หมวดหมู่: ตำนาน

  • ไขปริศนา ผีอำ คือเรื่องจริง หรือแค่วิทยาศาสตร์กันแน่

    ไขปริศนา ผีอำ คือเรื่องจริง หรือแค่วิทยาศาสตร์กันแน่

    ใครเคยโดนผีอำบ้าง ล้อมลงเข้ามา …คุณเคยถูกผีอำไหม ผีอำคืออาการอึดอัดคล้ายมีบางสิ่งบางอย่างกดทับทำให้ร่างกายขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ มักจะเกิดขึ้นตอนนอนหลับ พอรู้สึกตัวอีกทีก็ขยับไม่ได้เสียแล้ว มีความเชื่อว่าอาการนี้เกิดจากภูตผีปีศาจกระทำ ก็เลยเรียกว่าผีอำ

    • หากคุณเกิดอาการผีอำบ่อยๆ แนะนำให้พยายามเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน เลี่ยงการนอนหงาย เพราะท่านอนหงายเป็นท่าที่ทำให้เกิดผีอำได้บ่อยกว่านอนตะแคง การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนเป็นส่วนผสมก่อนนอน

    ผีอำ…

    คืออาการที่ปรากฏเมื่อเวลานอนเคลิ้มไปว่ามีคนปลุกปล้ำหรือยึดคร่าให้มีอาการเหนื่อยหอบจนตื่นขึ้น อาการผีอำนี้จะว่าเป็นปรากฏการณ์ในโลกใบนี้ก็ได้ เพราะในหลายๆ ภูมิภาคมีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชูมีเรื่องเล่าเก่าแก่ว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งนอนหลับไปแล้วถูกผีกดทับขาเอาไว้ ทำให้กระดุกกระดิกไม่ได้อยู่เป็นนาน ต้องหาเครื่องรางมาห้อยไว้ในห้องนอนเพื่อป้องกันไม่ให้ปีศาจร้ายมารังควาน

    ทางฝั่งอเมริกาเหนือและแคนาดาก็มีความเชื่อทำนองนี้เช่นกัน พวกเขาเชื่อกันว่าคนที่นอนหลับแล้วขยับตัวไม่ได้เกิดจากมีแม่มดมานั่งทับอยู่บนหน้าอก ต้องหาเครื่องรางมาขับไล่แม่มดให้หวาดกลัว

    ชนพื้นเมืองแอฟริกาและออสเตรเลียก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูตร้ายที่จะมาทำอันตรายคนที่เผลอนอนหลับ โดยขึ้นไปนั่งทับที่ลำตัวและหน้าอก ทำให้ขยับไม่ได้ไปชั่วขณะ เป็นต้น

    • หลักวิทยาศาสตร์ บอกว่า…มันคือ อาการ Sleep Paralysis หรือแปลตรงตัวคือเป็นอัมพาตตอนหลับ ด้วยเหตุผลจากสภาพชีวเคมีในร่างกาย เป็นความไม่สัมพันธ์ระหว่างสมองกับร่างกาย แล้วมีการเกิดร่วมกับประสาทหลอน เราจึงจะได้ยินเสียงแปลกๆ เห็นภาพน่ากลัว
    • หลักไสยศาสตร์ บอกว่า…นอนทับที่ทางของใครเขา หรืออาจมีผีมาแกล้ง มาหยอก มาหลอก มาเล่นด้วย

    ผีอำนั้นแบ่งเป็นสองแบบคือ เกิดขึ้นในช่วงใกล้หลับ หรือเกิดขึ้นในช่วงใกล้ตื่น หากเป็นผีอำช่วงใกล้หลับ เราเรียกว่า Predormital Sleep Paralysis ในช่วงเวลานั้นร่างกายจะอยู่ในภาวะผ่อนคลาย เมื่อผีอำเกิดขึ้นในช่วงนี้ คนไข้มักจะไม่ค่อยรู้ตัว อาจจะมีอาการเพียงรับรู้ว่าขยับตัวไม่ได้ พูดไม่ได้เท่านั้น

    ผีอำช่วงใกล้ตื่น เราจะเรียกว่า Postdormital Sleep Paralysis เมื่อ 75% ของผีอำมักจะเกิดในช่วงนี้ คนไข้มักจะสะดุ้งตื่น รู้สึกตัวในขณะที่ช่วงหลับฝันยังไม่สิ้นสุดลง มักจะเกิดอาการแน่นหน้าอก อึดอัด ร่วมกับการขยับร่างกายไม่ได้ พูดไม่ได้ อาการผีอำส่วนมากมักจะอยู่ไม่นานเกินกว่า 5-10 นาที

    เรื่องนี้ผลวิจัยทางการแพทย์พบว่ามีสาเหตุมากมายที่ทำให้เกิดภาวะผีอำ สาเหตุที่พบบ่อยๆ ได้แก่

    • นอนหลับไม่ดี นอนหลับไม่พอ หรือนอนไม่หลับ พอร่างกายอยู่ในภาวะนี้นานเข้าก็อาจเกิดมีผีอำขึ้นมาได้
    • อาชีพที่เวลาการนอนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเสมอ เช่น แอร์โฮสเตสที่บินข้ามทวีป ต้องเปลี่ยนไทม์โซนบ่อยๆ, ยาม พยาบาล แพทย์ ที่เปลี่ยนช่วงเวลาทำงาน ต้องอยู่เวรดึกสลับกับเวรเช้า, นักเดินทางที่ร่างกายเกิดสภาวะเจ็ตแล็ก ฯลฯ
    • ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด หรือผู้ป่วยสภาวะอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)
    • การใช้ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้น, ยานอนหลับ, ใช้สารเสพติด ฯลฯ

    การพยายามเลี่ยงสาเหตุดังกล่าวจะทำให้อาการผีอำหายไป แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ประสบกับภาวะผีอำอยู่บ่อยๆ อาจจำเป็นต้องไปพบแพทย์แล้วล่ะคะ แพทย์จะตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด บางคนอาจจำเป็นต้องทำ Sleep Test เพื่อทดสอบดูว่าเวลาที่นอนหลับแล้วร่างกายมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างเพื่อประกอบการวางแผนรักษา

    ใครถูกอำบ่อยอาจโปรกันแล้ว แต่ถ้าใครไม่เคยก็ตั้งสตินะอย่าได้กลัว ยังไงเวลาไปนอนที่แปลก ๆ ก็บอกเจ้าของที่เขาหน่อยก็จะดี จะได้นอนหลับสบายตลอดคืนไม่ซึมเปื้อน

    ขอบคุณข้อมูลจาก : Dauvilliers, Y.; Billiard, M.; Montplaisir, J. (2003).

    บทความอื่นๆที่น่าสนใจ : Cheezebite

  • หลวงพ่อปานใช้ “ยันต์ทอพุทโธ” ถอนคุณไสยให้แขกฮินดู

    หลวงพ่อปานใช้ “ยันต์ทอพุทโธ” ถอนคุณไสยให้แขกฮินดู

    หากจะพูดถึงเรื่อง พระเกจิของไทยก็จะมีอยู่มากมายตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน เรื่องความเชื่อของบุคคลที่เลื่อมใส ศรัทธา ของพระเกจิของไทยและมีเพียงพระเกจิไม่กี่องค์เท่านั้น ที่หลายคนต่างพากันนับถือ

    วันนี้เราจะนำเรื่องราวที่บันทึกไว้ของ หลวงพ่อเหล่ง เขมชาโต ศิษย์วัดบางโคนม เล่าถึง หลวงพ่อปานวัดบางโคนม คือหนึ่งพระเกจิชื่อดังของไทย ที่ท่านสามารถถอนคุณไสยหรือแก้คุณไสยได้ มาให้ทุกท่านได้ศึกษาให้มีความรู้มากยิ่งขึ้น ไปชมกันเลย

    เรื่องนี้ หลวงพ่อเหล่ง เขมชาโต ศิษย์บางโคนมได้บันทึกไว้ว่า มีแขกฮินดูคนหนึ่งมาจากอินเดียกับลูกสาว แขกคนนี้ได้เรียนวิชาไสยศาสตร์มาทางไศวนิกาย มาเปิดบ้านทำวิชาคุณไสยแถว ๆ บ้านแพน วิชาของแขกคนนี้แน่มากจริง ๆ ทำให้หลายคนมักไปหาแก ด้วยความที่แกเก่งมากเพียงสามเดือนก็ดังไปทั่ว อ.เสนา

    ซึ่ง หลวงพ่อปาน ได้กล่าวถึงวิชานี้ว่า เวลาทำคนอื่นไม่รู้สึกบาปกรรมอะไร แต่เมื่อโดนเองถึงจะรู้ว่าการโดนคุณไสยนั้น มันทำให้เดือดร้อนเท่าใด

    ต่อมาคนที่โดนแขกฮินดูคนนี้ทำคุณไสยไปหาผู้มีวิชาแก้ได้ คุณไสยไม่โดนตัวแกแต่ไปโดนลูกสาวแก ปวดหัวและอาการคุ้มดีคุ้มร้าย แกพยามแก้อย่างไรก็ไม่บรรเทาเลย พอดีมีคนไทยบอกว่า หลวงพ่อปานท่านแก้ไขได้ แกรีบอุ้มลูกสาวแกมาที่วัดเข้าไปพนมมือเรียกท่านว่า บาบาช่วยลูกสาวฉันด้วย บาบาจะเอาเท่าไหร่ ฉันยอมจ่ายเลย มันเป็นมากคล้ายบ้าเลยแขกฮินดูวิงวอน หลวงปู่ปานท่านมองดูเด็กผู้หญิงที่โดน แล้วก็ตอบว่าฉันไม่เอาสินจ้างใด ๆ บังไหว้พระพุทธเจ้าก่อนฉันจะรักษาให้ด้วยอำนาจพระพุทธเจ้า

    เจ้าแขกฮินดูเลยถามว่าภควานพุทธรักษาได้เหรอบาบา หลวงปู่ปานท่านพยักหน้าฉันขอสาบานแด่องค์ภควานพุทธ ฉันจะเลิกทำคุณไสยเด็ดขาด หลวงพ่อปานวัดบางนมโคยันต์ทอพุทโธแล้วหลวงปู่ปานท่านก็เอาผ้ายันต์มาลงยันต์ทอพุทโธ แล้วให้ฆราวาสเอาไปวางไว้บนหัวเด็กหญิงฮินดูคนนั้น เสร็จแล้วท่านก็เอามีดหมอท่านประทับตรงผ้ายันต์ที่มียันต์ทอพุทโธแล้วสวดพระคาถากำกับ เด็กผู้หญิงฮินดูล้มลงไป เมื่อตื่นมาอีกที ก็หายปวดหัวไม่ชักอีก

    ฮินดูผู้พ่อเลยก้มลงกราบบอกว่าขอบคุณบาบามาก ๆ ที่ทำให้ลูกสาวฉันหาย ฉันขอถือภควานพุทธเป็นสรณะ หลวงปู่ปานจึงให้เขารับแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ภายหลังแขกฮินดูท่านนี้ยังได้พาชาวฮินดู ซิกข์ แถวพาหุรัดมากราบ

    เรื่องราวของหลวงพ่อปานถอนคุณไสย เป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาสมัยรุ่นปู่ย่าตายายมาจนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อปานท่านก็เป็นหนึ่งพระเกจิชื่อดังที่คนนับถือและศรัทธามากมาย ได้นำมาเผยแผ่บารมีของหลวงพ่อท่านเพื่อเป็นธรรมทานสำหรับทุกท่าน เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ประวัติหลวงพ่อโปร่ง โชติโก วัดถ้ำพรุตะเคียน ท่าแซะ จ.ชุมพร

  • ๕ อันดับพระเครื่อง ห้อยแล้วแคล้วคลาดปลอดภัย

    ๕ อันดับพระเครื่อง ห้อยแล้วแคล้วคลาดปลอดภัย

    วัตถุมงคล หมายถึง เครื่องรางของขลังที่เชื่อว่าจะนำความสุขความเจริญเป็นต้นมาให้ หรือป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ วัตถุมงคลเป็นเรื่องของความเชื่อและศรัทธาในสิ่งของที่สร้างขึ้นมีความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา ตามสมัยนิยมตั้งแต่โบราณกาล วัตถุมงคลจะมีมากมายในสังคมไทย เช่น พระเครื่อง, พระกริ่ง, พระกริ่งปวเรศ, ปลัดขิก, ผ้ายันต์, ตะกรุด, มีดหมอ, องค์เทพที่เป็นทางศาสนาอื่น ๆ เช่น พระพรหม, พระตรีมูรติ, พระราหู วันนี้ได้รวบรวมบรรดา ๕ อันดับพระเครื่องที่เชื่อว่ามีติดตัวไว้จะช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทั้งหลาย นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาได้รับรู้มากยิ่งขึ้น ไปชมกันเลย

    • อันดับ ๑ หลวงปู่ทวด

    หากถามคนทั่วไปว่าพระองค์ใดให้คุณในด้านปกปักษ์รักษา แคล้วคลาดปลอดภัยกว่า ๙๐% จะตอบว่าหลวงปู่ทวดแน่นอน หลวงปู่ทวดคือใคร ตามประวัติที่พิมพ์เผยแพร่กล่าวว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้ที่ศรัทธาในหลวงปู่ทวดเชื่อกันว่าพระเครื่องที่สร้างเนื่องด้วยท่านจะมีอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้มีพระเครื่องหลวงปู่ทวดในครอบครอง ส่วนในเรื่องของปาฏิหารย์สำหรับผู้ที่ห้อยนั้นก็มีออกข่าวมาเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นปิกอัพฝ่าที่กั้นรถไฟชนกระเด็นคนขับไร้รอยขีดข่วนเพราะห้อยหลวงปู่ทวด ฮ.ตก ๗ นักบินรอดตายปาฏิหารย์เชื่อบารมีหลวงปู่ทวดรุ่นชนะมารที่นักบินห้อยช่วยไว้

    • อันดับ ๒ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ 

    เกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งยุคที่แม้ปัจจุบันท่านจะละสังขารจากไปแล้วแต่ท่านก็ทิ้งความดีเอาไว้มากมาย นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวปาฏิหารย์เกี่ยวกับเหรียญหลวงพ่อคูณที่เล่ากันปากต่อปากอีกด้วยว่า ขึ้นชื่อเรื่องความแคล้วคลาดปลอดภัยใครห้อยแล้วปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่ว่าเจออะไรก็จะปลอดภัยทุกครั้งไป เรื่องปาฏิหารย์เหรียญหลวงพ่อคูณนั้นดังมานานแล้ว แต่มาดังเป็นพลุแตกหลังเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานเคเดอร์ที่ผลิตตุ๊กตาส่งนอกที่สายสี่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖

    หนึ่งในผู้รอดชีวิตซึ่งเป็นสาวท้องแก่ได้บอกกับนักข่าวว่าเธอกำเหรียญหลวงพ่อคูณเอาไว้และอธิษฐานขอให้พุทธคุณคุ้มครองก่อนจะลงบันไดฝ่าไฟนรกลงมา แน่นอนว่าในวันรุ่งขึ้นเรื่องนี้ถูกเล่าขานเต็มหน้า ๑ หนังสือพิมพ์ในขณะนั้นหลังจากนั้นคนมากมายที่เคยสัมผัสปาฏิหารย์ของเหรียญหลวงพ่อคูณก็ออกมาแชร์เรื่องราวของตนกันอีกเยอะแยะมากมายจนทำให้ทุกคนลวความเห็นว่าเหรียญหลวงพ่อคูณนี่แหละมีไว้แล้วแคล้วคลาดปลอดภัยแน่นอน

    • อันดับ ๓ หลวงพ่อโสธร 

    สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแปดริ้วที่ไม่ต้องบอกเล่าทุกคนก็คงรู้เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธรแน่นอน และใช่แล้วนอกจากขึ้นชื่อเรื่องขอพรสิ่งใดก็สมปรารถนาก็ยังขึ้นชื่อในเรื่องคุ้มครองรักษาแคล้วคลาดปลอดภัยอีกด้วย เรื่องราวความปาฏิหารย์ของหลวงพ่อโสธรนั้นอันที่จริงแล้วก็มีหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เพิ่งเกิดเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็มีปาฏิหาริย์แขวนหลวงพ่อโสธร ๒๓ องค์ แท็กซี่ถูกยิงเฉียดหัวคนขับแค่ ๑๐ ซม.หรือหากคุณผู้อ่านท่านใดมีเรื่องราวปาฏิหารย์ของหลวงพ่อโสธรในเรื่องของความแคล้วคลาดปลอดภัยอีกสามารถแชร์เรื่องราวของท่านได้เลย

    • อันดับที่ ๔ หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ 

    มีคำพูดติดปากในหมู่คนทั่วไปว่าถ้ามีพระวัดปากน้ำอยู่กับตัวแล้วในน้ำไม่ตาย บนบกไม่ตาย กลางอากาศไม่ตาย ลาภผลไม่ขาดมือและมีค่าเท่ากับสมบัติพันล้านหากมุ่งหวังสิ่งใดก็ให้อธิษฐานเถิดจักเกิดสัมฤทธิผลทุกประการ พระวัดปากน้ำที่หลายคนเรียกกันติดปาก จริงๆ แล้วคือพระผงของขวัญวัดปากน้ำเป็นพระที่พระมงคลเทพมุนีหรือหลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญ ธนบุรี สร้างขึ้นเพื่อมอบเป็นของขวัญให้ผู้มีจิตศรัทธาสมทบทุนช่วยกันสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมและมอบพระให้เป็นที่ระลึกเลยเรียกกันว่า พระของขวัญประกอบด้วยวัตถุมงคลต่างๆ มีตัวหลักเป็นผงปูนและเขียนผงเป็นยันต์วิเศษตามตำรับ

    เช่น ผงมหาราช,ผงอิทธิเจ,ผงปถมัง เป็นต้น มีมวลสารอื่นๆ อาทิดอกมะลิแห้งที่มีผู้นำไปบูชาเส้นเกศาของหลวงพ่อสดเองผู้รับพระของขวัญไปแขวนประจำตัวต่างก็พบกับความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารต่างๆ นานา บางคนรับพระของขวัญไปแล้วก็ถูกลอตเตอรี่ บางคนทำมาค้าขึ้นร่ำรวยจนตัวเองก็แปลกใจ บางคนประสบอุบัติเหตุร้ายแรงคนอื่นๆ เสียชีวิตหมด มีแต่ผู้ที่แขวนพระของขวัญเท่านั้นที่รอดมาได้อย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ทหารไทยที่ไปรบที่ประเทศเกาหลีมักจะพากันมารับพระของขวัญและให้หลวงปู่เป่ากระหม่อมให้และข่าวที่ดังมากเร็วนี้คือเด็กอายุเพียง ๒ ปีถูกรถชนแต่ไม่มีแม้รอยขีดข่วนพอเข้าไปอุ้มก็พบว่าเด็กน้อยห้อยหลวงพ่อวัดปากน้ำ เรื่องนี้จริงไม่จริงอย่างไรก็แล้วแต่ววิจารณญาณของท่านผู้อ่านอีกที

    • อันดับ ๕ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค 

    หลวงพ่อปานในที่นี้คือหลวงพ่อปาน โสนันโท แห่งวัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยาท่านได้จัดทำพระพิมพ์ขึ้น ซึ่งพระพิมพ์ที่ว่านี่แหละที่เป็นที่นิยมบูชาของคนทั่วไปพระพิมพ์ที่จัดสร้างขึ้นในระยะแรก พระหลวงพ่อปานเรียกกันว่าพิมพ์โบราณส่วนพิมพ์มาตรฐานนั้นนำออกแจกจ่ายในพ.ศ. ๒๔๖๐ ซึ่งได้รับความนิยมเสาะแสวงหาด้วยปรากฏความศักดิ์สิทธิ์ทางด้านรักษาโรคภัยไข้เจ็บความแคล้วคลาดจากภยันตราย ตลอดจนความเป็นสิริมงคลสมปรารถนาแก่ผู้อธิษฐานติดตัวพระเครื่องหลวงปู่ปานวัดบางนมโคนี้ตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่ละพิมพ์มีความเชื่อว่าคุ้มครองต่างกัน

    ดังนั้น การมีพระเครื่องหรือวัตถุมงคลต่างๆที่พกไว้ติดตัวนั้นเป็นเพียงสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนและช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ และที่สำคัญที่สุดคือ เวลาทำอะไรก็อย่าทำอะไรด้วยความไม่ประมาท พกสติติดตัวไปด้วยเสมอ และควรสร้างบุญบารมี หมั่นทำความดี บุญและความดีจะช่วยคุ้มครองเราไปตลอดชีวิต

    บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวเล่าขานสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น เผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นธรรมทานแก่ทุกท่าน สาธุ สาธุ

    เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ปาฏิหาริย์ “หลวงพ่อสมปรารถนา” แค่ภาพถ่ายยังศักดิ์สิทธิ์


  • ปาฏิหาริย์ “หลวงพ่อสมปรารถนา” แค่ภาพถ่ายยังศักดิ์สิทธิ์

    ปาฏิหาริย์ “หลวงพ่อสมปรารถนา” แค่ภาพถ่ายยังศักดิ์สิทธิ์

    หลวงพ่อสมปรารถนา วัดสว่างหัวนาคำ ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เป็นพระพุทธรูปที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ เล่ากันว่า ภายในองค์พระมีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ และร่ำลือกันว่า มีเหล่าเทพเทวดาอารักษ์เฝ้าบริบาลรักษาอยู่หลายหมื่นหลายแสนตน

    เรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อสมปรารถนานี้ เล่ากันปากต่อปากถึงปาฏิหาริย์ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ปรากฏต่อผู้คนที่เดินทางไปกราบไหว้สักการะขอพร แม้รำลึกบูชาต่อภาพถ่ายก็บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่อัศจรรย์

    ดังเรื่อง คนไปอธิษฐานขอถ่ายภาพองค์หลวงพ่อสมปรารถนา แล้วนำไปล้างอัดกรอบติดบ้าน ด้วยบ้านเขานั้นอยู่ไกล จึงไม่สะดวกต่อการเดินทางไปกราบไหว้

    เมื่อเขานำภาพไปอัดกรอบติดบ้าน ถวายสักการบูชาด้วยพวงมาลัยและผลไม้ เรื่องอัศจรรย์ก็ปรากฏ พอตกค่ำของวันนั้น ภายในบ้านจะได้กลิ่นหอม เหมือนกลิ่นกำยานไม้หอมทั่วบ้านตลอดทั้งคืน พอเจ้าบ้านเข้านอน ตกดึกรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา กลับได้ยินเสียงคนหมู่มากสวดสาธยายมนต์ไพเราะจับใจ คนเหล่านั้นล้วนมีประกายรัศมีงดงาม

    และเรื่องเล่าของผู้คนที่เดินทางไปกราบขอพรอีกเรื่องหนึ่งที่เล่ากันมาก คือ เมื่อเดินเข้าไปภายในวิหารที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อสมปรารถนา แทบทุกคนต่างจะขนลุกและรับรู้ได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ คงจักเป็นเพราะอานุภาพของเหล่าเทพเทวดาอารักษ์ที่เฝ้าบริบาลรักษาองค์พระ

    แม้แต่เรื่องอธิษฐานต่อหน้าภาพถ่ายในเฟส แม้ยังไม่ได้ไปกราบองค์จริง แต่อธิษฐานต่อภาพถ่าย ก็เป็นที่พูดถึงกันมาในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีคนจำนวนมากที่ขอพรและสำเร็จ แล้วเดินทางไปสักการะ พูดง่ายๆ ก็คือแก้บนนั้นเอง

    องค์หลวงพ่อสมปรารถนา เป็นที่เล่ากันปากต่อปากว่า หลวงพ่อสมปรารถนานั้นชอบการสวดมนต์ถวาย เจริญภาวนาถวาย (สวดตามคาถาบูชา) สวดบูชาต่อหน้ารูปถ่าย ที่บ้าน เช้า-ค่ำ มักจะสำเร็จสัมฤทธิ์ผลในพรที่ขอ

    • คาถาบูชาองค์หลวงพ่อสมปรารถนา วัดสว่างหัวนาคำ ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

    ตั้งนะโม 3 จบ

    พุทโธ อิติปิโส ภะคะวา นะโมพุทธายะ อะสังวิสุโลปุสะพุภะ นะมามิหัง นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมะอะอุ ฯ 3 จบ

    อิเมหิ สักกาเรหิ หลวงพ่อสมปรารถนา อิติ อิมัง อติวิเสสะคุณัง เทวะมะนุสสะปูชิตังพุทธะรูปัง อภิปูชะยามิ พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ เทวะตานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม ฯ ว่า 3 จบ

    สาธุ อุกาสะ วันทามิ ภันเต ข้าพเจ้า……………….ขอน้อมถวายสักการบูชาหลวงพ่อสมปรารถนา พระพุทธปฎิมาอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้ ขอเทพเทวดาอารักษ์ทั้งหลายผู้เฝ้าบริบาลรักษาองค์หลวงพ่อสมปรารถนา จงร่วมอนุโมทนาสาธุการ ด้วยอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อสมปรารถนานี้ และอานุภาพของเหล่าเทพเทวดาอารักษ์ทั้งหลาย ขอความปรารถนาของข้าพเจ้า…………………..จงสำเร็จสัมฤทธิ์ผลสมดังเจตนาอธิษฐานด้วยเถิด สาธุ ฯ สวด 1 จบ

    • ต่อด้วยการสวดคาถาเรียกทรัพย์พระเจ้า 5 พระองค์ ถวาย…..

    คาถาเรียกทรัพย์พระเจ้า 5 พระองค์ ของพระมหาวิทวัฒน์ วิวฑฺฒนเมธี ป.ธ.9 (พระอาจารย์มหาวัฒน์)

    อิปิโสภะคะวา นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมะอะอุ พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ ปัจเจกพุทธานุภาเวนะ อะระหันตานุภาเวนะ สัพพะเทวานุภาเวนะ สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม แก้ว แหวน เงิน ทอง ข้าวของมากมี มงคลชัยศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ พุทธังพามาเงิน ธัมมังพามาทอง สังฆังพามาข้าวของ เอหิจงมา เอหิจงมา เอหิจงมา นะชาลีติ นะชาลีติ นะชาลีติ ฯ สวด 3,5,7,9,หรือ 108 จบ ฯ

    ขอบคุณข้อมูล : เรื่องเล่าชาวสยาม

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ประวัติหลวงพ่อโปร่ง โชติโก วัดถ้ำพรุตะเคียน ท่าแซะ จ.ชุมพร

  • ๑ ใน ๑๓ แหวนมหาจักรพรรดิที่หายสาบสูญตำรับวัดประดู่ทรงธรรม

    ๑ ใน ๑๓ แหวนมหาจักรพรรดิที่หายสาบสูญตำรับวัดประดู่ทรงธรรม

    เรื่องเล่าลี้ลับวิชาคาถาอาคมทั้งหลายเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่ได้มีการเล่าสืบทอดต่อๆ กันมามากมายจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวที่ได้นำมาแบ่งปันในวันนี้เป็นเรื่องเล่าของ แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล โดยแหวนนี้สร้างขึ้นโดยอาศัยต้นเค้ามาจาก แหวนนพสูรย์ ที่มีบันทึกอยู่ในตำรับวิชาการสร้างแหวนมหาจักรพรรดิของวัดประดู่ทรงธรรมพระนครศรีอยุธยา จัดเป็น ๑ ในแหวน ๑๓ ชนิดที่ตำราระบุไว้ เท่าที่พอจำได้ก็มี นิ้วเพชรพระอิศวร ดัชนีพระอุมา นาคีคำรณ อำนาจราชสีห์ รัศมีพระพุทธเจ้า กษัตริย์สามรี เป็นต้น

    แหวนแต่ละอย่างเนื้อหาและกรรมวิธีการสร้างจะไม่เหมือนกัน เป็นเคล็ดเฉพาะของแหวนแต่ละอย่างซึ่งปัจจุบันมีแต่จะสาบสูญจากการสืบทอดไปเรื่อยๆ เนื่องจากแหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคลนี้อาศัยเค้าโครงและรูปแบบมาจากแหวนนพสูรย์ จึงขอเล่ารายละเอียดของแหวนนพสูรย์เพื่อเป็นพื้นฐานสักเล็กน้อย

    ศูล หมายถึง หลาวหอกที่มีใบคล้ายใบพระขรรค์หรือใบเสมา
    นภศูล หมายถึง ศูลที่อยู่บนฟ้าซึ่งก็คือยอดปราสาทยอดปรางค์ซึ่งอาจจะมีแค่ศูลเดียวไม่ต้องมีถึง ๙ ศูลก็ได้นภศูลมีคุณสมบัติในการป้องกันฟ้าผ่าโดยมีการลงมนต์รามสูรป้องกันเอาไว้

    นภสูร หมายถึง อสูรที่อยู่บนฟ้าซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงพระราหูและรามสูร
    สูรย์ แปลว่า ดวงอาทิตย์นพสูรย์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพระอาทิตย์ ๙ ดวงแต่หมายถึงดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ที่รับรังสีแห่งสูรย์แล้วสะท้อนแสงสูรย์นั้นออกเป็นรัศมีของตนตามคติโหราศาสตร์

    “แหวนนพสูรย์ หรืออีกชื่อคือแหวนเพกา ๙ ยอด”

    เป็นแหวนแก้คราสเคราะห์จัดเป็นแหวนที่หาชมได้ยากมากแทบจะเป็นตำนานไปแล้วมีตำนานการสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาของวัดประดู่ทรงธรรมจะสร้างถวายให้เจ้านายชั้นสูงเท่านั้น บุคคลธรรมดาจะไม่มีสิทธิ์สวมใส่เพราะถือเป็นของสูงต้องสร้างให้ถูกต้องตามหลักพิชัยยุทธ

    กรรมวิธีการสร้างนั้นแสนจะยากมีขั้นตอนการสร้างที่สลับซับซ้อนมาก ต้องทำตามตำราอย่างเคร่งครัดด้วยเป็นศาสตร์และศิลป์ชั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์และปรากฏการณ์ธรรมชาติ ๒ ประการ คือ ราหูและอสนีบาตซึ่งหมายถึง รามสูรนั่นเองผู้สร้างต้องเชี่ยวชาญในการขับดาวตามสูตรสุริยาตร์ ต้องรู้นักขัตฤกษ์ รู้มนต์ที่เป็นหัวใจนพเคราะห์แต่ละดวง หัวใจพระราหู หัวใจรามสูร

    รูปแบบของแหวนนพสูรย์

    เป็นการจำลองลักษณะของการยึดหัวแหวน “เพกา” ให้มีลักษณะคล้าย นภศูล ซึ่งมีด้วยกัน ๙ ฝักเพกา จึงเรียกว่า นพศูลแหวนนี้เป็นแหวนเสริมดวง ตรงกลาง คือ พระอาทิตย์ หมายถึง เจ้าของแหวนแวดล้อมด้วยดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ดวง อันเป็นบริวารของพระอาทิตย์หากดวงชะตาดี หัวแหวนจะสดใส หากมีเคราะห์หัวแหวนก็จะหม่นหมองลง

    หัวแหวน ทำด้วยโลหะธาตุศักดิ์สิทธิ์ เช่น สัตตโลหะ นวโลหะ เมฆพัตร เมฆสิทธิ์หรือธาตุกายสิทธิ์ที่มีลักษณะกลม เพื่อสื่อความหมายถึง พระอาทิตย์จับด้วยเพกา ๙ กลีบ อันหมายถึง ดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ดวงที่เป็นบริวาร

    ตัวเรือน ทำด้วยโลหะที่ผ่านการลงอักขระลบถมหลายครั้ง “รีดต่อด้วยลงอักขระและหลอมหลอม” ทำเช่นนี้อยู่หลายครั้งจึงมาทำตัวเรือนให้มีขนาดพอที่จะสวมใส่นิ้วนางมือขวาได้พอดีและมีข้อกำหนดของตัวแหวนอีกอย่าง ก็คือ ขาที่จับกับหัวแหวน (เพกา) ต้องมี ๙ ขาแต่ละขาทำเป็นรูปใบเสมา หรือ กลีบบัว
    และตรงท้องแหวนต้องเว้นไว้เป็นวงกลม เพื่อจารอักขระ

    ซึ่งตำราการสร้างแหวนนพสูรย์นี้ก็ตกทอดมาถึง หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ จนมารู้จักและแพร่หลายกันมากในยุคของ “อาจารย์เฮง ไพรวัลย์” และ “หลวงปู่สี วัดสะแก” โดยท่านทั้งสองได้สร้างแหวน “ นพสูรย์” ร่วมกันจำนวนสร้าง ๙ วง โดยอาจารย์เฮงจะเป็นผู้จัดสร้าง คือ เริ่มตั้งแต่การจัดหาโลหะธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำมาทำเป็นหัวแหวน ทองคำที่จะนำมาทำเป็นตัวเรือนเมื่อเสร็จแล้ว หลวงปู่สีจะเป็นผู้เสกอีกทีเป็นอันเสร็จสมบูรณ์

    ปัจจุบันทราบว่าตำราการสร้างแหวนนพสูรย์นี้ได้ตกทอดมาอยู่กับ อาจารย์วันชัย ตันติศิรินันท์ฆราวาสสายตรงผู้สืบทอดวิชาของอาจารย์ทั้งสองซึ่งท่านอาจารย์วันชัยก็ยังได้มีการสร้างแหวน “นพสูรย์ ” อยู่แต่สร้างเฉพาะบุคคลเท่านั้นและทรัพย์ที่ใช้ต่อการทำพิธีค่อนข้างสูง

    KONICA MINOLTA DIGITAL CAMERA

    อานุภาพของแหวนนพสูรย์

    เชื่อกันว่าผู้ใดได้สวมใส่แล้วจะเป็นศิริมงคลแก่ตนยิ่งจะมีพลังอำนาจเกิดขึ้นกับตัว จะทำให้เครื่องรางต่างๆ ที่อยู่ในตัวเรามีความขลังมากยิ่งขึ้นและเมื่อสวมใส่ไปในงานมงคลต่างๆ จะเพิ่มความเป็นมงคลให้กับงานนั้นๆและที่สำคัญคือเมื่อเราได้สวมใส่แหวน “นพสูรย์” อำนาจมนต์ดำต่างๆ จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย

    แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล แม้จะไม่ได้สร้างขึ้นตามตำราของแหวนนพสูรย์ทั้งหมดเพราะบางอย่างเป็นเคล็ดที่ถ่ายทอดเฉพาะศิษย์ที่สืบสายวิชาโดยตรงแต่ทางผู้สร้างก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่พอจะทำได้เพื่อให้เกิดอิทธิคุณสูงสุดตามที่ตำราระบุไว้โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบรูปลักษณะของแหวน
    จัดหาโลหะที่จะมาทำหัวแหวนและตัวเรือนตลอดไปจนถึงการลงแผ่นยันต์และชนวนมวลสารซึ่งเป็นมวลสารเฉพาะ

    รูปแบบของแหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคลได้ออกแบบมาเพื่อเน้นด้านอิทธิฤทธิ์ มหาอำนาจ มหาปราบ คุ้มครองดวงชะตา และส่งเสริมบารมีโดยเฉพาะจึงได้ออกแบบให้ ด้านหนึ่ง เป็นรูป “ตรี คฑา จักร สังข์ คฑา” จะเห็นแต่ด้ามเนื่องจากโดนตรีบังอยู่ ซึ่งเป็นเทพอาวุธของพระนารายณ์ผู้ได้ชื่อว่าเป็น ๑ ใน ๔ มหาปราบโลก อันได้แก่ พระนารายณ์ พาลี สุครีพ และหนุมาน ด้านหนึ่ง เป็นเทพศาสตราทั้ง ๕ ประการ ที่ถือได้ว่าเป็นเทพอาวุธที่ร้ายแรงยิ่งของสามภพ คือ

    • สักกัสสะ วะชิราวุธัง คือ วัชระ (สายฟ้า) ของ พระอินทร์
    • เวสสุวัณณัสสะ คะทาวุธัง คือ กระบอง ของ ท้าวเวสสุวรรณ
    • ยะมะนัสสะ นะยะนาวุธัง คือ นัยน์ตา ของ พระยายมซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ประดุจตาพระอิศวร เพ่งมองไป ณ ที่ใด จะมอดไหม้เป็นจุณ
    • อาฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง คือ ผ้าแพรแดงหรือผ้าโพกหัว (บางแห่งก็ว่าเป็นบ่วงบาศก์) ของ ท้าวอาฬวกยักษ์ จริงๆ แล้ว ทุสสาวุธ นี้มีลักษณะเป็นผืนผ้า หากโยนขึ้นไปในอากาศก็จะทำให้ฝนแล้งถึง ๑๒ ปี ถ้าทิ้งลงพื้นดิน ต้นไม้ต่างๆ ก็จะมอดไหม้อยู่ถึง ๑๒ ปี ถ้าทิ้งลงมหาสมุทร น้ำก็จะแห้งขอด ถ้าทิ้งบนภูเขา แม้เขาสิเนรุมาศก็จะแตกกระจัดกระจายเป็นผุยผง
    • นารายะสะ จักกะราวุธัง คือ จักร ของ พระนารายณ์บางแห่งใช้ พุทธัสสะ ธัมมะจักกะวุธัง คือ ธรรมจักร ซึ่งถือว่าเป็น จักรแก้วพระพุทธเจ้า ซึ่งก็คือ ที่มาของพระคาถาปัญจเทพอาวุธ

    “สักกัสสะวชิราวุธธัง เวสสุวัณณัสสะคธาวุธธัง ยะมะนัสสะนัยยะนาวุธธัง อะฬะวะกัสสะทุสาวุธธัง นารายัสสะจักราวุธธัง ปัญจะอาวุธธานัง เอเตสังอานุภาเวนะ ปัญจะอาวุธธา ภัคคะ ภัคคา วิจุณณัง วิจุณณาโลมัง มาเมนะ พุทธะสันติ คัจฉะอะมุมหิ โอกาเสติฐาหิ”

    แต่เนื่องจากจักรพระนารายณ์อยู่อีกด้านหนึ่งแล้ว จึงใส่ไว้แค่ ๔ พอส่วนกระบองของท้าวเวสสุวรรณโดนวัชระของพระอินทร์ซ้อนทับอยู่จึงเห็นแต่ด้ามกระบองโผล่มาให้เห็น ยอดแหวนประกอบด้วยเพกา หนามเตย ๙ ยอด ทำเป็นรูปใบเสมาแทนดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ดวง ลงด้วย นวหรคุณ หัวใจพระพุทธคุณ หรือ อิติปิโสเก้าห้อง คือ “อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ” แทน คุณเก้าประการของพระพุทธเจ้า

    • อะระหัง หมายถึง เป็นผู้ดับเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลสโดยสิ้นเชิง บทนี้ใช้ด้านกันไฟทั้งปวง
    • สัมมาสัมพุทโธ หมายถึง เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตัวพระองค์เอง บทนี้ใช้เป็นตบะเดชะเสริมสร้างสง่าราศี
    • วิชาจะระณะสัมปันโน หมายถึง เป็นผู้พร้อมด้วยวิชาและจรณะบทนี้ใช้ด้านโภคทรัพย์โชคลาภ
    • สุคะโต หมายถึงเป็นผู้ดำเนินไปได้ด้วยดีบทนี้ใช้ในด้านการเดินทาง ทั้งทางบก น้ำ อากาศ
    • โลกะวิทู หมายถึง เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้งบทนี้ใช้ภาวนาเมื่อเข้าป่าหรือที่มืด
    • อนุตตโร ปุริสะทัมมะสารถี หมายถึง เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้ควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า บทนี้ใช้ทางมหาอำนาจ ตวาดผี
    • สัตถาเทวะมนุษานัง หมายถึง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบทนี้ใช้ทางเมตามหานิยม สมณะ ขุนนางเอ็นดู
    • พุทโธ หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานบทนี้ใช้ภาวนาอารมณ์ ทำให้ไม่ตกต่ำอับจน
    • ภะคะวา ติ หมายถึง เป็นผู้จำเริญ จำแนก ธรรม สั่งสอนสัตว์ดังนี้บทนี้ใช้ในทางป้องกันภยันอันตรายอันจะกระทำแก่เราไม่ว่าจะเป็นมนุษย์อมนุษย์ อสูรกาย สัตว์เดียรฉานป้องกันการประทุษร้ายเหล่านั้นได้ทั้งสิ้นแล

    ระหว่างตัวเพกาทั้ง ๙ กับตัวเรือนแหวนจะคั่นด้วยลายเหลี่ยมเล็กๆ ล้อมรอบเหมือนกงจักรแทน จักรแก้วของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอานุภาพอยู่เหนือเทพศาสตราวุธทั้งมวล

    เมื่อรวมองค์ประกอบต่างๆ แล้ว จึงเป็นที่มาของชื่อ “แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล”

    ที่มาของชื่อ “ แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล” ซึ่งคำว่า “นพ ” ในที่นี้มาจาก “นพเคราะห์ ” แทนดาวเคราะห์ประจำวันทั้ง ๙ ที่ให้คุณและโทษแก่เจ้าของเรือนชะตา “สิทธิ์ ” มาจาก “สิทธิ” คือ เจ้าของ หมายถึง หัวแหวนที่แทนตัวเจ้าของแหวน เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์สถิตย์อยู่กลางจักรราศี “ฤทธิ” มาจาก “ฤทธิ์” หมายถึง อิทธิฤทธิ์ อำนาจ อันเกิดจากเทพศาสตราวุธทั้งปวง “ชัยมงคล” มาจาก “ ชัยมงคลคาถา พาหุงฯ” ที่กล่าวถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า

    แม้แต่ผ้าแดงของอาฬวกยักษ์ ๑ ใน ๕ สุดยอดอาวุธที่แม้แต่สามโลกยังต้องเกรง ก็ยังพ่ายแพ้แก่พุทธบารมีของพระพุทธเจ้า เนื่องด้วย แหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล รูปแบบออกไปทางอิทธิฤทธิ์ มหาอำนาจ มหาปราบ มหาระงับซึ่งออกไปในแนวทางร้อนและรุนแรง อาจจะมีปัญหากับผู้ที่บารมีไม่ถึงจึงได้ใช้พุทธคุณเข้าคลุมไว้อีกทีหนึ่งเพื่อให้เย็นลง เพื่อให้ครอบคลุมทั้งอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์ประสิทธิ์แก่เจ้าของ “และนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตำนานที่มีการเล่าสืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัยเป็นเรื่องราวที่เหลือเชื่อยากที่จะพิสูจน์ได้”

    ขอบคุณข้อมูลจากคุณ : anuchang จากบอร์ด palungjit เป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

    บทความอื่นที่น่าใจสน : พระคาถาเมตตาสาวติดตังเม “หลวงพ่อเดิม พุทธสโร”

  • เรียกร้องนำร่าง “ซีอุย แซ่อึ้ง” ออกจากพิพิธภัณฑ์ศิริราช คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ล้างฉายา “มนุษย์กินคน”

    เรียกร้องนำร่าง “ซีอุย แซ่อึ้ง” ออกจากพิพิธภัณฑ์ศิริราช คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ล้างฉายา “มนุษย์กินคน”

    • มีคนทวิตรูปศพของซีอุย แซ่อึ้ง ชายชาวจีนซึ่งถูกประหารชีวิตเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ซึ่งตั้งโชว์อยู่ในตู้ของพิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ ร.พ.ศิริราช พร้อมป้ายชื่อว่า “มนุษย์กินคน”
    • นำไปสู่การพูดคุยเรื่องซีอุยตกเป็น “แพะรับบาป” คดีสังหารเด็ก 6 คนแล้วกินเครื่องในที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งที่พยานหลักฐานหลายอย่างชี้ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์
    • คาดว่าซีอุยตกเป็นจำเลยสังคมเพราะหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นเผยแพร่ข่าวลือโดยขาดการกลั่นกรอง ประกอบกับการที่ซีอุยไม่มีญาติพี่น้องและพูดไทยไม่ได้ จึงถูกเลือกเป็นแพะ
    • ซีอุยในวัย 19 อพยพหนีความอดอยากจากซัวเถา มารับจ้างเฝ้าสวนอยู่ที่ทับสะแก เขาเป็นคนเรียบร้อย ขยันทำงาน และชอบให้ขนมเด็กๆกิน
    • ญาติของผู้ตาย คนในพื้นที่และนายจ้างของซีอุย ไม่มีใครเชื่อว่าเขาเป็นคนทำ และช่วยกันยืนยันอย่างหนักแน่นมาตลอด แต่ก็ไม่อาจช่วยให้ซีอุยรอดพ้นความตายได้
    • เหยื่อคนหนึ่งชื่อ “ด.ญ.บังอร” รอดชีวิตมาได้ เธอเห็นหน้าฆาตกรชัดเจน และบอกว่าคนทำคือ “นายเกลี้ยง” ไม่ใช่ซีอุย
    • นายเกลี้ยงเป็นชายสติไม่สมประกอบ ชอบกินของดิบ เขาเป็นพี่ชายเมียปลัดอำเภอที่มีอิทธิพลในพื้นที่ในยุคนั้น มีคนพบชิ้นเนื้อและตับของ “ด.ญ.นิด” เหยื่อคนที่สอง อยู่ในกระเป๋ากางเกงของนายเกลี้ยงด้วย
    • ซีอุยถูกจับและถูกหว่านล้อมให้ยอมรับ โดยบอกว่าจบเรื่องแล้วจะส่งกลับบ้านที่เมืองจีน หลังถูกจับซีอุยร้องไห้อยากกลับไปหาครอบครัวทุกวัน เขาจึงตอบตกลง แต่ต้องล้มทั้งยืนเมื่อถูกตัดสินประหารชีวิตแทนการส่งกลับบ้าน
    • ซีอุยรับสารภาพก็จริง แต่คำสารภาพของซีอุยไม่ตรงกับหลักฐานในที่เกิดเหตุ
    • รูปซีอุยอ้าปากที่กลายเป็นภาพในตำนาน หลอกหลอนและตอกย้ำให้คนไทยเชื่อว่าซีอุยกินคน ที่แท้เป็นภาพตอนเขากำลังหาวแล้วนักข่าวถ่ายได้พอดี
    • ละครและหนังไทยหลายเรื่องทำซ้ำเรื่องซีอุยกินคน ยิ่งตอกย้ำภาพให้ฝังลึกในใจคนไทย แม้หลังจากนั้นจะมีสารคดี รายการ และบทความต่างๆนำเสนอว่าซีอุยเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็ลบภาพซีอุยกินคนไม่ได้
    • หลายคนเห็นตรงกันว่า ต่อให้ซีอุยทำจริงก็ไม่สมควรเอาร่างของเขามาดองและตั้งโชว์แบบนี้ นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆแล้ว ยังละเมิดความเป็นมนุษย์ด้วย
    • มีคนตั้งแคมเปญล่ารายชื่อใน change .org ให้พิพิธภัณฑ์ยุติการจัดแสดงร่างของซีอุย คืนศักดิ์ศรีและความยุติธรรมให้ซีอุย ด้วยการนำร่างของเขาไปประกอบพิธีทางศาสนา ลบล้างตราบาปมนุษย์กินคน และเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคดีซีอุยเสียใหม่ มีผู้ร่วมลงนามเกือบ 6,000 คนแล้ว

    บางอ้อ : ซีอุยไม่ได้ฆ่า

    https://youtu.be/YI0PoQg_De8

    ความจริงไม่ตาย : ซีอุย กับความจริงอีกด้าน (1)

    ความจริงไม่ตาย : ความเป็นธรรมสำหรับซีอุย (2)

    ขอบคุณแหล่งข้อมูล : บางอ้อ , ThaiPBS

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ปิดตำนาน เจ้าพ่อตะวันออก !!! อาถรรพ์ “แร่พลวง”

  • ประวัติหลวงพ่อโปร่ง โชติโก วัดถ้ำพรุตะเคียน ท่าแซะ จ.ชุมพร

    ประวัติหลวงพ่อโปร่ง โชติโก วัดถ้ำพรุตะเคียน ท่าแซะ จ.ชุมพร

    หลวงพ่อโปร่ง โชติโก วัดถ้ำพรุตะเคียน ท่าแซะ จ.ชุมพร หรือ พระครูโสตถยาธิคุณ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วพระเครื่องและวัตถุมงคลที่จัดสร้างออกมาก็เนื่องจากไม่อาจขัดศรัทธาของคณะศิษย์ ที่ต้องการนำมาบูชาเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งก็มีประสบการณ์มากมาย แต่ท่านไม่เคยอวดโอ่ มีแต่พร่ำสอนไม่ให้ดำรงชีวิตด้วยความประมาท อย่ายึดมั่นถือมั่นเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้น

    “หลวงพ่อโปร่ง โชติโก” หรือ “พระครูโสตถยาธิคุณ” เป็นพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่ง ที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และยังเป็นพระนักพัฒนา เป็นที่นับถือศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนในจังหวัดชุมพร ปัจจุบันสิริอายุ 83 พรรษา 36 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดถ้ำพรุตะเคียน ต.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

    ประวัติหลวงพ่อโปร่ง โชติโก วัดถ้ำพรุตะเคียน

    อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า โปร่ง อยู่กลัด เกิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2473 ที่บ้านเลขที่ 63/1 หมู่ 5 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี บิดา-มารดา ชื่อนายเปรื่อง และนางทองหล่อ อยู่กลัด มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 4 คน ตอนเป็นเด็ก ดำเนินชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป เรียนประถมศึกษาตั้งแต่ชั้นประถม 1-3 ที่โรงเรียนวัดรางกำหยาด ต.บางภาษี อ.บางเลน จ.นครปฐม

    ส่วนชั้นประถมปีที่ 4 ท่านได้ย้ายมาเรียน ที่โรงเรียนชมนิมิต ต.บางจาก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ปรากฏว่าเมื่อเรียนจบแล้ว ทางครอบครัวไม่มีเงินให้เรียนต่อในระดับสูงได้ จึงช่วยครอบครัวทำไร่ทำนา หาเลี้ยงชีพ ครั้นอายุ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบทตามประเพณี ในช่วงพรรษาแรกไปเรียนกัมมัฏฐานกับหลวงปู่หลิม ที่วัดน้อย ต.บ้านโขด อ.เมือง จ.ชลบุรี

    ภายหลังมีผู้หญิงมาชอบพอ ท่านเห็นว่าจะอยู่ไม่ได้ จึงลาสิกขาออกมาใช้ชีวิตฆราวาส หลังจากสึกแล้วท่านก็ไปอยู่ที่หัวหิน ไปทำงานเป็นนายท้ายเรือตังเก ลากอวนอยู่ที่หัวหิน บางครั้งก็ไปลากถึงประเทศเขมร จากนั้นจึงมีครอบครัว โดยได้ลูกสาวตำรวจมาเป็นคู่ชีวิต มีบุตรด้วยกัน 3 คน

    ต่อมาท่านจึงได้คิดกลับมาอุปสมบทอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2519 ที่วัดนาขวาง ต.กาหลง อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2519 มีพระครูสมุทรธรรมสุนทร (หลวงพ่อสุด) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์น้อย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูพยนต์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    หลวงพ่อโปร่ง ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดนาขวาง 1 พรรษา จากนั้นท่านขออนุญาตออกท่องธุดงค์ ช่วงแรกท่านเดินธุดงค์อยู่แถวภาคกลาง เพชรบุรี หัวหิน แล้วเดินจาริกไปเรื่อย จากนั้นเดินทางไปที่ชุมพร ไปจำพรรษาที่วัดถ้ำเขาพลู ที่ อ.ประทิว จ.ชุมพร ด้วยวัตรปฏิบัติอันน่าเลื่อมใส ทำให้ชาวบ้านเกิดความศรัทธาจึงได้ช่วยกันสร้างกุฏิไม้ให้ 1 หลัง สร้างศาลาเอาไว้ทำบุญ และฟังธรรม จนถึงปี พ.ศ.2528

    ชาวบ้านได้ขอร้องท่านให้อยู่เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ โดยร่วมกันสร้างกุฏิไม้บนยอดเขาเพิ่มขึ้น และได้จัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ถ้ำพรุตะเคียน ในปี พ.ศ.2532 ได้เกิดพายุเกย์ขึ้นที่ จ.ชุมพร เกิดความเสียหายไปทั่ว ทั้งต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกหักโค่นราบเป็นหน้ากลอง บ้านเรือนถูกพัดพังเสียหายจำนวนมาก หลังจากชาวบ้านได้ช่วยกันฟื้นฟูหมู่บ้าน อีกทั้งแรงศรัทธาพุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศที่เดินทางมา จึงช่วยกันก่อสร้างพัฒนา สำนักสงฆ์ถ้ำพรุตะเคียน ทำให้มีกุฏิปูน จำนวน 30 หลัง กุฏิไม้ จำนวน 31 หลัง

    นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนยังร่วมกันสร้างศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ หอฉัน ศาลาอเนกประสงค์ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ หอระฆัง และพระอุโบสถ กระทั่งปี พ.ศ.2547 ได้รับการยกฐานะเป็นวัด เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2554 ด้วยความเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดพระธรรมวินัย ทำให้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่อย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันมีผู้เลื่อมใสศรัทธา เดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรม ประพรมน้ำพระพุทธมนต์จากท่านอย่างไม่ขาดสาย หลวงพ่อโปร่ง เป็นพระเถระที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากชาวบ้าน ด้วยเป็นพระนักพัฒนาและพระนักอนุรักษ์ ในห้วงระหว่างที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส ได้พัฒนาวัดและชุมชนรอบพื้นที่ จนมีความเจริญก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้

    ด้านพระเครื่องและวัตถุมงคล เนื่องจาก หลวงพ่อโปร่ง ท่านเป็นพระสายกัมมัฏฐาน ไม่นิยมการสร้างวัตถุมงคล แต่ไม่อาจขัดศรัทธาญาติโยมได้ จึงสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาหลายรุ่น เป็นที่เชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ ในด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาด มีผู้ศรัทธาเลื่อมใส ไปขอบูชามากมายจนชื่อเสียงของท่านโด่งดังไปในหลายจังหวัด แต่ถึงแม้ว่า วัตถุมงคลหลวงพ่อโปร่ง จะมีพุทธคุณเกิดประสบการณ์ต่างๆและได้รับความนิยมจากบรรดาสานุศิษย์ แต่ท่านไม่เคยอวดโอ่ มีแต่พร่ำสอนไม่ให้ดำรงชีวิตด้วยความประมาท อย่ายึดมั่นถือมั่นเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้น ขณะยังมีชีวิตขอให้ทุกคนหมั่นประกอบแต่กรรมดี ละเว้นทำชั่ว จากความศรัทธาที่มีต่อ หลวงพ่อโปร่ง ทำให้วัดถ้ำพรุตะเคียนแห่งนี้ กลายเป็นศูนย์รวมของพระสายวิปัสสนาและพุทธศาสนิกชนที่รักสงบ ชอบธรรมะ เดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมกันอย่างไม่ขาดสาย และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

    หลวงพ่อโปร่งถือเป็นผู้นำทางคุณธรรม ศีลธรรมของชาวบ้านอย่างแท้จริง ด้วยความที่เป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่สะสม และยึดติดในลาภ แม้ล่วงวัย 83 ปี แต่ยังคงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไปกิจนิมนต์ไกลๆ ได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย

    นับเป็นพระดีอีกรูปของเมืองชุมพร ท่านใดมีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้ขอพรท่าน นับเป็นมงคลอย่างยิ่ง

    ขอบคุณข้อมูล : tumsrivichai

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : “หลวงปู่ดู่” บอกสูตร “ทำบุญโดยไม่เสียเงิน”

  • ปิดตำนาน เจ้าพ่อตะวันออก !!! อาถรรพ์ “แร่พลวง”

    ปิดตำนาน เจ้าพ่อตะวันออก !!! อาถรรพ์ “แร่พลวง”

    ปิดตำนาน เจ้าพ่อตะวันออก !!! อาถรรพ์ “แร่พลวง” จุดเริ่มต้น แห่งเมืองอิทธิพล !!! การเดินทาง บนถนนสายเลือด และผลประโยชน์ !!!

    หากย้อนอดีตราวปี 2510 เป็นต้นมาได้มีการเปรียบเทียบว่า “ชลบุรี” ว่าเป็น “เมืองอิทธิพลแดนเถื่อน” การฆ่ากันด้วยอาวุธสงครามถือเป็นเรื่องธรรมดาเนื่องจากหาซื้อได้ง่ายยิ่งกว่าไปซื้อขนมตามร้านค้าเนื่องจากสภาพของ จ.ชลบุรี ติดต่อมีอาณาเขตกับแนวชายแดนทางด้านทิศตะวันออก

    อาวุธสงครามนานาชนิดทะลักเข้ามาด้วยราคาถูกแสนถูกอาทิ อาก้า เอ็ม 16 ระเบิดมือ รวมทั้งหมดสนนราคาเพียง 2,000-2,500 บาท ก็ได้ปืนเอ็ม 16 แล้ว หรืออาก้ามาครอบครองในย่านห่างไกลความเจริญตามป่าเขาลำเนาไพรโดยเฉพาะ “หลงจู๊” ไร่อ้อยไร่มันสำปะหลังแทบจะมีทุกหลังคาเรือน

    การครองตัวเพื่อความอยู่รอดของเหล่าหลงจู๊เหล่านั้นจะต้องสร้างอิทธิพลด้วยการเลี้ยงลูกน้องไว้คอยดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์รวมทั้งคุ้มครองป้องกันตนเองหรือเรียกง่ายๆว่า “มือปืน” เนื่องจากผลประโยชน์อาจจะกระทบกระทั่งจากฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายและหากขยายผลออกไปก็จะกลายเป็นความขัดแย้งการที่จะอยู่รอดในยุทธจักรผู้มีอิทธิพลได้จะต้องหูตากว้างไกลประสานมิตรมากกว่าศัตรูการครองตัวต้องระมัดระวังตลอดเวลาหากพลาดเพียงก้าวเดียวชีวิตอาจสู่ยมโลกง่ายดายได้

    หากพลิกตำนานของต้นตระกูลโหดจะพบว่าส่วนใหญ่จะเกิดจากอาถรรพ์ “แร่พลวง” การฆ่ากันตายคล้ายดังผักปลาเกิดจากการแย่งชิงผลประโยชน์ในพื้นที่ต. บ่อทองกันอย่างมากหากไม่พอใจก็ใช้อาวุธปืนยิงกันให้ดับดิ้นแล้วถีบลงหลุมแร่ทำการฝังกลบ จนกลายเป็น ตำนานเลือด ที่เล่าขานกันอื้ออึง
    “เหมืองแร่พลวง” ที่บ่อทองสมัยนั้นยังขึ้นอยู่กับ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ถูกค้นพบเมื่อประมาณปี 2503-2504 ขณะที่ นายประโยชน์ เนื่องจำนงค์ สส.ชลบุรียุคนั้น เข้าไปทำไม้บริเวณดังกล่าว และพบแหล่งแร่พลวงมูลค่ามหาศาล เมื่อข่าวแพร่ออกไป ประชาชนแห่มาขุดแร่กันเป็นจำนวนมาก จนมีบริษัทเอกชน เข้ามาขอรับทำสัมปทานจากกรมทรัพยากรธรณีถึง 28 บริษัท แต่ชาวบ้านไม่ยอมและรวมตัวกันก่อตั้ง บริษัทสหบ่อทองพัฒนาขึ้น เพื่อรับซื้อแร่จากชาวบ้านและนำออกจำหน่าย โดยมีคณะกรรมการบริหารของบริษัทที่ถูกตั้งขึ้นมาควบคุมดูแลกิจการ

    ต่อมาคณะกรรมการบริษัท เกิดขัดแย้งกันอย่างรุนแรง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มแรกนำโดย นายสุชาติ สุขพันธ์ถาวร หรือ “ผู้ใหญ่ย้ง” อีกกลุ่มหนึ่ง นำโดย นายเฉลิมชัย เจริญสุข หรือ “ผู้ใหญ่เอี๊ยก”

    เมื่อความขัดแย้งรุนแรงเข้มข้น “เสี่ยจิว” หรือ นายจุมพล สุขภารังสี ผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคตะวันออก จากเด็กถือกระเป๋าจนสร้างบารมีขึ้นมา จนชาวชลบุรียกให้เป็น “เจ้าพ่อหมายเลข 1” ที่จ้องรอโอกาส สอดตัวเข้ามาหาผลประโยชน์จากแหล่งแร่ทันที โดยร่วมมือตักตวงจากแร่พลวงมหาศาล ซึ่งร่วมมือกับ ผู้ใหญ่ย้ง 

    ความแตกหักก็มาถึง เมื่อนายเชาว์ บุญรอด กรรมการบริษัทสหบ่อทองพัฒนา น้องเมียผู้ใหญ่เอี๊ยก ถูกยิงเสียชีวิตหน้าบริษัท ตามมาด้วยการสังหารโหด นายประสิทธิ์ กาญจนบัตร กรรมการบริษัทคนสนิทผู้ใหญ่เอี๊ยกอีกราย หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ใหญ่ย้ง ถูกมือปืนบุกยิงได้รับบาดเจ็บ และเชื่อว่าเป็นปมขัดแย้งในการแย่งรับซื้อแร่ ประจวบกับช่วงนัน “ผู้ใหญ่เอี๊ยก” กับ “ผู้ใหญ่ย้ง” ปีนเกลียวทับเงาซึ่งกันและกัน ในเรื่องจะลงสมัครรับเลือกตั้งกำนันตำบลบ่อทอง

    จากนั้น “ผู้ใหญ่เอี๊ยก” ถูกกราดยิงด้วย อาวุธปืนเอ็ม-16 จนกลายเป็นอัมพาต หนึ่งในมือปืนที่ลอบสังหารคือ นายวินัย สุขแสวง มือปืนประจำตัว นายปาน สุขภารังสี ลูกชายคนเล็กของ “เสี่ยจิว” ชื่อของ เสี่ยจิว จึงเข้ามาเกี่ยวพันกับความขัดแย้ง ในฐานะ คนบงการ ทันที

    ธุรกิจการขนถ่ายแร่พลวงไปต่างประเทศของ “เสี่ยจิว” ถือว่ากำลังรุ่งโรจน์ ทำกำไรอย่างงาม เพราะ นำไปขายยังประเทศสิงคโปร์ คนมีสีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเสี่ยจิว และผู้ใหญ่ย้ง เห็นผลประโยชน์มหาศาลจึงเกิดความไม่พอใจ จึงขอเข้ามามีเอี่ยว แต่เสี่ยจิวปฏิเสธ กลิ่นอายสงครามจึงเริ่มคุกรุ่นรุนแรงขึ้น

    “เสี่ยจิว” เริ่มรู้ถึงชะตากรรมของตนเองว่าจะถูกเก็บในไม่ช้า เริ่มสะสมมือปืนและระวังตัวมากขึ้น แต่เช้าตรุ่วันที่ 25 มิถุนายน 2524 “เสี่ยจิว” เจ้าพ่อตะวันออก ก็เหลือเพียงชื่อและตำนาน เมื่อถูกกลุ่มมือปืนใช้อาวุธสงครามนานาชนิดถล่ม เสียชีวิตในรถเบ็นซ์สีเขียว 280 เอสหมายเลขทะเบียน 8888 ขณะกลับจากดูที่ดินบริเวณถนนบายพาสต. หนองไม้แดงอ. เมืองชลบุรีเพื่อสร้างศูนย์ประชุมขนาดใหญ่เพื่อรองรับนักการเมืองทั่วประเทศพร้อมกับนายเฉลิมฉันทภักดีคนขับนายสมศักดิ์มิตรเกตุคนสนิทที่ถนนสายบายพาสขณะจะเดินทางกลับบ้านพักโดยตำรวจมุ่งประเด็นการค้าแร่พลวงและการขัดแย้งการค้าหมูเถื่อนในอ. ซึ่งเมืองชลบุรีก่อนหน้านี้ได้มีการการแย้งกันอย่างรุนแรงทำให้เจ้าของเขียงหมูรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องถูกยิงกันแทบไม่เว้นสัปดาห์ จุดที่เสี่ยจิวถูกยิงตายนั้นเป็นถนนที่เปลี่ยวและเข้าออกได้ทางเดียว สองข้างทางอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอ้อย ถนนเส้นนี้พวกมือปืนและทหารป่าไม่ใช้เดินทาง เพราะเปลี่ยวและเข้าออกได้ทางเดียว จึงไม่เหมาะต่อการเคลื่อนไหวไปมา ถนนเส้นนี้เป็นจุดเคลื่อนไหวจรยุทธของเขตงาน 404 ในสมัยนั้น โดยมือปืนตามซุ้มต่างๆลือกันว่า คนมีสีที่สังหารเสี่ยจิวไม่ใช่สีกากี แต่เป็นสีเขียวขี้ม้า ถือเป็นการปิดตำนานเจ้าพ่อตะวันออกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสมัยนั้น

    และเมื่อ “เสี่ยจิว” ถูกลบไปจากบัญชีเจ้าพ่อ ชื่อของ “นายสมชาย คุณปลื้ม” หรือ “กำนันเป๊าะ” ก็ฉายประกายโดดเด่น จนถูกยกให้เป็นเจ้าพ่อภาคตะวันออกคนใหม่ พร้อมผลักดัน นายสุชาติ สุขพันธ์ถาวร ก้าวชึ้นสู่ตำแหน่ง “กำนันตำบลบ่อทอง” อย่างเต็มตัว เพื่อควบคุมพื้นที่บ่อทอง ทำธุรกิจเหมืองแร่พลวง จนเรื่องราวเงียบสงบลง แต่เหตุการณ์นองเลือดยังไม่หยุด เมื่อนาย “พิพัฒน์ โรจน์วานิชชากร” หรือ “เสี่ยฮวด” คนดังบ้านบึง พยายามก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในดินแดนตะวันออก เพื่อมาแบ่งปันผลประโยชน์ แต่ไม่ทันไร เสี่ยฮวดกลับถูกคนร้ายถล่มด้วยอาก้าและเอ็ม-16 ร่างพรุนตายบนถนนสายเศรษฐกิจ บ้านบึง-ชลบุรี เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2532

    จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบปลอกกระสุนปืนอาก้าและปืนเอ็ม 16 จำนวนกว่า 50 นัดตกในที่เกิดเหตุ สร้างความตกตะลึงให้กับวงการนักเลงเนื่องจากเสี่ยฮวดได้พยายามไต่เต้าขึ้นมาดำรงตำแหน่งเจ้าพ่อภาคตะวันออกในขณะเกิดช่องว่างขาดผู้นำทางวงการนักเลง จากการสืบสาวราวเรื่องปรากกว่า “นายปรีชา สถาวร” หรือ “แดง สิงห์ป่าซุง” เป็นผู้ลงมือสังหารโหด แต่ด้วยพยานหลักฐานอ่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ประกันตัวออกไป การประกันตัวครั้งนี้ ทำให้ “แดง สิงห์ป่าซุง” ต้องกลายเป็นศพ เมื่อ 1 พฤษภาคม 2533 

    ต่อมาเป็นคิวของ “นายสุชัย ธนาวรรณ” หรือ “ชัยขาว” นายกเทศมนตรีอำเภอบ้านบึง จ.ชลบุรี นายสุชัยธนาวรรณได้ขับรถเก๋งฮอนด้าพรีลูดสีบรอนซ์ตะกั่วทะเบียนป้ายแดง ก-9898 กทม. ขณะติดไฟแดงถนนสายเศรษฐกิจหมู่ที่ 6 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี กลุ่มคนร้ายได้ใช้รถกระบะสีเทาดำโดยมือสังหารได้นั่งอยู่กระบะหลังรถ ได้ใช้อาวุธสงครามนานาชนิดถล่ม จนศีรษะหายไปแถบหนึ่งเสียชีวิตคารถเก๋งคันดังกล่าวถูกสั่งปิดบัญชีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535

    หลังจากนั้น เหตุการณ์สงบเงียบเมื่อ “กำนันเป๊าะ”ขึ้นครองบัลลังก์อย่างองอาจ แผ่นดินตะวันออกดูเหมือนจะหมดเสี้ยนหนาม แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อ มือขวาของ “กำนันเป๊าะ” “นายกำพล คุปตวานิชเจริญ” หรือ “เสี่ยเก๊า” คนดังพัทยา ถูกคนร้ายใช้อาวุทันสมัยกระหน่ำยิงจนเสียชีวิตในร้านกาแฟเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 จากนั้น “กำนันเป๊าะ” ได้สูญเสียคนสนิทไปคนแล้วคนเล่า กระทั่งถึงคิว “กำนันย้ง” กล่าวกันว่าที่ใดมีผลประโยชน์ ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้ง ที่ใดมีความขัดแย้ง ที่นั่นย่อมไร้สามัคคี ที่ใดไร้สามัคคี ความพินาศย่อยยับ ก็ตามมาในที่สุด “กำนันเป๊าะ” หรือ “สมชาย คุณปลื้ม” ครองตำแหน่งอย่างยาวนาน แต่แล้วก็มีเหตุให้เจ้าพ่อแห่งตะวันออกต้องจบลง เนื่องจากศาลตัดสินว่า กำนันเป๊าะ มีเอี่ยวกับความผิด 2 คดี คือ คดีทุจริตซื้อที่ดินเขาไม้แก้ว และ คดีจ้างวานฆ่านายประยูร สิทธิโชติ ขาใหญ่ตะวันออกที่มีเรื่องขัดแย้งกับ กำนันเป๊าะ มานาน 

    หลังจากที่ศาลตัดสิน กำนันเป๊าะ หายเข้ากลีบเมฆไปนานกว่า 10 ปี โดยที่ไม่มีใครพบเจอ สังคมส่วนใหญ่ในขณะนั้นก็คิดว่า ตำรวจคงไม่สามารถจับ กำนันเป๊าะ ได้หรอกเพราะ อำนาจและเงินทอง ของ เจ้าพ่อตะวันออกคนนี้ และเส้นสายทางการเมือง คงยากที่จะจับได้ แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น วันที่ 30 มกราคม 2556 กำนันเป๊าะ ได้ถูกตำรวจคอมมานโด จับกุมปิดล้อมรถเก๋งคันหรูกลางเมืองกรุงบนถนนมอเตอร์เวย์ ขณะกำลังจะกลับบ้านที่ ชลบุรี ถือเป็นการปิดตำนานเจ้าพ่อแห่งตะวันออก ในขณะที่กำนันเป๊าะ อายุ 78 ปี โดยมีกำหนดพ้นโทษในวันที่ 27 ก.ย. 78 

    หลายคนเชื่อว่า กำนันเป๊าะ คือ ผู้มีอิทธิพล หรือ เจ้าพ่อมาเฟีย แห่งภาคตะวันออกคนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ จากบ้านป่าเมืองเถื่อน กลับสู่ความสงบสุขเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ที่ใดยังมีผลประโยชน์มากมาย เชื่อว่าเมื่อนั้นก็ยังคงอยู่ซึ่งผู้มีอิทธิพลเข้าไปกอบโกย วงจรนี้จะหมดไป หรือ จะอยู่ต่อไป ไม่มีใครสามารถรู้ได้

    อ้างอิงข้อมูลจาก : หนังสือ เจ้าพ่อตะวันออก

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : เปิดตำนานเมืองลับแล!! เมืองลี้ลับที่ถูกซ่อนเร้น ตำนานเล่าขานกันมาแต่โบราณ

  • “หลวงปู่ดู่” บอกสูตร “ทำบุญโดยไม่เสียเงิน”

    “หลวงปู่ดู่” บอกสูตร “ทำบุญโดยไม่เสียเงิน”

    หากจะพูดถึงเรื่อง พระเกจิของไทยก็จะมีอยู่มากมายตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน เรื่องความเชื่อของบุคคลที่เลื่อมใส ศรัทธา ของพระเกจิของไทยและมีเพียงพระเกจิไม่กี่องค์เท่านั้นที่หลายคนต่างพากันนับถือ วันนี้ได้นำเรื่องของ “หลวงปู่ดู่” ที่ท่านได้บอกสูตร “ทำบุญโดยไม่เสียเงิน” มาให้ทุกท่านได้ศึกษาได้รับความรู้มากยิ่งขึ้น ไปชมกันเลย

    พอตื่นเช้ามาขณะล้างหน้าหรือดื่มน้ำให้ว่า “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมังสรณัง คัจฉามิ สังฆังสรณัง คัจฉามิ”ก่อนจะกินข้าวก็ให้นึกถวายข้าวพระพุทธ (เป็นอนุสสติอย่างหนึ่ง) ออกจากบ้านเห็นคนอื่นเขากระทำความดี เป็นต้นว่า ใส่บาตรพระ จูงคนแก่ข้ามถนน ข่าวงานบุญต่างๆ ฯลฯ ก็ให้นึก อนุโมทนากับเขา

    ผ่านไปเห็นดอกไม้ที่ใส่กระจาดวางขายอยู่หรือดอกบัวในสระข้างทางก็ให้นึกอธิฐานถวายเป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัยโดยว่า “พุทธัสสะ ธัมมัสสะ สังฆัสสะ ปูเชมิ” แล้วต้องไม่ลืมอุทิศบุญให้แม่ค้าขายดอกไม้ หรือรุกขเทวดาที่ดูแลสระบัวนั้นด้วย ตอนเย็นนั่งรถกลับบ้านเห็นไฟข้างทางก็ให้นึกน้อมบูชาพระรัตนตรัยโดยว่า “โอม อัคคีไฟฟ้า พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา” (เป็นการบูชาระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ก่อเกิดอานิสงค์แห่งบุญในดวงจิต)

    เวลาไปที่ไหนเห็นข่าว คนตาย คนเจ็บ คนป่วย คนที่กำลังมีความทุกข์ ก็ดี ผ่านจุดที่คนตายบ่อยๆ เห็นศาลเจ้า ศาลพระภูมิ ก็ดี ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า บารมีรวมของครูบาอาจารย์ อันมีหลวงปู่ดู่เป็นที่สุด แผ่บุญไป (เป็นการเจริญเมตตา ฝึกให้จิตมีพรหมวิหาร เป็นการบำเพ็ญบุญ) ก่อนนอนก็นั่งสมาธิเอนตัวนอนลงก็ให้นึกคำบริกรรมภาวนาไตรสรณะคมนี้จนหลับ ตื่นขึ้นมาก็บริกรรมภาวนาต่ออีกตลอดวัน

    เหล่านี้คือตัวอย่างเทคนิคการตะล่อมจิตให้อยู่แต่ในบุญกุศลตลอดวันและได้บุญมากกว่าการทำทาน โดยไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว เป็นการทำให้ดวงจิตเราเกิดแสงแห่งบุญทุกขณะลมหายใจเข้าออกสะสมบุญได้ตลอดทั้งวัน

    เวลาทำบุญควรอธิษฐานอย่างไร คนส่วนใหญ่เวลาทำบุญมักอธิษฐานว่า ขอให้รวย ขอให้สุขภาพแข็งแรง ขอให้ได้ยศตำแหน่ง ฯลฯ แต่ที่จริงแล้วมีคำอธิษฐานที่ง่าย สั้น ครบวงจรเป็นประโยชน์ครบถ้วนกว่ามากหลวงปู่ดู่เคยสอนไว้ว่า เวลาทำบุญให้อธิษฐานสั้นๆไปเลยว่า “ขอให้ประสบแต่ความดี ปราศจากความทุกข์” เพราะคำว่า ความดีนั้นรวมครบหมด ทั้งรวย สุขภาพดี มียศตำแหน่ง มีคนรักเมตตา ฯลฯ ส่วนปราศจากความทุกข์ก็ตัดสิ่งไม่ดีหมดทุกอย่าง ไม่มีทุกข์ ไม่มีโรคภัย ไม่มีอุปสรรค ไม่มีศัตรู ฯลฯ

    ที่สำคัญคือ การ “พบแต่ความดี” นั้นสำคัญมากเพราะแม้เราจะขอพรจนร่ำรวยจริงแต่ไม่ดี เงินนั้นเราอาจเอาไปเล่นพนัน ไปซื้อยาบ้า สุดท้ายก็พาไปนรก แม้จะมียศตำแหน่งแต่ปราศจากความดีก็อาจเอาตำแหน่งไปข่มเหงคนอื่น คดโกงประเทศชาติ ก็มีนรกเป็นที่ไป แม้จะมีแต่ใครๆก็รักเมตตาแต่หากเราไม่ดี เราก็อาจกลายเป็นคนเจ้าชู้ หลอกคนนี้ให้รัก คนนั้นให้หลง สุดท้ายก็ทะเลาะตบตีกันและไปนรกกันทั้งหมู่

    “การขอให้พบความดี” จึงถือเป็นพรอันสำคัญที่สุดเพราะผู้ที่จะทำความดี ต้องมีปัญญาพอที่จะรู้ว่าความดีมีประโยชน์เช่นใด ดังนั้นเมื่อมีปัญญาแม้จะเกิดมาจนก็ใช้ปัญญาหาเงินจนรวยได้ แม้จะเกิดมาต่ำต้อยก็ใช้ปัญญาทำงานหายศตำแหน่งมาได้ไม่ยาก แม้เกิดมาไม่มีใครรักแต่หากมีปัญญารู้จักพูดจาใครๆก็จะหันมารัก ที่สำคัญคือเมื่อมีปัญญา ก็รู้ว่าความชั่วไม่มีประโยชน์ ไม่ควรทำความดีมีแต่ประโยชน์และควรทำ ดังนั้นจึงเป็นผู้มีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า มีแต่สุคติเป็นที่ไปนรกไม่ได้เยี่ยมเยือนใครอยู่ใกล้ก็มีความสุข

    ดังนั้น เวลาทำบุญครั้งใดอธิษฐานง่ายๆก็ได้เช่นกันว่า “ขอให้พบแต่ความดี ปราศจากความทุกข์” บทความที่กล่าวมาข้างต้น เผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์ เพื่อเป็นธรรมทานแก่ทุกท่าน

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : พระคาถาเมตตาสาวติดตังเม “หลวงพ่อเดิม พุทธสโร”

  • พระคาถาเมตตาสาวติดตังเม “หลวงพ่อเดิม พุทธสโร”

    พระคาถาเมตตาสาวติดตังเม “หลวงพ่อเดิม พุทธสโร”

    เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจาก หลวงพ่อจรัญฯ ที่เล่าถึงสมัยครั้งบวชเรียนกับ หลวงพ่อเดิม โดยทางปัญญาญาณ เกี่ยวกับ “พระคาถาเมตตามหานิยม” ที่หลวงพ่อเดิมได้ประสิทธิ์มอบให้แก่หลวงพ่อจรัญโดยมีเนื้อหาที่แฝงไว้ด้วยธรรมะข้อคิดดีๆ ที่อาจเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านที่มีศรัทธานำไปใช้

    หลวงพ่อจรัญท่านเมตตาเล่าไว้ให้เป็นธรรมะข้อคิดแก่สาธุชนว่า…อาตมานับถือหลวงพ่อเดิมมาก เพราะท่านให้ชีวิตอันเป็นอมตะในสมณะเพศแก่อาตมา อาตมาสวดมนต์ไหว้พระแล้วก็กราบหลวงพ่อเดิมทุกวัน ระลึกถึงพระคุณของท่านที่ได้สร้างอาตมาให้เป็นสงฆ์ที่ดี อัฐิของท่านอาตมาก็แบ่งเอามากราบไหว้เพื่อระลึกถึงพระคุณ ท่านเป็นพระที่ลึกซึ้งและเยี่ยมยอดจริงๆ จะหาพระอาจารย์อย่างท่านได้ยาก

    ย้อนระลึกเล่าสู่กันฟัง เรื่องนี้ผ่านมาเป็นเวลา ๕๐ ปีแล้ว อาตมาได้ไปเล่าเรียนวิชากับ พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ อาตมายังรู้สึกเสียดายว่า เราน่าจะพบกับท่านก่อนหน้านี้นานแล้วแต่กรรมของเรายังมีอยู่ พอพบท่านใกล้ชิดท่านได้เพียงหกเดือน ท่านก็มรณภาพจากไป…

    ตอนนั้นอาตมาบวชเป็นพระภิกษุด้วยความจำใจ อาตมาขอบอกตรงๆ ว่า อาตมาเกลียดพระมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้ว อาตมาไม่ชอบเพราะพระเป็นผู้ที่ไม่ทำการงานได้แต่บิณฑบาตข้าวชาวบ้านไปฉัน แล้วก็สวดมนต์ทำอะไรที่ไม่ค่อยจะเป็นที่สบอารมณ์ของอาตมา แต่เมื่อโยมบิดามารดาจะตัดความเป็นลูกหากไม่ยอมบวช อาตมาจึงต้องโกนหัวเข้าห่มผ้าเหลือง บวชแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจสักเท่าใดนักเขาห้ามอะไรก็ไม่ฟัง ให้มันนอกรีตนอกรอยรอจนรับกฐินเสร็จ อาตมาก็จะสึกให้มันพ้นภาระหน้าที่ไปเสียที อย่าลืมนะอาตมาไม่ได้บวชเพราะศรัทธาก็หาไม่อันนี้เป็นความสัตย์

    “หลวงพ่อขอรับ กระผมจะสึกละขอรับ อยากเป็นฆราวาสเต็มแก่” หลวงพ่อเดิมท่านหันมาจ้องดูแล้วก็ทำเหมือนครั้งแรกที่เคยเจอท่านกระแอม “แฮ้ม แฮ้ม แฮ้ม แฮ้ม แฮ้ม หยุดไว้ก่อน คุณอย่าเพิ่งจะมาสึก ตอนนี้ไม่ถึงเวลา” อาตมาก็ไม่กล้าจะพูดเรื่องสึกต่อไป แต่ก็คิดอุบายมาได้ว่าก็ไหนๆ จะสึกแล้ว ไม่วันใดวันหนึ่งทำไมไม่ขอคาถามหานิยมสีผึ้ง สึกไปแล้วจะได้จีบผู้หญิงได้ง่ายๆ มีภรรยาสวยๆ เลยกราบเรียนท่านไปว่า

    “ไม่ถึงเวลาก็ไม่เป็นไรขอรับ กระผมขอคาถามหานิยมอย่างเด็ดขาดสักบทที่สีปากด้วยสีผึ้ง แล้วผู้หญิงเดินตามต้อยๆ กระผมอยากได้มานานแล้ว” อาตมารบเร้าเรื่องคาถามหาเมตตาจากหลวงพ่อเดิม ท่านก็สอนเป็นปรัชญาเรื่อยไป อาตมาก็อยากจะสึกแต่ไม่กล้าจะรบเร้าท่านมาก ท่านคอยห้ามเอาไว้ในที ส่วนใหญ่จะว่าไม่ได้ฤกษ์สึก ในที่สุดอาตมาก็รบเร้าเอาจนหลวงพ่อเดิมท่านใจอ่อน

    หลวงพ่อเดิมท่านก็หัวเราะหึๆ แล้วก็ยิ้มอย่างเมตตาก่อนจะสั่งให้หากระดาษดินสอมาให้ท่าน ท่านให้คาถาสารพัดจดกันไม่หวาดไม่ไหว จดแล้วท่านบอกให้ไปท่องให้ได้ โอ้โห คาถามากมายจนอาตมาไม่ต้องมาขอคาถาเพิ่ม มัวแต่ท่องคาถาเรื่องสึกก็เลยลืมไป เห็นไหมล่ะหลวงพ่อเดิมท่านทันคนขนาดไหน ท่านดัดหลังแก้ลำอาตมาจนเซ่อไปเลยทีเดียว คาถาบทหนึ่งซึ่งหลวงพ่อเดิมท่านใจอ่อนให้ถาคาไว้ ซึ่งเป็นคาถาที่ศิษย์หลวงพ่อเดิมใช้กันทุกคน คือ

    นะ เมตตา โม กรุณา พุท ปรานี ธา ยินดี ยะ เอ็นดู มะ คือตัวกู อะ คือคนทั้งหลาย อุ เมตตาแก่กูสวาหะ นะ โม พุทธายะ

    อาตมาสุดแสนดีใจว่าได้คาถาเมตตาเอามาท่องจนขึ้นใจ คราวนี้ได้การล่ะสึกเมื่อใดจะได้เอาไปใช้ให้สมกับที่รอ แต่จนแล้วจนรอด หลวงพ่อเดิมก็ไม่สึกให้เสียทีหนึ่ง คอยว่าเมื่อใดเหลวงพ่อจะเมตตาสึกให้ก็ไม่มีวี่แวว

    อาตมาท่องจนขึ้นใจแต่ก็ไม่ได้รู้ว่าคาถานั้นแท้ที่จริงอยู่ในพระกรรมฐานนั่นเอง เพราะพระกรรมฐานสอนให้แผ่เมตตา ถ้าไม่มีเมตตาปรานีแล้วท่องคาถาไปก็เปล่าๆ พอมานั่งเจริญพระกรรมฐานจริงจังหลังจากหลวงพ่อเดิมมรณภาพไปแล้ว จึงกระจ่างมองเห็นภาพท่านสอนคาถาเมตตาให้ทุกอิริยาบถนี่เป็นอย่างนี้ หลวงพ่อเดิมท่านเป็นพระทันสมัยทันการณ์ทุกอย่าง อาตมายังได้คาถาอีกบทหนึ่งซึ่งท่านสอนให้ เนื่องจากอาตมาปรารภจะได้คาถาเมตตาชนิดที่เรียกว่า ภาวนาแล้วผู้หญิงติดเป็นตังเม หลวงพ่อเดิมท่านก็เลี่ยงไปเลี่ยงมาในที่สุดก็จดคาถาให้ว่า

    นะ กาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โม กาโร โกมะนาคะมะโน นลาถิเต พุท กาโร กัสะโปพุทโธ จะเทวเนตรเต ธา กาโร ศากยะมุนีโคตโม จะเทวกัณเณ ยะ กาโร ศรีอริยเมตตรัยโย ชีวหาถิเต ปัญจะพุทธานะมามิหัง ฯ

    เมื่อหลวงพ่อเดิมให้คาถาเมตตามา อาตมาก็ท่องไปเรื่อยๆและในที่สุดก็ไม่ได้ใช้เพราะไม่ได้สึก พอมาเรียนพระกรรมฐานและสติปัฏฐานสี่ในตอนหลังนี้ ก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าคาถาที่หลวงพ่อให้ไม่ใช่คาถาเมตตาที่ไหนเลย แต่เป็นคำสอนของพระบรมศาสดาทั้งนั้น เช่น

    ให้ระมัดระวังศีรษะ ให้รู้จักน้อมคารวะผู้มีคุณธรรม,หน้าผาก ก็ให้ผ่าเผยด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม,ดวงตา ให้สำรวมระวังในการมองดู เพราะนั่นเป็นทางเกิดกิเลสต่างๆ หู ให้ฟังหูไว้หู ให้หูหนักเข้าไว้อย่าหูเบา และลิ้น นั้นให้ระวังสำรวมในรสอาหารอย่าไปติดมันเข้าเพราะมันให้เกิดกิเลส ดังนั้นคาถาเมตตาของหลวงพ่อเดิมจึงรวมเอาคำสอนของพระบรมศาสดาเรื่องการสำรวมระวังอินทรีย์ทั้งนั้น แต่เมื่อคนเกิดไปภาวนาด้วยความมั่นใจแล้ว ก็ทำให้ขลังได้เหมือนกัน

    เรียบเรียงจากหนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม ๑๐

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ตำนานวิชาหนุมาน ซึ่งไร้ผู้สืบทอด