเป็นหัวแหวน ทองคำที่จะนำมาทำเป็นตัวเรือนเมื่อเสร็จแล้ว หลวงปู่สีจะเป็นผู้เสกอีกทีเป็นอันเสร็จสมบูรณ์
ปัจจุบันทราบว่าตำราการสร้างแหวนนพสูรย์นี้ได้ตกทอดมาอยู่กับ อาจารย์วันชัย ตันติศิรินันท์ฆราวาสสายตรงผู้สืบทอดวิชาของอาจารย์ทั้งสองซึ่งท่านอาจารย์วันชัยก็ยังได้มีการสร้างแหวน “นพสูรย์ ” อยู่แต่สร้างเฉพาะบุคคลเท่านั้นและทรัพย์ที่ใช้ต่อการทำพิธีค่อนข้างสูง
KONICA MINOLTA DIGITAL CAMERA
อานุภาพของแหวนนพสูรย์
เชื่อกันว่าผู้ใดได้สวมใส่แล้วจะเป็นศิริมงคลแก่ตนยิ่งจะมีพลังอำนาจเกิดขึ้นกับตัว จะทำให้เครื่องรางต่างๆ ที่อยู่ในตัวเรามีความขลังมากยิ่งขึ้นและเมื่อสวมใส่ไปในงานมงคลต่างๆ จะเพิ่มความเป็นมงคลให้กับงานนั้นๆและที่สำคัญคือเมื่อเราได้สวมใส่แหวน “นพสูรย์” อำนาจมนต์ดำต่างๆ จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย
แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล แม้จะไม่ได้สร้างขึ้นตามตำราของแหวนนพสูรย์ทั้งหมดเพราะบางอย่างเป็นเคล็ดที่ถ่ายทอดเฉพาะศิษย์ที่สืบสายวิชาโดยตรงแต่ทางผู้สร้างก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่พอจะทำได้เพื่อให้เกิดอิทธิคุณสูงสุดตามที่ตำราระบุไว้โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบรูปลักษณะของแหวน
จัดหาโลหะที่จะมาทำหัวแหวนและตัวเรือนตลอดไปจนถึงการลงแผ่นยันต์และชนวนมวลสารซึ่งเป็นมวลสารเฉพาะ
รูปแบบของแหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคลได้ออกแบบมาเพื่อเน้นด้านอิทธิฤทธิ์ มหาอำนาจ มหาปราบ คุ้มครองดวงชะตา และส่งเสริมบารมีโดยเฉพาะจึงได้ออกแบบให้ ด้านหนึ่ง เป็นรูป “ตรี คฑา จักร สังข์ คฑา” จะเห็นแต่ด้ามเนื่องจากโดนตรีบังอยู่ ซึ่งเป็นเทพอาวุธของพระนารายณ์ผู้ได้ชื่อว่าเป็น ๑ ใน ๔ มหาปราบโลก อันได้แก่ พระนารายณ์ พาลี สุครีพ และหนุมาน ด้านหนึ่ง เป็นเทพศาสตราทั้ง ๕ ประการ ที่ถือได้ว่าเป็นเทพอาวุธที่ร้ายแรงยิ่งของสามภพ คือ
- สักกัสสะ วะชิราวุธัง คือ วัชระ (สายฟ้า) ของ พระอินทร์
- เวสสุวัณณัสสะ คะทาวุธัง คือ กระบอง ของ ท้าวเวสสุวรรณ
- ยะมะนัสสะ นะยะนาวุธัง คือ นัยน์ตา ของ พระยายมซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ประดุจตาพระอิศวร เพ่งมองไป ณ ที่ใด จะมอดไหม้เป็นจุณ
- อาฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง คือ ผ้าแพรแดงหรือผ้าโพกหัว (บางแห่งก็ว่าเป็นบ่วงบาศก์) ของ ท้าวอาฬวกยักษ์ จริงๆ แล้ว ทุสสาวุธ นี้มีลักษณะเป็นผืนผ้า หากโยนขึ้นไปในอากาศก็จะทำให้ฝนแล้งถึง ๑๒ ปี ถ้าทิ้งลงพื้นดิน ต้นไม้ต่างๆ ก็จะมอดไหม้อยู่ถึง ๑๒ ปี ถ้าทิ้งลงมหาสมุทร น้ำก็จะแห้งขอด ถ้าทิ้งบนภูเขา แม้เขาสิเนรุมาศก็จะแตกกระจัดกระจายเป็นผุยผง
- นารายะสะ จักกะราวุธัง คือ จักร ของ พระนารายณ์บางแห่งใช้ พุทธัสสะ ธัมมะจักกะวุธัง คือ ธรรมจักร ซึ่งถือว่าเป็น จักรแก้วพระพุทธเจ้า ซึ่งก็คือ ที่มาของพระคาถาปัญจเทพอาวุธ
“สักกัสสะวชิราวุธธัง เวสสุวัณณัสสะคธาวุธธัง ยะมะนัสสะนัยยะนาวุธธัง อะฬะวะกัสสะทุสาวุธธัง นารายัสสะจักราวุธธัง ปัญจะอาวุธธานัง เอเตสังอานุภาเวนะ ปัญจะอาวุธธา ภัคคะ ภัคคา วิจุณณัง วิจุณณาโลมัง มาเมนะ พุทธะสันติ คัจฉะอะมุมหิ โอกาเสติฐาหิ”
แต่เนื่องจากจักรพระนารายณ์อยู่อีกด้านหนึ่งแล้ว จึงใส่ไว้แค่ ๔ พอส่วนกระบองของท้าวเวสสุวรรณโดนวัชระของพระอินทร์ซ้อนทับอยู่จึงเห็นแต่ด้ามกระบองโผล่มาให้เห็น ยอดแหวนประกอบด้วยเพกา หนามเตย ๙ ยอด ทำเป็นรูปใบเสมาแทนดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ดวง ลงด้วย นวหรคุณ หัวใจพระพุทธคุณ หรือ อิติปิโสเก้าห้อง คือ “อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ” แทน คุณเก้าประการของพระพุทธเจ้า
- อะระหัง หมายถึง เป็นผู้ดับเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลสโดยสิ้นเชิง บทนี้ใช้ด้านกันไฟทั้งปวง
- สัมมาสัมพุทโธ หมายถึง เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตัวพระองค์เอง บทนี้ใช้เป็นตบะเดชะเสริมสร้างสง่าราศี
- วิชาจะระณะสัมปันโน หมายถึง เป็นผู้พร้อมด้วยวิชาและจรณะบทนี้ใช้ด้านโภคทรัพย์โชคลาภ
- สุคะโต หมายถึงเป็นผู้ดำเนินไปได้ด้วยดีบทนี้ใช้ในด้านการเดินทาง ทั้งทางบก น้ำ อากาศ
- โลกะวิทู หมายถึง เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้งบทนี้ใช้ภาวนาเมื่อเข้าป่าหรือที่มืด
- อนุตตโร ปุริสะทัมมะสารถี หมายถึง เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้ควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า บทนี้ใช้ทางมหาอำนาจ ตวาดผี
- สัตถาเทวะมนุษานัง หมายถึง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบทนี้ใช้ทางเมตามหานิยม สมณะ ขุนนางเอ็นดู
- พุทโธ หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานบทนี้ใช้ภาวนาอารมณ์ ทำให้ไม่ตกต่ำอับจน
- ภะคะวา ติ หมายถึง เป็นผู้จำเริญ จำแนก ธรรม สั่งสอนสัตว์ดังนี้บทนี้ใช้ในทางป้องกันภยันอันตรายอันจะกระทำแก่เราไม่ว่าจะเป็นมนุษย์อมนุษย์ อสูรกาย สัตว์เดียรฉานป้องกันการประทุษร้ายเหล่านั้นได้ทั้งสิ้นแล
ระหว่างตัวเพกาทั้ง ๙ กับตัวเรือนแหวนจะคั่นด้วยลายเหลี่ยมเล็กๆ ล้อมรอบเหมือนกงจักรแทน จักรแก้วของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอานุภาพอยู่เหนือเทพศาสตราวุธทั้งมวล
เมื่อรวมองค์ประกอบต่างๆ แล้ว จึงเป็นที่มาของชื่อ “แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล”
ที่มาของชื่อ “ แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล” ซึ่งคำว่า “นพ ” ในที่นี้มาจาก “นพเคราะห์ ” แทนดาวเคราะห์ประจำวันทั้ง ๙ ที่ให้คุณและโทษแก่เจ้าของเรือนชะตา “สิทธิ์ ” มาจาก “สิทธิ” คือ เจ้าของ หมายถึง หัวแหวนที่แทนตัวเจ้าของแหวน เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์สถิตย์อยู่กลางจักรราศี “ฤทธิ” มาจาก “ฤทธิ์” หมายถึง อิทธิฤทธิ์ อำนาจ อันเกิดจากเทพศาสตราวุธทั้งปวง “ชัยมงคล” มาจาก “ ชัยมงคลคาถา พาหุงฯ” ที่กล่าวถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า
แม้แต่ผ้าแดงของอาฬวกยักษ์ ๑ ใน ๕ สุดยอดอาวุธที่แม้แต่สามโลกยังต้องเกรง ก็ยังพ่ายแพ้แก่พุทธบารมีของพระพุทธเจ้า เนื่องด้วย แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล รูปแบบออกไปทางอิทธิฤทธิ์ มหาอำนาจ มหาปราบ มหาระงับซึ่งออกไปในแนวทางร้อนและรุนแรง อาจจะมีปัญหากับผู้ที่บารมีไม่ถึงจึงได้ใช้พุทธคุณเข้าคลุมไว้อีกทีหนึ่งเพื่อให้เย็นลง เพื่อให้ครอบคลุมทั้งอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์ประสิทธิ์แก่เจ้าของ “และนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตำนานที่มีการเล่าสืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัยเป็นเรื่องราวที่เหลือเชื่อยากที่จะพิสูจน์ได้”
ขอบคุณข้อมูลจากคุณ : anuchang จากบอร์ด palungjit เป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้
บทความอื่นที่น่าใจสน : พระคาถาเมตตาสาวติดตังเม “หลวงพ่อเดิม พุทธสโร”