หมวดหมู่: ตำนาน

  • วอยเอจเจอร์ กับภารกิจ วันนี้ เมื่อปี 1980

    วอยเอจเจอร์ กับภารกิจ วันนี้ เมื่อปี 1980

    วอยเอจเจอร์ 1 ยานอวกาศแบบไร้คนขับ (space probe) จากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือที่รู้จักกันดีในนามของ NASA โดยภารกิจหลักของยาน คือการบินโฉบดาวพฤหัสบดี ดาว์เสาร์ และ ดวงจันทร์ไททัน (ดาวบริวารดวงใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์) โดยยานอวกาศ วอยเอจเจอร์ ออกท่องอวกาศเมื่อวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1977 (พ.ศ. 2520)

    การส่งสัญญาณ ระหว่างปฏิบัติภารกิจ

    ตามภารกิจแล้ว ด้วยระยะทางของดาวแต่ละดวงที่ยานต้องสำรวจมีความไกลจากโลกราว 148.61 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ 22.2 พันล้านกิโลเมตรโดยประมาณ ทำให้ยานดังกล่าวกลายเป็นยานที่อยู่ห่างจากโลกมากที่สุด (ข้อมูลเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 2020)

    ระหว่างปฏิบัตภารกิจ ยานวอยเอจเจอร์ได้นำส่งสัญญาณข้อมูลผ่านทางเครือข่ายอวกาศห้วงลึก (DSN) เพื่อรับคำสั่งประจำและส่งข้อมูลกลับมายังโลก โดยข้อมูลระยะทางและความเร็วของยานตามเวลาจริงสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของนาซาและห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่น Voyager

    ระบบสื่อสารภายในยาน

    ยานสำรวจ วอยเอจเจอร์ 1 ใช้ระบบการสื่อสารผ่านคลื่นวิทยุย่านความถี่สูงซึ่งออกแบบให้สามารถสื่อสารได้ไกลถึงนอกระบบสุริยะ โดยตัวยานประกอบไปด้วยจานสายอากาศทรงพาราโบลา แบบแคสซิเกรน (Cassegrain) มีเกณฑ์ขยายสูง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.7 เมตร หรือประมาณ 12 ฟุต ส่งสัญญาณและรับสัญญาณคลื่นวิทยุผ่านเครือข่ายสื่อสารข้อมูลห้วงอวกาศ (Deep Space Network: DSN) ที่มีสถานีฐานกระจายอยู่ทั่วพื้นโลก และในช่วงที่ยานสำรวจ ไม่สามารถส่งข้อมูลมายังโลกโดยตรงได้ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกลงเทปบันทึกระบบดิจิตอล (DTR) ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลได้สูงสุด 64 กิโลไบต์ เพื่อรอการส่งกลับมายังโลกในครั้งถัดไป โดยใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมงในการส่งสัญญาณจากยานสำรวจกลับมายังโลก

    ระบบอื่นๆภายในยาน

    ประเภทตัวย่อรายละเอียดการทำงาน
    ระบบวิทยาศาสตร์การถ่ายภาพ (Imaging Science System)
    ปิดการทำงานแล้ว
    ISSทำงานโดยอาศัยกล้องถ่ายภาพ 2 ชุด คือ กล้องมุมมองกว้าง และกล้องมุมมองแคบ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายของดาวเคราะห์หรือวัตถุที่ยานเคลื่อนผ่านตลอดภารกิจ
    ระบบวิทยาศาสตร์วิทยุ (Radio Science System)
    ปิดการใช้งานแล้ว
    RSSทำงานโดยอาศัยระบบสื่อสารของยานโวเอจเจอร์ในการเก็บข้อมูลลักษณะทางกายภาพของดาวเคราะห์และดาวบริวาร (ชั้นบรรยากาศ มวล สนามแรงโน้มถ่วง ความหนาแน่น) อีกทั้งยังทำการเก็บข้อมูลปริมาณและขนาดของวัตถุที่อยู่ในวงแหวนของดาวเสาร์ รวมถึงขนาดของวงแหวนอีกด้วย เพิ่มเติม
    อินฟราเรด อินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ สเปกโทรมิเตอร์ (Infrared Interferometer Spectrometer)
    ปิดการทำงานแล้ว
    IRISทำการสำรวจดุลพลังงาน และองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศแบบเฉพาะพื้นที่และแบบทั่วทั้งดาว นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลรายละเอียดของระดับอุณภูมิในแต่ละชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์และเหล่าดาวบริวาร รวมถึงองค์ประกอบ สมบัติทางความร้อน และขนาดของวัตถุที่อยู่ในวงแหวนของดาวเสาร์ เพิ่มเติม
    อัลตราไวโอเลต สเปกโทรมิเตอร์ (Ultraviolet Spectrometer)
    ปิดการทำงานแล้ว
    UVSออกแบบมาเพื่อทำการวัดค่าต่างๆ ของชั้นบรรยากาศ รวมถึงการวัดค่าของการแผ่รังสี เพิ่มเติม
    ฟลักซ์เกทแมกนิโทมิเตอร์แบบสามแกน (Triaxial Fluxgate Magnetometer)
    ยังทำงานอยู่
    MAGออกแบบมาเพื่อทำการศึกษาสนามแม่เหล็ก ของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ปฏิกิริยาระหว่างพายุสุริยะที่มีต่อแม็กนีโตสเฟียร์ของดาวเคราะห์แต่ละดวง สนามแม่เหล็กของอวกาศชั้นนอก ไปจนถึงเส้นขอบระหว่างลมสุริยะกับสนามแม่เหล็กของอวกาศระหว่างดาว เพิ่มเติม
    พลาสมา สเปกโทรมิเตอร์ (Plasma Spectrometer)
    ระบบขัดข้อง
    PLSทำการศึกษาคุณสมบัติของอนุภาคไออนในพลาสมาและตรวจหาจำนวนของอิเล็กตรอนที่มีพลังงานในช่วง 5 อิเล็กตรอนโวลต์ถึง 1 กิโลอิเล็กตรอนโวลต์ เพิ่มเติม
    เครื่องตรวจวัดอนุภาคมีประจุพลังงานต่ำ (Low Energy Charged Particle Instrument)
    ยังทำงานอยู่
    LECPทำการวัดความค่าความเปลี่ยนแปลงของฟลักซ์พลังงาน การกระจายตัวเชิงมุมของไอออนและอิเล็กตรอน ตลอดจนวัดความเปลี่ยนแปลงของพลังงานในสารประกอบของไอออน เพิ่มเติม
    เครื่องตรวจจับรังสีคอสมิก (Cosmic Ray System)
    ยังทำงานอยู่
    CRSค้นหาแหล่งกำเนิดและกระบวนการเร่ง ประวัติในช่วงชีวิตและการพัวพันเชิงพลวัตของรังสีคอสมิกระหว่างดาว (interstellar cosmic ray) การสังเคราะห์นิวเคลียสของธาตุองค์ประกอบในแหล่งกำเนิดของรังสีคอสมิก พฤติกรรมของรังสีคอสมิกในมวลสารระหว่างดาว รวมถึงสภาพแวดล้อมของอนุภาคพลังงานสูงของดาวเคราะห์ที่ถูกกักไว้ เพิ่มเติม
    ระบบวิเคราะห์ดาราศาสตร์วิทยุ (Planetary Radio Astronomy Investigation)
    ปิดการทำงานแล้ว
    PRAอาศัยการทำงานของเครื่องรับวิทยุแบบกวาดความถี่เพื่อศึกษาคลื่นวิทยุที่ปล่อยออกมาจากดาวพฤหัสและดาวเสาร์ เพิ่มเติม
    เครื่องวัดการโพลาไรซ์ของแสง (Photopolarimeter System)
    ระบบขัดข้อง
    PPSอาศัยการทำงานของกล้องโทรทรรศน์ที่มีโพลาไรเซอร์ในการเก็บข้อมูลรายละเอียดและองค์ประกอบของพื้นผิว รวมถึงคุณสมบัติการกระจายตัวและความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสและดาวเสาร์ เพิ่มเติม
    ระบบตรวจจับคลื่นพลาสมา (Plasma Wave System)
    ยังทำงานอยู่
    PWSอาศัยการทำงานของเสาอากาศที่ยืดหดได้ในการวัดปฏิกิริยาของคลื่นอิเล็กตรอนบริเวณรอบดาวเคราะห์กับช่วงมวลสารระหว่างดาว โดยการตรวจวัดค่าความเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าเมื่อเสาอากาศเคลื่อนผ่านกลุ่มเมฆประจุไฟฟ้า เพิ่มเติม

    ภารกิจโฉบดาวเสาร์

    ยานสำรวจ วอยเอจเจอร์ โคจรไปยังดาวเสาร์ และได้ทำการสำรวจวงแหวนรวมไปถึงดาวบริวารของดาวเสาร์ ภารกิจที่น่าสนใจคือการสำรวจดวงจันทร์ไททัน (ดาวบริสารที่ใหญที่สุดของดาวเสาร์) โดยภาพถ่ายที่ญาณได้ส่งข้อมูลมาและพบว่า ดาวดังกล่าวมีชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นและซับซ้อน ทำให้นักวิทยาศาตร์สนใจดาวดวงนี้เป็นพิเศษ หลังจากนั้นพวกเขาได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับมวลต่างๆ องค์ประกอบอื่นๆ และมีการคาดเดากันว่าอาจมีทะเลสาบโฮโดรคาร์บอนเหลวอยู่บนพื้นผิวดวงดาวแห่งนี้

    ผลของภารกิจเป็นที่น่าสนใจ ทำให้มีการพยายามสำรวจอย่างต่อเนื่องและมีความต้องการให้ยานเข้าใกล้ดวงจันทร์ให้มากที่สุด ส่งผลให้ยานเคลื่อนที่ผ่านขั้วโลกใต้ของดาวเสาร์และนั้นทำให้ยานหลุดออกจากวงโคจรในทันที ทำให้ภารกิจการสำรวจดวงจันทร์ไททันตองยุติลง ใน วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1980 ถึงแม้ภารกิจจะจบลง แต่ยานวอยเอจเจอร์ได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้  โดยเป็นวัตถุที่สร้างโดยมนุษย์ชิ้นที่ 3 (จากทั้งหมด 5 ชิ้น) ที่โคจรด้วยความเร็วมากพอจนถึงระดับความเร็วหลุดพ้นเพื่อออกจากระบบสุริยะ นอกจากนี้ในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2012 ยานวอยเอจเจอร์ 1 ยังเป็นยานอวกาศลำแรกที่ได้ข้ามผ่านอวกาศชั้นเฮลิโอพอสและเข้าสู่อวกาศชั้นมวลสารระหว่างดาว ได้อีกด้วย

    ปัจจุบันยาน วอยเอจเจอร์ 1 ปฏิบัติภารกิจมาแล้วกว่า 43 ปี 1 เดือน 27 วัน (ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2020) และยังคงทำภารกิจอื่นๆอย่างต่อเนื่องตามคำสั่ง และมีกำหนดการค่อยๆปิดการทำงานของระบบบางส่วนจนกว่าพลังงานบนยานจะหมดลงและขาดการติดต่อกับโลกในปี ค.ศ. 2025 โดยประมาณ สุดท้ายแล้วยานดังกล่าวจะโคจรไปในห้วงอวกาศอย่างอิสระโดยไร้การควบคุม

  • หนึ่งเดียวในโลก คนแห่รับบัว หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน 2563

    หนึ่งเดียวในโลก คนแห่รับบัว หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน 2563

    ประเพณีรับบัวบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลก ประชาชนเรือนแสนแห่นมัสการ

    โดยจะมีการอัญเชิญองค์หลวงพ่อโตจำลอง ลงเรือบุษบกแห่ไปตามลำคลองสำโรง เพื่อให้ชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ริมสองฝั่งคลอง ได้ร่วมสักการะบูชา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว

    ประเพณีรับบัว ถือเป็นประเพณีประจำท้องถิ่น ของชาวอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ที่สืบทอดมาแต่โบราณ

    โดยในสมัยก่อนอำเภอบางพลี มีประชาชนอาศัยอยู่แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ คนไทย คนลาว และคนรามัญ (ชาวมอญพระประแดง) ทุกกลุ่มชนต่างทำมาหากิน และอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นเสมือนญาติมิตร

    ประเพณีดังกล่าว เกิดขึ้นเพราะความมีน้ำใจที่ดีต่อกันระหว่างคนในท้องถิ่นกับคนมอญพระประแดง ซึ่งทำนาอยู่ที่ตำบลบางแก้ว ในช่วงออกพรรษาจะกลับไปทำบุญที่อำเภอพระประแดง

    ได้เก็บดอกบัวเพื่อบูชาพระหรือถวายแด่พระสงฆ์และฝากเพื่อนบ้าน ในปีต่อมา ชาวอำเภอเมือง และชาวอำเภอพระประแดง ต่างพร้อมใจกันพายเรือมาเก็บดอกบัวที่อำเภอบางพลี และถือเป็นโอกาสอันดีในการนมัสการองค์หลวงพ่อโต

    อีกทั้งระยะทางระหว่างอำเภอพระประแดงกับอำเภอบางพลีไกลกันมาก เพื่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน เรือแต่ละลำจะร้องรำทำเพลงมาตลอดเส้นทาง

    โดยการโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ มีความเชื่อกันว่า หากสามารถโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่แล้ว อธิษฐานสิ่งใดไว้ก็จะประสบความสำเร็จดังหวัง

    จึงเป็นที่มาของงาน รับบัว หรือ โยนบัว ประเพณีของชาวพุทธ แห่งเดียวในโลก…

    https://youtu.be/AeglFDSOOOI
    ขอบคุณ : คนหลังกล้อง

    บรรยากาศงานวัดหลวงพ่อโต ปี2563

    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ
    ขอบคุณ : ที่นี่สมุทรปราการ

    ขอขอบคุณ : วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง – หลวงพ่อโต , ที่นี่สมุทรปราการ
    บทความอื่นที่น่าสนใจ : สืบสานประเพณีออกพรรษา ตักบาตรเทโวโรหณะ

  • “ปาปิญอง” ตำนานนักโทษแหกคุก

    “ปาปิญอง” ตำนานนักโทษแหกคุก

    วันนี้ CheezeBite มีเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนาน และเจ้าของตำนานวันนี้คือ…อ็องรี ชาร์ริเยร์อ็องรี ชาร์ริเยร์ หรือฉายาคือ ‘ปาปิญอง’

    อ็องรี ชาร์ริเยร์ หรือฉายาคือ‘ปาปิญอง’เขาได้เปลี่ยนประสบการณ์ในคุกของเขา ออกมาในรูปแบบนิยายกึ่งอัตชีวประวัติ และกลายเป็นหนังสือขายดีจนได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Papillon นั้นเองจ้า..และเรื่องราวของหนังนั้นดัดแปลงจากนิยายกึ่งอัตชีวประวัติเรื่อง Papillon (เป็นชื่อเล่นที่แปลว่า ‘ผีเสื้อ’ จากรอยสักที่บริเวณหน้าอก) ของอ็องรี ชาร์ริเยร์ (Henri Charrière)

    จุดเริ่มต้น.. ซาริเยร์ เป็นเด็กชายคนเดียวในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นครู ชาร์ริเยร์เกิดเมื่อปี 1906 ที่แซงต์เอเตียนน์-เดอ-ลุกดาแรส์ หมู่บ้านชนบทเล็กๆ ในเขตจังหวัดอาร์แดช มีพี่สาวสองคน แม่เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุได้ 10 ขวบ

    ตอนอายุ 17 ปี เขาถูกกองทัพเรือเกณฑ์ไปรับราชการทหาร สองปีถัดมา เมื่อพ้นเกณฑ์ เขาก็แต่งงานและมีลูกสาวหนึ่งคน ภายหลังออกจากราชการชาร์ริเยร์เข้าเป็นสมาชิกแก๊งมิจฉาชีพในปารีส ทำงานเป็นนักงัดแงะตู้เซฟอยู่นานหลายปี จนกระทั่งแก๊งเข้าไปพัวพันกับการตายของโรล็องด์ เลอ เปติต์ (Roland Le Petit) หัวขโมยและแมงดาคุมซ่อง ที่ต่อมาคดีถูกซัดทอดมาถึงตัวชาร์ริเยร์

    ระหว่างการฝากขังที่เมืองคอง ชาร์ริเยร์ได้รู้จักกับหลุยส์ เดกา (Louis Dega) หนุ่มธนาคารที่ต้องโทษข้อหาปลอมแปลงธนบัตร ทั้งสองสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ในปี 1932 ชาร์ริเยร์ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตที่เรือนจำเฟรนช์เกียนา ซึ่งใช้เป็นเขตคุมขังนักโทษในอาณานิคมของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1852 จนถึงปี 1946 ที่นั่นมีผู้ต้องขังหลากหลายชนชั้นจำนวนถึง 70,000 คน ชาร์ริเยร์และเดกาถูกส่งตัวไปเฟรนช์เกียนาตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง 1933 และพยายามหลบหนีออกจากที่นั่นหลายครั้ง โดยใช้เส้นทางไปยังโคลอมเบียและเวเนซูเอลา

    *เกาะนรกแห่งเฟรนช์เกียนาเกาะนรก หรือ Devil’s Island เป็นเกาะที่ถูกค้นพบในช่วงปี 1852 ในสมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลของเฟรนช์เกียนา ซึ่งเป็นประเทศแถบอเมริกาใต้ ภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศส เกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทัณฑสถานที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘แซงต์-โลร็องต์ ดู มาโรนี’ เป็นสถานที่สำหรับคุมขังนักโทษในคดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฆาตกรรม ข่มขืน หรือคดีทางการเมือง นักโทษทุกคนล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

    ในเรื่องของความโหดร้ายทารุณ นักโทษราว 70,000 คนที่ถูกส่งมายังทัณฑสถานแห่งนี้ จำนวนถึง 40 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิตในช่วงปีแรก และมีนักโทษเพียง 5,000 คนเท่านั้นที่มีชีวิตรอดจนถึงวันที่พวกเขาได้รับการปล่อยตัว

    ความโหดร้ายทารุณไม่ได้จำกัดเพียงแค่บนเกาะและทัณฑสถานที่อยู่บนฝั่งของเฟรนช์เกียนาเท่านั้น นักโทษทุกคนจะต้องเอาชีวิตรอดบนเรือที่พวกเขาใช้โดยสารมายังเกาะแห่งนี้ให้ได้เสียก่อน และไม่ใช่ชีวิตจำนวนน้อยๆ ที่สูญเสียไประหว่างการเดินทาง บางคนถูกฆ่าโดยนักโทษด้วยกันเอง บางคนเสียชีวิตเพราะกำมะถันและไอน้ำที่ผู้คุมใช้เพื่อควบคุมนักโทษ

    การใช้ชีวิตในแต่ละวันของนักโทษเต็มไปด้วยความยากลำบาก พวกเขาต้องทำงานตั้งแต่หกโมงเช้าถึงหกโมงเย็น งานมีหลายประเภท ตั้งแต่การสร้างห้องขังให้กับนักโทษด้วยกันเอง สร้างสถานพยาบาลและที่อยู่อาศัย หรือไม่ก็ต้องถือจอบถือเสียมเพื่อไปทำการเกษตร ขนาดของห้องขังก็เล็กเท่ารูหนู กว้าง 1.8 เมตร ยาว 2 เมตรเท่านั้น

    ช่วงระหว่างวันนักโทษแต่ละคนจะถูกล่ามด้วยโซ่ และตอนกลางคืนข้อเท้าของพวกเขาก็จะถูกล่ามเข้ากับแท่งเหล็ก เรื่องอาหารการกินนั้นไม่ต้องพูดถึง บางคนมีสภาพผ่ายผอมราวกระดูกที่เดินได้ อีกทั้งการต่อสู้ภายในคุกก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และหลายครั้งก็จบลงด้วยความตาย ฝ่ายผู้คุมเองไม่คิดจะทำรายงาน เพราะมันง่ายและสะดวกสำหรับพวกเขามากกว่า หากนักโทษเหล่านั้นเสียชีวิตเพราะการก่อวิวาท ทำงานหนัก ความเจ็บป่วย หรือพยายามหลบหนี

    เมื่อมีนักโทษตาย ศพก็จะถูกลำเลียงไปทิ้งกลางทะเล จากนั้นพวกเขาจะตีระฆังเป็นสัญญาณให้ฉลามมากินศพของนักโทษเหล่านั้น แตกต่างจากศพของผู้คุมและญาติที่มีพื้นที่ให้ทำการจัดพิธีฝังศพบนเกาะ

    ผู้ที่มีชีวิตรอดอยู่จนถึงวันสุดท้าย หรือวันที่พวกเขาได้รับการปล่อยตัว ถูกบังคับให้อาศัยอยู่ต่อในประเทศเฟรนช์เกียนา รัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบที่ดินทำกินให้กับคนเหล่านั้นเพื่อหวังจะสร้างให้เฟรนช์เกียนากลายเป็นดินแดนที่มีผู้คนอยู่อาศัย ต่อมาภายหลังเมื่อประชากรของเฟรนช์เกียนามีจำนวนมากขึ้น ผู้ใดก็ตามที่กระทำความผิดหลายครั้ง แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็จะถูกส่งไปใช้โทษที่เกาะนรก

    เกาะนรกและทัณฑสถานแห่งเฟรนช์เกียนาที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทิ้งร้าง ถูกบูรณะขึ้นใหม่ในช่วงทศวรรษ 1980s โครงสร้างหลายส่วนถูกทิ้งไว้ให้คงสภาพเดิม ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดคนจากทั่วโลก นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาชมห้องขังหมายเลข 47 ที่เคยใช้ขัง ‘ปาปิญอง’ และที่เขาสลักชื่อของตัวเองเอาไว้บนพื้นด้วย

    *วางแผน หนีคุกตามประวัติศาสตร์แล้ว มีเพียงนักโทษ 2 คนเท่านั้นที่สามารถหลบหนีออกจากคุกแห่งนี้ได้ คนแรกคือ เคลม็องต์ ดูวัล (Clement Duval) ผู้ที่หลบหนีออกไปในปี 1901 และไปอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาจนถึงวันที่เขาสิ้นลมหายใจ อีกคนคือ อ็องรี ‘ปาปิญอง’ ชาร์ริเยร์ ผู้ที่เปลี่ยนประสบการณ์ในนรกของเขาให้กลายเป็นหนังสือขายดีจนได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Papillon

    การหนีคุกครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1933 อ็องรี ชาร์ริเยร์วางแผนร่วมกับอ็องเดร มาตูเร็ตต์ (André Maturette) และโฌอันส์ คลูเซียต (Joanes Clousiot) ส่วนหลุยส์ เดกาซึ่งรับรู้แผนการ ทว่าไม่ร่วมหลบหนีด้วยเพราะมองว่ามันเสี่ยงเกินไป แต่ในที่สุดเรือของพวกเขาก็ไปล่มที่ใกล้เมืองริโออาชาเสียก่อน ทั้งสามคนจึงถูกจับและส่งตัวกลับไปที่เฟรนช์เกียนา

    อีกครั้งหนึ่ง ในคืนฝนตก ชาร์ริเยร์สามารถแหกคุกหนีไปจนถึงแหลมกัวฮิรา ที่ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เป็นอาณาเขตของทั้งโคลอมเบียหรือเวเนซูเอลา และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับหญิงชนเผ่าอินเดียนแดงสองคนนานถึงเจ็ดเดือน ก่อนตัดสินใจผิดพลาดที่เลือกเดินทางกลับไปหาความศิวิไลซ์ในโคลอมเบีย อันเป็นผลให้เขาถูกจับกุม และถูกส่งตัวกลับไปที่ฝรั่งเศส และลงเอยที่คุกเฟรนช์เกียนาอีกครั้ง คราวนี้เขาต้องถูกขังเดี่ยวอยู่นานถึงสองปี

    อ็องรี ชาร์ริเยร์ต้องโทษขังในคุกอาณานิคมนาน 11 ปี ความพยายามในการหลบหนีของเขาหลายครั้งทำให้ผู้คุมเรือนจำต้องเพิ่มโทษหนักขึ้นเรื่อยๆ ปี 1944 เขาหลบหนีสำเร็จอีกครั้ง ตะเกียกตะกายไปถึงบริติชเกียนาที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ถูกควบคุมตัวอยู่ที่นั่นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระในวันที่ 18 ตุลาคม 1945 หลังจากนั้นเขาก็ขอลี้ภัยไปเวเนซูเอลา ก่อร่างสร้างตัวใหม่และยื่นขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นพลเมืองเวเนซูเอลา

    แต่ถึงกระนั้น ชาร์ริเยร์ก็ไม่เคยคิดที่จะครองชีพอยู่อย่างคนสุจริต ยังคงยึดอาชีพลักเล็กขโมยน้อยอย่างเดิม จนกระทั่งไปมาพบรักและแต่งงานกับริตา (Rita) สาวท้องถิ่นชาวเวเนซูเอลา ทั้งสองเปิดร้านอาหารร่วมกันในคาราคาสและมาราไซโบ ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาเดินทางกลับไปฝรั่งเศส และเสนอต้นฉบับกับสำนักพิมพ์ หนังสือของอ็องรี ชาร์ริเยร์ได้รับการตีพิมพ์ และสามารถขายเฉพาะในฝรั่งเศสได้ถึง 1.5 ล้านเล่ม

    *เรื่องราวของอ็องรี ชาร์ริเยร์ในหนังสือ Papillon จบลงที่เขาได้รับอิสรภาพออกจากเรือนจำ

    อ็องรี ชาร์ริเยร์เขียนนิยายภาคต่อจาก Papillon ชื่อเล่ม Banco เล่าถึงเรื่องราวชีวิตสืบเนื่องภายหลังหลุดพ้นจากถูกคุมขัง วันที่ 29 กรกฎาคม 1973 ชาร์ริเยร์เสียชีวิตในแมดริดด้วยโรคมะเร็งลูกกระเดือก นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าเรื่องราวที่เขาเล่าในหนังสือน่าจะเป็นเรื่องที่เขาฟังมาจากผู้ต้องขังคนอื่นๆ จึงลงความเห็นว่าเป็นเรื่องแต่งมากกว่าอัตชีวประวัติของเขา

    ในปี 2005 ชาร์ลส์ บรูนิเยร์ (Charles Brunier) ชายวัย 104 ปีจากปารีส อ้างตัวเป็น ‘ปาปิญอง’ ตัวจริง และนักวิจารณ์หลายคนพากันเห็นพ้อง เนื่องจากชาร์ลส์ บรูนิเยร์ต้องโทษขังอยู่ที่คุกอาณานิคมในช่วงเวลานั้นจริง อีกทั้งบทบาทของชาร์ริเยร์ต่อคดีฆาตกรรมในปารีส ซึ่งทำให้เขาต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น ยังมีข้อขัดแย้ง แม้ว่าระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่เขาจะอ้างว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีก็ตาม*และยังมีคนเชื่อว่า ชาร์ริเยร์น่าจะรู้จักฆาตกรตัวจริง เพียงแต่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อเท่านั้นเอง …

    อ้างอิง : https://themomentum.co/author/boonchoak/?fbclid=IwAR1V8nnmxrTnEx87CujLfjMcBhGIyjbpETs3bPKTrVUPswQ6DILueQra0po , https://filme-wahrebegebenheiten.com/tag/papillon/?fbclid=IwAR1rOs5Eoy23uHK5ZMSmXNVDqZ2Cp7F-d8PKBPyLEInme97a5Z0s14uiMfo/

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : วิชาคัดของกระทำอาถรรพ์ล้างอาคมให้เสื่อม , นร.หญิงรุ่นบุกเบิก ที่ได้เป็น “นักเรียนนอก” เมื่อ 100 กว่าปีก่อน เป็นใคร

  • สุดเฮี้ยน! ผีศาลาการเปรียญ วัดบ้านแก จ.อ่างทอง

    สุดเฮี้ยน! ผีศาลาการเปรียญ วัดบ้านแก จ.อ่างทอง

    เรื่องเล่าขานตำนานสุดเฮี้ยนของ วัดบ้านแก จ.อ่างทอง นั้น… ซึ่งชาวบ้านและคนใกล้เคียงได้เล่าเรื่องนี้ต่อๆ กันมาว่า ศาลาการเปรียญ ที่วัดบ้านแก แห่งนี้นั้น มีวิญญาณเฮี้ยนสิงอยู่ ซึ่งเป็นเหตุทำให้ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปในบริเวณนี้ แม้เวลากลางวันก็ยังรู้สึกหวาดกลัว

    โดยเรียกที่นี่ว่า “ศาลาผีเฮี้ยน” ขนาดพระสงฆ์ของที่นี่ยังไม่กล้าเข้าไปทำความสะอาด นอกจากจะมีคนเสียชีวิตแล้วต้องใช้ศาลานี้จึงจะเข้ามาทำความสะอาด เพื่อเตรียมประกอบพิธีเท่านั้น…

    ซึ่งความเชื่อศาลานี้ คือ เมื่อมีพระมาทำความสะอาดเมื่อไหร่จะต้องมีคนตายในเวลาต่อมาทันที จึงเป็นความเชื่อถือกันว่า พระสงฆ์ จะไม่เข้าไปทำความสะอาดโดยเด็ดขาด นอกจากจะมีคนตายก่อนเท่านั้นจึงจะทำ โดยข้างล่างของศาลานี้ยิ่งพาหลอนไปใหญ่ เพราะใต้ถุนนั้นจะมีจอมปลวกขนาดใหญ่สู้งกว่า 3 เมตร ซึ่งชาวบ้านต่างมองว่ารูปร่างคล้ายกับคนยิ่งนัก

    ทั้งนี้ ทางด้าน พระสมชาย ซึ่งเป็นพระลูกวัด ได้เล่าให้ฟังว่า ความเชื่อที่ชาวบ้านพูดถึงนั้น เป็นเรื่องแปลกมากจริงๆ และตนเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน นั่นคือ หากเมื่อไหร่ที่ มีพระสงฆ์เข้าไปทำความสะอาดวันรุ่งขึ้นมักมีคนตายเสมอ ทางพระสงฆ์ทุกรูปจึงเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ปล่อยให้รกไม่ทำความสะอาด รอจนกว่าจะมีคนเสียชีวิตแล้วค่อยทำ ซึ่งชาวบ้านมักพบเห็นอะไรแปลกๆ ที่ศาลาแห่งนี้บ่อยๆ ซึ่งเป็นศาลาเก่าแก่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2512

    พระครูสุตานุยุต ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนเรื่องศาลาการเปรียญที่เฮี้ยนอาตมาก็ไม่เคยเจอเป็นตัวตน แต่ก็ได้แต่เจอเรื่องแปลกเมื่อหลังจากจัดงานเสร็จแล้ว อาตมาก็ได้ยกคัทเอาท์ลงแต่ปรากฎว่าไฟไม่ดับจึงลองยกคัทเอาท์หลายครั้งก็ไม่ดับ จึงเดินกลับไปสักพักหนึ่งจึงเดินมายกคัทเอาท์อีกครั้งมันก็ดับปกติ ซึ่งอาตมาจึงรู้ว่ามันน่าจะผีมีจริงๆ

    ขอบคุณข้อมูล : https://www.tnews.co.th/

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : “วัดท่าลาดใต้” ในมุมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา และตำนานหุ่นฝังวิญญาณอาจารย์ซ่วน

  • ยุคนี้ทำไมต้องสวด คาถามหาจักรพรรดิ

    ยุคนี้ทำไมต้องสวด คาถามหาจักรพรรดิ

    วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ยุคนี้ทำไมต้องสวด “คาถามหาจักรพรรดิ” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย พระคาถามหาจักรพรรดิก่อให้เกิดพุทธนิมิตครอบสถิตผู้ทรงคาถา พระคาถามหาจักรพรรดิที่ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แต่งขึ้นมานั้น

    นอกจากท่านจะได้ทำการอธิษฐานบารมีให้ผู้สวดได้รับพลังจากพระรัตนตรัยอย่างมหาศาลแล้วยังก่อให้เกิด “พุทธนิมิต” เป็นวิมานแก้วพระพุทธเจ้ามาครอบสถิตผู้สวดด้วย โดยมีลักษณะเป็นมณฑปแก้วจัตุรมุขปรากฎฉัพพรรณรังสีหกประการสว่างไสวพร้อมด้วยโพธิสัตตราวุธทั้ง ๔ ประการ ประจำอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ได้แก่ พระมหามงกุฎ ตรีศูล จักรแก้ว และ พระขรรค์เพชร

    ทั้งหมดล้วนเป็นของคู่บุญบารมีของพระศรีอารย์โพธิสัตว์โดยมี “พระมหามงกุฎ” เป็นศิราภรณ์ที่ปี่ยมไปด้วยบุญญฤทธิ์ (หลวงปู่บุดดา ถาวโร พระอรหันต์ระดับจตุปฎิสัมภิทาญานได้เคยนำมาถวายหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เป็นพุทธบูชาอีกองค์หนึงด้วย) ส่วนอาวุธที่เหลือทั้ง ๓ ล้วนเป็นเทพศาสตราวุธชั้นสูงมีไว้เพื่อประดับบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ และเปี่ยมไปด้วยอิทธิฤทธิ์อย่างยิ่ง

    หากสวดเป็นประจำสามารถอธิษฐานให้เกิดเป็นองค์พระพุทธนิมิตปางมหาจักรพรรดิได้ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์มีความศักสิทธิ์อย่างมาก ประดับด้วยเครื่องทรงแห่งพระมหาจักรพรรดิอย่างวิจิตรอลังการเปล่งรัศมีหลากสีด้วยแสงแห่งรัตนอัญมณีเรียกว่า “พระมหาวิษิตาภรณ์” มาครอบสถิตผู้ภาวนาบารมีของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ที่ท่านน้อมนำอธิษฐานจิตจึงมีความศักสิทธิ์ป็นอย่างมาก เพราะท่านใช้บารมีทั้งหมดของท่านอัญชิญกระแสบารมีแห่งพระรัตนตรัยและตั้งองค์พระพุทธนิมิตปางมหาจักรพรรดิบรรจุลงไปในวัตถุมงคลที่บารมีท่านมาประจุอีกด้วย

    คำแปล นะโมพุทธายะ : ข้าพเจ้าขอนอบน้อมบูชาต่อพระพุทธเจ้า๕พระองค์คือ นะ–พระกกุสันธะ โม–พระโกนาคม พุท–พระกัสสป ธา–พระสมณโคดม ยะ–พระศรีอริยเมตไตรย

    พระพุทธไตรรัตนญาณ : พระพุทธเจ้าซึ่งมีพระญาณแก้วทั้งสาม อันหมายถึง ปุพเพนิวาสานุสติญาณ, จุตูปปาตญาณ, อาสวักขยญาณ มณีนพรัตน์ : มีสมบัติคือแก้ว ๙ ประการ มีเพชร, ทับทิม เป็นต้น ซึ่งหมายถึงพระนวโลกุตรธรรม สีสะหัสสะ สุธรรมา : มีมือถึงพันมือ หมายถึงการที่พระพุทธองค์ ทรงแจกแจงหลักธรรม คือ พระไตรปิฎก ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พุทโธ : ทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ธัมโม : พระธรรมของพระพุทธเจ้า สังโฆ : พระสาวกผู้ปฏิบัติตาม

    ยะธาพุทโมนะ : ขอพระพุทธเจ้าปางมหาจักรพรรดิ ซึ่งมีชัยแก่พญาชมพูผู้มีฤทธิ์มาก พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ จงบังเกิดขึ้น ณ บัดนี้ด้วยเทอญ พุทธบูชา : ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธเจ้า ธัมมะบูชา : ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรม สังฆะบูชา : ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ อัคคีทานัง วะรังคันธัง : ด้วยสิ่งเหล่านี้ ได้แก่ ธูป เทียน ไฟ หรือแสงสว่าง และของหอมทั้งมวล มีดอกไม้และน้ำอบ เป็นต้น สีวลี จะมหาเถรัง : ขอนมัสการพระสีวลีเถระเจ้า ผู้เป็นเลิศทางลาภสักการะ

    อะหังวันทามิ ทูระโต : ขอนมัสการสถานศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป มีสังเวชนียสถาน เป็นต้น อะหังวันทามิ ธาตุโย : ขอนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ และพระธาตุทั้งหลาย ทั่วทั้งแสนโกฏิจักรวาล อะหังวันทามิ”

    บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ 

    **เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน**

    ⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘

    รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

    ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

    ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

    พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

    ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

    ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

    คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

    บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

    ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

    พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ (ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

    ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้ (ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

    วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

    ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น

    **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

    (ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

    #ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : “พระคาถาอิติปิโสถอด” หลวงพ่อจง พุทธสโร

  • “วัดท่าลาดใต้” ในมุมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา และตำนานหุ่นฝังวิญญาณอาจารย์ซ่วน

    “วัดท่าลาดใต้” ในมุมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา และตำนานหุ่นฝังวิญญาณอาจารย์ซ่วน

    แหล่งท่องเที่ยวอาถรรพ์ชวนขนหัวลุก ที่อุทยานกลางแจ้งหุ่นปั้นฝังวิญญาณ ในสำนักสงฆ์ร้างอาจารย์ซ่วน เกจิชื่อดังในตำนานเมื่อกว่า 30 ปีก่อน

    หลังจากถูกปล่อยร้างมานาน 24 ปีเต็ม จนกลายเป็นผืนป่าอึมครึมอันน่าสะพรึงกลัว ขณะชาวบ้านนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แห่เข้ามาขอโชคลาภ แสวงหาเลขเด็ดช่วงก่อนวันหวยออก

    วัดท่าลาดใต้ ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ถือเป็นหนึ่งในเครื่องรางของขลังที่เลื่องชื่อในวงการพระเครื่อง สำหรับสุดยอดปลัดขิกต้องยกให้ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี ที่เชื่อและกล่าวขานกันจากปากต่อปากว่า “ของแท้ที่หลวงพ่อปลุกเสก ลงคาถาอาคมไว้นั้น เมื่อปล่อยลงน้ำแล้วท่องคาถาที่หลวงพ่อให้ไว้ก็จะว่ายน้ำได้เอง” วัดท่าลาดใต้ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าลาดใต้ ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ยังไม่สามารถกำหนดอายุได้ มีคลองท่าลาดอยู่ทางทิศเหนือ ในอดีตมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ คือเป็นเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยให้ไพร่พลเดินทัพผ่านคลองท่าด่านที่อยู่ติดกับวัดท่าลาดใต้ได้อย่างสะดวกสบาย เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นดินดาน

    อย่างไรก็ตาม หลังจากหลวงพ่อซ่วนย้ายออกไปตั้งสำนักสงฆ์อยู่ฝั่งตรงข้าม วัดท่าลาดใต้ก็เริ่มร้างมาตามลำดับ และเมื่อท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๗ วัดท่าลาดใต้เกือบจะเป็นวัดร้าง แม้ว่าจะมีพระจำพรรษาอยู่แต่ร้างศรัทธาจากญาติโยม

    พระครูสมุห์นิกร อาภัสสโร (พระอาจารย์โชค) เจ้าอาวาสวัดองค์ปัจจุบัน บอกว่า ในช่วงที่พระอาจารย์ซ่วนเป็นเจ้าอาวาส ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านเมตตามหานิยมและเป็นพระหมอดูที่มีชื่อเสียงมาก ซึ่งมักจะมีคนจากต่างถิ่นมาขอให้ท่านดูดวงให้ ขณะเดียวกันท่านก็จะให้สะเดาะเคราะห์ด้วยการสร้างพระและรูปเทพองค์ต่างๆ ชนิดที่เรียกว่าเกือบจะไม่มีที่เดิน การสร้างพระสร้างเทพในสมัยนั้นไม่ได้มีการวางแผน ใครนึกจะสร้างตรงไหนก็สร้าง การเริ่มปั้นพระและเทพแก้บนน่าจะเริ่มในช่วงปี ๒๕๑๐-๒๕๒๕

    เมื่อมีถนนตัดผ่านด้านหลังวัด ทำให้หลังวัดกลายเป็นหน้าวัด ส่วนหน้าวัดที่อยู่ริมคลองจึงกลายเป็นหลังวัดไปโดยปริยาย ด้วยเหตุที่มีรูปปั้นพระและเทพจำนวนมากทำให้คนไม่สามารถนำรถเข้ามาจอดในวัดได้ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์จึงเรียกประชุมชาวบ้านใกล้เคียงทั้งหมด ในที่สุดก็มีมติตรงกันว่าต้องทุบประพุทธรูปและองค์เทพบางองค์ ที่สำคัญคือการทุบนั้นประกอบพิธีกรรมตามคติความเชื่อทุกประการ สภาพของวัดจึงเป็นดังที่เห็นในปัจจุบัน
    “เราต้องยึดเอาศรัทธาของคนพื้นที่เป็นหลัก คนพื้นที่ไม่เข้าวัดพระก็อยู่ไม่ได้ อย่างน้อยต้องให้คนพื้นบ้านสนับสนุนเราอย่างเต็มที่ก่อนแล้วค่อยไปเรียกศรัทธาจากคนต่างถิ่น เมื่อ ๓-๔ ปีก่อน โยมใกล้วัดไม่เข้าวัดและวัดก็ไม่น่าเข้า โดยไปทำบุญวัดอื่นซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น แต่ปัจจุบันนี้คนเข้าวัดทำบุญปฏิบัติธรรมมากขึ้น อาตมายึดหลักที่ว่าสร้างวัดต้องสร้างศรัทธาของญาติโยมใกล้วัดด้วย” พระอาจารย์โชค กล่าว

    สถานที่อาถรรพ์ ตามคำล่ำลือของชาวบ้าน ถึงความน่าสะพรึงกลัวภายในสำนักสงฆ์ร้างของเกจิชื่อดังในตำนานเมืองแปดริ้วนั้น เป็นอุทยานกลางแจ้ง หรือศูนย์รวมของหุ่นปั้นฝังวิญญาณ ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างตั้งยืนตระหง่านเรียงรายกันอยู่เต็มแน่นพื้นที่ ภายในบริเวณผืนป่าริมคลองท่าลาด พื้นที่รอยต่อระหว่าง ม.5 และ ม.6 ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม

    โดยหุ่นปั้น ส่วนใหญ่นั้น จะเป็นหุ่นปั้นตามวรรณคดีไทย และหุ่นปั้นทางศาสนาต่างๆ ทั้งไทย จีน อินเดีย เช่น หุ่นปั้น ในพุทธประวัติ หุ่นปั้นเจ้าแม่กาลี ในศาสนาพราหมณ์ หุ่นปั้น 8 เซียน ของจีน และเจ้าแม่กวนอิม ตลอดจนรูปปั้นยักษ์จากวรรณกรรมต่างๆ รวมถึงเปรตอสูรกาย จากเรื่องพระอภัยมณี นางสิบสอง และขุนโจรที่มีชื่อเสียงในอดีต อย่างมากมายหลายร้อยชนิด

    และหุ่นทุกตนที่สร้างขึ้นจะมีส่วนผสมของกระดูกผีตายโหงตามวิชาอาคมที่ท่านได้เรียนมา และมีการตั้งโต๊ะทำพิธีกรรมเซ่นไหว้ในทุกๆ ตนที่สร้างขึ้น จึงยิ่งทำให้ป่าหุ่นปูนปั้นแห่งนี้ยิ่งดูขลึงขลังวังเวง จนน่าสะพรึงกลัวและไม่มีใครกล้าย่างกายผ่านเข้าใกล้

    เดิมทีนั้น พระอาจารย์ซ่วน ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าลาดใต้ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องกันริมคลองท่าลาดใต้สายนี้ แต่หลังจากที่มีผู้คนทั้งในและนอกพื้นที่ ต่างพากันเดินทางเข้ามาขอให้ท่านช่วยเหลือ และเข้ามาขอเครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะ “ปลัดขิกเรียกทรัพย์” จากท่านเป็นจำนวนมากอย่างเนืองแน่นตลอดทุกวัน จนทำให้ท่านไม่ได้พักผ่อน เพราะนอกจากจะรับแขกเหรื่อญาติโยมที่เดินทางเข้ามาขึ้นหาแล้ว ท่านยังต้องทำงานภายในวัดด้านอื่นๆ ด้วย

    พระอาจารย์จึงได้ข้ามฝั่งมาก่อตั้งสำนักสงฆ์แห่งนี้ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อน หลบหลีกจากการถูกรบกวนจากภายนอก ด้วยการพายเรือข้ามฟากมาพักผ่อนยังภายในสำนักสงฆ์แห่งนี้เมื่อต้องการจะพักผ่อนอย่างเต็มที่บ้าง โดยที่ในวัดท่าลาดใต้เองนั้น

    แม้จะถูกพระสงฆ์ที่เข้ามาอยู่ภายในวัดท่าลาดใต้ในยุคหลังไถทิ้งไปบ้างแล้วก็ตาม โดยหุ่นปูนปั้นที่วัดท่าลาดใต้นั้น มีอายุราว 50 ปี ส่วนหุ่นปั้นในสำนักสงฆ์ร้างแห่งนี้ส่วนใหญ่มีอายุประมาณ 40 ปีเศษเท่านั้น

    หุ่นปั้นต่างๆ เหล่านี้ ล้วนมีวิญญาณจากกระดูกผีที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมอยู่ในร่างของหุ่นทั้งนั้น โดยหลายตนล้วนมีประวัติ ที่มีผู้คนได้มาพบเห็นถึงความแปลกประหลาด หรือเกิดเหตุการณ์แปลกๆ ให้เห็นมาแล้วหลายครั้ง จึงทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้ามาใกล้ยังสถานที่แห่งนี้ แต่หลังจากที่ได้มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ได้เข้ามาถ่ายทำรายการในสถานที่แห่งนี้เมื่อปีที่แล้ว และนำไปเผยแพร่ จึงทำให้เริ่มมีคนรู้จักสถานที่แห่งนี้ และมีคนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว และพิสูจน์ถึงความลี้ลับอย่างต่อเนื่อง

    โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนก่อนวันหวยออกหนึ่งวัน จะมีคนเข้ามาค้นหาเลขเด็ดกันอย่างเนืองแน่น เนื่องจากที่ผ่านมานั้นมีผู้คนได้รับโชคลาภจากหุ่นปูนปั้นต่างๆ จากภายในสถานที่แห่งนี้จนมีชื่อเสียงโด่งดัง จึงทำให้ผู้คนพากันเข้ามา

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : วิชาคัดของกระทำอาถรรพ์ล้างอาคมให้เสื่อม

  • วิชาคัดของกระทำอาถรรพ์ล้างอาคมให้เสื่อม

    วิชาคัดของกระทำอาถรรพ์ล้างอาคมให้เสื่อม

    ในเรื่องของความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่นิยมเชื่อถือกันมานับตั้งแต่อดีตของชาวสยามมาช้านาน

    หนึ่งในวิชาทางไสยศาสตร์ยังมีวิชาอีกแขนงวิชาหนึ่งซึ่งเป็นวิชาที่เป็นอริวิชาประเภทต่างๆอยู่นี้นั่นคือวิชาคัดซึ่งใช้สำหรับถอนของแก้คนที่อยู่ยงคงกะพันทำให้อาถรรพ์นั้นเสื่อมคลายไปส่วนของจำพวกมีดอาคมเทพศาสตราวุธจะทำให้อาคมที่คุ้มตัวถูกแหวกออกจนสามารถฟันเข้าได้แต่ของไม่เสื่อม

    ว่านบางครั้งก็ใช้ว่านบางชนิดลูบคมแล้วฟันก็มีเพื่อจะได้ทำอันตรายได้ตามที่มุ่งหมายไว้แม้แต่การนั่งแผ่นไม้กระดานแผ่นเดียวกันผู้ที่มุ่งหมายทำการคัดของเพียงวางฝ่ามือบนแผ่นไม้ยังสามารถกระทำได้เลย

    ภาพถ่ายตำราอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร

    การคัดของนี้กระทำกันเป็นหลายอย่างหลายวิธีใช้ทั้งคาถาคัดบ้างใช้สิ่งของที่เป็นอัปมงคลกระทำให้เสื่อมบ้างการทำประเภทนี้เป็นเหตุให้ผู้ถูกแกล้งนั้นบังเกิดอุปทานว่าเมื่อถูกกระทำเช่นนี้แล้วความขลังก็จะเสื่อมความขลังไป

    และถ้าหากยึดถืออุปทานตามนั้นก็อาจจะเป็นไปได้จริงเพราะทำให้เสื่อมสมาธิไปแต่ถ้าเราไม่ยึดถือเสียเลยโดยถือว่าทองคำแม้จะตกน้ำจมโคลนก็ยังเป็นทองคำอยู่นั้นเมื่อสมาธิเราไม่เสื่อมการกระทำดังกล่าวก็จะไม่ผลิตผลอันใด

    แนวทางป้องกันในสมัยก่อน

    1. การถูกคัดด้วยเวทย์มนต์ให้ใช้คาถาผูกหรือกรึงเอาไว้แต่ละอาจารย์แต่ละสำนักจะมีคาถาเฉพาะหรือเพราะส่วนใหญ่จะใช้น้ำมนต์ถอนก็ขอแค่หลบอย่าให้ถูกตัวก็พอแต่หากเป็นพวกทนสิทธิ์ตะปูสังฆวานรกายสิทธิ์ของดีแต่ธรรมชาติก็ขอท่านช่วยกันคัดถอนให้ก็เป็นอันปลอดภัย
    2. หากถูกแกล้งด้วยของต่ำก็อย่าอุปทานไปเองแค่คิดว่าทองคำก็ยังเป็นทองคำอยู่วันยังค่ำนอกจากทางสำนักจะห้ามจริงๆ
    3. มีดอาคมทั้งหลายให้หลบเอา
    4. รางยาก็ต้องหลบเอาเช่นกันนอกจากจะมีพญาว่านที่ไม่แพ้ว่านใดๆเช่นไพรดำ

    สำหรับพวกที่ขลังด้วยแรงว่านยานั้นวิธีคัดค้านด้วยการใช้ว่านยาเหมือนกันเช่นเอาเปราะซึ่งเป็นพันธุ์ไม้จำนวนว่านชนิดหนึ่งมาทาตรงที่ดาบคมมีดเสียก่อนแล้วจึงเอาใช้ถือคติว่าว่านนั้นจะเสื่อมแรงขลังไป

    ทั้งนี้เห็นจะอาศัยเพราะนามชื่อคำว่า “เปราะ” นั่นเองบางทีก็ใช้ขี้ไก่ทาเสียก่อนถือคติว่ามูลหรือขี้ไก่นั้นหากบินข้ามต้นว่านยาที่มีฤทธิ์แล้วจะเสื่อมหมดฉะนั้นเขาจึงเอาขี้ไก่เป็นเครื่องปราบว่านนั้นให้เสื่อมคลายไป

    การอยู่ยงคงกระพันชาตรีตามที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากอาคมเวทมนต์ทำให้เป็นไปยังมีสิ่งที่ทำให้อยู่คงได้โดยไม่ต้องใช้คาถาอีกด้วยเราเรียกของจำพวกนี้ว่าพวก “ทนสิทธิ์” ได้แก่

    พวกคตพวกแร่พวกเขี้ยวงาและว่านยาทั้งปวงที่มีคุณสมบัติทำให้อยู่คงได้ซึ่งการอยู่คงนี้มีหลายประการการอยู่คงกระพันด้วยว่านและยานั้นได้แก่พรรณไม้ที่เป็นเครื่องยาต่างๆบางทีก็ใช้รากยานั้นมาเสกกินเอามาเสกเข้าแล้วจึงกินเข้าไปทำให้เนื้อหนังอยู่คงคาถาที่เสกนั้นก็ใช้ตามบทคาถาต่างๆที่ท่านบังคับไว้

    เพราะเหตุที่การอยู่คงกระพันชาตรีนี้มีการถอนแก้คัดกันตามที่กล่าวมานั้นแล้วฉะนั้นท่านจึงได้วางวิธีกันในการที่เขาจะถอนแก้ไว้เช่นจะอาราธนาพระหรือเครื่องรางเพื่อนำติดตัวไปด้วยเมื่ออาราธนาแล้วให้ใช้คาถาผูกเสียด้วยคาถาผูกจะเป็นบทใดบทหนึ่งก็ได้

    อีกหนึ่งเรื่องเล่าขานของความเชื่อถือส่วนบุคคลเพราะความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์นี้มีนิยมกันแทบทุกที่และก็ยังเป็นที่สรุปพิสูจน์แน่ชัดไม่ได้เพราะแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในหลักวิทยาศาสตร์เองก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ก็สุดแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคลและคงต้องศึกษาหาทางพิสูจน์กันต่อไป…

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : “พระคาถาอิติปิโสถอด” หลวงพ่อจง พุทธสโร

  • “พระคาถาอิติปิโสถอด” หลวงพ่อจง พุทธสโร

    “พระคาถาอิติปิโสถอด” หลวงพ่อจง พุทธสโร

    หากจะพูดถึงเรื่องพระคาถาต่าง ๆ ของพระเกจิของไทยก็มีอยู่มากมาย บทพระคาถาก็ต่างกันไป พระคาถามีหลายด้าน ไม่ว่าจะด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ ป้องกันภัยตราย ป้องกันคุณไสย ฯลฯ

    วันนี้เราได้นำบท “พระคาถาอิติปิโสถอด” ของ หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เชื่อว่าเป็นพระคาถาป้องกันคุณไสย มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาให้ได้ความรู้มากขึ้น ไปชมกันเลย 

    “พระคาถาอิติปิโสถอด” (ตั้ง นะโม ๓ จบ)

    อิปิภะวา ระสัมสัมโธ ชาระสัมโห ตะโลวิหะ ตะปุสะมะระสัต เทมะสาพุทภะวา วาภะพุทสามะเท สัตระมะสะปุตะอิวิโลคะโนสัมระชา โธสัมสัมระวาภะปิอิ ติโสคะอะหังมาพุท วิชจะณะปัน สุโตกะทู นุตโลริทัมสาถิถาวะนุสนัง โธคะติติคะโธนัง นุสวะถาถิ สาทัมริโล นุตทูกะโต สุปัณณะจะวิช พุทมาหัง อะคะโสติ

    คุณไสยมนต์ดำอาถรรพ์ร้าย ไม่ใช่จะมีเฉพาะในสมัยโบราณเท่านั้น แต่มาสมัยนี้ก็ยังเชื่อว่า มนต์ดำยังมีอยู่และสามารถใช้ทำร้ายผู้อื่นได้จริง ๆ หลายคนอาจเคยมีประสบการณ์พบเจอกับตัวเองมาแล้ว ทั้งคนที่ถูกกระทำโดยตั้งใจ หรือโดนลมเพลมพัดเพราะมีเคราะห์ ดวงตก โดนคุณไสยจากการปล่อยของ ของผู้มีวิชาในวันพระ วันโกน จึงทำให้เจ็บป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุได้

    ดังนั้นตามความเชื่อแล้วหากมีของดีติดตัวไว้หรือสวดมนต์ท่องบทคาถาระลึกถึงพระรัตนตรัย ย่อมคุ้มภัยให้แคล้วคลาดจากสิ่งไม่ดี แต่ถ้าโดนของเข้าแล้วก็ต้องถอดถอนโดยรดน้ำมนต์ หรือ ทำพิธีต่าง ๆ นานา

    ทั้งนี้อีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลนั่นคือ การสวด “พระคาถาอิติปิโสถอด” ซึ่งมาจากพระคาถาอิติปิโส ฯ หรือบทสรรเสริญพระพุทธคุณ หากแต่โบราณจารย์ได้นำมาใช้ให้เกิดอานุภาพในด้านต่าง ๆ จึงมีการพลิกแพลง

    โดยการนำอิติปิโสมาถอดออกบางตัว แบบถอดตัวเว้นตัว เดินหน้า ถอยหลัง เป็นอุปเท่ห์หรือเคล็ดในการใช้พระคาถาให้เกิดอานุภาพด้านการป้องกันคุณไสย ถอดถอนสิ่งชั่วร้าย อีกทั้งยังมีอานุภาพของการสะท้อนกลับ หากใครที่คิดไม่ดี เล่นคุณไสยมนต์ดำ เมื่อภาวนาทุก ๆ วัน คุณไสยนั้นก็จะสะท้อนกลับไปยังผู้กระทำเอง โบราณว่า หากเสกข้าวกินทุกมื้อคุณไสยจะเข้าใกล้ไม่ได้เลย

    สำหรับพระคาถาอิติปิโสถอด ที่กล่าวมานี้ เป็นพระคาถาที่ถ่ายทอดโดย “หลวงพ่อจง พุทธสโร” วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระเถราจารย์ผู้เลื่องลือในความเข้มขลังแห่งพุทธาคม ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้ศึกษา “พระคาถาอิติปิโสถอด” มาจากพระเถราจารย์ผู้ใหญ่ชาวลาว ในสมัยนั้นพระรูปนี้ได้ใช้พระคาถาถอดถอนคุณไสย ให้แก่ชาวอยุธยารายหนึ่งที่วิกลจริตเนื่องจากถูกคุณไสยเล่นงาน ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสุดยอดพระคาถาที่เหมาะอย่างมากสำหรับคนที่เกรงกลัวภัยอันตรายหรือมีคนคิดปองร้าย ตั้งจิตให้มั่น สวดคาถานี้กันไว้ และอย่าลืมแผ่เมตตาเพื่อระงับการจองเวรซึ่งกันและกัน

    บทความที่กล่าวมาข้างต้น เผยแพร่บทพระคาถาของบารมีครูบาอาจารย์ เพื่อเป็นธรรมทาน

    ขอบคุณข้อมูลจาก : naklangbolan

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : พิธีประสะโลหิต พิธีกรรมพระเวทย์วิเศษสุดของ อาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง ฆราวาสผู้เรืองอาคม

  • นร.หญิงรุ่นบุกเบิก ที่ได้เป็น “นักเรียนนอก” เมื่อ 100 กว่าปีก่อน เป็นใคร

    นร.หญิงรุ่นบุกเบิก ที่ได้เป็น “นักเรียนนอก” เมื่อ 100 กว่าปีก่อน เป็นใคร

    “ไปเรียนเมืองนอก” วันนี้คงไม่ได้ยุ่งยาก, น่ากลัว, ลำบาก ฯลฯ อะไรหนักหนา เพราะเทคโนโลยีช่วยให้หลายอย่างง่ายขึ้นเยอะ หรือถ้าใครคิดว่ายังลำบากอยู่, น่ากลัวอยู่,

    … ก็ต้องบอกว่างั้นลองไปดูว่า เมื่อ 100 กว่าปีก่อนจะขนาดไหน นอกจากนี้คนที่ไปยังเป็น “เด็กผู้หญิง” อีกด้วย ความวิตกกังวลและห่วงใยของทางบ้านก็เพิ่มตามมาเป็นเงา

    นักเรียนหญิงไทยคนแรกที่ไปเรียนต่างประเทศ (คาดว่าเป็นการไปด้วยทุนส่วนตัว) เมื่อพ.ศ. 2400 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ชื่อตามฝรั่งเรียกคือ “เอสเทอร์” หรือ “เต๋อ” (นางเต๋อ ประทีปเสน) โดยเต๋อได้ติดตามศาสนาจารย์แมททูน กับภรรยา มิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในเมืองไทย รุ่นเดียวกับ หมอเฮาส์ [แซมมวล เรโนลด์ เฮาส์] ไปศึกษาวิชาพยาบาลผดุงครรภ์ที่อเมริกา เต๋อใช้เวลาถึง 3 ปีจนมีความรู้ความชํานาญเป็นอย่างดี

    เมื่อกลับมาเมืองไทยเต๋อได้รับเชิญให้ไปทําการคลอดบุตรและทําการพยาบาลตามวังเจ้านาย รวมถึงบ้านผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นประจํา นอกจากนี้ยังเคยเป็นผู้ถวายการอภิบาล แต่สมเด็จพระนางเจ้ารําไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ด้วย

    นางเต๋อเป็นคนมีอายุยืนคนหนึ่ง เธอถึงแก่กรรรมเมื่ออายุ 85 ปี (พ.ศ. 2472) หลังจาก “เต๋อ” นักเรียนนอกหญิงคนแรกของเมืองไทยไปอเมริกา อีก 26 ปี ต่อมาจึงมีการส่งนักเรียนหญิงรุ่นที่ 2 ไปต่างประเทศ โดยพวกเธอเป็นนักเรียนหญิงทุนหลวงรุ่นแรกของไทย

    เนื่องจากราชสำนักมีประสบปัญหาเกี่ยว “ครูแหม่ม” ที่เข้ามาถวายพระอักษรพระเจ้าลูกเธอ มีความยุ่งยาก เพราะพอถึงกําหนด พวกครูแหม่มก็กลับบ้าน ก็ต้องนําส่งกลับยุโรป เป็นการสิ้นเปลืองมาก

    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์ให้ ส่งเด็กหญิงไทยไปให้เรียน แล้วกลับมาสนองพระเดชพระคุณถวายพระอักษร ซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลืองน้อยลง โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (พระอิสริยยศขณะนั้น) เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกเด็กหญิงที่เห็นสมควรจะให้ไปเรียนต่างประเทศ

    (ในครั้งนั้นมีเด็กนักเรียนหญิง 4 คนที่โชคดี ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ คือ ลูกจันทร์, มี, ขำ และสุด) แต่ที่สามารถสืบค้นรายละเอียดได้เพียงคนเดียว คือ “ลูกจันทร์”

    ลูกจันทร์ เกิดเมื่อปีมะเมีย พ.ศ. 2413 ต้นรัชกาลที่ 5 บิดาเป็นจีนชื่อ “จ๋วน” เป็นนายอากรผูกขาดภาษี มารดาเป็นไทยชื่อ “สำริด” มีพี่สาว 2 คน ชื่อ วัน และ คลี บ้านที่สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ แต่กิจการเรือสําเภาของบิดาซึ่งค้าขายระหว่างเมืองไทยกับเมืองจีนเกิดล่มลง บิดาเสียใจมากถึงกับล้มเจ็บและถึงแก่กรรม มารดาเมื่อไม่สามารถจะหาเงินมาใช้ค่าภาษีอากรที่คั่งค้างได้ จึงได้ยกบ้านให้เป็นของหลวง แล้วนำลูกสาว 2 คนโต ไปฝากญาติไว้ ส่วนลูกจันทร์ซึ่งขณะนั้นอายุได้เพียงขวบเดียว มารดาได้พาเข้าไปอยู่ในพระบรมมหาราชวังด้วย ลูกจันทร์จึงได้รับพระเมตตาจากเจ้านายในวัง จนกระทั่งได้โอกาสไปเรียนต่างประเทศ

    พ.ศ. 2426 เด็กนักเรียนหญิง 4 คนที่ได้รับการคัดเลือกก็ออกเดินทางไปต่างประเทศ โดยตามเสด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวร์วรฤทธิ์ ขณะพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่น เสด็จไปทรงรับตําแหน่งอัครราชทูตประจําราชสํานักอังกฤษ

    เมื่อเดินทางไปถึงกรุงลอนดอนแล้ว เสด็จในกรมทรงพระกรุณาจัดการให้เข้าเรียนภาษาก่อนประมาณปีเศษ เมื่อพอจะเข้าใจแล้ว จึงได้ทรงจัดให้เข้าเรียนกับแม่ชีในสํานักคอนแวนต์ ระหว่างเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น มารดาของลูกจันทร์ถึงแก่กรรม ลูกจันทร์เศร้าโศกมากถึงกับล้มเจ็บ อาจารย์ใหญ่และครูในสํานักต้องช่วยกันปลอบโยน อยู่เป็นเวลานานลูกจันทร์จึงได้คลายความเศร้าโศก

    พ.ศ. 2436 เด็กนักเรียนหญิงทั้ง 4 คน ที่ใช้เวลาเรียนอยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 10 ปี ก็เรียนจบจึงเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย

    กรมหลวงดํารงราชานุภาพ ได้เสด็จไปรับนักเรียนหญิงทั้ง 4 ถึงท่าเรือ ปรากฏว่าต่างมีพ่อแม่ญาติพี่น้องมารับกันคับคั่ง ยกเว้นแต่ลูกจันทร์ที่ไม่มีญาติมารับเลย กรมหลวงดํารงราชานุภาพ จึงทรงพระกรุณาพาลูกจันทร์ไปไว้ที่โรงเรียนสุนันทาลัย (โรงเรียนราชินี) ที่โรงเรียนสุนันทาลัย ลูกจันทร์ได้ทําหน้าที่เป็นครูช่วย แหม่มครูใหญ่

    ภายหลังหม่อมเจ้าพิจิตรจิราภา เทวกุล ซึ่งทรงเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนนั้นด้วย ได้ทรงพาลูกจันทร์เข้าเฝ้า ฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทั้ง สองพระองค์ ลูกจันทร์จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ถวายพระอักษร เจ้านายหลายพระองค์ อาทิ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ (สมเด็จพระราชปิตุฉา) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ามลินีนภดาราฯ (กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานพดลฯ (กรมขุนอู่ทองเขตขัติยนารี) พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท และพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าประภาพรรณพิไลย

    ลูกจันทร์คนนี้ ต่อมาได้เป็นหม่อมในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 5 หม่อมจันทร์ เทวกุล ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2506 อายุได้ 93 ปี

    ขอบคุณข้อมูล : silpa-mag , เทพชู ทับทอง, กรุงเทพฯ แห่งความหลัง, อักษรบัณฑิต (ไม่ได้ระบุปีพิมพ์)

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : พิธีประสะโลหิต พิธีกรรมพระเวทย์วิเศษสุดของ อาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง ฆราวาสผู้เรืองอาคม

  • พิธีประสะโลหิต พิธีกรรมพระเวทย์วิเศษสุดของ อาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง ฆราวาสผู้เรืองอาคม

    พิธีประสะโลหิต พิธีกรรมพระเวทย์วิเศษสุดของ อาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง ฆราวาสผู้เรืองอาคม

    ประสะโลหิต 

    มาจากคำว่าประสิทธิประสาท หมายถึง ทำให้สำเร็จประโยชน์จากศักดิ์สิทธิ์ ๓ คือ กายศักดิ์สิทธิ์ จิตศักดิ์สิทธิ์ และธรรมศักดิ์สิทธิ์ ส่วนใดส่วนหนึ่งของผู้มี ๓ ศักดิ์สิทธิ์ ไปกระทบวัตถุใดวัตถุนั้นก็จะศักดิ์สิทธิ์สมปรารถนา ซึ่งเป็นวิชาของพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาพุทธภูมิเท่านั้น

    ในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยาสมภารวัดป่าแก้วได้ทำพิธีประสะโลหิตให้กับพระองค์ดำ สมเด็จพระนเรศวร วันนี้เราได้นำเรื่องราว พิธีประสะโลหิตของคุณพ่ออาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง มาให้ทุกท่านได้ศึกษา ไปชมกันเลย

    พิธีประสะโลหิตถือเป็นพิธีกรรมที่สำคัญของวิชาพระเวทย์วิเศษสุด ของ คุณพ่ออาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง ท่านได้สืบทอดเอาไว้ให้ศิษย์ ในสมัยคุณพ่ออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง

    จะทำพิธีประสะโลหิตในสองกรณี คือ พิธีประสะโลหิตรับศิษย์เพื่อเอาโลหิตในกายท่าน ประสิทธิ์โลหิตสู่ลูกศิษย์ด้วยวิธีการสักลงบนกระหม่อมจอมขวัญ และประสะโลหิตเพื่อพุทธาภิเษกวัตถุมงคล คล้ายกับพระเกจิคณาจารย์ ที่ส่งอำนาจจิตรวิทยาคม ผ่านลมกระไอปากบ้าง บ้างใช้พ่นถ่มน้ำลายใส่บ้าง แต่คุณพ่ออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ท่านใช้โลหิตผสมกับปราณของท่านพ่นออกมาประจุลงในวัตถุมงคลต่างๆ

    จะทำพิธีประสะโลหิตในสองกรณี คือ พิธีประสะโลหิตรับศิษย์เพื่อเอาโลหิตในกายท่าน ประสิทธิ์โลหิตสู่ลูกศิษย์ด้วยวิธีการสักลงบนกระหม่อมจอมขวัญ และประสะโลหิตเพื่อพุทธาภิเษกวัตถุมงคล คล้ายกับพระเกจิคณาจารย์ ที่ส่งอำนาจจิตรวิทยาคม ผ่านลมกระไอปากบ้าง บ้างใช้พ่นถ่มน้ำลายใส่บ้าง แต่คุณพ่ออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ท่านใช้โลหิตผสมกับปราณของท่านพ่นออกมาประจุลงในวัตถุมงคลต่างๆ

    ดังในภาพนี้ เป็นพิธีประสะโลหิต ปะจุใส่ผ้าขาว เพื่อแจกทหารไปรบในสงครามอินโดจีน ที่นายกรัฐมนตรีเป็นคนเชิญท่านทำพิธีเป็นทางการถึง ๒ ครั้ง พอมาถึงยุคหลวงพ่อหนู เกสโร และหลวงพ่อสง่า ญาณจาโร แม้แต่อาจารย์หมอประยูร จิตรโสภี การทำพิธีประสะโลหิต ท่านจะทำจะกระทำในพิธีบูชาครูรับศิษย์และพุทธาภิเษก วัตถุมงคลด้วยเช่นกัน

    แต่ท่านได้รับการบอกกล่าวจากคุณพ่ออาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง ไว้ว่า ท่านเป็นรุ่นศิษย์เวลาไหว้ครูจึงต้องมีจัดเครื่องบูชาครูเพื่อจะได้สื่อจิตเป็นอามิสบูชาถึงบรมครูบาอาจารย์พรหมเทพเทวาที่คุ้มครองปกปักษ์รักษาสายวิชาอยู่จึงต้องมี บายศรี หัวหมู และเครื่องกระยาบวชให้ครบครันอันเป็นเครื่องสักการะการ พรหมเทพเทวา บรมครูบาอาจารย์ ที่เป็นอาจาริยเทวะทุกท่านทุกพระองค์

    ส่วนการประสะโลหิตเพื่อประสิทธิ์โลหิตในกายตนสู่ลูกศิษย์เพื่อรับลูกศิษย์ สืบทอดสายวิชาได้นั้นผู้กระทำต้องได้ผ่านพิธีรับการประสะโลหิต สืบต่อมาจากครูบาอาจารย์ที่มีโลหิตครูในกายจากสายตรงมาก่อน คือได้สักกระหม่อมด้วยโลหิตครูสายตรงมาแล้วเท่านั้น

    หากไม่แล้วการรับศิษย์นั้นก็ไม่ใช่ศิษย์สายโลหิตครูในสายวิชาพระเวทย์วิเศษสุด เพราะไม่มีเชื้อสายโลหิตครูในกายตนมาก่อน คงเป็นได้แค่ศิษย์ของคนที่สอนวิชาให้เท่านั้นเอง สายนี้ครูแรงนะครั้งนี้ครั้งใหนผ่านมารอดได้เพราะท่านเอื้อเมตตา ปราณี วันหน้าเจอดี ไม่สิ้นชีวี ก็มีคางเหลือง จะนึกเคืองตัวเอง เมื่อเจอครูทับ ครูทัณฑ์

     อาจารย์ เอกใหญ่ บึงพระอาจารย์

    บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวพิธีกรรมปะสะโลหิต อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ที่สืบทอดให้ลูกศิษย์ เป็นเรื่องที่เล่าขานสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทาน เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

    ขอบคุณข้อมูลจาก : นักเลงโบราณ

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : หลวงพ่อปานใช้ “ยันต์ทอพุทโธ” ถอนคุณไสยให้แขกฮินดู