หมวดหมู่: อาหารและสุขภาพ

  • ชวนทำ พริกหยวกยัดไส้ เมนูเด็ดทำง่าย อร่อยด้วย

    ชวนทำ พริกหยวกยัดไส้ เมนูเด็ดทำง่าย อร่อยด้วย

    วันนี้ CheezeBite ชวนทำ พริกหยวกยัดไส้ เป็นเมนูที่ทำออกมาแล้วไม่ผิดหวัง เมนูทำง่านแถมรสชาติอร่อยเต็มคำอย่างลงตัว มันกะทิพร้อมกับพริกหยวกยัดไส้

    ทานกับข้าวหมดหม้อแน่นอน…

    ส่วนผสม

    1. เนื้อปลา หรือ หมู
    2. หริกหยวกผ่าแกะเมล็ดออก
    3. หัวกะทิ
    4. พริกแกง / ใบมะกรูดซอย
    5. เกลือ / น้ำปลา / น้ำตาลปี๊บ

    วิธีทำ

    1. โขลกเนื้อปลา / หมู ให้เหนียวใส่พริกแกง น้ำตาลปี๊บ เกลือ น้ำปลา กะทิ ใยมะกรูดลงไป นวดให้เข้ากัน
    2. ตักใส่พริกหยวกเต็มคำ นำไปเรียงในหม้อ ใส่กะทิลงไปแค่ความสูงครึ่งหนึ่งของพริก ใส่เกรือเล็กน้อยต้มประมาณ 10 นาทีหรือจนสุก
    3. จัดพริกใส่จานราดด้วยน้ำกะทิที่เหลือจากการต้ม โรยหน้าด้วยใบมะกรูด

    และนี้คือหน้าตาของพริกหยวกยัดไส้ปลาต้ม / หมูกะทิ จร้าาาาาาา

    ขอบคุณข้อมูล : กินพุงกาง

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ปลาส้มแดดเดียว ทำเองก็ง่าย รายได้วันละ 4 พัน

  • ผิวแห้ง! ดูแลยังไง รวมเทคนิคดีๆ ในการดูแลผิวของคุณให้กลับมาสวยดังเดิม

    ผิวแห้ง! ดูแลยังไง รวมเทคนิคดีๆ ในการดูแลผิวของคุณให้กลับมาสวยดังเดิม

    ผิวแห้ง ปัญหาใหญ่ของสาวๆ ที่ทำให้ผิวสวยเกิดความเสียหาย ไม่เพียงเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น เพราะผิวสาวๆ นั้นควรที่จะได้รับการบำรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผิวมีสุขภาพดี ชุ่มชื้น และไม่ทำให้แห้งเสียเช่นเดิม

    วันนี้เราจึงอยากจะพาทุกคนมาร่วมกันหาวิธีดูแลผิวแห้งให้กลับมาสวยดังเดิม แต่ก่อนอื่นเราต้องไปทำความรู้จักกันก่อนว่าสาเหตุที่ผิวแห้งนั้นเกิดขึ้นจากอะไร

    ปัญหาผิวแห้งเกิดขึ้นจากอะไร?

    ปัญหาผิวแห้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผิวกายหรือผิวหน้าก็ตาม สาเหตุหลักเลยก็คือผิวสูญเสียน้ำ ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ผิวแดง แห้งจนเป็นขุย รู้สึกไม่สบายผิว ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผิวแห้งนั้น มักเกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็นโรคบางชนิดที่ส่งผลให้ผิวของเราแห้ง สูญเสียน้ำได้ง่าย การใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดกายบางประเภท สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง การรับประทานยาและการรักษาโรคบางชนิด หรือแม้กระทั่งฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป รวมไปถึงการที่ร่างกายรับสารอาหารไม่เพียงพอ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผิวแห้งได้

    ดูแลผิวแห้งอย่างไรให้กลับมามีสุขภาพดีเช่นเดิม

    เพราะการดูแลผิวให้กลับมาชุ่มชื้นดูสุขภาพดีเป็นประจำนั้น ต้องเริ่มด้วยตัวของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงจากภายในหรือภายนอกก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือสารที่คอยทำลายผิวและทำให้ผิวแห้ง และการทามอยส์เจอไรเซอร์นั้น ควรทาเป็นประจำทุกวันทั้งตอนเช้าและตอนเย็น นอกจากนี้แล้ว การบำรุงผิวด้วยน้ำผึ้ง น้ำมันมะกอก ว่านหางจระเข้ ฯลฯ ก็เป็นตัวช่วยที่ดีเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อให้ผิวของเรากลับมาชุ่มชื้นและมีสุขภาพดีอีกครั้ง 

    นอกจากการบำรุงผิวภายนอกแล้ว การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำอย่างน้อยสองลิตรต่อวัน เพื่อให้น้ำที่เราดื่มไปน้ำ นำไปทดแทนความชุ่มชื้นของผิวที่สูญเสียน้ำไปในแต่ละช่วงเวลาเช่นกัน และที่สำคัญเลยก็คือการเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดดีต่อสุขภาพ วิตามินต่างๆ ผักใบเขียว แมกนีเซียม เช่น  ดาร์กช็อกโกแลต ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน ถั่ววอลนัต ถั่วเหลือง ผักโขม เป็นต้น เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

    สำหรับสาวๆ คนไหนที่ยังกังวลเรื่องผิวแห้งเสีย ขาดความชุ่มชื้น แล้วไม่ว่าจะจัดการดูแลอย่างไร หวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้แล้วจะลองมองหาผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวและรักษาไม่ให้ผิวแห้งจนเกินไป ที่สำคัญคืออย่าลืมที่จะดื่มน้ำอย่างน้อยสองลิตรหรือแปดแก้วต่อวัน เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วยล่ะ

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : ใช้ดีบอกต่อ 3 ครีมทาหน้าผู้ชาย บำรุงง่ายขาว ได้ผลจริง!

  • ปลาส้มแดดเดียว ทำเองก็ง่าย รายได้วันละ 4 พัน

    ปลาส้มแดดเดียว ทำเองก็ง่าย รายได้วันละ 4 พัน

    ปลาส้มแดดเดียว ทำเองที่บ้านได้ สร้างรายได้วันละ 4 พันบาท เรียกได้ว่าเป็นความรู้คู่บ้านคู่เรือน สำหรับชาวบ้าน

    วันนี้ทาง CheezeBite ได้นำสูตรเด็ด เคล็ดลัภูมิปัญญาชาวบ้าน ทั้งทำขายปลีก และขายส่งก็ดี และยังเผยอีกว่ายังสามารถสร้างรายได้ ได้มากกว่า 3-4 พันบาท ต่อวัน

    วิธีในการทำปลาส้ม สูตรที่ 1

    ปกติแล้วจะใช้เป็นปลานิล ปลาสวาย ปลายี่สก และปลาตะเพียน นำมาแปรรูปเป็นปลาส้ม ปลาแดดเดียว และปลาข้าวคั่วด้วยสูตรทางภูมิปัญญาของชาวบ้าน

    1 เริ่มต้นโดยการ ห มั ก ป ล า ส้ม ก็จะนำปลาสดที่เราซื้อมาล้างน้ำให้สะอาด หลังจากนั้นก็นำมาพักแล้วก็เช็ดน้ำให้แห้ง แล้วก็นำไป ห มั กเกลือทิ้งไว้ประมาณ 4 ชั่ วโมง

    2 หลังจากนั้นให้นำข้าวเหนียวนำไปคลุกเคล้ากับกระเทียมสด กระเทียม ด อ ง และรสดี เพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติ แล้วก็ทำการเทลงใส่ในปลา ที่เราเตรียมเอาไว้ ที่ผ่ านการแช่เกลือ แล้วเราก็จะได้ปลาส้ม

    3 ส่วนปลาข้าวคั่ว หลังจากการแช่น้ำเกลือแล้วก็นำไปคลุกเคล้ากับข้าวคั่ว แล้วก็นำปลาแดดเดียวไปตากแดดให้แห้งพอสมควร แล้วก็นำไปบรรจุใส่ถุงเพื่อที่จะทำการเตรียมส่งออกให้กับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่

    โดยปกติแล้วหากเป็นปลาส้มหรือว่าปลานิลข้าวคั่ว เราจะขายส่งออกตัวละประมาณ 9 บาท แล้วก็นำไปขายปลีกตัวละ 12 บาท หากเป็นปลา จี น ส้ มถุงประมาณ 30 บาท ปลาตะเพียนถุงละ 50 บาท

    สำหรับสูตรนี้จะเป็นสูตรที่ทำได้ง่ายๆ เป็นสไตล์อีสานบ้านเฮา แนะนำว่าให้เซฟข้อมูลเก็บเอาไว้ จะได้เอาไว้ทำในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ใครที่ไม่เคยทำก็สามารถทำตามได้เลย บอกเลยว่าเมื่อนำไปทอดแล้วจะอร่อยมาก มีความเปรี้ยวกรอบกำลังดี

    ส่วนผสมที่เราจะต้องใช้

    1. ปลาตะเพียนหรือว่าจะใช้ปลาชนิดอื่นที่เป็นปลาน้ำจืดก็ได้
    2. เกลือป่น
    3. กระเทียมบดหรือจะนำมาทำก็ได้
    4. ข้าวเหนียวหรือว่าข้าวเจ้าก็ได้แล้วแต่ความสะดวก

    วิธีการทำปลาส้ม / วัตถุดิบที่สำคัญในการทำปลาส้ม

    1. เริ่มต้นทำการ ข อ ด เ ก ล็ ด ปลาแล้วก็ทำความสะอาดข้างในให้เรียบร้อย แล้วก็บั้งปลาประมาณข้างละ 5 บั้ง หรือตามความต้องการก็ได้ ถ้าตัวปลาใหญ่หน่อยก็ตัดมาเป็น 2-3 ชิ้น หลังจากนั้นก็ล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง นำไปแช่ในน้ำซาวข้าว ถ้าไม่มีให้ใช้แป้งข้าวเจ้าละลายแล้วก็นำไปแช่ก็ได้ แช่ไว้ประมาณ 20-30 นาที
    2. หลังจากนั้นก็นำไปเช็ดน้ำให้เรียบร้อย เป็นการลดความคาวให้ ตั ว เ นื้ อปลา แล้วก็นำไปผสมเกลือ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 3 ชั่ วโมงกำลังดี
    3. ส่วนข้าวสุกก็ให้เราเอาไปล้างน้ำแล้วก็เช็ดให้แห้งพอหมาดๆ ไม่ต้องแห้งมาก จากนั้นก็นำเกลือป่น ข้าวสุก และกระเทียมผสมเข้าด้วยกัน นำไปคลุกเคล้ากับปลา แล้วก็นวดให้เข้ากัน แล้วก็นำปลาใส่ในกล่องหรือว่าภาชนะใดก็ได้ กดตัวปลาให้แน่น แล้วก็ปิดฝาทิ้งเอาไว้ประมาณ 2-5 วัน รอจนกระทั่งมีน้ำออกจากปลา หรือว่าปลามีรสชาติเปรี้ยว แล้วก็นำไปป รุ ง อาหาร โดยการทอดหรือก ร ร มวิธีใดๆก็ได้ตามต้องการเลย

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : สูตรทำ กะปิคั่วหรือหลนกะปิ กับข้าวโบราณหากินยาก

  • สูตรทำ กะปิคั่วหรือหลนกะปิ กับข้าวโบราณหากินยาก

    สูตรทำ กะปิคั่วหรือหลนกะปิ กับข้าวโบราณหากินยาก

    ผู้ที่ชื่นชอบอาหารไทย สูตรโบราณที่หากินได้ยาก วันนี้เรามีเมนูสุขภาพประเภทเครื่องจิ้มมาฝากกันค่ะ

    โดยเมนูที่ว่านี้มีชื่อเรียกหลากหลาย ทั้ง กะปิคั่ว กะปิหลน หลนกะปิ และคั่วเคย แต่จะชื่อไหนก็ล้วนเป็นเมนูเดียวกัน สูตรเด็ดมากบอกเลย ซึ่งรับรองว่าอร่อยเด็ดไปอีกแบบไม่แพ้ต้นตำรับเลยจ้าจะเป็นอย่างแล้วเราไปชมกันเลยดีกว่าค่ะ

    สิ่งที่ต้องเตรียม

    1 พริกแห้งแช่น้ำให้นิ่ม

    2 หอมแดง

    3 กระเทียม

    4 ตะไคร้ซอย

    5 ข่าหั่นเล็กๆ

    6 กระชาย

    7 กะปิห่อใบตองปิ้งหรืออบ(มากหน่อย)

    8 กุ้งแห้งหรือเนื้อปลา (ย่างแกะเอาแต่เนื้อ)

    9 หัวกะทิ

    10 เครื่องปรุงรส (น้ำปลาดี,น้ำตาลปี๊บ)

    11 พริกขี๊หนูสวน

    วิธีทำ

    1 ขั้นตอนแรกนั้นให้ตำเครื่องแกงให้ละเอียด ใส่กุ้งแห้งหรือเนื้อปลาย่างตำให้ละเอียดเข้ากันดี

    2 จากนั้นนำหัวกะทิตั้งไฟเคี่ยวจนเป็นขี๊โล้ ใส่พริกแกงผัดให้เข้ากัน

    3 ผัดจนหอมแตกมันสวยใส่เครื่องปรุงรส ชิมรสตามชอบ รสชาติคือเค็มนำหวานตาม แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

    บอกเลยว่าทำง่ายมากๆ ไม่ยุ่งยากอะไรเลย ใครชอบลองเอาไปทำกันดูนะค่ะ …

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : “แกงใบมะรุม ใส่ปลาย่าง” เมนูชะลอวัย กินแล้วหน้าใส อร่อยมากประโยชน์เพียบ!

  • แนะนำ 3 ร้านนวดไหนดี ร้านไหนเด่นปิดท้ายปี 2019

    แนะนำ 3 ร้านนวดไหนดี ร้านไหนเด่นปิดท้ายปี 2019

    แนะนำ 3 ร้านนวดไหนดี ร้านไหนเด่นปิดท้ายปี 2019   

                ชาวออฟฟิศอย่างเราๆ ที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง คงหนีไม่พ้นอาการปวดเมื่อยที่ตามมาเป็นระยะๆ สร้างความทรมานและน่าอึดอัดให้ใครหลายคนไม่ใช่น้อย จะหาร้านนวดดีๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครบวงจรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำ 3 ร้านนวดไหนดี ร้านไหนเด่นปิดท้ายปี 2019 กันว่ามีที่ไหนโดนใจคุณกันบ้าง หากพร้อมแล้วเตรียมตัวไปผ่อนคลายสบายตัวกันได้เลย 

    ขอบคุณรูปภาพจาก : vannaraspa.com

    The Vannara Spa (เดอะ วันนารา สปา)

                “เดอะ วันนารา สปา” ร้านนวดขนาดเล็กใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันร่มรื่นที่แสนอบอุ่นและบรรยากาศที่เงียบสงบ เหมาะกับการปลดปล่อยความเมื่อยล้าไปกับการนวดตัว, นวดหน้า, นวดเท้า และสครับ & อโรม่าเป็นอย่างมาก เพียงแค่ก้าวเข้ามาในพื้นที่บ้านหลังนี้คุณจะได้รับปฏิบัติดูแลใกล้ชิดในทุกขั้นตอนด้วยพนักงานมืออาชีพ เพื่ออำนวยความสะดวกและผ่อนคลายให้คุณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจุดเด่นของที่นี่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนนิกและเป็นสูตรเฉพาะของทางร้านเท่านั้น หากยังเลือกไม่ได้ว่าร้านนวดไหนดี เดอะ วันนารา สปา คือหนึ่งในตัวเลือกที่อยากให้คุณเข้าไปสัมผัสสักครั้งในปีนี้ 

    ขอบคุณรูปภาพจาก : facebook.com/YunomoriOnsen

    Yunomori Onsen & Spa (ยูโระโมริ ออนเซ็น แอนด์ สปา)

                “ยูโระโมริ ออนเซ็น แอนด์ สปา” ร้านวดและสปาจากแดนอาทิตย์อุทัยที่เหมือนยกญี่ปุ่นมาให้บริการถึงที่ ไม่ว่าจะเป็นออนเซ็นแช่น้ำแร่ธรรมชาติ, สปาทรีเมนท์บรรเทาความเหนื่อยล้า และนวดแผนไทยผ่อนคลายเพื่อสุขภาพ โดดเด่นในเรื่องของตัวร้านที่ถูกออกแบบในธีมญี่ปุ่นท่ามกลางธรรมชาติ ให้คุณได้ดื่มด่ำผ่อนคลายไปกับความเงียบสงบแบบเป็นส่วนตัวและการให้บริการอย่างมืออาชีพ เรียกได้ว่าหากคุณชื่นชอบการแช่ออนเซ็นและบริการอื่นๆ ที่ครบวงจร ไม่ต้องเสียเวลานั่งคิดว่าร้านนวดไหนดีอีกต่อไป เพราะยูโระโมริ ออนเซ็น แอนด์ สปา เป็นร้านที่ตอบโจทย์ให้คุณได้อย่างแน่นอน 

    ร้านนวด

    ขอบคุณรูปภาพจาก : letsrelaxspa.com

    Let’s Relax Spa (เล็ทส์ รีแล็กซ์ สปา)

                “เล็ทส์ รีแล็กซ์ สปา” อีกหนึ่งร้านนวดในกรุงเทพฯ ที่เปิดให้บริการแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นนวดกดจุดฝ่าเท้าและฝ่ามือ, การนวดหลัง ไหล่ ศีรษะ, การประคบสมุนไพร, การพอกผิว, การขัดผิว, การนวดตัวด้วยน้ำมันหอม, การนวดตัวด้วยหินร้อน, การนวดแผนไทย 4 มือ (โดยพนักงานมืออาชีพ 2 คน), การอบไอน้ำสมุนไพร, ฟลอรัลบาธ, การนวดน้ำมันอุ่น เป็นต้น โดยบรรยากาศภายในร้านจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและการต้อนรับจากพนักงานที่แสนอบอุ่น อีกทั้งทุกผลิตภัณฑ์ที่มาให้บริการเป็นสูตรเฉพาะของทางร้านที่เป็นพรีเมียมโดยเฉพาะ ซึ่งหากคุณกำลังคิดว่าร้านนวดไหนดีอยู่ตอนนี้ เล็กทส์ รีแล็กซ์ สปา เป็นอีกหนึ่งที่ที่ตอบสนองความต้องการให้ได้อย่างครบครันและไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน   

                ทั้ง 3 ร้านนวดไหนดี ร้านไหนเด่นปิดท้ายปี 2019 ที่ได้แนะนำไปข้างต้นนั้น เป็นร้านที่เราได้คัดสรรมาให้ชาวออฟฟิศหรือคนทั่วไปที่กำลังมองหาร้านนวดอยู่ตอนนี้ ให้ได้ใช้บริการกับร้านที่ได้คุณภาพมาตรฐานอย่างมืออาชีพ อีกทั้งยังตอบโจทย์ความต้องการผ่อนคลายได้ตรงจุดในราคาที่ไม่แพงอีกด้วย  

  • ขนมครกม้วน แบบใช้กระทะ แต่อร่อยชนะแบบเตา (ส่วนผสมสูตรโบราณ)

    ขนมครกม้วน แบบใช้กระทะ แต่อร่อยชนะแบบเตา (ส่วนผสมสูตรโบราณ)

    วันนี้ CheezeBite มีเมนูขนมอร่อยๆ มาแนะนำค่ะ นั่นก็คือวิธีการทำ “ขนมครกม้วน” เหมาะสำหรับใครที่อยากทานขนมครกแต่ไม่มีเตาหยอดขนมครก วันนี้ขอแนะนำขนมครกม้วนค่ะ

    เพราะทำง่ายมากๆ ด้วยการใช้กระทะแบบเคลือบเทปล่อน หรือกระทะอะไรก็ได้ ที่ทำแล้วไม่ติดกระทะนะคะ สูตรนี้บอกเลยว่าใครทำก็อร่อยแน่นอน เพราะเราใช้สูตรส่วนผสมแบบโบราณ มาค่ะ.. มาดูวิธีการทำ “ขนมครกม้วน” กันจ้า…

    ส่วนผสมขนมครกม้วน

    1. แป้งข้าวเจ้า 80 กรัม
    2. ข้าวสวย 2 ช้อนโต๊ะ (คือข้าวที่หุงสุกแล้วค่ะ)
    3. น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง (ส่วนคนที่ชอบหวานเพิ่มได้ค่ะ)
    4. กะทิ 1 ถ้วยตวง
    5. เกลือ 1/4 ช้อนชา
    6. มะพร้าวอ่อน 20 กรัม
    7. ต้นหอมซอย ข้าวโพดต้มสุก เผือกสุกหั่นเต๋า สำหรับโรยหน้า
    ขนมครก

    วิธีทำขนมครกม้วน

    1. นำแป้งข้าวเจ้า ข้าวสวย น้ำตาลทราย กระทิ เกลือ มะพร้าว เข้าเครื่องปั่น แล้วปั่นด้วยความเร็วปานกลางให้ละเอียด
    2. ตั้งกะทะเทปล่อน ตักน้ำแป้งใส่ลง พอแป้งเริ่มเดือด ก็ใส่ข้าวโพด เผือก และต้นหอมซอยลงไป
    3. จากนั้นใช้เกรียงแซะหรือตะหลิวแบนๆ ค่อยๆ แคะม้วนๆ ให้สวยงาม
    4. แล้วตักขึ้นเรียงใส่จาน พร้อมเสิร์ฟแล้วจ้า
    ขนมครก

    ข้อแนะนำ

    สำหรับส่วนผสมตามหน่วยที่แนะนำนี้ จะทำขนมครกม้วนได้ประมาณ 8-10 ชิ้นนะคะ ต้องฝึกทำสัก 2 -3 รอบ เพื่อให้รู้จังหวะในการหยอด การแคะและม้วน รวมถึงรู้จักประเมินความร้อนของกระทะให้ดี รับรองว่ารอบที่ 4 ขึ้นไป สามารถทำขายได้เลยทีเดียว

    ถ้าจะนำไปทำขายเพื่อหารายได้สร้างอาชีพ ต้องปรับเพิ่มส่วนผสมขึ้นไปตามสัดส่วนนะคะ เพื่อนๆ อย่าลืมนำไปทดลองทำนะ กับสูตรวิธีการทำง่ายๆ ในเมนู “ขนมครกม้วน” แล้วจะติดใจในรสชาติที่หอม หวาน มัน กลมกล่อม อร่อยแบบดั้งเดิมอย่างแน่นอนจ้า

    ขอบคุณเจ้าของสูตร.พาทำ พาทาน

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : 10 วิธีทำ ขนมไทย ในน้ำกะทิสด เติมความหวาน ความสดชื่นในวันหยุด

  • “แกงใบมะรุม ใส่ปลาย่าง” เมนูชะลอวัย กินแล้วหน้าใส อร่อยมากประโยชน์เพียบ!

    “แกงใบมะรุม ใส่ปลาย่าง” เมนูชะลอวัย กินแล้วหน้าใส อร่อยมากประโยชน์เพียบ!

    วันนี้ CheezeBite จะพาทุกท่านเข้าครัวไปทำเมนูอาหารบ้านๆ แต่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมายจริงๆ นั่นก็คือเมนู “แกงใบมะรุม ใส่ปลาย่าง”

    ซึ่งเป็นแกงแบบบ้านๆ ปกติเรามักจะเห็นแต่เมนูแกงฝักมะรุม แต่วันนี้เราจะนำส่วนของใบมะรุมมาทำแกงแทนค่ะ……

    สำหรับมะรุมนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นผักสมุนไพร ที่มีประโยชน์และสรรพคุณเยอะมาก ทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ ทำให้นอนหลับง่าย บำรุงกำลัง บรรเทาอาการปวดข้อ ช่วยคงสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้อารมณ์คงที่ แก้อักเสบ แก้ไข้

    และช่วยบำรุงการทำงานของระบบย่อยอาหาร ลดไขมัน ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร รักษาแผลเปื่อย บำรุงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายให้แข็งแรง น้ำคั้นสดของใบมะรุมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายเลยค่ะ…

    ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูวิธีการทำ “แกงใบมะรุม ใส่ปลาย่าง” กันเลยจ้า..

    วัตถุดิบ

    1. น้ำเปล่า 1700 ml
    2. ใบมะรุม 300 กรัม
    3. น้ำปลาร้า 1 ช้อนโต๊ะ
    4. ปลาย่าง 2 ตัว
    5. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
    6. วุ้นเส้นนิดหน่อย

    สูตรพริกแกง

    1. ตะไตร้ 2 หัว
    2. พริกแห้ง 10 เม็ด
    3. หอมแดง 4 หัว
    4. กระเทียม 2 หัว
    5. ปลาย่างป่น 2 ช้อนโต๊ะ
    6. กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    1. เก็บใบมะรุมอ่อนสดๆ จากต้น
    2. เด็ดหรือรูดใบออกจากก้าน ล้างให้สะอาด
    3. ตำเครื่องแกง เริ่มจากตะไคร้ก่อน
    4. ใส่พริกแห้ง หอม และกระเทียม ลงไปตำให้เข้ากัน
    5. ตามด้วยใส่ปลาย่างป่นลงไป
    6. ตามด้วยกะปิเล็กน้อย เพิ่มความหอม
    7. ตำเข้ากันได้ที่แล้ว จะได้พริกเครื่องแกงสวยๆแบบนี้
    8. แกะปลาย่างเป็นชิ้นๆ เอาก้างที่แข็งออก
    9. ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด ใส่พริกแกงและปลาย่างลงไป
    10. ทำการปรุงรส ด้วยน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะก็พอ
    11. เมื่อเห็นว่าน้ำเดือด ก็ให้ใส่ใบมะรุมลงไป ต้มต่ออีกนิด ไม่ต้องนานมาก เพราะใบมะรุมจะสุกไวอยู่แล้ว
    12. ตามด้วยวุ้นเส้นเล็กน้อย ถ้าใส่มากวุ้นเส้นจะไปดูดน้ำทำให้อืด จะเสียรสชาติไม่อร่อย

    เสร็จเรียบร้อยแล้วจ้า ปิดไฟตักใส่ชาม เสิร์ฟพร้อมคู่กับข้าวสวยร้อน อร่อยมากค่ะ

    เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเมนูแกงใบมะรุมใส่ปลาย่างรสเด็ด บอกขั้นตอนอย่างละเอียดขนาดนี้ รับรองทำทานแล้วจะติดใจ ไม่ผิดหวังแน่นอน

    ว่ากันว่าเมนูแกงใบมะรุมใส่ปลาย่างนี้ กินแล้วจะทำให้หน้าใสหน้าเด็ก ช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย แต่อย่าทานติดต่อกันหลายวันนะคะ

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก. Mai’s Kitchen หัดเข้าครัว 

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : 10 วิธีทำ ขนมไทย ในน้ำกะทิสด เติมความหวาน ความสดชื่นในวันหยุด

  • 10 วิธีทำ ขนมไทย ในน้ำกะทิสด เติมความหวาน ความสดชื่นในวันหยุด

    10 วิธีทำ ขนมไทย ในน้ำกะทิสด เติมความหวาน ความสดชื่นในวันหยุด

    ขึ้นชื่อว่าขนมหวานแล้ว ยากที่หลายคนจะปฏิเสธ เพราะด้วยความหวานอร่อยของขนมหวาน จะช่วยให้ผู้ที่รับประทานรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สร้างความสดชื่นให้วันที่เหนื่อยล้าให้กลายเป็นวันที่แสนสดใส

    และแทนที่เราจะออกนอกบ้านไปหาขนมหวานมาทาน คงจะดีกว่าถ้าเราสามารถทำกินเองได้ที่บ้านได้แบบง่ายๆ….

    1. สาคูเมล่อนนมสด

    ส่วนผสม

    1. สาคูเม็ดเล็ก
    2. ดอกอัญชัญ/น้ำมะนาว
    3. เมล่อน
    4. นมสด/กะทิเล็กน้อย
    5. น้ำตาลทราย/เกลือ

    วิธีทำ

    1. ตักเมล่อนให้เป็นทรงกลม หรือทรงอื่นๆที่ชอบ แช่เย็นไว้
    2. ล้างสาคูให้สะอาดพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    3. ต้มน้ำให้เดือด ใส่ดอกอัญชัญลงไปต้มให้สีของดอกออกจนหมด ตักดอกทิ้ง ใส่น้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยคนให้เข้ากันรอให้เดือดอีกครั้ง ใส่สาคูลงไปกวนไปเรื่อยๆเมื่อสาคูใกล้จะสุกเติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อย ให้มีรสพอหวานปะแหร่ม กวนจนสุกอย่าให้แห้งเกินไป ถ้าแห้งให้คอยเติมน้ำลงไป พักไว้
    4. เทนมลงหม้อแล้วเติมหัวกะทิเล็กน้อย คนให้เข้ากัน นำไปต้มให้พอเดือด อย่าให้แตกพล่าน เติมน้ำตาลลงไปให้มีรสหวานกว่าสาคู เหยาะเกลือเล็กน้อย คนจนน้ำตาลละลาย ชิมรสตามชอบ
    5. ตักสาคูใส่ถ้วย วางเมล่อน ราดด้วยนม อร่อยได้เลย

    ปล. นำทุกอย่างแช่เย็นไว้จะอร่อยมากกก

    2. ขนมครองแครงกะทิสด (แครอทม่วง)

    ส่วนผสม ครองแครงกะทิสดสีม่วง

    • แครอทม่วง
    • แป้งมัน 100 กรัม
    • กะทิ 200 กรัม
    • ใบเตย
    • น้ำตาลทราย 50 กรัม
    • เกลือหยิบมือ
    • งาขาวคั่ว

    วิธีทำครองแครงกะทิสดสีม่วง

    1. ปอกเปลือกแครอทม่วง หั่นเป็นชิ้น เอาไปต้มในน้ำเดือด จะได้น้ำสีม่วง ยิ่งต้มนานสียิ่งเข้มขึ้น เตรียมไว้
    2. ร่อนแป้งมัน แบ่งส่วนหนึ่งใส่น้ำแครอทม่วงต้มเดือด (ต้องเป็นน้ำเดือด) ใช้ช้อนนวดแป้งกับน้ำให้จับตัวเป็นก้อน จากนั้นก็ใช้มือนวดต่อจนแป้งเนียนเข้ากันดี ส่วนตัวครองแครงสีขาวก็นวดแป้งมันส่วนที่เหลือ ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม ใช้แป้งนวลโรยบนพิมพ์ จากนั้นกดแป้งลงบนพิมพ์ ค่อย ๆ ม้วนแป้งก็จะได้ตัวครองแครง เสร็จแล้วเอาไปต้มในน้ำเดือด พอสุกตัวครองแครงจะลอยขึ้น ตักขึ้นน็อกน้ำเย็น
    3. ต้มกะทิ ใส่ใบเตยเพิ่มกลิ่นหอม น้ำตาลทราย และเกลือ ต้มให้เดือด คนจนน้ำตาลละลายดี ตักครองแครงสะเด็ดน้ำใส่ลงไป ตักใส่ถ้วย โรยงาขาวคั่ว

    3. แกงบวดลูกตาลกะทิสด

    ส่วนผสม แกงบวดลูกตาล

    • ลูกตาล 1 ถุง (หั่นเต๋า)
    • กะทิกล่อง 450 มิลลิลิตร
    • น้ำตาลปี๊บ 100-120 กรัม (หรือแล้วแต่ชอบ)
    • น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนโต๊ะ (หรือแล้วแต่ชอบ)
    • เกลือ 1/2 ช้อนชา
    • น้ำสะอาด 450 มิลลิลิตร
    • ใบเตย 5 ใบ

    วิธีทำแกงบวดลูกตาล

    1. หั่นลูกตาลที่ปอกเปลือกแล้วเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า เตรียมไว้
    2. ใส่กะทิ น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และเกลือลงในภาชนะ นำขึ้นตั้งไฟ คนให้ละลาย
    3. ใส่ลูกตาลที่หั่นแล้วลงไป รอจนเดือดแค่ปุด ๆ พอ อย่าให้กะทิเดือดพล่าน ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย นำไปแช่ตู้เย็นก่อนเสิร์ฟจะอร่อยมากขึ้น

    4. ไพลินกรอบน้ำกะทิ (ทับทิมกรอบสีฟ้า)

    ส่วนผสม ทับทิมกรอบสีฟ้า

    • ดอกอัญชัน (ตัดขั้วออก ล้างน้ำให้สะอาด)
    • แห้วหั่นเต๋าเล็ก
    • ใบเตย
    • น้ำตาลทราย
    • น้ำ
    • แป้งมัน
    • กะทิผสมเกลือ (กะทิที่ปรุงด้วยเกลือพอเค็มปะแล่มไว้ตัดรสหวาน)
    • น้ำแข็ง

    วิธีทำทับทิมกรอบสีฟ้า

    1. ต้มน้ำจนเดือดแล้วเทลงไปในอ่างผสมที่มีดอกอัญชันพอท่วม (น้ำไม่ต้องเยอะมากนะคะ พอท่วมสีจะได้เข็มไว ๆ) แยกเอาดอกอัญชันออกให้เหลือแต่น้ำ จากนั้นใส่แห้วที่หั่นไว้ลงไปแช่ทิ้งไว้จนได้สีตามชอบ ตักขึ้นมาคลุกกับแป้งมันให้ทั่ว
    2. ต้มน้ำจนเดือด ใส่ไพลินกรอบลงต้มจนสุก ตักลงแช่ในน้ำเย็น
    3. ทำน้ำเชื่อม โดยใส่น้ำตาลทราย 1 ส่วนต่อน้ำ 6 ส่วนลงในหม้อ ต้มด้วยไฟปานกลางจนน้ำเริ่มงวด
    4. ตักไพลินกรอบใส่ถ้วย ราดด้วยน้ำเชื่อม ส่วนผสมกะทิ และน้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ

    5. ขนมบัวลอยมันม่วงญี่ปุ่นกะทิสด

    ส่วนผสม บัวลอยมันญี่ปุ่น

    • แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
    • มันญี่ปุ่น (นึ่งสุกและบดละเอียด) 1/2 ถ้วยตวง
    • น้ำร้อน 6 ช้อนโต๊ะ
    • แป้งข้าวเหนียว (สำหรับทำแป้งนวล)
    • น้ำเปล่า (สำหรับต้มเม็ดแป้ง)
    • น้ำเย็น (สำหรับแช่เม็ดแป้ง)
    • กะทิ (ความเข้มข้นปานกลาง) 2 ถ้วยตวง
    • น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำตาลทราย 6 ช้อนโต๊ะ
    • เกลือป่นหยาบ 3/4 ช้อนชา
    • เนื้อมะพร้าวเผา (หั่นเป็นเส้น) 1/2 ถ้วยตวง
    • ใบเตย 2 ใบ
    • หัวกะทิ 1/4 ถ้วยตวง

    วิธีทำบัวลอยมันญี่ปุ่น

    1. ผสมแป้งข้าวเหนียว มันญี่ปุ่นบดละเอียด และน้ำร้อนเข้าด้วยกัน นวดจนเนียนและสามารถปั้นเป็นก้อนได้
    2. ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1/2 เซนติเมตร โรยแป้งนวลเล็กน้อย (เพื่อไม่ให้แป้งติดกัน)
    3. ต้มน้ำเปล่าพอเดือด นำเม็ดแป้งลงต้มจนสุกลอยขึ้นมา ตักขึ้นไปแช่น้ำเย็นพอคลายความร้อน เสร็จแล้วตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
    4. ใส่กะทิลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟพอร้อน ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย เกลือป่น เนื้อมะพร้าวเผา และใบเตยลงไปต้มพอเดือด เติมหัวกะทิลงไป
    5. ใส่แป้งบัวลอยลงในหม้อคนให้เข้ากัน พอเดือดเล็กน้อยยกลง ตักใส่ถ้วย จัดเสิร์ฟ

    6. วุ้นว่านหางจระเข้น้ำกะทิ

    ส่วนผสม วุ้นว่านหางจระเข้น้ำกะทิ

    • ว่านหางจระเข้ 2-3 กาบ
    • น้ำเปล่า (สำหรับลวก)
    • เกลือป่น (สำหรับลวก)
    • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
    • น้ำหวานเฮลซ์บลูบอย กลิ่นสละ 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
    • กะทิ 125 มิลลิลิตร
    • น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
    • น้ำแข็ง

    วิธีทำวุ้นว่านหางจระเข้น้ำกะทิ

    1. ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ ล้างให้หมดยาง หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า หรือหั่นเป็นเส้น เตรียมไว้
    2. ใส่น้ำเปล่าลงในหม้อ เติมเกลือป่นลงไป พอน้ำเดือดนำวุ้นว่านหางจระเข้ลงไปต้มจนสุก ตักขึ้นล้างน้ำเปล่าจนกว่าวุ้นจะหมดรสเค็ม ตักใส่ตะแกรง พักให้สะเด็ดน้ำ
    3. ผสมน้ำหวานกับน้ำเปล่าความหวานตามชอบ เทวุ้นว่านหางจระเข้ลงไปคนให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำไปแช่ในตู้เย็นทิ้งไว้
    4. ทำน้ำกะทิ โดยใส่น้ำตาลปี๊บกับน้ำกะทิลงในหม้อ ต้มจนเดือดใส่เกลือป่นลงไปประมาณ 1/2 ช้อนชา พอเกลือละลายยกลงพักทิ้งไว้ให้เย็น
    5. ตักวุ้นว่านหางจระเข้ใส่ถ้วย ราดน้ำกะทิ ใส่น้ำแข็ง พร้อมเสิร์ฟ

    7. เผือกแกงบวดกะทิสด

    ส่วนผสม

    • เผือกหัวเล็ก (หั่นเป็นชิ้น) 1 หัว
    • มันเทศ (หั่นเป็นชิ้น) 1 ถ้วย (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
    • หางกะทิ 1+1/4 ถ้วย
    • หัวกะทิ 1 ถ้วย
    • น้ำตาลปี๊บ 150 กรัม
    • เกลือป่น
    • ใบเตย 4 ใบ (มัดรวมกันให้เรียบร้อย)

    วิธีทำแกงบวดเผือก

    1. ต้มหางกะทิกับหัวกะทิ 1/2 ถ้วยลงในหม้อ ใช้ไฟกลาง เติมน้ำตาลปี๊บกับเกลือป่นลงไป คนให้น้ำตาลละลาย ชิมรส
    2. ใส่เผือกกับมันเทศลงไป ตามด้วยใบเตย ต้มจนเผือกกับมันสุกตามชอบ ใส่หัวกะทิอีก 1/2 ถ้วยลงไป รอจนกะทิเดือดอีกครั้ง ตักใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟ

    8. ขนมบัวลอยกะทิสด (รูปแตงโม)

    ส่วนผสม ขนมบัวลอยกะทิสดแตงโม

    • แป้งข้าวเหนียว
    • สีเขียว (น้ำใบเตย)
    • สีเหลือง (เนื้อฟักทอง)
    • สีม่วง (น้ำอัญชัน)
    • สีชมพู (กลิ่นกุหลาบ)
    • งาขาว
    • งาดำ
    • กะทิสด
    • ใบเตย
    • เกลือ
    • น้ำตาลทราย

    วิธีทำขนมบัวลอยกะทิสดแตงโม

    1. ผสมแป้งข้าวเหนียวกับสีที่เตรียมไว้ จะได้ 4 สี (สีชมพูจะเข้มขึ้น เพราะว่าใส่น้ำหวานกลิ่นสละเฮลซ์บลูบอยเพิ่มให้สีสวยขึ้น)
    2. ปั้นให้เป็นรูปแตงโม โดยปั้นแป้งสีเหลือง แป้งสีชมพู และแป้งสีม่วงให้กลม พักไว้ จากนั้นปั้นแป้งสีเขียวให้กลมแล้วรีดให้เป็นแผ่นแบน นำไปห่อแป้งสีเหลือง แป้งสีชมพู และแป้งสีม่วงจนหมด ปั้นเป็นก้อนกลม
    3. ผ่าครึ่งแป้งแตงโมแต่ละก้อนแล้วแบ่งเป็นเสี้ยวตามต้องการ นำงาขาวหรืองาดำแปะที่เนื้อแตงโมให้สวยงาม
    4. ต้มน้ำให้เดือด ใส่แป้งบัวลอยรูปแตงโมลงไปต้มจนสุก (หากสุกแล้วแป้งจะลอยขึ้น) ตักใส่น้ำเย็นพักไว้
    5. ต้มกะทิใส่ใบเตย เกลือเล็กน้อย และน้ำตาลทราย พอน้ำตาลละลายใส่แป้งบัวลอยรูปแตงโมลงไป ปิดไฟ จะกินแบบเย็นหรือร้อนก็ได้ หรือรอให้เย็นก่อนค่อยตักเสิร์ฟในลูกแคนตาลูป

    9. ลอดช่องอัญชัน

    วัตถุดิบสำหรับทำลอดช่อง

    • แป้งมัน 2 ถ้วย 
    • แป้งข้าวเจ้า 10 ช้อนโต๊ะ 
    • น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร 
    • ดอกอัญชันอบแห้ง 20 กรัม 
    • แป้งมัน สำหรับนำมาทำเป็นแป้งนวล 

    วัตถุดิบสำหรับจัดเสิร์ฟ

    1. ตัวลอดช่องอัญชัน ตามต้องการ 
    2. ขนุนสุกฉีกเป็นเส้นยาว ตามต้องการ 
    3. น้ำเชื่อม ตามต้องการ 

    (น้ำตาลทรายแดง 2 ถ้วย+น้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย)

    1. กะทิสด ตามต้องการ 
    2. น้ำแข็งบดละเอียด ตามต้องการ 

    วิธีทำขนม ลอดช่องอัญชัน

    STEP 1 : ผสมแป้งลอดช่อง

    • นำหม้อขึ้นตั้งบนเตาแก๊ส จากนั้นใส่น้ำเปล่าลงไปเปิดไฟกลาง เมื่อน้ำเริ่มเดือดให้ใส่อัญชันอบแห้งลงไป เมื่อน้ำเริ่มเปลี่ยนสีให้ช้อนอัญชันอบแห้งออกแล้วปิดไฟ
    • นำแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันเทลงในชามผสม จากนั้นเทน้ำอัญชันที่ร้อนจัดลงไปในแป้งอย่างรวดเร็ว

    TIPS : น้ำควรร้อนจัดและควรเทลงในแป้งทั้งหมดทีเดียว ความร้อนจะช่วยทำให้แป้งสุกและจับตัวกัน

    • ถ้าหากน้ำไม่ร้อนจัดจะทำให้แป้งอุ้มน้ำ และไม่สามารถทำลอดช่องได้ ต้องเททิ้งอย่างเดียวเลยค่ะ
    • รอให้แป้งอุ่นแล้วใช้มือนวดแป้งให้เข้ากันเป็นก้อนเดียว ใช้แป้งนวลโรยเขียงตอนนวดแป้งจะทำให้แป้งไม่ติดเขียงค่ะ เมื่อแป้งได้ที่แล้วคลุมด้วยแร็ปเพื่อนำไปรีดและตัดเป็นเส้น

    TIP : ควรทำแป้งมันมาทามือก่อนนวดแป้งเพื่อไม่ให้แป้งลอดช่องติดมือ

    STEP 2 : รีดและต้มเส้น

    • นำแป้งลอดช่อง (STEP 1) มารีดให้เป็นแผ่นความหนา 1/4 ซม. แล้วนำไปตัดเป็นเส้น ๆ ขนาดความยาว 3 นิ้ว

    TIP : ควรโรยแป้งมันที่พื้นที่ต้องรีดแป้งและโรยที่แป้งลอดช่องเพื่อไม่ให้แป้งลอดช่องติดพื้น และแป้งที่ตัดเส้นแล้วติดกันเป็นก้อน

    • ต้มน้ำให้เดือดจัดแล้วใส่เส้นลอดช่องลงในหม้อ รอจนแป้งสุกและลอยขึ้นค่อยตักแป้งแช่น้ำในน้ำเชื่อมเย็น เพื่อให้เส้นลอดช่องเหนียวไม่ติดกันและเละค่ะ

    STEP 3 : จัดเสิร์ฟ

    • ตักเส้นลอดช่องอัญชันลงในแก้วที่ต้องการจัดเสิร์ฟ ตามด้วยน้ำแข็งบด ต่อด้วยการราดด้วยน้ำเชื่อมและกะทิ โรยขนุนฉีกด้านบน เท่านี้ก็พร้อมฟินกันแล้ว เย้!

    10. ขนมเปียกปูนกะทิสด

    ส่วนผสม ขนมเปียกปูนกะทิสด

    • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
    • แป้งมัน 1/4 ถ้วยตวง
    • น้ำปูนใส 1 ถ้วยตวง
    • น้ำใบเตย 2 ถ้วยตวง
    • เกลือเล็กน้อย
    • น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วยตวง
    • น้ำตาลปี๊บ 120 กรัม

    ส่วนผสม กะทิราดหน้าขนม

    • กะทิ 500 กรัม
    • เกลือแค่หยิบมือ
    • แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนชา (ไม่ใส่ก็ได้ แต่ในสูตรใส่เพื่อให้น้ำกะทิข้น)
    • งาขาวคั่ว

    วิธีทำขนมเปียกปูนกะทิสด

    1. นำแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำปูนใส และน้ำใบเตยผสมกันและนวดจนเข้ากันดี
    2. ใส่เกลือ น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลปี๊บ นวดต่อจนเข้ากันดี กรองส่วนผสมแป้งด้วยตะแกรง 1 รอบ
    3. ตั้งกระทะเปิดไฟปานกลาง ใส่แป้งลงไปกวน พอแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อนให้ลดเป็นไฟอ่อน ค่อย ๆ กวนต่อจนส่วนผสมเนียนเข้ากันดี สังเกตจากการเอาไม้พายตักแป้งขึ้นมา ถ้าแป้งเหนียวติดไม้พายก็ใช้ได้แล้ว ตักขนมเปียกปูนใส่ถุงบีบ และใช้หัวบีบแต่งหน้าเค้ก บีบใส่ถ้วย
    4. ทำกะทิราดหน้าขนม โดยใส่หัวกะทิลงในหม้อ ตามด้วยเกลือ ใส่แป้งข้าวเจ้า คนผสมจนเดือด เสร็จแล้วตักกะทิราดหน้าขนมเปียกปูน โรยงาขาว

    บทความอื่นที่น่าสนใจ : มาค่ะ 10 เมนูอาหารคลีน มื้อเช้าทำกินเองได้ อยากผอมต้องลอง!!

  • ใช้ดีบอกต่อ 3 ครีมทาหน้าผู้ชาย   บำรุงง่ายขาว ได้ผลจริง!

    ใช้ดีบอกต่อ 3 ครีมทาหน้าผู้ชาย บำรุงง่ายขาว ได้ผลจริง!

    การดูแลใบหน้าให้มีสุขภาพดีและขาวใสอย่างเปล่งประกายเป็นเรื่องที่ผู้ชายไม่ควรมองข้าม เพราะใบหน้าเป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่ผู้คนมักจะมองเห็นเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบลุยๆ และต้องเผชิญกับแสงแดดหรือมลภาวะอยู่เป็นประจำ ทำให้ผิวหน้าดูเสื่อมโทรม หมองคล้ำ และมีจุดด่างดำต่างๆ เกิดขึ้น เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้สาวๆ ส่วนใหญ่ต้องเมินใส่ ซึ่งหากคุณเป็นหนึ่งในผู้ชายที่รู้สึกว่าใบหน้าของตนเองดูหมองคล้ำ ไม่มีชีวิตชีวา และต้องการหาตัวช่วยเพื่อมาดูแลตนเองด้วยการซื้อสกินแคร์มาบำรุงอยู่ละก็ วันนี้เราจะมาบอกต่อ 3 ครีมทาหน้าผู้ชายใช้ดีบำรุงง่ายและขาวใสได้ผลจริง จะมีตัวไหนอะไรบ้าง ตามไปดูกันได้เลย   

    HYDRA POWERPOLAR INSTANT BRIGHTENING 

    ขอบคุณรูปภาพจาก loreal-paris.co.th

    ครีมทาหน้าผู้ชาย อย่าง HYDRA POWERPOLAR INSTANT BRIGHTENING จาก ​LOREAL  มีส่วนผสมพิเศษของอาร์กติกเบอร์รี่และเฟร้นช์เมาเท่นวอเตอร์ที่ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื้นและกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น โดยสูตรนี้ได้มีการออกแบบมาอย่างเฉพาะเพื่อให้เหมาะกับสีผิวของผู้ชายเอเชียโดยตรง ทำให้หลังการใช้เป็นเวลาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเป็นประจำจะช่วยให้ผิวหน้ากลับมาดูเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดีมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลบเลือนริ้วรอยและผิวหมองคล้ำดำเสียให้เรียบเนียนอย่างสม่ำเสมอ  

    Garnier Men Acno Fight Whitening Serum

    ขอบคุณรูปภาพจาก garnier.co.th

    จบทุกปัญหาผิวหน้าด้วยครีมทาหน้าผู้ชายอีกหนึ่งตัวอย่าง Garnier Men Acno Fight Whitening Serum ที่ช่วยบำรุงใบหน้าอันหมองคล้ำดำเสียให้กลับมามีสุขภาพดีมากกว่าเคย ด้วยประสิทธิภาพจากสารสกัดธรรมชาติของเฮอร์บารีแพร์และบิลเบอร์รี่ที่มีคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูผิวหน้าให้เรียบเนียนและกระจ่างใสขาวอย่างเปล่งประกายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้เรียบเนียนอย่างสม่ำเสมอและลบเลือนริ้วรอยดำด้วยเนื้อครีมที่มีความบางเบาและสามารถซึมซับเข้าสู่ชั้นผิวได้เต็มอย่างเต็มประสิทธิภาพ

    Nivea Men Cream    

    ขอบคุณรูปภาพจาก www.nivea.co.th

    Nivea Men Cream เป็นครีมทาหน้าผู้ชายที่ผสมครีมกันแดดสำหรับผู้ที่มีผิวหน้าธรรมดาและผิวหน้ามัน ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการให้ความชุ่มชื้นบนผิวหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีเนื้อครีมที่บางเบา ทำให้ครีมสามารถซึมซับสู่ชั้นผิวได้ไวและไม่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะระหว่างวัน อีกทั้งยังช่วยให้หน้าขาวกระจ่างใส สุขภาพดี และมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นครีมทาหน้าผู้ชายที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับมลภาวะและควันต่างๆ หรือผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งแล้วต้องการฟื้นฟูหน้าให้ดูเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น

    ครีมทาหน้าผู้ชาย

    และนี่ก็เป็น 3 ครีมทาหน้าผู้ชายที่เราได้รวบรวมมาให้หนุ่มๆ กันในวันนี้ รับรองว่าแต่ละตัวเด็ดสมคำร่ำลืออย่างที่เขาว่ากันจริงๆ หากใครกำลังมองหาครีมทาหน้าผู้ชายที่ช่วยให้ใบหน้ากลับมาขาวกระจ่างใสภายในไม่กี่วันหลังใช้ติดต่อกันเป็นประจำ ก็สามารถอ่านรายละเอียดต่างๆ ตามด้านบนนี้แล้วไปสอยมาลองใช้กันได้เลย 

  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือด ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลโรค

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือด ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลโรค

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือด หนึ่งในโรคหัวใจที่พบได้บ่อย และเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันในประเทศไทย ซึ่งหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดคืออะไร มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโรคนี้ รวมไปถึงเราจะมีวิธีป้องกันอย่างไรได้บ้าง ตามมาดูกันเลย

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจเป็นภาวะแข็งตัวของผนังหลอดเลือดแดง ที่คล้ายกับสนิทภายในท่อน้ำ เมื่อเกิดภาวะแข็งตัวสะสม ก็จะทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบจนกลายเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ ซึ่งจะทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อย ทำให้เจ็บหน้าอก และอาจมีโอกาสเสียชีวิตสูง เพราะเกิดการอุดตันในหลอดเลือดแดงที่หัวใจอย่างเฉียบพลัน และถ้าหากหลอดเลือดตีบแคบจนอุดตันก็จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ แล้วมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ต้องบอกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั้นมีปัจจัยของความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคนี้สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท นั่นคือปัจจัยที่สามารถควบคุมได้และปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ

    ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้

                ต้องบอกว่าพฤติกรรมเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้นั้นจะมีตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ทั้งความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไปจนถึงโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งในปัจจัยส่วนนี้ เราสามารถดูแลและจัดการกับตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ ฝึกปล่อยวาง ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิน ไปจนถึงการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ คุมระดับไขมันในเลือดไม่ให้สูงเกินไป คุมระดับความดันโลหิตไม่ให้สูง และการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ
    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ

    ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

                โดยปกติแล้ว ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้นั้นจะมีทั้งเรื่องของพันธุ์กรรม เพศ และอายุ ถ้าหากครอบครัวไหนเคยมีประวัติว่าคนในครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจ ก็มีสิทธิ์ที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจด้วย รวมไปถึงเพศที่เพศชายจะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงและผู้หญิงจะเริ่มมีความเสี่ยงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน และอายุก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับการทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันในแต่ละวันตั้งแต่เด็กจนโต ก็เป็นปัจจัยเช่นกัน 

    โรคกล้ามเนื้อหัวใจ

    นอกจากนี้แล้ว อาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั้น โดยทั่วไปจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย เป็นต้น และอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราควรที่จะหันมาดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และลดการสูบบุหรี่ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมและทำให้สุขภาพดีอยู่กับเราไปนานๆ