หมวดหมู่: อาหาร

  • ปริมาณแคลอรี่ : ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิด

    ปริมาณแคลอรี่ : ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิด

    ดูปริมาณแคลอรี่ในผัก

    ดูปริมาณแคลอรี่ในผัก ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิดกันเถอะใช่ว่าผักและผลไม้จะมีแต่กากใยอาหารและวิตามินนะค่ะ แต่ผักและผลไม้ยัง ให้พลังงานต่อร่างกายอีกด้วย เรามาดูกันว่าผักและผลไม้แต่ล่ะชนิดให้พลังงาน เท่าไหร่กันบ้าง

    ผัก1-01

    กระเทียม (Garlic) : 149 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    บีทรูท (Beetroot) : 37 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    บลอกโคลี (Broccoli) : 31 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ดอกกระหล่ำ (Cauliflower) : 31 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    หน่อไม้ฝรั่ง  (Asparagus) : 25 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ผักโขม (Spinach) : 25 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    กระหล่ำปลี (Cabbage) : 21 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    มะเขือม่วง (Aubergine) : 15 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แตงกวา (Cucumber) : 10 กิโลแคอรี่/100กรัม ****กินเล่นๆแก้หิวได้****

    ผักชีฝรั่ง (Celery) : 8 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ผลไม้-01

    แคนเบอร์รี่ (Cranberries) : 308 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    แอปเปิ้ล (Apples) : 52 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    ราสเบอร์รี่ (Raspberries) : 52 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    ส้ม (Oranges) : 47 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แบลคเบอร์รี่ (Blackberries) : 43 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    ส้มโอ (Grapefruit) : 42 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    มะละกอ (Papayas) : 39 กิโลแคลอรี่/100 กรัม

    แอปริคอต(Apricots) : 34 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แคนตาลูป (Cantaloupes) : 34 กิโลแคลอรี่/100กรัม

    แตงโม (Watermelon) : 30 กิโลแคลอรี่/100กรัม ****กินเล่นๆแก้หิวได้****

     

    เกี่ยวกับแคลอรี่

    กำจัดกลิ่นเท้า เล็บขบ ส้นเท้าแตก…Easyมั๊กมาก!!!แอปเปิ้ลไซเดอร์ในตำนานสรรพคุณเพียบ!!! คลิ๊ก

     

     

     

     

     

     

     

  • กินลดน้ำหนัก-ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีด้วยการกิน

    กินลดน้ำหนัก-ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีด้วยการกิน

    ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี

    ลดน้ำหนักใครว่ายาก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายใช่มั้ยล่ะค่ะ ออกกำลังกายก็แล้ว งดอาหารเย็นก็แล้ว แต่แหม ยิ่งอดก็ยิ่งหิว ดึกๆก็ตื่นมากินอีก แล้วเมื่อไหร่จะผอมกันล่ะเนี่ย บางคนหนักหน่อยถึงขั้นทานยาลดน้ำหนักสุดท้ายก็เกิดอาการโยโย่ แล้วจะทำยังไงดีล่ะที่จะลดน้ำหนักอย่างถูกต้องโดยไม่ต้องอดอาหาร

    ประเด็นที่1 การออกกำลังกายยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการลดน้ำหนัก

    ประเด็นที่ 2 เรื่องอาหารการกิน แน่นอนว่าการอดอาหารและการทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน เพราะถึงแม้คุณจะผอมได้ตามที่ต้องการแต่ร่างกายของคุณจะดูโทรมและดูป่วย สุขภาพจะค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ

    ในเมื่อจำเป็นต้องกิน แล้วจะกินอย่างไร ?

    อาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย เพราะรางกายคนเราต้องการใช้พลังงาน ซึ่งพลังงานนั้นๆได้มากจากอาหาร แต่ความอ้วนเกิดจากไขมันและพลังงานสะสมที่ร่างกายเราใช้ไม่หมด ดังนั้นเราจึงควรเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้องเหมาะสมกับการใช้พลังงานในแต่ล่ะวันของเรา และยังมีอาหารบางชนิดที่ช่วยกรพตุ้นการเผาผลาญพลังงานซึ่งจะทำให้ร่างกายไม่มีไขมันสะสมที่จะก่อให้เกิดโรคอ้วนนั้นเอง

    ที่นี้เรามาจับคู่ดูกันสิว่าอาหารใดที่สามารถรับประทานแล้วช่วยเผาผลาญพลังงานและอาหารชนิดใดบ้างที่เราควรหลีกเลี่ยง

    move -food-01

    คู่ที่ 1 ชาเขียว VS อาหารทอด

    ชาเขียว (Green Tea) ในชาเขียวมี คาเทชิน ซึ่งประกอบไปด้วย Epigallocatechin-3-gallate(EGCG) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน

    อาหารทอด (Fried Food) อาหารทอดทำให้เกิดกาสะสมของไขมันและทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดง นำไปสู่การเต้นผิดปกติของหัวใจ และโรคอัลไซเมอร์

    คู่ที่ 2 ขนมปังธัญพืช VS ช็อคโกเลต

    ขนมปังธัญพืช (Whole Wheat Bread) มีคุณค่าทางโภชนาสูงและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ขนมปังธัญพืชยังมี ค่าดัชนีน้ำตาล(glycemic index, glycaemic index) หรือ GIคือ การวัดผลของคาร์โบไฮเดรต ต่อระดับน้ำตาลในเลือด จะทำให้มีการลดลงของน้ำหนัก รักษาสัดส่วนปริมาณของกล้ามเนื้อไว้ และเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้ร่างกายมีพลังงานคงที่และทำให้น้ำหนักลดลง

    ช็อคโกเลตฟัดจ์ (Chocolate Fudge ) ถึงแม้การกินช็อคโกเลตจะมีประโยชน์ในด้านการช่วยคลายเคลียดแต่การรับประทานช็อคโกเลตในปริมาณที่มากจนเกินไปจะทำให้เกิดสภาวะน้ำตาลในเลือดสูง จนเกิดเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานได้ 

    คู่ที่ 3  ปลาแซลมอน VS  แอลกอฮอลล์

    ปลาแซลมอน (salmon) เนื้อปลาแซลมอนอุดมไปด้วยไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่ทำให้อ้วน และยังช่วยในการลดน้ำหนักอีกด้วย 

    แอลกอฮอลล์ (Alcohol) เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอลล์ทำให้ระบบการเผาผลาญช้าลงถึง 73% 

    คู่ที่ 4   กระเทียม-หัวหอมVS มันฝรั่งทอด

    กระเทียม-หัวหอม (Garlic and Onions) แร่ธาตุและน้ำมัน ในกระเทียมและหอมแดงช่วยในการสลายไขมันและเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย

    มันฝรั่งทอด (POtato Chips) หลีกเลี่ยงการรับประทานมันฝรั่งทอดเนื่องจากมันฝรั่งทอดจะทำให้ไขมันสูงขึ้นถึง 15 %

    คู่ที่ 5   บร็อคโคลี่ VS อาหารหวาน  

    บร็อคดคลี่ (ฺBroccoll) มีเส้นใยและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง

    อาหารหวาน (Desserts) ของหวานทั้งหลายเมื่อรับประทานมากๆจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลมากจนเกินความจำเป็นและยังมีไขมันที่สะสมที่ร่างกายอีกด้วย

    คู่ที่ 6   ผลเบอร์รี่ VS น้ำเชื่อม 

    ผลเบอร์รี่  (Berries) ผลเบอร์รี่ทุกชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

    น้ำเชื่อม (Syrup) น้ำเชื่อมหรือหัวน้ำเชื่อมที่มีความข้มข้นจัด ก่อให้เกิดไขมันในตับและนำไปสู่การสะสมของคราบจุลินทรีย์ทำให้หลอดเลือดตีบได้

    คู่ที่ 7  อกไก่ VS ป๊อปคอร์นเนย

    อกไก่ (Lean Chicken) อกไก่เป็นเนื้อส่วนที่ไม่ติดมัน ซึ่งมีโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ทำให้อ้วน

    ป๊อปคอร์นเนย (Buttered Popcorn)  ถึงแม้ป็อปคอร์นจะทำมาจากข้าวโพดซึ่งดูๆไปแล้วน่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่กับป็อปคอร์นเนยแน่นอน เพราะมันจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เส้นเลือดฝอยหลอดลมอักเสบได้

    คู่ที่ 8  โยเกิต VS ไฮศครีม

    โยเกิต (Yogurt) มีคุณค่าทางอาหาารโดยมีโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายสูง

    ไอศครีม (Ice cream) ในไอศครีมมีปริมาณแคลเลอรี่และปริมาณน้ำตาลที่สูงปรี๊ดดดดดซึ่งนั้นไม่เป็นผลดีต่อร่างกายแน่นอน

    คู่ที่ 9  ส้ม VS พาย

    ส้ม (Oranges) ส้มมีกาใยอาหารและสามารถช่วยในการเผาผลาญไขมัน

    พาย (Pies) พายรสชาติต่างๆมีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาลที่ให้ความหวานในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็นของร่างกาย หากรับประทานมากๆทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานไม่ควรบริโภค

    คู่ที่ 10  ข้าวกล้อง VS ขนมปังและพาสต้า

    ข้าวกล้อง (Brown Rice) ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดสีเพราะฉะนั้นข้าวกล้องจะอุดมไปด้วยวิตามินที่สูงกว่าข้าวขาวปกติและมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก

    ขนมปังและพาสต้า (Breads & Pastas) ทำมาจากแป้งและน้ำตาลซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกยแน่นอน

    เราก็พอจะทราบแล้วว่าอาหารชนิดใดที่ช่วยเผาผลาญพลังงานและอาหารชนิดใดที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราแถมยังทำให้อ้วนอีกด้วย สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้คือการ รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่อดอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีหุ่นสวยสุขภาพดีแบบถูกต้องไม่โยโย่ 

    ขอให้สนุกกับการกิน อย่างถูกวิธีนะจ๊ะ

     

    เกี่ยวกับน้ำหนัก

    ปริมาณแคลอรี่ : ในผักและผลไม้แต่ล่ะชนิด คลิ๊ก

     

     

  • บิงซู อากาศร้อนๆแบบนี้มาทำ Mango Kakigori หรือ Bingsu มะม่วง กันเถอะงบน้อยอร่อยแน่…!!!

    บิงซู อากาศร้อนๆแบบนี้มาทำ Mango Kakigori หรือ Bingsu มะม่วง กันเถอะงบน้อยอร่อยแน่…!!!

    บิงซู Mango Kakigori หรือ Bingsu มะม่วง

                  ถ้าอากาศจะร้อนขนาดทอดไข่ได้ขนาดนี้…..คงจะต้องหาอะไรที่หวานๆเย็นๆดับกระหายกันซักหน่อยแล้ว เมนูที่ฮอตฮิตฝุดๆในตอนนี้คงจะหนีไม่พ้น Bingsu ( บิงซู ) หรือ Kakigori  น้ำแข็งใสเกล็ดหิมะสไตล์เกาหลี หอม มัน หวาน เย็น มาลองทำกินกันเองเลย งบน้อยอร่อยแน่ๆ *สูตรนี้เหมาะสำหรับ 2-3 คน 

    บิงซู

     

    ส่วนประกอบ

    • มะม่วงสุก 1 ลูก หรือจะกี่ลูกก็ได้ปริมาณตามต้องการ ช่วงนี้หน้ามะม่วงหาซื้อได้ทั่วไปราคาจัดว่าถูกมากๆ
    • นมข้นหวาน 1 กระป๋อง
    • นมสด ขนาด 400 มล. ไม่แนะนำใช้แบบพร่องมันเนยหรือไขมัน0% เพราะตัวคากิโกริอาจจะไม่เป็นเกล็ดน้ำแข็ง
    • ถุงซิปล็อค เอาไว้ใส่นมเพื่อเอาไปแช่แข็ง ถ้าหาถุงซิปล็อคไม่ได้ใช้ถุงร้อนธรรมดาแล้วใช้แม็กหรือคลิปหนีบกระดาษหนีบแทนได้
    • ไอศครีมวานิลลา 1 ถ้วย
    • วิปปิ้งครีม

    ขั้นตอนการทำ

    1. นำนมสดเทลงในอ่างผสม(เทหมดขวดเลยจ้า) ตักนมข้นหวานใส่ลงไป 4 ช้อนโต๊ะ คนให้นมสดกับนมข้นหวานเป็นเนื้อเดียวกัน
    2. ตักนมที่ผสมเสร็จแล้วใส่ถุงซิปล็อคหรือถุงร้อนที่เตรียมไว้แล้วหนีบด้วยคลิปหนีบกระดาษทำให้แบนที่สุดตัวนมจะได้แข็งตัวเร็วๆ *ตัวนมจะเป็นเกล็ดหิมะได้คือตู้เย็นจะต้องเย็นมากๆ ถ้าตู้เย็นความเย็นไม่พอไม่แนะนำให้ทำเมนูนี้นะจ๊ะ แช่นมที่ผสมแล้วไว้ในช่องฟริสประมาณ 3-4 ชั่วโมงหรือจนกว่าจะแข็งตัว 
    3. หั่นมะม่วงให้เป็นชิ้นลูกเต๋าเพื่อเตรียมใส่ในคากิโกริ
    4. นำมะม่วงชิ้นเล็กๆหรือชิ้นที่ไม่ค่อยสวยที่หั่นไว้ใส่ลงไปในภาชนะสำหรับใส่คากิโกริ เพราะชิ้นสวยๆเราจะเอาไว้โปะด้านบน เวลาถ่ายรูปโชว์เพื่อนจะได้สวยๆ ^^*แนะนำให้นำภาชนะที่จะใส่คากิโกริแช่ในตู็เย็นรอไว้ด้วยเพราะอากาศร้อนจะทำให้ไอศครีมละลายไว
    5. เมื่อเกล็ดน้ำแข็งของเราแข็งได้ที่แล้วเอาถุงออกมาจากช่องฟริสเอาช้อนตีๆให้เกล็ดน้ำแข็งแตกตัว
    6. นำเกล็ดน้ำแข็งเทลงไปบนมะม่วงที่เราเตรียมไว้ ใช้ช้อนจัดรูปทรงให้สวยงาม
    7. แต่งหน้า Topping ชิ้นมะม่วงสวยๆรอบๆถ้วย
    8. โปะยอดเกล็ดน้ำแข็งด้วยไอศครีมวานิลลา 1 ลูก
    9. บีบวิปปิ้งครีม Top บนไอศครีมอีกที แล้วแต่งด้วยใบสาระแหน่ เป็นอันว่าเสร็จ ขั้นตอนนี้มีก็ได้ไม่มีก็ได้อร่อยฟินเหมือนกัน ^^

     

     

     

    อ่าน ปริมาณแคลอรี่ในผัก คลิ๊ก

     

     

  • สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง

    สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง

    ผลไม้ต้านโรคมะเร็ง สุดยอดผลไม้ทานแล้วห่างไกลโรคมะเร็ง

    ผลไม้ต้านโรคมะเร็ง ต้องยอมรับเลยว่าโรคมะเร็งเป็นโรคลำดับต้นๆที่คร่าชีวิตผู้คนมากมาย ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ถึงแม้วิทยาการทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปเพียงใดแต่การรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาและทุนทรัพย์ในการรักษาสูง แต่จะดีกว่ามั้ยหากเราสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้ จากการรับประทานอาหารของเรา ทีม CheezeBite นำเสนอ 14 สุดยอดผลไม้ที่ทานแล้วห่างไกลมะเร็ง

    1.บลูเบอรรี่ (Blueberries)

    งานวิจัยจากทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัย Rutgers University และสถาบัน U.S.Department of Agriculture ได้ทำการศึกษากับหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เกิดมะเร็งลำไส้ โดยสารเคมี azoxymethane พบว่าถ้าหนูทดลองนี้ได้รับอาหารที่ผสมสาร pterostilbene เป็นเวลา 8 สัปดาห์ จะลดการเกิดแผลของมะเร็ง ลำไส้ได้ถึงร้อยละ 57 เมื่อเทียบกับหนูทดลองที่ไม่ได้รับสาร pterostilbene ซึ่งสาร pterostilbene มีอยู่ใน “บลูเบอร์รี่” และอาจช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ โดยจะช่วยลดการแบ่งตัวแบบผิดปกติของเซลลลำไส้และยับยั้ง การทำงานของยีนที่กระตุ้นการอักเสบต่างๆ

    2. โกจิเบอร์รี่ (Goji Berries)

    ผลไม้ต้านโรคมะเร็ง

    ผลการวิจัยของ Dr.Earl Mindell  บอกว่าผลโกจิเบอร์รีให้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดในโลก โดยมีกรดอะมิโน 19 ชนิด มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการรวม 21 ชนิด ได้แก่ สังกะสี เหล็ก ทองแดง แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซิลีเนียม และเจอร์มาเนียม (ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง) มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม 500 เท่า มีวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และวิตามินอี ช่วยปรับความดันโลหิตให้เป็นปกติ และช่วยฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่ถูกทำลายจากสารเคมีหรือรังสีให้กลับสู่ภาวะป­กติได้เร็วขึ้น

    3. แก้วมังกร (Dragon Fruit)

    แก้วมังกรเป็นพืชในตระกูลกระบองเพชร และมีสารที่เป็นประโยชน์คือมิวซิเลจ(Mucilage) ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวาน(ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน) บรรเทาโรคโลหิตจาง ช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ผลแก้วมังกรยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน

    4.ทับทิม (Pomegranate)

    จากการวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา พบว่าในน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา ช่วยบำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้น และลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ นอกจากนี้สารจากทับทิมยังช่วยบำรุงตับ มีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับ ที่สำคัญคือสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ด้วย

    เกี่ยวกับผลไม้

    กินลดน้ำหนัก-ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีด้วยการกิน คลิ๊ก

  • ข้าวไรซ์เบอรี่ กินกับอะไรก็อร่อย แถมได้ประโยชน์ด้วย

    ข้าวไรซ์เบอรี่ กินกับอะไรก็อร่อย แถมได้ประโยชน์ด้วย

    ข้าวไรซ์เบอรี่ กินกับอะไรก็อร่อย แถมได้ประโยชน์ด้วย

    ข้าวไรซ์เบอรี่ (Riceberry) เป็นข้าวเกษตรอินทรีย์สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากฝีมือทีมนักวิจัยของประเทศไทย โดยเป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์ด้วยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลซึ่งเป็นพ่อพันธุ์และข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งเป็นแม่พันธุ์ ข้าวไรซ์เบอรี่

    12036570_10207585744070557_6887406232238079820_n

    ข้าวไรซ์เบอร์รี่ คือ ?

    12002791_10207586420647471_2474392759694324105_n

     

    สรรพคุณและประโยชน์ของข้าวไรซ์เบอร์รี่ 

    ข้าวไรซ์เบอร์รี่นั้นอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารสูงเป็นอย่างมาก โดยคุณประโยชน์ที่เด่นชัดคือ ในน้ำมันรำข้าวและรำข้าวนั้นมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่ดี อุดมไปด้วยโฟเลตในปริมาณสูง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหารอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายได้แก่ เบต้าแคโรทีน แกมมาโอไรซานอล วิตามินอี วิตามินบี 1 ลูทีน แทนนิน สังกะสี โอเมก้า 3 ธาตุเหล็ก โพลีฟีนอล และเส้นใยอาหาร เป็นต้น ซึ่งสารอาหารเหล่านี้นั้นมีส่วนช่วยในการบำรุงร่างกาย บำรุงสายตา บำรุงระบบประสาท และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง รวมถึงป้องกันโรคต่างๆมากมายได้แก่ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงโรคสมองเสื่อม และโรคโลหิตจาง เป็นต้น รวมทั้งมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน ช่วยชะลอความแก่ ลดระดับไขมัน และคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นทั้งข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยและเป็นสมุนไพรไทยไปในตัวกันเลยทีเดียว

    เกี่ยวกับข้าวไรซ์เบอรี่

    6 สูตรง่ายๆ สวยจากภายในสู่ภายนอก คลิ๊ก

  • 20 สุดยอดอาหารไฟเบอร์สูง

    20 สุดยอดอาหารไฟเบอร์สูง

    อาหารไฟเบอร์ ทุกวันนี้เราได้รับใยอาหารเพียงพอหรือยัง?

    ปริมาณความต้องการเส้นใยอาหารของคนเราอยู่ที่ประมาณ 25-30 กรัม ต่อวัน แต่ในความเป็นจริงแล้วคนส่วนใหญ่กินอาหารที่มีเส้นใยเพียง 2 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการ เท่านั้น ปัจจุบันอาหารที่ทานส่วนใหญ่จะให้เส้นใยอาหารไม่เพียงพอแล้วเราจะทำอย่างไร วันนี้เรามี 20ประเภทของอาหารที่ให้ปริมาณเส้นใยอาหารสูง เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาหารไฟเบอร์

    อาหารไฟเบอร์

    อะโวคาโด  : ใยอาหาร 10.5 กรัมต่อถ้วย (หั่นบางๆ)

    อะโวคาโดจะเต็มไปด้วยไขมันเพื่อสุขภาพ ที่ช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ

    ลูกแพร์ เอเชีย : ใยอาหาร 9.9 กรัม ต่อผล

    ลูกแพร์ เอเชียอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 6 ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง

    เบอร์รี่ : ใยอาหาร 8 กรัมต่อถ้วย

    เบลคเบอร์รี่มีวิตามินที่ช่วยในเรื่องกระดูกส่วนราสเบอร์รี่มีแมงกานีสสูงช่วยในเรื่องผิวหนังและระดับน้ำตาลในเลือด

    มะพร้าว : ใยอาหาร 7.2 กรัมต่อถ้วย

    มะพร้าวมีดัชนีน้ำตาลต่ำ สามมารถช่วยลดการเกิดคอเลสเตอรอลและโรคหัวใจ สามารถใช้ประกอบอาหารได้

    มะเดื่อ : ใยอาหาร 14.6 กรัมต่อ 1 ถ้วย

    มะเดื่อแห้งและมะเดื่อสด ช่วยในเรื่องความดันโรหิตสูง ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ภายในร่างกาย

    อาร์ติโช้ค : ใยอาหาร 10.3 กรัม ต่อหัว

    อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่จำเป็ตต่อร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

    เมล็ดถั่ว : ใยอาหาร 8.6 กรัมต่อ 1 ถ้วย

    ถั่วเต็มไปด้วยเส้นใย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินซีและวิตามินบี

    ผักกระเจี๊ยบ : ใยอาหาร 8.2 กรัม ต่อถ้วย

    ผักกระเจี๊ยบมีวิตามิน A,B,C,K ไนอาซิน แคลเซียมเหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี โปรตีน เส้นใยอาหารมาก

    โอ๊ก สควอช/ฟักทอง : ใยอาหาร 9 กรัมต่อถ้วย(อบ)

    วิตามินซี,วิตามินบี,โพแทสเซียม,แมงกานีส,วิตามินA,B6,โฟเลตและแมกนีเซียม มีเส้นใยที่หนาแน่นดูดซึมง่าย

    กะหล่ำ : ใยอาหาร 7.6 กรัมต่อถ้วย

    มีวิตามิน C ,K,B1,B2,โฟเลต,แมงกานีส เส้นใยอาหารสูง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ          ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง

    ผักกาด : ใยอาหาร 4.8 กรัมต่อถ้วย

    มีวิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียมโพแทสเซียม

    ถั่วดำ : ใยอาหาร 12.2 กรัมต่อถ้วย

    มีโปรตีนสูง วิตามินบี แมกนีเซียม แมงกานีส ฟอสฟอรัส โฟเลต ใยอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการ ต้านอนุมูลอิสระช่วยลด ความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด และ โรคอักเสบต่างๆ

    ถั่วลุกไก่ หรือถั่วหัวช้าง : ใยอาหาร 8 กรัมต่อถ้วย

    มีโปรตีน ทองแดง โฟเลต แมงกานีส กรดไขมัน โอเมก้า6 และโอเมก้า 3

    ถั่วลิมา : ใยอาหาร 13.2 กรัมต่อถ้วย

    ถั่วลิมามีทองแดง แมงกานีส โฟเลต ฟอสฟอรัส โปรตีน บี2 บี6 ให้พลังงานและช่วยต้านอนุมูลอิสระ

    ถั่ว split peas : ใยอาหาร  16.3 กรัมต่อถ้วย

    มีดปรตีน วิตามินบี โฟแลต แมงกานีส กรดไขมัน โอเมก้า3 โอเมก้า6

    ถั่ว Lentils : ใยอาหาร 10.4 ต่อถ้วย

    มีโปรตีน เหล็ก โฟแลต แมงกานีส ฟอสฟอรัส เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับ

    ถั่วอัลมอนด์ : ใยอาหาร 0.6 กรัม

    มีโปรตีน วิตามินอี แมงกานีส แมกนีเซียม โอเมก้า 6 ช่วยบำรุงประสาท

    เมล็ด แฟลกซ์ : ใยอาหาร 3 กรัมต่อช้อนโต๊ะ

    โปรตีน วิตามินบี แมงกานีส ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมทองแดง กรดไขมัน โอเมก้า3 ช่วยลดคอเลสเตอรอล

    เมล็ดเซีย : ใยอาหาร 5.5 ต่อช้อนโต๊ะ

    โปรตีน แคลเซียมฟอสฟอรัส แมงกานีส กรดไขมัน โอเมก้า 3 และ 6 ช่วยการเผาพลานพลังงาน ดูดซึ่มสารอาหาร แก้ท้องอืด

    คิวนัว (Quinoa) : ใยอาหาร 5 กรัมต่อถ้วย

    วิตามินบี6 แมกนีเซียมโพแทสเซียม ป้องกันโรคหัวใจ

    ข้อควรระวัง

    แม้เส้นใยอาหารจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่หากมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการคือวันละ 25-30 กรัมก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน นั่นคือ ทำให้ท้องอืดและมีปัญหาในระบบการย่อยอาหารสำหรับบางคน แล้วเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ (โดยเฉพาะเส้นใยที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป) อย่างเช่น รำข้าวสาลีและข้าวกล้อง จะมีกรดไฟติก (phytic acid) อยู่สูง ซึ่งกรดไฟติกนี้หากมีมากเกินไป จะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็กในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดธาตุเหล็กในผู้หญิงหรืออาการขาดแคลเซียมในเด็กได้

    เกี่ยวกับใยอาหาร
    

    ข้าวไรซ์เบอรี่ กินกับอะไรก็อร่อย แถมได้ประโยชน์ด้วย คลิ๊ก

     
  • How to น้ำอมฤต น้ำมหัศจรรย์รักษาสารพัดโรค

    How to น้ำอมฤต น้ำมหัศจรรย์รักษาสารพัดโรค

    ใบหญ้านาง

    ใบหญ้านาง “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสร็ฐ” แต่มนุษย์ทุกคนก็หนีไม่พ้นเรื่องของการเจ็บป่วย ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่วมีโรคเจ็บป่วยมากขึ้นตามสังขารที่ใช้งานหนักเบาไม่เท่ากัน บางคนอาจจะมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว แล้วยังมาเจอโรคแทรกซ่อนอื่นๆตามาอีก ครั้งใช้การรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน กินยาเข้าไปหลายๆตัวเข้าก็กลายเป็นไม่ดีต่อการทำงานของตับและไตอีก วันนี้เรามีสูตรการทำ น้ำอมฤต นำ้มหัศจรรย์ที่จะช่วยรักษา หรือบรรเทาอาการของโรคต่างๆได้ ด้วย น้ำชนิดเดียว

    น้ำมหัศจรรย์ที่ว่านี้คือน้ำที่สกัดมาจาก “ใบหญ้านาง”

    ย่านาง ชื่อสามัญ Bai-ya-nang

    ย่านาง ชื่อวิทยาศาสตร์ Limacia triandra Miers (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cocculus triandrus Colebr., Menispermum triandrum Roxb., Tiliacora triandra Diels) จัดอยู่ในวงศ์บอระเพ็ด (MENISPERMACEAE)

    ทางภาคกลางจะเรียกย่านางว่า “เถาย่านาง” เนื่องจากพรรณไม้ชนิดนี้เป็นไม้เถาเลื้อยเกี่ยวพันกับต้นไม้อื่น

    ใบย่านาง เป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน ในปริมาณค่อนข้างสูง

    วิธีการทำ

    • นำใบหญ้านางล้างเด็ดเป็นใบๆแช่น้ำไว้ 4-5 ชม.
    • ฉีกใบหญ้านางเป็นชั้นๆนำไปปั้น ผสมกับน้ำต้มสุก
    • กรอกเอากากออก ด้วยผ้าขาวบาง
    • กรอกใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้ดื่ม

    ง่ายมากเลยใช่มั้ยล่ะ เห็นทำง่ายแบบนี้ เวลาดื่มไม่งายนะค่ะ เพราะอาจจะมีรสชาติข่มหรือเหม็นเขียวอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องสรรพคุณล่ะก็ เหม็นยังไงก็ทนค่ะ เพราะสรรพคุณ เปรียบได้กับ น้ำอมฤต เลยทีเดียว

    ใบหญ้านาง

    สรรพคุณใบย่านาง

    1. ใบย่านาง ในตำราสมุนไพรจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะ
    2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก จึงช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วและความแก่ชราอย่างได้ผล
    3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านโรคในร่างกายให้แข็งแรง
    4. ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
    5. ช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆในร่างกาย
    6. ช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย
    7. เป็นสมุนไพรที่ช่วยในการลดความอ้วนได้อย่างเห็นผลและปลอดภัย
    8. ช่วยในการเผาผลาญไขมันและนำไปใช้เป็นพลังงาน
    9. ช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ
    10. เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งอย่างมาก
    11. หากดื่มน้ำใบย่านางเป็นประจำ ก้อนมะเร็งจะฝ่อและเล็กลง
    12. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
    13. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
    14. ช่วยในการบำรุงรักษาตับ และไต
    15. ช่วยรักษาและบำบัดอาการอัมพฤกษ์
    16. ช่วยแก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลียของร่างกาย แม่นอนพักก็ไม่หาย
    17. ช่วยรักษาอาการเกร็ง ชัก หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ
    18. ช่วยแก้อาการเจ็บเหมือนมีไฟช็อตหรือมีเข็มแทงหรือมีอาการร้อนเหมือนไฟ
    19. ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นเลือดฝอยในร่างกายแตกใต้ผิวหนังได้ง่าย
    20. ช่วยรักษาอาการตกกระที่ผิวเป็นจ้ำ ๆสีน้ำตาลตามร่างกาย
    21. ช่วยรักษาเนื้องอก
    22. ช่วยรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม คลื่นไส้ อาเจียนได้
    23. ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะ
    24. รากแห้งใช้ในการแก้ไข้ทุกชนิด และลดความร้อนในร่างกาย
    25. รากของย่านางสามารถแก้ไข้ได้ทุกชนิด ทั้ง ไข้พิษ ไข้หัด ไข้เหนือ ไข้ผิดสำแดง เป็นต้น
    26. เถาย่านางมีส่วนช่วยในการลดความร้อนและแก้พิษตานซาง
    27. มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรีย
    28. ช่วยรักษาอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ
    29. ช่วยรักษาอาการของโรคเบาหวาน ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
    30. มีส่วนช่วยช่วยอาการปวดตึง ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดชาบริเวณต่าง ๆ
    31. ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้
    32. รากของย่านางช่วยแก้อาการเบื่อเมา
    33. ช่วยแก้อาการเหงือกอักเสบอย่างรุนแรงและเรื้อรัง
    34. ช่วยแก้อาการง่วงนอนหลังการรับประทานอาหาร
    35. ช่วยแก้อาการเลือดกำเดาไหล
    36. ช่วยในการบำรุงสายตาและรักษาโรคเกี่ยวกับตา เช่น ตาแดง ตาแห้ง ตามัว แสบตา ปวดตา ตาลาย เป็นต้น
    37. ช่วยรักษาอาการปากคอแห้ง ริมฝีปากแตกหรือลอกเป็นขุย
    38. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น มีสีเหลืองหรือเขียว หรืออาการเสมหะพันคอ
    39. ช่วยบำบัดอาการของโรคไซนัสอักเสบ
    40. ช่วยลดอาการนอนกรน
    41. ช่วยแก้อาการเจ็บปลายลิ้น
    42. ช่วยป้องกันและบำบัดรักษาโรคหัวใจ
    43. ช่วยป้องกันและรักษาโรคหอบหืด
    44. ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ
    45. ช่วยรักษาอาการท้องเสีย เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุได้
    46. ช่วยบรรเทาอาการอาการปวดท้องอย่างเฉียบพลัน
    47. ช่วยแก้อาการท้องผูก ลดอาการแสบท้อง
    48. ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ
    49. ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้
    50. ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน
    51. ช่วยรักษาไทรอยด์เป็นพิษ
    52. ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี
    53. ช่วยรักษาอาการปัสสาวะแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ
    54. ช่วยแก้อาการปัสสาวะมีสีเข้ม ปัสสาวะบ่อย หรือมีอาการปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
    55. ช่วยรักษาอาการมดลูกโต อาการปวดมดลูก ตกเลือดได้
    56. ช่วยบำบัดรักษาโรคต่อมลูกหมากโต
    57. ช่วยป้องกันโรคไส้เลื่อน
    58. ช่วยในการรักษาโรคเริม งูสวัด
    59. ช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร
    60. ช่วยรักษาอาการตกขาว
    61. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์
    62. ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
    63. ช่วยรักษาอาการผิวหนังมีความผิดปกติคล้ายรอยไหม้
    64. น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย
    65. ช่วยป้องกันและรักษาอาการส้นเท้าแตก เจ็บส้นเท้า
    66. ช่วยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าผุ โดยรักษาอาการเล็บมือเล็บเท้าขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย หรือในเล็บมีสีน้ำตาลดำคล้ำ อาการอักเสบที่โคนเล็บ
    67. สำหรับประโยชน์ของใบย่านางด้านอื่น ๆ เช่น การนำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ยกตัวอย่าง ใบย่านางแคปซูล สบู่ใบย่านาง แชมพูใบย่านาง เครื่องดื่มสมุนไพร เป็นต้น
    68. แชมพูสระผมจากใบย่านาง ช่วยให้ผมดกำ ชะลอการเกิดผมหงอก

    เกี่ยวกับใบย่านาง

    20 สุดยอดอาหารที่มีเส้นใยสูง คลิ๊ก

  • How to 2 เมนูหวานดับร้อนช่วง Summer

    How to 2 เมนูหวานดับร้อนช่วง Summer

    อากาศร้อนๆแบบนี้ เรามีเมนูดับร้อนเพิ่มความหวานให้ร่างกายชุ่มช้่ำ กับ 2 เมนูทานคู่กัน ทำเองได้ง่ายนิดเดียว เรามาเริ่มกันที่เมนูแรกกันเลย

    เมนูแรกขอนำเสนอ “วุ้นเย็น”

    วิธีทำ

    ส่วนผสม

    • ผงวุ้นรสชาติต่างๆตามที่ต้องการ ราคาจะอยู่ที่ประมาน 30-50 บาท 

    • น้ำร้อน

    • ถ้วยใส่ ขนาด 3 ออนซ์ 

    วิธีทำ

    1. นำผงวุ้นมาละลายในน้ำอุ่น คนจนกว่าผงวุ้นจะละลาย

    2. รอให้น้ำที่ผสมผงวุ่นเย็นลง

    3. นำไปเทใส่ถ้วยที่เตรียมไว้ หรือแป้นพิมพ์ตามชอบ

    4. แช่ตู้เย็น รอจนกว่าวุุ้นจะแข็งตัว

    *ข้อควรระวัง ควรให้ปริมาณผลวุ้นและน้ำอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม มิเช่นนั้นวุ้นอาจจะเหลวหรือแข็งจนเกินไป

    เมนูที่ 2 “ครูตองซ์ คาราเมล”

    ครูตองซ์เป็นขนมปังกรอบที่มักจะทานคู่กับสลัดผัก โดยปกติแล้วจะไม่มีรสชาติสักเท่าไหร่ แต่วันนี้นเราจะนำครูตองซ์มาดัดแปลงเป็นของหวานทานเล่นคู่กันกับวุ้นเย็น

    วิธีทำ

    ส่วนผสม

    • น้ำตาลทรายแดง (เนื้อละเอียด)

    • เนยเค็ม

    • นมจืดสำหรับใส่อาหาร

    • ขนมปังแผ่น

    10906424_10207155929005449_4034642058197664008_n

    วิธีทำ

    1. ตั้งกระทะใช้ไฟอ่อนพอประมาณ ใส่นมสดลงไป 1 ถ้วยตวง

    2. เมื่อน้ำเริ่มเดือดใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป คนให้เข้ากัน

    3. ใส่เนยตามต้องการ คนจนกว่าจะละลายเข้ากัน ทิ้งไว้สักพัก จะได้น้ำคาราเมลเหนียวพอดี

    4. นำขนมปังแผ่นมาตัดออกเป็นลูกเต๋า ขนาดไม่ต้องเล็กมาก เพราะเมื่อนำไปอบจะทำให้เล็กลงไปอีก

    5. นำขนมปังที่ตัดไว้เข้าเตาอบ หรือหากบ้านใครไม่มีเตาอบให้เทลงกระทะแล้วคั้ว

    6. นำขนมปังที่อบไว้จนแห้ง มาคลุกเข้ากับน้ำคาราเมลที่ทำไว้

    7. ทิ้งไว้ให้น้ำคาราเมลซึมจนแห้ง

    เท่านี้เราก็ได้ ครูตองซ์คาราเมลแสนอร่อยไว้ทานคู่กันกับวุ้นเยนหลากหลายรสชาติ ดังร้อน เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายในช่วงอากาศร้อนได้อย่างดี

    FB_IMG_1463119299462

  • ใครชอบกินปลาแซลมอนยกมือขึ้น

    ใครชอบกินปลาแซลมอนยกมือขึ้น

    ใครชอบกินปลาแซลมอนยกมือขึ้น

    IMG_4869

    ปลาแซลมอน ปลาที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยทั่วไปแล้วปลาแซลมอนเป็นปลาที่มีไขมันเยอะแต่เป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เพราะเป็นศูนย์รวมของโปรตีน ชนิดที่ ไขมันต่ำ มีโอเมก้า 3 ที่มีประโยชนม์ ากๆ ต่อการทำงานของสมอง ซึ่ง โอเมก้า 3 นี้ร่างกายไม่สามารถสกัดได้เองเราจึงต้องการสารนี้เพื่อให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ปลาแซลมอนยังมีวิตามินดีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เสริมสร้างแคลเซียม และฟอสฟอรัสให้แก่ร่างกาย อีกทั้งยังมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการต่อต้านการเกิดเนื้องอกต่างๆในร่างกายอีกด้วย ที่สำคัญ ไม่เฉพาะแต่เนื้อปลาแซลมอน เท่านั้นแต่ไข่ปลาแซลมอนยังมีรสชาติอร่อยและมัน แถมยังมีประโยชน์แก่ร่า่งกายไม่แ่พ้เ้นื้อปลาเลยทีเดียว

     

    IMG_7378 โดยทั่วไปปลาแซลมอลมักจะถูกนำมาอยู่ในเมนูของร้านอาหารญี่ปุ่นโดยชนิดของปลาแซลมอนนั้นก้มีการแบ่งออกไปเป็น 2 ประเภท คือ

    “นอร์วีเจียนแซลมอน” (Norwegian Salmon) เนื่องจากนอร์เวย์มีอากาศที่เหมาะสมกับการทำฟาร์มปลา จึงเรียกปลาแซลมอนตามแหล่งที่ผลิต เช่นเดียวกับ

    “สกอตตชิแซลมอน” (Scottish Salmon) ซึ่งเป็นปลาแซลมอนที่เลี้ยงในสกอตแลนด์ โดยความแตกต่างระหว่างสกอตติชและนอร์วีเจียนแซลมอนนั้นอยู่ที่ราคาเป็นอย่างแรก สกอตติช แซลมอนจะมีราคาแพงกว่า นอร์วีเจียนแซลมอน เพราะเนื้อมีไขมันเยอะกว่าจึงมีรสชาติที่อร่อยกว่า และหวานมันกว่า ขณะที่นอร์วีเจียนแซลมอนนั้นราคาย่อมเยากว่าและสีของเนื้อปลาจะออกเป็นสีพีช อมชมพู ส่วนสกอตติชแซลมอนสีจะเป็นสีอมส้ม

    เห็นที่จะต้องไปหารับประทานเพื่อเพิ่มอาหารให้กับสมองกันหน่อยแล้ว

  • สลัดความอ้วน ตามวิถีฮิปเตอร์

    สลัดความอ้วน ตามวิถีฮิปเตอร์

    สลัดความอ้วน

    สลัดความอ้วน กินให้สวยกินให้ชิค นิยามใหม่ ของสาวฮิปเตอร์ทั้งหลาย ต้องยอมรับเลยว่ากระแสรักสุขภาพนั้นกำลังมาแรง หลายๆคนหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง ควบคุมอาหารกันอย่างสุดฤทธิ์ แต่อาหารที่กินนี่สิ ดูไม่ชิคเอาซ่ะเลย แล้วอย่างนี้จะ up ลง IG ยังไงล่ะค่ะ

    สลัดความอ้วน
    สลัดแซลมอล

    ลืมปัญหานั้นไปได้เลย เพราะสำหรับสาวรักสุขภาพที่อยาก up รูปลง IG แนะนำเมนูนี่เลย “สลัด” พูดถึงสลัดคนทั่วไปก็มักจะนึกถึงแต่การกินผัก แล้วมันจะไปอิ่มอะไร และสิ่งที่คนเราเข้าใจผิดมาตลอดนั้นก็คือวิธีการกิน สลัดที่ไม่ถูกต้อง แล้วกินให้ถูกทำอย่างไร กินให้ถูกไม่ใช่การเอาน้ำสลัดไปราดใส่ผักให้ฉ่ำๆแต่เป็นการนำผักไปจิ้มกับน้ำสลัดจะทำให้เราทานผักมากกว่าทานน้ำสลัด ซึ่งน้ำสลัดนั้นแหละค่ะ ตัวอ้วนเลย

    สลัดความอ้วน

    แต่สลัดผักเป็นใบๆจะจิ้มน้ำสลัดยังไงกันล่ะ นี่ไงค่ะเขาถึงมีแพคเกจสำหรับสลัดที่เอาไว้จิ้มโดยเฉพาะ “สลัดโรล” ซึ่งมีให้เลือกกันหลากหลายตามท้องตลาด แถมรูปร่างและสีสันก็น่ารับประทานอย่างยิ่งที่สำคัญมีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ ไม่ต้องอดอาหาร ผอม สวย ใสๆ สาวๆขาชิครู้แล้วห้ามพลาด และอย่าลืม up รูปแบบ Healthy ขึ้น IG อวดความสวยกันด้วยนะจ๊ะ

     

    เกี่ยวกับสลัด

    สยบปัญหาสิวกวนใจด้วยทานาคา คลิ๊ก