หมวดหมู่: ตำนาน

  • วัฒนธรรมสุดแปลกของชนเผ่าในแอฟริกา

    วัฒนธรรมสุดแปลกของชนเผ่าในแอฟริกา

    วัฒนธรรมสุดแปลก ของชนเผ่าในแอฟริกา

    ทั่วโลกแต่ละประเทศ แต่ละเมืองก็มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป แม้แต่ชนเผ่าถึงจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ แต่พวกเขาก็มี วัฒนธรรมสุดแปลก เป็นของตัวเองแถมยังแปลกสุดๆอีกด้วย โดยชนเผ่าส่วนมากอยู่ทั่วทวีปแอฟริกา ที่ปัจจุบันพวกเขาก็ยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าตนอย่างเคร่งครัด  ชนเผ่า Hamar ในเอธิโอเปีย เด็กหนุ่มจะพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายที่พร้อมจะโตเป็นผู้ใหญ่ ด้วยการเปลือยร่างกายแล้วกระโดดข้ามวัวหลายๆตัวกลับไปมา ประเพณีเป็นการเฉลิมฉลองอายุครบรอบที่พวกเขาจะเป็นผู้ใหญ่ และเฉพาะคนที่ผ่านพิธีกรรมนี้เท่านั้นจึงจะสามารถแต่งงานได้ ส่วนผู้หญิงในพิธีนี้ก็จะนำ

    ชนเผ่า

    สีเหลืองกับสีแดงผสมกับไขมัน ชโลมทั่วเส้นผมและเรือนร่าง จากนั้นก็เต้นรำและแย่งกันเอาแส้ยื่นให้ชายหนุ่มในพิธี เพื่อให้ฟาดร่างกายของพวกเธอจนเกิดรอยแผล เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อเพื่อนของพวกเขา

    ชนเผ่า

    ในอีสต์เทิร์นเคป แอฟริกาใต้ เด็กหนุ่มจากชนเผ่า Xhosa มีธรรมเนียมที่เรียกว่า Ulwaluko เป็นการพิสูจน์การเติบโตเป็นชายหนุ่มอย่างเต็มตัว พวกเขาจะถูกทาตัวและหน้าด้วยสีขาว และส่งตัวออกจากหมู่บ้าน เข้าไปอาศัยอยู่ในป่าเป็นเวลา 2 เดือน โดยมีเพียงผ้าห่ม และสิ่งของประทังชีวิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเมื่อรอดชีวิตกลับมาได้พวกเขาจะได้รับการเปลี่ยนผ้าห่มผืนใหม่ และจะไม่มีใครเรียกพวกเขาว่าเป็นเด็กอีกต่อไป

    ชนเผ่า

    ชนเผ่า Tuareg เป็นชนเผ่าเดียวที่ผู้ชายสวมผ้าคลุม แทนที่จะเป็นผู้หญิง ความยาวของผ้าคลุมยาวเกือบ 8 เมตร พวกเขามีฉายาว่า Blue Men of The Desert การคลุมผ้าของผู้ชายเผ่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นมุสลิม แต่เป็นการปกป้องผิวของเขาจากแสงแดดและทราย สำหรับผู้ชายเผ่านี้แล้วเขาจะคลุมผ้าตลอดเวลาแม้จะเป็นกลางคืน ยามทานอาหาร อยู่กับผู้หญิง หรือคนแปลกหน้า ขณะที่ผู้หญิงสามรถเปิดใบหน้าได้

    ชนเผ่า

    ชนเผ่า Maasai อยู่ทางตอนใต้ของเคนย่าและทางเหนือของแทนซาเนีย มีพิธีสำหรับชายที่บรรลุนิติภาวะที่เรียกว่า Moran โดยชายใดที่บรรลุนิติภาวะ คนนั้นจะต้องเข้าไปในป่าเพียงคนเดียวเพื่อล่าสิงโตด้วยตนเอง โดยไม่มีอาวุธใดๆติดตัวนอกจาก “หอก” เท่านั้น

    ชนเผ่า

    ชนเผ่า Chewa และ Bantu ที่กระจายอยู่ในแซมเบีย ซิมบับเว มสลาวี และโมซัมบิก การเกิดเป็นผู้หญิงในเผ่านี้ไม่ธรรมดา พวกเขามีวัฒนธรรมการสืบสกุล และมอบมรดกตกทอดจากแม่สู่ลูกสาว นั่นทำให้ผู้หญิงมีอำนาจและบทบาทในสังคมนอกจากนั้นยังมีตำแหน่งพิเศษประจำเผ่า คือจะมีผู้หญิงคนหนึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของจิตวิญญาณ และทำการเต้นรำที่เรียกว่า Gule Wamkulu ซึ่งประเพณีจะเกิดขึ้นในงานแต่งงาน และงานศพของเผ่า

    ชนเผ่า

    Kurya ชนเผ่าทางตอนเหนือของประเทศแทนซาเนีย มีธรรมเนียมการแต่งงานแปลกประหลาดที่เรียกว่า nyumba ntobhu เป็นการแต่งงานที่มีเงื่อนไข คือ หญิงสาวจะต้องแต่งงานกับหญิงชรา  โดยหญิงชราที่ว่าต้องเป็นม่าย คนไหนมีลูกติดต้องได้รับอนุญาตจากลูกก่อนและลูกๆต้องแต่งงานและออกจากบ้านไปแล้ว โดยสาวม่ายสามารถแต่งงานได้กับสาวหลายคนและพาเข้ามาอยุ่ร่วมกัน โดยหญิงชราต้องให้สินสอดกับสาวที่จะแต่งงานด้วย  การแต่งงานนี้ก็เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยของชีวิตละทรัพย์สินหญิงชราที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว หญิงสาวจะได้รับอนุญาตให้เลือกผุ้ชายเพื่อมีเพศสัมพันธ์ได้ ตามธรรมเนียมต้องตั้งครรภ์และมีบุตรชายหากทำได้ ก็จะได้รับพิจารณาจากหญิงชราให้เป็นทายาทสืบต่อไป

    ชนเผ่า

    อย่างที่รู้กันเป็นอย่างดีว่าชนเผ่าในแอฟริกานั้นผู้คนส่วนใหญ่มักจะมีรูปร่างผอมแห้ง ดังนั้นจึงมีค่านิยมที่ว่าคนอ้วนคือคนดูดี ชนเผ่า Bodi ในเอธิโอเปีย มีเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ในช่วงทุกๆเดือนมิถุนายน หรือเดือนกรกฎาคม มีขบวนแห่เฉลิมฉลอง แต่ก่อนหน้านั้น 1 เดือน ก็จะมีพิธีคาเอลหรือพิธีแข่งกันอ้วนนั่นเอง โดยผู้ชายจะถูกนำตัวไปอยู่ในกระท่อม ส่วนผู้หญิงก็จะนำนมผสมกับเลือดวัวไปให้ผู้ชายที่อยู่ในกระท่อมดื่มทั้งวัน และเมื่อหมดวันแล้วใครที่มีน้ำหนักมากที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ชนะ และสามารถหาภรรยาได้ในเทศกาล และหลังจากผ่านพ้นเทศกาลไปพวกเขาก็จะกลับมามีรูปร่างเหมือนเดิม ในเวลาไม่กี่สัปดาห์

    นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆชนเผ่า อีกหลากหลายวัฒนธรรมและประเพณีที่น่าสนใจ ซึ่งเราเชื่อว่ายังมีความแปลกซ่อนอยู่อีกเพียบ

    https://writer.dek-d.com

    https://www.posttoday.com

    http://www.liekr.com

     

    บทความอื่นๆ    ตำนานเมืองสาบสูญประตูสู่ มาชู ปิคชู    พิธีกรรม ประหลาด รมควันศพ ทำ มัมมี่

  • คลีโอพัตรา  ราชินีองค์สุดท้ายของอียิปต์โบราณ  กับความลับที่หลายคนเข้าใจผิด

    คลีโอพัตรา ราชินีองค์สุดท้ายของอียิปต์โบราณ กับความลับที่หลายคนเข้าใจผิด

    คลีโอพัตรา ราชินีองค์สุดท้ายของอียิปต์โบราณ กับความลับที่หลายคนเข้าใจผิด ?

    สวัสดี ชาว Cheezebite  วันนี้เราจะมา รู้เกี่ยวกับพระนางคลีโอพัตราแห่งอาณาจักรโรมัน  และความลับที่หลายคนเข้าใจผิดมาตลอด วันนี้จะมา ไขความลับของพระนาง คลีโอพัตรา ให้ทุกคนเข้าใจ ก่อนที่เราจะไปไขความลับ ของพระนางคลีโอพัตรา  เรามารู้จักความเป็นมาของ คลีโอพัตรา สักเล็กน้อย

     

    คลีโอพัตรา

    สาระมีอยู่จริง ?

    พระนางคลีโอพัตราที่ 7 ฟิโลพาเธอร์  หรือรู้จักทั่วไปในนาม “ คลีโอพัตรา ” เป็น ราชินีองค์สุดท้ายของอียิปต์โบราณ  แห่งราชอาณาจักร โรมัน พระนามเต็มของพระนางคือ “คลีโอพัตรา เธอา ฟิโลปาตอร์” ซึ่งหมายถึง “เทพีคลีโอพัตรา ผู้เป็นที่รักของบิดา”

    มาไขความลับ ของพระนางคลีโอพัตรา กับสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด ?

    • เสน่ห์ของ พระนางคลีโอพัตรา คือ สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันคน ถึงได้มัดใจชายได้
    • พระนางคลีโอพัตรา เป็นหญิงสาวที่มีเรือนร่างอันอวบอ้วน
    • พระนางคลีโอพัตราสามารถพูดได้ถึง 6 ภาษา
    • พระนางคลีโอพัตรา แต่งโคลงกลอน เก่งอีกต่างหาก
    • พระนาคลีโอพัตรา มีโอรส 1 พระองค์
    • พระนางคลีโอพัตราได้ปลงพระชนม์ตัวเองโดยการให้งูพิษกัด

     

    คลีโอพัตรา

     

                      ปัจจุบัน คลีโอพัตราที่ 7 ฟิโลปาตอร์ นับว่าเป็นผู้ปกครองอียิปต์โบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุด นิยมเรียกพระนามสั้น ๆ ว่า คลีโอพัตรา ซึ่งทำให้ราชินีองค์ก่อน ๆ ที่ทรงพระนามคล้ายคลึงกัน ลบเลือนไปสิ้น ในความเป็นจริง พระนางไม่เคยปกครองอียิปต์เพียงลำพัง แต่ครองราชย์ร่วมกับพระบิดา, พระอนุชา , สวามีผู้เป็นอนุชาของพระองค์ หรือไม่ก็พระโอรส การครองราชย์ร่วมกันดังกล่าวมีผู้ร่วมบัลลังก์เป็นเพียงกษัตริย์ตามพระยศเท่านั้น อำนาจแท้จริงอยู่ในมือของคลีโอพัตราเองทั้งสิ้น

    บทความอาถรรพ์ ไม่เชื่อคลิ๊ก

  • ตำนานเกาะ สุสานตุ๊กตา แหล่งท่องเที่ยวสุดสยอง

    ตำนานเกาะ สุสานตุ๊กตา แหล่งท่องเที่ยวสุดสยอง

    ตำนานเกาะ สุสานตุ๊กตา แหล่งท่องเที่ยวสุดสยอง

    สุสานตุ๊กตา

    สุสานตุ๊กตา  บนเกาะที่มืดและน่ากลัวในคลองโซชิมิโกใกล้กับเมืองเม็กซิโกนั้นมีสิ่งที่จัดได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่ากลัวและประหลาดที่สุดในโลก เกาะนี้เรียกว่า Isla de las Munecas หรือเกาะแห่งตุ๊กตา เกาะแห่งนี้ไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่อย่างใด แต่เกาะตุ๊กตานี้ได้อุทิศให้กับดวงวิญญาณที่หลงทางของเด็กหญิงผู้น่าสงสารที่ได้พบกับชะตากรรมของเธอเร็วเกินไป

    เกาะตุ๊กตา (Isla de las Munecas) ตั้งอยู่ในคลองทางใต้ของเม็กซิโก และตอนนี้กลายเป็นบ้านของตุ๊กตาพิการที่น่าสะพรึงกลัว  แขนขาที่เสียหาย  หัวที่ถูกตัดออก  ดวงตาไร้วิญญาณ ประดับอยู่ทั้งบนต้นไม้  รั้ว  และแทบจะทุกพื้นที่ที่ว่าง  ตุ๊กตาพวกนี้ดูน่ากลัวแม้จะเป็นช่วงเวลากลางวันแสกๆ  แต่ในตอนกลางคืนนั้นพวกมันจะหลอนกันเป็นพิเศษ

    สุสานตุ๊กตา
    ร่างของตุ๊กตาที่ถูกนำมาประดับตามรั้วและสถานที่ต่างๆ

    ที่มาของเกาะแห่งนี้นั้นมาจากโศกนาฏกรรม  โดยเรื่องมีอยู่ว่า   ดอน  จูเลียน  ซานตานา นักพรต ฤาษี ผู้นี้ละทิ้งทางโลกและครอบครัวของเขาเดินทางมาอาศัยอยู่ในเกาะแห่งนี้มายาวนานถึง 50 ปี เขียนบันทึกตำนานแห่งเกาะนี้ว่าได้มีเด็กหญิงคนหนึ่งจมน้ำตาย เขาพยายามที่จะหาศพเด็กผู้หญิงคนนั้นกลับขึ้นมาทำพิธี แต่หาอย่างไรก็ไม่พบ จนกระทั่งมาถึงช่วงฤดูน้ำแล้ง คลองแห่งนั้นก็แห้งสนิทไม่เหลือน้ำ ดอน จูเลียต จึงกลับไปหาศพของเธออีกครั้ง แต่กลับพบเพียงตุ๊กตาน่ากลัว 1 ตัวอยู่ที่ก้นบ่อ

    ดอน จูเลียต จึงนำตุ๊กตาตัวนั้นกลับมาที่บ้านและนำไปแขวนไว้บนต้นไม้ โดยเขามีความเชื่อว่าตุ๊กตาตัวนี้เป็นเด็กหญิงที่จมน้ำเสียชีวิตคนเดียวกัน เพราะตั้งแต่เขาพบตุ๊กตาตัวนี้ เขามักจะได้ยินเสียงเด็กร้อง หรือไม่ก็เสียงเด็กร้องไห้ ทั้งเรียกเขาจากในน้ำ ทั้งร้องเพลง

    เขากลัวมากจึงเริ่มนำตุ๊กตามาไว้บนเกาะ โดยแขวนมันไว้ตามต้นไม้ทุกต้น และทุกซอกทุกมุมของเกาะ เพราะเชื่อว่ามันคงจะทำให้วิญญาณของหนูน้อยไม่เหงา และสงบลง นอกจากนี้แล้วชาวบ้านที่มาตกปลารอบบริเวณเกาะกลับตกได้ตุ๊กตาขึ้นมาแทน

    สุสานตุ๊กตา
    ดอน  จูเลียน  ซานตานา

    เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องน่าสยองขวัญที่สุดในปี  2001  เมื่อ ดอน  จูเลียน  จมคลองเหมือนกับเด็กหญิงคนนั้น ซึ่งวันที่มีคนพบศพเขานอนคว่ำหน้าอยู่ในน้ำในคลองเดียวกันนั้นเอง  ชาวบ้านที่มาหาปลาใกล้บริเวณเกาะก็มักจะได้ยินเสียงร้องโหยหวน เหมือนกับว่ามีผีนับร้อยๆ สิงสู่อยู่ในตุ๊กตาบนเกาะแห่งนี้  หลังจากนั้นมา ก็มีคนในพื้นที่เปิดเผยว่าพบตุ๊กตาบนเกาะแห่งนี้หันศีรษะได้ ลืมตาเองได้ ก็เป็นอีกเกาะหนึ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับ และน่ากลัว

    สุสานตุ๊กตา
    เรือ Trajinera ในคลองโซชิมิโก เป็นเรือที่จะจะพาคุณไปทัวร์เกาะสุดสยอง
    เกาะนี้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองเม็กซิโกซิตี้มาทางตอนใต้ประมาณ 24 กิโลเมตร การเดินทางเข้าไปในเกาะไม่ง่ายนัก
    เพราะมีวิธีเดียวคือนั่งเรือจากท่าเรือ Embarcadero Cuemanco และ Embarcadero Fernando Celada โดยระยะเวลาที่ใช้
    ในการเดินทางจะขึ้นอยู่กับเรือที่นั่งและจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 250 เปโซแม็กซิกันหรือ
    ประมาณ 420 บาท เกาะเล็กๆ สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบความสยองขวัญถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มี
    ชื่อเสียงในเรื่องความลี้ลับ หากใครอยากรู้สึกถึงความสยองที่แท้จริงต้องลองมาสักครั้ง
    
    

     ที่มา https://weburbanist.com

    http://travel.trueid.net

    https://www.independent.co.uk

    https://www.cheezebite.com/the-winchester-house/

  • ประวัติ วันจักรี และต้นราชวงศ์

    ประวัติ วันจักรี และต้นราชวงศ์

    สืบเนื่องด้วย วันที่ 6 เมษายน ของทุกปี ถือได้ว่าเป็น วันจักรี ตามธรรมเนียมประเพณีไทย ที่ได้กำหนดไว้ดังนี้

    เนื่องจาก วันที่ 6 เมษายน วันจักรี ตรงกับวันที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์ปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ และทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย

    ทรงพระนามเต็ม

    ” พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์
     ธรณินทราธิราชรัตนากาศภาสกรวงศ์องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนารถนายก ดิลกรัตน
     ชาติอาชาวศรัย สมุทัยวโรมนต์สกลจักรฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทรหริหรินทรธาดาธิ
     บดี ศรีสุวิบุลยคุณธขนิษฐ์ ฤทธิราเมศวรมหันต์บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพา
     ดิเทพนฤดินทร์ภูมินทรปรามาธิเบศร โลกเชฎฐวิสุทธิ์รัตนมกุฎประเทศคตามหาพุทธางกูร
     บรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว “

    วันจักรี

     พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงมีพระนามเดิม “ทองด้วง” เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (พระอักษรสุนทรทองดี ซึ่งมีนามเดิมว่า หลวงพินิจอักษร (ทองดี) และพระราชมารดา “หยก”) ทรงพระราชสมภพ เมื่อพ.ศ. 2279 ในรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ ได้สมรสกับธิดาคหบดีบ้านอัมพวา ตำบลบางช้าง จังหวัดสมุทรสงคราม หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าใน พ.ศ. 2310 แล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสิน กรุงธนบุรี ได้กู้อิสรภาพและสร้างกรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เข้ารับราชการกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงพระปรีชาสามารถในการรบจนเป็นที่โปรดปราน นับเป็นขุนพลคู่พระทัยฝ่ายขวา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพในสงครามครั้งสำคัญหลายครั้ง ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกใน พ.ศ. 2319
         เมื่อถึง พ.ศ. 2325 เกิดจลาจลขึ้นในบ้านเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงปราบปรามจนราบคาบ ข้าราชการทั้งหลายจึงพร้อมใจกันอัญเชิญขึ้นปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ ต่อมาโปรดให้สร้างราชธานีใหม่ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ กรุงเทพมหานคร ทรงย้ายมาประทับในพระนครใหม่ ในปี พ.ศ. 2327 พระราชกรณียกิจส่วนใหญ่ในราชการ ได้แก่ สงครามเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติหลายครั้ง ครั้งสำคัญที่สุด คือ สงครามเก้าทัพ ในปี พ.ศ. 2328 การปกครองประเทศทรงจัดแบ่งตามแบบกรุงศรีอยุธยา และโปรดให้ชำระกฎหมายบทต่างๆ ให้ถูกต้องและจารลงสมุดไว้เป็นหลักฐาน 3 ฉบับ ทางด้านศาสนา โปรดให้สังคายนาพะรไตรปิฎก พ.ศ. 2331 และจารฉบับทองประดิษฐานไว้ในหอพระมณเฑียรธรรม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนี้ยังทรงสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ พระอารามและพระพุทธรูปต่างๆเป็นอันมาก
    วันจักรี

         ด้านวรรณคดีและศิลปกรรม ทรงฟื้นฟูวรรณคดีไทยซึ่งเสื่อมโทมตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกให้กลับคืนดี อีกวาระหนึ่ง ทรงส่งเสริมและอุปถัมภ์กวีในราชสำนัก บทพระราชนิพนธ์ที่สำคัญ เช่น บทละคร เรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น งานทางด้านศิลปกรรมนั้นเป็นผลเนื่องมาจากการทรงบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างพระอารามเป็นจำนวนมาก เป็นการเปิดโอกาสให้ช่างฝีมือด้านต่างๆมีงานทำและได้ผลิตงานฝีมือชิ้นเอกไว้ 

    วันจักรี

    ปัจจุบันมีวันที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คือ วันที่ระลึกมหาจักรี ได้แก่ วันที่ 6 เมษายน ของทุกปี จะมีพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ณ เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า
    *** พระบาทสดเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีศักดิ์เป็น ลื่อ(ลูกของเหลน) พระยาโกษาธิบดี (ปาน)

  • ว่าด้วยเรื่อง ทรงผม คุณหญิงนิ่ม ทำไมต้องมีปอยผม

    ว่าด้วยเรื่อง ทรงผม คุณหญิงนิ่ม ทำไมต้องมีปอยผม

    ว่าด้วยเรื่อง ทรงผม คุณหญิงนิ่ม ทำไมต้องมีปอยผม

    นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก คุณหญิงนิ่ม ภรรยา โกษาเหล็ก และยังมีคนให้ความกังขาและสนใจเกี่ยวกับ ทรงผม คุณหญิงนิ่ม ว่าทำไมต้องมีปอยผมด้านหลัง เพราะตามหลักทรงผมสมัยอยุธยานั้น เป็นทรงดอกกระทุ่ม ซึ่งไม่มีปอยผมอย่างแน่นอน

    แม่นิ่ม หรือคุณหญิงนิ่ม ตัวละครหนึ่งที่น่าสนใจ นางเป็นหญิงอยุธยาเชื้อสายมอญ ภรรยาขุนนางเชื้อสายมอญ ซึ่งในชั้นหลังได้เป็นที่ออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) แสดงว่าละครเชื่อว่าคนมอญมักจะแต่งงานกับคนเชื้อสายมอญด้วยกัน

    สำหรับตัวสามีนั้น คงไม่ต้องสงสัยว่าตามบันทึกนั้น โกษาเหล็ก มีเชื้อสายมอญทั้งฝ่ายพ่อและแม่ ฝ่ายพ่อนั้นไม่ปรากฎนาม ทราบแต่ว่าเป็นขุนนางเชื้อสายมอญ ส่วนแม่คือ เจ้าแม่วัดดุสิต พระนมของพระนารายณ์ กษัตริย์เรืองนามในสมัยอยุธยา
    เจ้าแม่วัดดุสิตนั้น สืบเชื้อสายมาจากพระยาเกียรติ ขุนนางมอญที่อพยพเข้ามารับราชการในราชสำนักอยุธยา เจ้าแม่วัดดุสิตนั้นมีบุตรชาย 2 คน ได้แก่ เหล็ก และ ปาน (ภายหลังได้เป็นที่ ออกญาโกษาธิบดี ได้รับมอบหมายให้เป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ ราชสำนักฝรั่งเศส ในทวีปยุโรป) และมีธิดาหนึ่งคน

    ส่วนคุณหญิงนิ่มนั้นไม่ปรากฎตัวตนตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นเพื่อละครครั้งนี้เท่านั้น เราไม่ทราบประวัติอะไรมากนะเกี่ยวกับหญิงเชื้อสายมอญผู้นี้ แต่สังเกตจากเสื้อผ้าหน้าผมก็ทราบได้ชัดเจนว่าเป็นมอญแน่ๆ

    ทรงผม คุณหญิงนิ่ม

    เริ่มจากผมเกล้ามวยต่ำ (ต่างจากหญิงชาวอยุธยาที่นิยมปล่อยผมยาว หรือเกล้าสูงผมกระหม่อม หรือตัดสั้นแบบดอกกระทุ่ม )มีหางหนูที่ปลายมอญ (ลองเปรียบเทียบกับทรงผม มณีจันทร์ ในภาพยนตร์ “ตำนานพระนเรศวร” ได้) นุ่งผ้านุ่งลายแบบมอญ – พม่า

    สรุป เนื่องด้วยมีเชื่อสายมอญ ทรงผม จึงออกมาเป็นดังนี้นะออเจ้า

    ดูบุพเพสันนิวาสย้อนหลัง

    ขอบคุณที่มาจาก : รามัญคดี

  • หลวงศรียศ คือใคร

    หลวงศรียศ คือใคร

    หลวงศรียศ คือใคร ซึ่งรับบท โดย เอิร์ธ วิศววิท วงษ์วรรณลภย์ ในเรื่อง “บุพเพสันนิวาส”

    ล่าสุดหลังจาก หลวงศรียศ เปิดตัวในฉากหนึ่งของละคร เรื่อง บุพเพสันนิวาส เหล่าสาวกแฟนละคร และชาว โซเซียลก็แห่กันค้นหาสืบค้น ติดตามซอกแซก ราวกับเป็นนักสืบ เพื่อหาข้อมูลว่า หลวง-ศรียศ นั้นเป็นใคร

    หลวงศรียศ ซึ่งรับบทโดย เอิร์ธ วิศววิท วงษ์วรรณลภย์ เป็นใครกัน เอิร์ธ-วิศววิท วงษ์วรรณลภย์ เคยเข้าร่วมการประกวด Men’s Health ปี 2013 และเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย นอกจากนี้ยังมีผลงานละครกับทางบรอดคาซท์ และช่อง 3 มาหลายเรื่อง อาทิ บางระจัน, กำไลมาศ, เดอะคิวปิด ตอนกามเทพจำแลง, บ่วงบรรจถรณ์ เป็นต้น

    ไปติดตามในอินสตาแกรมกันได้ที่ @earthz_wisawawit

    หลวงศรียศ ตัวจริง ในประวัติศาสตร์ คือใคร

    หลวง-ศรียศ หรือ ออกญาจุฬาราชมนตรี (แก้ว)

    เป็นคนไทยเชื้อสายเปอร์เซีย เกิดเมื่อปีใดไม่ปรากฏ บิดาคือพระยาศรีเนาวรัตน์ (อากามะหะหมัด) มารดาชื่อท่านชี เป็นน้องชายของเจ้าพระยาศรีไสยหาญณรงค์ (ยี) มีศักดิ์เป็นหลานตาของเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) เริ่มรับราชการโดยถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนได้เป็นหลวงศรียศ (แก้ว) ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจุฬาราชมนตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนถึงสมัยสมเด็จพระเพทราชา ไม่ทราบว่าเสียชีวิตเมื่อใด

    ช่วงที่ท่านเป็นจุฬาราชมนตรีอยู่นั้น เป็นช่วงที่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์เรืองอำนาจและมีความขัดแย้งระหว่างชาวคริสต์และมุสลิมในราชอาณาจักรมาก และคาดว่าท่านเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์เอ่ยถึงว่าลงไปเจรจาที่เมืองปัตตาเวียเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในมะละกาในจดหมายที่เขาส่งถึงบาทหลวงเดอลาแซส

    เพิ่มเติม เกี่ยวกับ เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด)

    เจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) เป็นมุสลิมชีอะหฺอิษนาอะชะรียะหฺ (สิบสองอิมาม) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2086 ณ ตำบลปาอีเนะชาฮาร ในเมืองกุม ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของศาสนาอิสลามตั้งอยู่บนที่ราบต่ำทางตอนเหนือของเตหะราน ในประเทศอิหร่าน

    ในยุคสมัยที่ท่านเฉกอะหมัด เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยานั้น เป็นยุคที่โปรตุเกสเรืองอำนาจทางทะเลในแถบมหาสมุทรอินเดีย ทำให้พ่อค้าชาวพื้นเมืองต้องใช้เส้นทางขนส่งสินค้าทางบกเป็นช่วงๆ เส้นทางที่เป็นไปได้ในการเดินทางจากอิหร่านเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น คือเดินเท้าจากเมืองแอสตะราบาดเข้าสู่แคว้นคุชราตในอินเดียตะวันตก จากนั้น เดินเท้าตัดข้ามประเทศอินเดียมายังฝั่งตะวันออกทางด้านโจฬมณฑล จากนั้นลงเรือข้ามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันมายังเมืองตะนาวศรีหรือเมืองมะริด แล้วจึงเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา

    ปลายแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เฉกอะหมัดและบริวารได้เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ตั้งบ้านเรือนและห้างร้านค้าขาย อยู่ที่ตำบลท่ากายี ท่านค้าขายจนกระทั่งมีฐานะเป็นเศรษฐีใหญ่ในกรุงศรีอยุธยา ท่านสมรสกับท่านเชย มีบุตร 2 คนและธิดา 1 คน ได้แก่

    1. เป็นชายชื่อ ชื่น ซึ่งต่อมาคือ เจ้าพระยาอภัยราชา (ชื่น) สมุหนายก ในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง
    2. เป็นชายชื่อ ชม ถึงแก่กรรมแต่เมื่อยังเป็นหนุ่ม
    3. เป็นหญิงชื่อ ชี เป็นสนมเอกในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

     

    ปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ท่านเฉกอะหมัดได้ช่วยปรับปรุงราชการกรมท่า จนได้ผลดี จึงโปรดเกล้าฯให้เป็นพระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐีเจ้ากรมท่าขวาและ จุฬาราชมนตรี นับได้ว่าท่านเป็นปฐมจุฬาราชมนตรีและเป็นผู้นำพาศาสนาอิสลามนิกายชีอะหฺอิษนาอะชะรียะหฺ มาสู่ประเทศไทย ต่อมาท่านเฉกอะหมัดพร้อมด้วยมิตรสหาย ร่วมใจกันปราบปรามชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่ง ที่ก่อการจลาจล และจะยึดพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็น เจ้าพระยาเฉกอะหมัด รัตนาธิบดี สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ

    ในปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเฉกอะหมัดซึ่งมีอายุ 87 ปี เป็น เจ้าพระยาบวรราชนายกจางวางกรมมหาดไทย ท่านได้ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ. 2174 รวมอายุ 88 ปี ท่านเฉกอะหมัดนี้ท่านเป็นต้นสกุลของไทยมุสลิมหลายนามสกุลและสกุลบุนนาค เป็นต้นสกุลของเจ้าพระยาหลายท่านในระยะเวลาต่อมา อาทิ เจ้าพระยาอภัยราชา (ชื่น) เจ้าพระยาชำนาญภักดี (สมบุญ) เจ้าพระยาเพชรพิไชย (ใจ) และมีบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 3 ท่าน คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ)สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) รวมทั้งเป็นต้นสกุลของสายสกุลที่มีความสำคัญต่อการปกครองประเทศตลอดมา สถานที่ฝังศพของท่านเฉกอะหมัด ตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

    หมื่นสุนทรเทวา หรือพ่อเดช คือใคร

     

  • The Winchester House ตำนานบ้านหลอน ที่สร้างจากเรื่องจริง

    The Winchester House ตำนานบ้านหลอน ที่สร้างจากเรื่องจริง

    The Winchester House ตำนานบ้านหลอน ที่สร้างจากเรื่องจริง

    ถ้าช่วงนี้ใครได้มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ในโรงหนังอาจจะได้ชมตัวอย่างภาพยนตร์ เรื่อง The Winchester House เนื้อหาคร่าวๆคือ แม่ม้ายมหาเศรษฐีที่สร้างบ้านต่อเติม แบบไม่หยุดไม่หย่อน ประเด็นคือ บ้านหลังนี้ ไม่ได้ให้คนอยู่แต่สร้างให้ผีอยู่The Winchester House การันตีว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง สำหรับบ้านหลอน The Winchester House มีที่มาความหลอนดังนี้

    Winchester  คือตระกูลมหาเศรษฐี ในยุค Civil War ถามว่าทำไมถึงรวยขนาดนี้ เพราะตระกุลนี้ผลิตปืนไรเฟิลและแน่นอนว่าได้เป็นเจ้าใหญ่ ที่ขายให้กับเหล่าทหารรบในศึก Civil War นั้นเอง มีคนขนานามว่าตระกูลนี้ ก็คงรวยพอๆกับ โทนี่ สตาร์ค ในยุคนี้เลยก็ว่าได้

    คฤหาสน์ อาถรรพ์ Winchester ที่ตั้งของมันอยู่ที่ San Jose รัฐแคลิเฟอเนี่ย ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของนางสาว ซาร่า วินเชสเตอร์  ภรรยาหม้ายของพ่อค้าปืน วิลเลี่ยม วินเชสเตอร์ โดยมันตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 525 S Winchester Blvd  เมือง San Jose ก่อสร้างตามแบบสไตล์ วิคตอเรีย มีขนาดกว้างใหญ่ ด้วยสถาปัตยกรรมอันน่าพิศวง จึงทำให้มันถูกยกย่องให้เป็นมรกดทางประวัติศาสตร์ ของแคลิฟอเนีย

    โดยปัจจุบัน มีบริษัทเอกชน เป็นผู้ดู เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาเยี่ยมชม  แต่หลังจากให้เปิดให้ผู้คนได้เข้ามาเที่ยว มันกลับมีข่าวลือกันไปเป็นวงกว้าง จากปากคำของผู้ดูแลบ้านคนปัจจุบัน ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำเที่ยวในบ้านเล่าว่า ในหลายครั้งที่เธอต้องเดินผ่านประตูปิดตายตามห้องต่างๆเธอจะต้องได้ยินเสียงใครบางคนเดินอยู่ที่ชั้นบนของบ้านเสมอ ทั้งๆที่ภายในบ้านตอนช่วงเวลานั้นมีเพียงแต่เธอเพียงคนเดียว แล้วตั้งคำถามว่า เสียงที่ได้ยินนั้นมันมาจากใครกันแน่ ผู้นำเที่ยวอีกคน ก็เล่าว่า ในขณะที่กำลังพานักท่องเที่ยวเดินไปเรื่อยๆนั้นเค้าเห็นหญิงชราร่างเล็กในชุดแบบวิคเตอเรีย ซึ่งเค้าเองก็คิดเองในวันนั้นว่า อาจจะมีไกด์คนอื่นแต่งกายแกล้งกัน  พอพูดถึงเรื่องนี้ตอนที่ทุกคนพร้อมหน้ามันก็กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครทำอะไรแบบนั้น แล้วสิ่งที่เค้าเห็นตอนนั้นมันคืออะไร

    A ghostly figure is seen looking out of a front window of the Winchester Mystery House from an enlarged photograph taken by the marketing director of Winchester Mystery House in San Jose, California. The room is not accessible to visitors of the house and none of the staff claimed responsibility for the figure. (Photo provided by the Winchester Mystery House)

    นักท่องเที่ยวบางคนที่นำกล้องเข้ามาถ่ายภาพในบ้านก็พบกับความผิดปกติอยู่ภายในภาพ บางภาพก็จะเห็นเป็นกล่องไฟวงกลมสีขาวราวกับเป็นดวงไฟของวัญญาณ และที่ยิ่งไปกว่านั้น มีผู้ถ่ายภาพติดเงาร่างของใครบางคนที่ดูเหมือนกับผู้หญิงตัวเล้กที่ใส่ชุดเหมือนสาวชาว วิคเตอเรีย กำลังเดินผ่านประตู ซึ่งก็มีผู้วิเคราะห์กันว่าบางทีนั้นอาจะเป็นวิญญาของ ซาร่า วินเชสเตอร์  คุณนายอดีตเจ้าของบ้านก็เป็นได้

    the winchester house

    โดย คฤหาสน์ หลังนี้ถุกสร้างขึ้นในปี 1884 จากการออกแบบด้วยตัวของนาง ซาร่า วินเชสเตอร์เอง ว่ากันว่าเธอออกแบบไว้เช่นนั้นเพื่ออหลอกล่อเหล่าวิญญาณที่ถูกปืนจากบริษัทของสามีฆ่าตาย ให้พวกมันเกิดความสับสนและว่ากันว่า นาง วินเชสเตอร์ ออกแบบบ้านหลังนี้วันต่อวัน จากชั้นล่างสู่ชั้นบน ทั้งคืนทั้งวันโดยไม่มีการหยุดพัก จนกระทั่งวันสุดท้ายก็คือวันตายของเธอในวันที่ 5 กันยายน 1922 เธอเสียชีวิตในวัย 83 ปี อย่างสงบ และการก่อสร้างหยุดลงทันทีโดยเรื่องนี้ถูกยืนยันโดยผู้บันทึกประวัติของเธอว่า มีคนงานพลัดกันลาออกไปทุกเดือนเพื่อจะได้หยุดกันบ้าง และบันทึกว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดมาเป็นเวลา 38 ปี

    โดยประวัติของคฤหาส์หลังนี้มันเริ่มต้นขึ้นจาก สามีของเธอเสียชีวิตไปด้วยวัณโรค ในปี 1881 ซาร่า วินเชสเตอร์ จึงต้องรับช่วงมรดกของเค้ามากกว่า 20.5 ล้านเหรียญ รวมไปถึงหุ้นส่วนใหญ่ของกิจการ วินเชสเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาวุธจำพวกปืน

    แต่แม้ว่าเธอจะต้องการหรือไม่ตอนนั้นเธอก็มีรายรับวันละ 1000 เหรียญ ที่เมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบันนี้มันก็น่าจะเท่ากับ วันละ 2 หมื่น 3 พันเหรียญเลยทีเดียว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเป็นเงินที่มากมายพอที่จะนำมาใช้จ่ายในงานก่อสร้างบ้านไม่มีวันเสร็จของเธอ

    the winchester house

    หนังสือพิมพ์ในยุคนั้นต่างก็ยืนยันข้อมูลว่ามีช่วงหนึ่งหลังจากที่ลูกสาวของเธอเสียชีวิตลงโดยไร้สาเหตุในอายุเพียง 6 เดือน ซาร่า วินเชสเตอร์ ตกอยู่ในภาวะซึ่มเศร้าและต้องเข้ารับการบำบัดถึง 10 ปี กว่าจะได้กลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติ แต่หลังจากนั้นอีกไม่นานสามีของเธอก็ได้ตายจากไป หลังจากนั้นเธอก็ได้ติดต่อกับคนทรงเพื่อติดต่อกับสามีและลูกสาว เพื่อคลายความโศกเศร้า ในที่สุดเธอก็สามารถติดต่อกับลูกาว และสามีได้ โดยสามีได้กล่าวถึงการตายไว้ว่าเกิดจากแรงสาปแช่ง แรงอามาตรแค้น

    จากเหล่าคนที่เสียชีวิตด้วยปืนกลของบริษัท วินเชสเตอร์ คนทรงจากบอสตันแนะนำให้เธอย้ายออกจากบ้านที่ นิว เฮฟเว่น แล้วให้ออกเดินทางไปทิศตะวันตก และที่นั้นนอกจากเธอจะต้องสร้างบ้านใหม่ให้ตัวเองแล้ว เธอจะต้องออกแบบเผื่อเอาไว้สำหรับรับมือวิญญาณของพวกคนอื่นๆที่ต้องตกเป็นเหยื่อปืนไรเฟิลที่ผลิตจากบริษัท สามีของเธอด้วย นั้นจึงทำให้นาง วินเชสเตอร์ ตัดสินใจเดินทางออกจากนิว เฮฟเว่น ไปยังรัฐ แคลิฟอเนีย โดยคิดว่ามันน่าจะมีหนทางบ้าง ในการหาที่ทางสร้างบ้านหลังใหม่ อีกทั้งจะได้มีอะไรทำในช่วงที่ชีวิตกำลังหดหู่อยู่แบบนั้น โดยมีกฏอยู่ 1 ข้อ คือเธอจะต้องสร้างบ้านไปเรื่อยๆ ไม่เช่นนั้นเธอจะตกเป็นเหยื่อคนต่อไป

    มีหลายแหล่งข่าวระบุว่านาง วินเชสเตอร์ เริ่มเชื่อว่า ครอบครัวของเธอรวมถึงดวงชะตาของตัวเองกำลังถูกครอบงำโดยผีสางอะไรสักอย่างและการย้ายออกมาทางตะวันตกเพื่อสร้างบ้านไปเรื่อยๆมันก็น่าจะทำให้เธอสามารถเยียวยาจิตใจตัวเองให้ดีขึ้นได้ ในปี 1884 นางวินเชสเตอร์ได้ซื้อไรที่สร้างยังไม่เสร้จแห่งหนึ่งมันอยู่แถวหุบเขา ซานตาคารา พอได้ที่ดินแห่งนี้มา เธอก็เริ่มสร้างที่อยู่ของเธอในทันที ช่างก่อสร้างจำนวนมาก ถูกจ้างมาทำงานทั้งวันทั้งคืน มันเป็นบ้านระดับ คฤหาส์น ขนาด 7 ชั้น โดยผู้ออกแบบนั้นก็คือตัวของเธอเอง ไม่ได้ไปจ้างสถาปนิคที่ไหนมาช่วยเลย นั้นหมายความว่า ในขั้นตอนการออกแบบบ้านหลังนี้เธออยากจะได้อะไรตรงไหนเธอก็จะสั่งช่างให้จัดการให้โดยไม่สนใจว่ามันจะผิดรูปแบบมารตฐานที่ควรเป็นได้ขนาดไหน

    the winchester house

    และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตัวบ้านเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด ไม่ว่าจะเป็นประตูและบันได ทอดยาวขึ้นไปทีเพดานหน้าต่างที่สร้างไว้สำหรับมองทะลุไปยังห้องอื่นๆ และยังมีบันไดที่นอกจากดูวุ่นวายแล้วมันยังมีขนาดใหญ่เล็กปะปนกันไป ซึ่งก็มีหลายคนบอกว่า ทุกการออกแบบในบ้านหลังนี้มันมาจากความเชื่อเรื่องผีสางของเธอนั้นเอง

    เหตุการช่วง ปี 1906

    ตอนช่วงแผ่นดินไหวในปี 1906 บ้านวิเชสเตอร์แห่งนี้มีความสูงถึง 7 ชั้น แต่ในปัจจุบันมันเหลือเพียง 4 ชั้นเท่านั้น วัสดุส่วนใหญ่ของบ้านทำด้วยไม้ เรทวู๊ด ซึ่งมันก็ถือเป็นความต้องการของเธอเช่นกัน ช่างต้องใช้สีมากกว่า 7 หมื่น ลิตร ในการทาสีบ้านให้ครอบคลุมตามจุดที่ต้องการ ฐานของบ้านในแต่ละส่วนล้วนแยกกออกจากันเป็นของตัวเอง ซึ่งมันก็ทำให้แต่ละส่วนของบ้านไม่กระแทกกันเอง

    ในช่วงการเกิดแผ่นดินไหว ในปี 1906 และ 1989 และการออกแบบฐานของบ้านเช่นนี้มันก็เอื้อต่อการต่อเติมไปเรื่อยๆ เพราะตัวฐานเองก็ไม่ได้ยึดกับพื้นปูนอย่างแน่นหนา หลังจากการตรวจนับแล้วบ้านวินเชสเตอรื หลังนี้ จะมีห้องอยู่ 161 ห้อง มันประกอบด้วย 46 ห้องนอน 2 ห้องบอลลูม ซึ่งมีห้องหนึ่งนั้นยังสร้างไม่เสร็จ มีเตาพิง 47 แห่ง 5 ห้องครัว บานกระจก 1 หมื่นบาน ปล่องไฟ 2 ปล่อง ห้องใต้ดิน 2 แห่ง มีลิฟต์ 3 หลัง ใช้เนื้อที่สร้างทั้งหมด 162 แอเคอร์

    โดยในภายหลังถูกลดขนาดลงมาเหลือ 4.5 เอเคอร์ ภายในประดับโคมไฟระหย่าสีเงินและสีทอง พื้นบ้านเป็นปาร์เก่ งานแอนเมด และด้วยความที่นาง วินเชสเตอร์ โรคไขข้ออักเสบ บันไดเดินง่ายแบบพิเศษจึงถูกติดตั้งเพื่อการนี้ มันทำให้เธอเดินไปไหนมาไหนภายในบ้านได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องยกเท้าสูงจากพื้นมากมายนัก แต่ที่แปลกมากไปกว่านั้นก็คือ ทั้งๆที่ตัวบ้านเต็มไปด้วยห้องจำนวนนับ 100 แต่มันกลับมีห้องน้ำที่ใช้ได้จริงๆอยู่เพียงห้องเดียว ส่วนห้องน้ำที่เหลือ ถูกสร้างเอาไว้เพื่อให้วิญญาณสับสนและเรื่องนี้ก้เป็นสาเหตุเดียวกันที่ทำให้เธอต้องนอนสลับห้องไปมาในแต่ละคืนด้วย

    ของตกแต่งในบ้านก็ล้วนแต่เป็นของหายากในช่วงนั้น มันประกอบไปด้วยเครื่องทำความร้อนแบบไอน้ำ ห้องน้ำแบบสมันใหม่และท่อปะปา ปุ่มกดเปิดไฟจากแก๊ส และยังมีฝักบัวอาบน้ำร้อนส่วนลิฟต์ทั้ง 3 หลังก็ใช้ระบบไฟฟ้าควบคุมด้วยไฮโดลิค ในส่วนของประดับนั้นนางวินเชสเตอร์ก็ไม่ได้ละเลยรายละเอียด เธอใส่ใจทุกๆอย่างๆกระจก สิ่งของหน้าต่างถุกสร้างโดยบริษัท ทิฟฟานี และในหลายจุดก้ออกแบบให้เธอโดยเฉพาะ บางส่วนเธอก้ออกแบบเอง อย่างเช่น ช่องบานกระจกใยแมลงมุม และการใช้จำนวนเลข 13 ประกอบ

    ในการออกแบบ ว่ากันว่ามันเป็นสิ่งที่เธอชอบแต่มันก็กลับกลายเป็นว่า หน้าต่างดังกล่าวนี้ไม่ได้ถูกติดตั้งแต่อย่างใด มันถุกพบอยู่ในห้องเก็บของที่ถูกเรียกว่า ห้องเก็บของ 2 หมื่น 5 พันเหรียญ ตามราคาของที่ถูกเก็บอยู่ในนั้น ซึ่งถ้าจะเทียบกับค้าเงินปัจจุบันมันก็น่าจะมีมูลค้าประมาณ 3 แสน 5 หมื่นเหรียญเลยทีเดียว มีหน้าต่างอีกบานที่ออกแแบโดย ทิฟฟานี่ เจ้าของบริษัท ที่จะเรืองแสงเป็นสีรุ่งยามที่มันต้องถูกแสงอาทิตย์ แต่หน้าต่างบานนี้กลับถูกติดตั้งอยู่ภายในห้องที่ไม่มีจุดไหนจะสามารถรับแสงได้เลย ราวกกับว่าเธอไม่อยากจะให้ใครแห่งความสวยงามนั้น

    ต่อมานางวินเชสเอตรื ก็เสียชีวิตไป ทรัพย์สินทั้งหมดของเธอถูกแบ่งให้กับหลานสาวและเลขาส่วนตัว โดยหลานสาวก็นำของที่มีทั้งหมดออกประมูลขาย การขนส่งต้องใช้รถบรรทุกถึง 6 คัน ขนสงต่อเนื่อง 8 ชม. ต่อวัน กินเวลายาวนานกว่า 6 สัปดาห์ ในส่วนตัวบ้านนั้นถุกประเมินว่าไม่สามารถขายได้ราคาเนื่องจากมันเคยผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวมาถึง 2 ครั้ง แต่อย่างไรก็ดี

    บ้านหลังนี้ก็ถุกนำมาประมูลขายในราคาเพียง 1 แสน 3 หมื่น 5 พันเหรียญเท่านั้น และต่อมามันก็ได้ถูกเช่าเหมาต่อเป็นเวลา 10 ปี และซื้อมันในเวลาต่อมา ในเดือนกุมภาพันธ์ 1923 5 เดือนหลังจากนางวินเชสเตอร์เสียชีวิตไปนั้น บ้านหลังนี้ถูกเปิดให้คนทั่วไปเดินทางเข้ามาเยี่ยมชม โดยมีนาง เมมี่บลาว์ เป็นคนพาเที่ยวด้วยตัวเอง และในปี 1924 แฮรี่ นักมายากลผู้ยิ่งใหญ่ก็แวะมาเที่ยวที่บ้านหลังนี้ด้วย โดยการมาของเขาทำให้หนังสือพิมพ์ประโคมข่าวเรื่องบ้านหลังนี้ว่า บ้านอาถรรพ์วินเซสเตอร์ และมันก็ถูกเชื่อแบบนี้มาถึงปัจจุบัน

    ปัจจุบันบ้านวินเชอเตอร์ เป็นของบริษัท วินเชสเตอร์ อินเวทเม้น ที่ถูกตั้งโดยลุกหลานของจอร์นและแมมี่บราว ตัวบ้านยังคงอนุรักษณ์รูปแบบเดิมไว้ โดยว่ากันว่าวิญญาณเหล่านี้ก็คือแรงบรรดาลใจที่ทำให้เธอออกแบบบ้านจนวกวนวุ่นวายแบบนี้ ทั้งช่องหน้าตารูปใยแมลงมุม และเลข 13 มันก็ถือเป็นเลขโชครางสำหรับเธอ

    อีกทั้งรายละเอียดอย่างเช่น โคมไฟระย่าที่มันควรจะมีเชิงเทียน 12 แท่งก็ถูกสั่งทำให้เป็น 13 แท่ง ที่แขวนเสื้อผ้าติดกำแพงก็มี 13 แห่ง หน้าต่างกระจกสี 13 สี รูระบายน้ำในอ่าง 13 รู ต้นไม้ในสวนก็ถุกตัดแต่งให้เป็นรูป 13 และทุกวันศุกร์ที่ 13 ก็จะมีเสียงระฆังดังขึ้นมา 13 ครั้ง

    และปี 2016 ที่ผ่านมา ทางบริษัท ได้ประกาศการพบห้องขึ้นมาอีกห้อง มันเป็นห้องใต้หลังคาที่มีออแกนวางอยู่ มีที่นอนเสื้อผ้า ภาพวาดแบบวิตเตอรืเรีย ซึ่งมันก็ได้ถูกเปิดให้นักเที่ยวเข้ามาชมแล้วเช่นกัน ในปี 2017 คฤหาส์อาถรรพ์วิเชสเตอรืก็ได้เปิดทัวรืทั้งวันเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี

    ข้อมูล  http://www.winchestermysteryhouse.com/



    บทความอื่นๆเพิ่มเติม

  • ประวัติ พ่อเดช หมื่นสุนทรเทวา ก่อน อวยยศ บุพเพสันนิวาส

    ประวัติ พ่อเดช หมื่นสุนทรเทวา ก่อน อวยยศ บุพเพสันนิวาส

    ประวัติ พ่อเดช หรือ หมื่นสุนทรเทวา ก่อน อวยยศ ในละคร บุพเพสันนิวาส

    หลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวละครเอกอย่าง พ่อเดช หรือ หมื่นสุนทรเทวา ซึ่งภายหลังได้อวยยศขึ้นเป็น ขุนศรีวิสารวาจา  ในสมัยของสมเด็จพระนารายร์มหาราช

    หมื่นสุนทรเทวา

    ประวัติ

    คุณพี่หมื่น หรือหมื่นสุนทรเทวา ที่รับบทโดย โป๊ป-ธนวรรธน์  นั้นมีตัวตนอยู่จริงตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยจากละครที่กำลังโด่งดังในขณะนี้ “บุพเพสันนิวาส” ที่บอกเล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในสมัยแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งอยู่ใน พ.ศ. 2174/2175 – 2231; ครองราชย์ พ.ศ. 2199-2231 เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 27 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และในละครเรื่องนี้ มีการพูดถึงตัวละครสำคัญอย่างหมื่นสุนทรเทวา พระเอกของเรื่องนี้ ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่จริงในประวัติศาสตร์ไทย

    หมื่นสุนทรเทวา เป็นบุตรชายของ ออกญาโหราธิบดี  เป็นนักกวีชาวเมืองโอฆะบุรีหรือชาวเมืองพิจิตร ได้เข้ารับราชการมาตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านโหราศาสตร์ การทำนายดวงชะตาการพยากรณ์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญ เป็นผู้นิพนธ์หนังสือ “จินดามณี” ซึ่งเป็นหนังสือแบบเรียนเล่มแรกของไทย โดยมีการสอดแทรกคำสั่งสอนต่างๆประกอบไว้ ในปี พ.ศ.2215 สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ลักษณะการประพันธ์จะแต่งเป็นร้อยแก้ว มีตัวอย่างเป็นคำประพันธ์ชนิดต่างๆ เช่น ร่าย   โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ประกอบ มีเนื้อหาครอบคลุม สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ เป็นต้นแบบของ แบบเรียนในปัจจุบัน

    จินดามณี

     

    นอกจากนี้ครอบครัวของหมื่นสุนทรเทวา ในประวัติศาสตร์อีกหลายคนก็มีตัวตนอยู่จริงเช่นกัน อย่างเช่น ศรีปราชญ์น้องชายของหมื่นสุนทรเทวา สันนิษฐานว่า ศรีปราชญ์ เกิดในปี พ.ศ.2196 หรือ 3 ปี หลังจากที่สมเด็จพระนารายณ์เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นกวีเอกคนหนึ่งของไทยในสมัยพระนารายณ์มหาราช เข้ารับราชการตั้งแต่อายุ 9 ขวบและได้เป็นกวีเอกของพระนารายณ์ ด้วยความสามารถที่เก่งกาจ ทำให้มีผู้คิดปองร้าย ถูกใส่ความจนถูกตัดสินโทษให้ประหารชีวิต ในขณะที่ถูกประหารนั้นศรีปราชญ์มีอายุประมาณ 30 หรือ 35 ปีผลงานชิ้นสำคัญ คือ หนังสือกำศรวลศรีปราชญ์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าใช้ถ้อยคำสำนวนคมคาย  เป็นแบบฉบับของวรรณคดีประเภทโคลงดั้น และอนิรุทธ์คำฉันท์  ลักษณะบทประพันธ์เป็นฉันท์และกาพย์ ศรีปราชญ์แต่งเรื่องนี้เพื่อแสดงความสามารถในการแต่งฉันท์ เพราะถูกประมาทว่าแต่งได้แต่โคลง บ้างก็บอกว่าศรีปราชญ์แต่งเพื่อแก้หน้าให้บิดา คือ พระมหาราชครู (ออกญาโหราธิบดี) แต่งสมุทรโฆษคำฉันท์ไม่จบ จึงแต่งอนิรุทธ์คำฉันท์ที่มีเนื้อเรื่องคล้ายกันให้จบ

    ————————————————————————————————————————————–

    การอวยยศ 

    หมื่นสุนทรเทวา ที่ภายหลังได้เลื่อนยศเป็น ขุนศรีวิสารวาจา(ตำแหน่งขุนศรี หมายถึงมีลักษณะเป็นชั้นยศ โดยแบ่งออกเป็น 9 ชั้น แต่ตำแหน่งขุน อยู่ในระดับ 3-4 เทียบได้กับบรรดาศักดิ์ชั้น “ขุน” เป็นข้าราชการสัญญาบัตร  ) ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญทางการทูตและได้ร่วมอยู่ในคณะทูตที่ไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2229 โดยเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14ได้นำ เหรียญที่ระลึก และมีการเขียนรูปราชทูตไทยเข้าเฝ้า ณ พระราชวังแวร์ซายส์  ให้เป็นที่ระลึกด้วย

    ส่วน การอวยยศ นั้น หมายถึง การทำผลงาน หรือการแสดงความยินดี ให้แก่ข้าราชการในสมัยนั้น เสือนกพิธีการแต่งตั้ง ในที่นี้ หมื่นสุนทรเทวา ได้อวยยสเป็น  ขุนศรีวิสารวาจา ซึ่งเป็นตรีทูต 1 (ตรีทูต คือ ทูตลำดับที่ 3ในคณะทูต รองจาก ราชทูต และ อุปทูต)ใน 3 ของคณะทูตจากกรุงศรีอยุธยาที่ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

    หมื่นสุนทรเทวา

    เมื่อปี พ.ศ. 2229 ในขณะนั้น คณะทูตที่ไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับฝรั่งเศส ได้แก่  ออกพระวิสุทธสุนทร เป็นราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรี เป็นอุปทูต และออกขุนศรีวิสารวาจา เป็นตรีทูต(คำว่า ออก ที่เติมไว้ข้างหน้า คือ บรรดาศักดิ์สมัยโบราณนั้น เช่น ออกญา ออกขุน ออกหลวง นั้น มักเป็นคำแสดงความอาวุโสในบรรดาศักดิ์นั้น แต่ยังไม่ได้เลื่อนขึ้นไปยังบรรดาศักดิ์ที่สูงกว่า ) และมีขุนนางติดตามไปอีกจำนวนหนึ่งด้วย

    ภาพด้านล่างนี้ คือ ภาพของเส้นทางเดินทางของชาวตะวันตกมาสู่เมืองละโว้ หรือลพบุรีในสมัยอยุธยา จากเมือง Brest ในแคว้น Brittany ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งตะวันออกสุดของฝรั่งเศส มายังประเทศไทยและจากไทยเดินทางไปฝรั่งเศส (การเดินทางในสมัยนั้นมักจะใช้เป็นเรือกำปั่น) เพื่อที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ปารีส

     

    มนต์กฤษณะกาลี คืออะไร

     

     

  • 10 สถานที่ท่องเที่ยว – ทั่วโลก สวยตะลึงไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง

    10 สถานที่ท่องเที่ยว – ทั่วโลก สวยตะลึงไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง

    10 สถานที่ท่องเที่ยว – ทั่วโลก สวยตะลึงไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง

    1.Forte Sao Joao Baptista   ป้อมนี้ตั้งอยู่บนเกาะ Berlenga ซึ่งสร้างขึ้นในปีพ. ศ. 2194 ตามคำสั่งของ Dom João IV และเสร็จสิ้นในปีพ. ศ. 2199 สร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกาะนี้ถูกครอบครองโดยโจรสลัดแอฟริกาเหนือหรือข้าศึกฝ่ายป้อมปราการที่โด่งดังที่สุดเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1666

    ตอนนั้นเองที่ Forte de SãoJoão Baptista ถูกปิดล้อมโดยกองทัพเรือสเปนประกอบด้วยเรือรบสิบสี่ลำและคาราวานได้รับคำสั่งจาก Don Diogo Ibarra ได้รับการคุ้มกันในเวลานั้นโดยกองทหารขนาดเล็กที่มีทหารน้อยกว่ายี่สิบคนและมีอาวุธปืนเพียงเก้าชิ้นป้อมนี้ภายใต้การบัญชาการของนายพล Avelar Pessoa ได้ออกมาต่อต้านการโจมตีอย่างรุนแรงของศัตรูเป็นเวลาสองวันในขณะที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เกี่ยวกับกองกำลังล้อม ตัวเลขสุดท้ายมีจำนวนห้าร้อยตายเรือรบจมและอีกสองคนที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักตรงกันข้ามกับคนตายและบาดเจ็บสี่คนในหมู่ชาวโปรตุเกส เมื่อมีเสบียงและกระสุนปืนและนายทหารคนหนึ่งรกร้างไปยังศัตรูที่ Don Diogo Ibarra ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ที่น่าทึ่งของทหารโปรตุเกสและตอนจบลงด้วยการยอมจำนนของ Forte de SãoJoão Baptista

     

    2.Waitomo Glowworm Caves, New Zealand

     

    ถ้ำ Waitomo Glowworm Caves ตั้งอยู่บนเกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ การมองภาพนี้จะแสดงให้คุณเห็นว่าทำไม  ถ้ำแห่งนี้จึงไม่ซ้ำกันเนื่องจากมีหนอนนับพันตัวที่แผ่แสงเรืองแสง คุณสามารถจองการนั่งเรือผ่าน Glowworm Grotto และ Waitomo River – คุณจะเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์แบบนี้อย่างแท้จริง!

     

    3.Baatara gorge waterfall

    น้ำตก Baatara Gorge สวยตะลึงจนทำเอาน้ำตกอื่นๆ ที่เราเลยเจอมาดูดรอปไปเลย.ตั้งอยู่ตามเส้นทางภูเขาของเลบานอน “ถ้ำสามถ้ำ” เป็นถ้ำธรรมชาติขนาด 837 ฟุตเป็นหินปูนกว่า 160 ล้านปี ของยุคจูราสสิก อุโมงด้านล่างเต็มไปด้วยน้ำที่ไหลผ่านได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งไหลผ่านสะพานธรรมชาติสามแห่งที่น่าอัศจรรย์ น้ำตกที่ไม่น่าเชื่อถูกค้นพบอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว ในปี 1952 Henri Coiffait กล่าวว่า “นี่เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์

     

    4.Rakotz Brucke, Germany

    Rakotz Brucke, Germany , สถานทีท่องเที่ยว

    สวน Azalea และ Rhododendron Park Kromlau เป็นสวนภูมิทัศน์ขนาด 200 เอเคอร์ ในเขตเทศบาลเมือง Gablenz ประเทศเยอรมันนี (ห่างจากชายแดนโปแลนด์ไม่ถึง 6 กิโลเมตร) มันถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 สวนเป็นตัวอย่างของสวนภาษาอังกฤษและมีสระน้ำขนาดเล็กและทะเลสาบหลายแห่ง ประกอบด้วย Rakotzbrücke (เรียกอีกอย่างว่า Devil’s Bridge)

    Rakotz Brucke, Germany, สถานที่ท่องเที่ยว

    ซึ่งสร้างขึ้นเป็นพิเศษในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เพื่อสร้างวงกลมเมื่อมีการสะท้อนในน่านน้ำใต้มัน เสาหินบะซอลต์ที่สร้างขึ้นจากเสาถูกส่งมาจากเหมืองที่ห่างไกล สวนสาธารณะไม่มีค่าเข้าชมและสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา Rakotzbrückeใช้เวลาเดินเพียงระยะสั้น ๆ จากที่จอดรถฟรี พื้นที่จอดรถหลัก ใกล้กับสะพาน Rakotz อยู่ในหมู่บ้าน Kromlau

     

    5. Gyokusendo cave

    ถ้ำ Gyokusendo ขนาด 5 Km ที่ Okinawa World ถูกค้นพบโดยกลุ่มวิจัย Ehime University ในปีพ. ศ. 2510 นอกเหนือจากการเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโอกินาว่ายังมีการใช้เป็นที่ตั้งภาพยนตร์สำหรับภาพยนตร์หลายเรื่องที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในระดับนานาชาติในปีพ. ศ. 2517 เรื่อง Godzilla vs Mecha Godzilla

    แม้ว่าถ้ำ Gyokusendo ที่ Okinawa World รวมเป็นเขาวงกตใต้ดินที่มีทางเดินที่เข้าถึงได้เกินกว่า 5 กิโลเมตรจะวิ่งประมาณ 890 เมตร การเดินบนทางเดิน 890 เมตรนี้จะใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณหยุดและใช้เวลาสังเกตคุณสมบัติที่น่าอัศจรรย์ทั้งหมดไปพร้อมกัน ภายในเป็นเขาวงกตของผู้เข้าชมหินปูนของ Ryukyu สามารถมองเห็นหินงอกและหินย้อยขนาดใหญ่กว่า 100,0000 อัน ที่มีเสน่ห์มาก ยิ่งเมื่อคุณคำนึงถึงว่าต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ในกว่าหินจะงอก 1 มิลลิเมตรและบางแห่งก็มีความยาวหลายเมตร ในการเดินทางผ่านถ้ำ Gyokusendo Okinawa World ถ้าคุณโชคดีคุณสามารถเห็นสัตว์พื้นเมืองที่อาศัยอยู่ที่นั่น เช่น ปลาและสัตว์เลื้อยคลาน
    ในช่วงฤดูร้อน กรกฎาคมถึงกันยายน โอกินาว่าเวิลด์เค้ามีบริการทัวร์ถ้ำพิเศษ ที่ใช้เวลาประมาณ 90 นาที พาคุณไปยังสถานที่ ซึ่งไม่ได้เห็นจากทางเดินปกติ การเดินทางผ่านถ้ำ Gyokusendo ต้องปีนเขาและการเปียกน้ำ ลงน้ำรวมถึงเรียกเหงื่อเล็กน้อย ดังนั้นถ้าคุณชื่นชอบการผจญภัยแล้วล่ะก็ ถ้ำนี้พลาดไม่ได้เชียว

     

    6. Plitvice Lakes National Park

    Plitvice Lakes National Park, สถานที่ท่องเที่ยว

     

    อุทยานแห่งชาติทะเลสาบ Plitvice (โครเอเชีย: Nacionalni สวนสาธารณะPlitvička jezera, ภาษา Plitvice, เด่นชัด [plîtʋitse]) เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย 2522, Plitvice ทะเลสาบอุทยานแห่งชาติเพิ่มลงทะเบียนมรดกโลกยูเนสโกได้

    Plitvice Lakes National Park, สถานที่ท่องเที่ยว

    อุทยานแห่งชาติก่อตั้งเมื่อปีพ. ศ. 2492 และตั้งอยู่ในพื้นที่ karst ภูเขาของโครเอเชียกลางที่ชายแดนบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา การเชื่อมต่อถนนสายเหนือ – ใต้ที่สำคัญซึ่งไหลผ่านเขตอุทยานแห่งชาติเชื่อมต่อแผ่นดินโครเอเชียกับชายฝั่งทะเลเอเดรียติก ที่นี่คุณจะพบพืชและสัตว์ที่หลากหลาย มีปลาหลายชนิดซึ่งเป็นปลาท้องถิ่น นก 222 ชนิด และค้างคาว 18 ชนิด พิสูจน์ว่า Krka National Park เป็นสถานที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติมาก และพืชมีความหลากหลายเท่า ๆ กัน
    หุบเขาอันงดงามที่เต็มไปด้วย travertines, cascades และน้ำตกกำลังโทรหาคุณ ดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติที่บริสุทธิ์เชื่อมต่อชีวิตตัวเองและสัมผัสกับการผจญภัยอันน่าทึ่งที่สุดที่เคย รับโทรศัพท์!

     

    7. Marble Caves, Chile

    ถ้ำหินอ่อน, ประเทศชิลี อเมริกา, อเมริกาใต้ 2 ความคิดเห็นถ้ำหินอ่อน (ที่มีชื่อเสียงที่สุดของพวกเขาคือ “Capilla de Mármol” – โบสถ์หินอ่อน) ตั้งอยู่บนทะเลสาบทั่วไป Carrera / Buenos Aires (ขึ้นอยู่กับด้านใดของทะเลสาบที่คุณอยู่) Patagonia, Chile, ทัวร์เรือมักจะออกจาก Puerto Tranquillo (เมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ ) 
    marble caves chile, สถานที่ท่องเที่ยว
    น่าตื่นตาตื่นใจ ห้องสีฟ้าและสีเทา ที่มีชีวิตชีวา ถ้ำจมอยู่ใต้น้ำบางส่วน ทั้งหมดตั้งอยู่ในน้ำสีฟ้าครุ้มชุ่มชื่นของ Carrera / B.A ทะเลสาบ ถ้ำอยู่ด้านชิลีของทะเลสาบ (La Capilla), มหาวิหาร (El Catedral) และถ้ำ (La Cueva) การก่อตัวทางธรณีวิทยาที่เป็นเอกลักษณ์ประกอบด้วยกลุ่มถ้ำอุโมงค์และเสาที่สร้างขึ้นในเสาหินอ่อนและเกิดจากคลื่นในช่วง 6,000 ปีที่ผ่านมา คุณสามารถเดินทางในเรือเล็กหรือเรือคายัค (เฉพาะในกรณีที่อากาศดีและน้ำส่วนใหญ่ยังคงอยู่)
    8. Pamukkale, Turkiye

    Pamukkale หมายถึง “ปราสาทฝ้าย” ในตุรกีเป็นพื้นที่ธรรมชาติใน Denizli ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี พื้นที่ที่มีชื่อเสียงสำหรับแร่คาร์บอเนตที่ปล่อย
    ออกมาจากน้ำไหล ตั้งอยู่ในเขตทะเลอีเจียนของตุรกีในหุบเขา Menderes ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศปานกลางตลอดปี Travertine การก่อตัวของระเบียงที่ Pamukkale, Turkey 21 พฤษภาคม 2011 เมืองกรีกโรมันโบราณแห่ง Hierapolis ตั้งอยู่บน “ปราสาท” สีขาวซึ่งมีขนาดประมาณ 2,700 เมตร (8,860 ฟุต) ยาว 600 ม. (1,970 ฟุต) และสูง 160 เมตร (525 ฟุต) สามารถมองเห็นได้จากเนินเขาที่อยู่อีกฟากหนึ่งของหุบเขาในเมือง Denizli ห่างออกไป 20 กม.

    Pamukkale, Turkiye , สถานที่ท่องเที่ยว

    หรือที่รู้จักกันในชื่อ Pamukkale (Cotton Castle) หรือ Hierapolis โบราณ (Holy City) บริเวณนี้ได้รับการดึงความเหนื่อยล้าไปสู่น้ำพุร้อนนับตั้งแต่สมัยโบราณสมัยคลาสสิก ชื่อตุรกีหมายถึงพื้นผิวของหินปูนสีขาวหิมะส่องแสงที่มีรูปร่างเหนือพันปีโดยสปริงที่อุดมด้วยแคลเซียม หยดลงไปตามแนวน้ำตกที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่อุดมด้วยแร่ธาตุมากมายและเก็บไว้ในเฉลียงที่ทอดลงสู่น้ำตกที่ไหลลงสู่สระน้ำด้านล่าง  

    Pamukkale, Turkiye , สถานที่ท่องเที่ยว

    การท่องเที่ยวเป็นและเป็นอุตสาหกรรมหลักในพื้นที่เป็นเวลาหลายพันปีเนื่องจากความดึงดูดของสระว่ายน้ำความร้อนถนนที่ถูกสร้างขึ้นจากหุบเขาเหนือลานระเบียงและ  มอเตอร์ไซค์ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปบนเนินเขาได้ .

    เมื่อพื้นที่ดังกล่าวได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกแล้ว โรงแรมเหล่านี้ก็พังยับเยินและถนนถูกแทนที่ด้วยสระน้ำเทียม  ซากปรักหักพังและพิพิธภัณฑ์ของโรมันที่มีการรักษาไว้อย่างดี

    Pamukkale ได้รับการ ท่องเที่ยวในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับภาพถ่ายของคนที่อาบน้ำในสระว่ายน้ำแคลเซียม นอกเหนือจากเส้นทางเดินเล็ก ๆ ที่วิ่งขึ้นภูเขาหน้าผาทั้งหมดนี้ถูก จำกัด การใช้งานโดยไม่ได้รับความเดือดร้อนจากการกัดเซาะและมลพิษทางน้ำที่เท้าของนักท่องเที่ยว

    ถ้ำ Kameiwa และน้ำตก Komizo ในจังหวัดชิบะปัจจุบันเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น ความงามของน้ำตกดูเหมือนกับเทพนิยาย 
    คุณกำลังมองหาจุดชมวิวในธรรมชาติในขณะที่ญี่ปุ่นหรือไม่?   ถ้าคุณเป็นแล้วแวะไปที่ถ้ำ Kameiwa และน้ำตก Komizo ในชิบะ ถ้าคุณเป็นคนตื่นเช้าแล้วเห็นน้ำตกรอบดวงอาทิตย์กำลังเปิดตา แสงตอนเช้าที่สะท้อนออกมาจากน้ำเป็นโอกาสในการถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยมและความทรงจำ เวลาที่ดีที่สุดในการชมน้ำตกอยู่ในช่วงฤดูร้อนเพราะทุกอย่างเขียวชอุ่มและเขียวชอุ่ม
    kameiwa-cave-chiba-japan ,สถานที่ท่องเที่ยว
    เพื่อเดินทางสู่ถ้ำ Kameiwa จากโตเกียวใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ 2 ชั่วโมง ถ้าคุณออกจากกรุงโตเกียวในตอนเช้าตรู่แล้วคุณสามารถเดินทางไปดูน้ำตกได้ทุกวัน บางคนเลือกที่จะเดินทางข้ามคืนเนื่องจากมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้น้ำตก

    Kameiwa Cave , Chiba, Japan , สถานที่ท่องเที่ยว

    อุโมงค์อาจดูเป็นธรรมชาติ แต่จริงๆแล้วเป็นอุโมงค์ที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นเวลานานมาแล้วที่ท้องถิ่นมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ความงดงามตามธรรมชาติของถ้ำ Kameiwa เป็นสิ่งที่ต้องดูเมื่ออยู่ในญี่ปุ่น ออกไปตามเส้นทางที่พ่ายแพ้และเข้าไปใน Chiba เพื่อชมน้ำตกและถ้ำที่สวยงาม
    10. Dunnottar Castle,Scotland
    Dunnottar Castle (ป้อมปราการบนเนินเขาสูงชัน) เป็นป้อมปราการยุคกลางที่ยุบตัวลงบนชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ประมาณ 3 ไมล์ ทางตอนใต้ของ Stonehaven อาคารต่างๆยังมีชีวิตอยู่ ศตวรรษที่ 15 และ 16 เชื่อกันว่าที่นี่ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุคกลาง Dunnottar มีความโดดเด่นในประวัติศาสตร์ของสกอตแลนด์จนถึงศตวรรษที่ 17- 18 Jacobite ถูกสร้างขึ้นเนื่องจากตำแหน่งยุทธศาสตร์และความแข็งแกร่งในการป้องกัน Dunnottar เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นสถานที่แห่งเกียรติยศในสกอตแลนด์ มงกุฎสกอตแลนด์มงกุฎถูกซ่อนอยู่ในการรุกรานของ Oliver Cromwell ในศตวรรษที่ 17 ที่ 14 และที่นั่งของเอิร์ล Marcinal Dunnottar ปฏิเสธหลังจาก Earl ริบชื่อของเขาโดยการมีส่วนร่วมใน Jacobite ปฏิวัติของ 1755 ปราสาทได้รับการบูรณะในยังชีพ 20 ภาษาและตอนนี้เปิดให้ประชาชน

    ซากปรักหักพังของปราสาทแผ่ซ่านไปทั่ว 1.4 เฮกตาร์ ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชันที่นำไปสู่ทะเลเหนือ 50 เมตร (160 ฟุต) ด้านล่างแคบเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ไปยังเส้นทางที่ราบสูง ปราสาทที่อยู่ภายในปราสาทประกอบด้วยหอคอยสมัยศตวรรษที่ 14 และพระราชวังศตวรรษที่ 16 Dunnottar Castle เป็นอาคารที่มีอนุสาวรีย์และโครงสร้างของอาคารตั้งอยู่ในอาคารสิบสองหลัง

  • บุพเพสันนิวาส มนต์กฤษณะกาลี คืออะไร

    บุพเพสันนิวาส มนต์กฤษณะกาลี คืออะไร

    บุพเพสันนิวาส และ มนต์กฤษณะกาลี คืออะไร

    บุพเพสันนิวาส เป็นบทประพันธ์ แนวนวนิยาย ของ รอมแพง ซึ่งได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นของเซเว่นบุ๊ควอร์ด ประจำปี พ.ศ. 2553 ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ครั้งแรก สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ผลิตโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเวิชั่น จำกัด เขียนบทโทรทัศน์โดย ศัลยา กำกับการแสดงโดย ภวัต พนังคศิริ นำแสดงโดย ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ, ราณี แคมเปน, หลุยส์ สก๊อต, สุษิรา แน่นหนา, ปรมะ อิ่มอโนทัย, กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล, นิรุตติ์ ศิริจรรยา, ชไมพร จตุรภุช ร่วมด้วยนักแสดงอีกเป็นจำนวนมาก เริ่มออกอากาศตอนแรกวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ต่อจากละครเรื่อง เสน่ห์นางงิ้ว

    บุพเพสันนิวาส
    เจ้าของบทประพันธ์ “รอมแพง” เซ็นหนังสือ “บุพเพสันนิวาส” ให้แม่หญิงการะเกด

    ” เรื่องย่อ ”

    เกศสุรางค์ เป็นนักโบราณคดีสาวอายุ 25 ปี มีรูปร่างที่อ้วนท้วม เป็นคนที่นิสัยร่าเริง มองโลกในแง่บวก มีความเชี่ยวชาญในด้านโบราณคดีและภาษาฝรั่งเศส จึงทำให้กลายเป็นที่รักของคนใกล้ชิด แต่ทว่าคนที่เธออยากได้รับกับความรักมากที่สุด คือ เรืองฤทธิ์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่เธอแอบหลงรักและคบกันมานานแล้ว แต่ทว่าเขากลับไม่อยากสนใจผู้หญิงหน้าตาปกติและมีรูปร่างอ้วนท้วมเกินไป เธอจึงต้องจำใจแอบรักฝั่งเดียวมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน เพื่อรอคอยวันที่เธอจะสามารถเปิดเผยความในใจเมื่อเธอมีความกล้าที่จะบอก โดยที่ยังไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงหรือไม่ จนกระทั่งในที่สุดในระหว่างที่เธอและเขากำลังขับรถเดินทางกลับจากอยุธยาก็ได้เกิดประสบอุบัติเหตุบนถนนทำให้รถตู้พลิกคว่ำ จึงส่งผลทำให้เธอเสียชีวิตทันที หลังจากนั้นถัดมาก็ย้อนเวลากลับไปในปี พ.ศ. 2225 หรือย้อนไปประมาณ 300 กว่าปีที่แล้ว

    ขอบคุณภาพจาก : บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น

    ในสมัยที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาทรงครองราชย์ ก็มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดเหตุร้ายขึ้นเมื่อกระเกด หญิงสาวสวยแต่ว่ามีจิตใจที่โหดเหี้ยมอำมหิต สั่งให้ สองบ่าวผู้ที่จงรักภักดีต่อเธอทำการไปล่มเรือของจันทร์วาดเพราะว่าไม่พอใจที่เห็นจันทร์วาดชม้ายชายตาพ่อเดช จึงทำแผนร้ายนี้บ่าวของจันทร์วาดจมน้ำเสียชีวิต แต่ตัวจันทร์วาดรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ออกญาโหราธิบดีรู้สึกไม่เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นฝีมือของแม่หญิงการะเกด พ่อเดชต้องหาทางพิสูจน์ด้วยการร่าย มนต์กฤษณะกาลี สาปแช่งผู้ที่คิดร้ายต่อเหตุการณ์นั้นให้มีอันต้อง เป็นไป

    มนต์กฤษณะกาลีทำให้แม่หญิงการะเกดดิ้นรนทุรนทุรายจนสิ้นใจ มีสองบ่าวของแม่หญิงการะเกดเท่านั้นที่เฝ้าร่างไม่มีลมหายใจของแม่หญิงการะเกดอยู่ตลอดคืนเพราะไม่กล้าไปบอกใครเลยว่านายของคนเสียชีวิตแล้ว ด้วยฤทธิ์ของมนต์กฤษณะกาลีทำให้ทุกคนรู้ว่านายของตนเป็นคนที่วางแผนลอบทำร้ายแม่หญิงจันทร์วาดจริงๆ

    วิญญาณของแม่หญิงการะเกดได้ไปเจอกับวิญญาณของเกศสุรางค์ แม่หญิงการะเกดรู้สึกสำนึกผิดในการกระทำที่เลวร้าย แม่หญิงการะเกดจึงอ้อนวอนขอให้เกศสุรางค์ทำความดี แก้ไขความผิดในสิ่งที่เคยทำเอาไว้แทน ก่อนที่วิญญาณของแม่หญิงการะเกดจะละเลือนหายไป เมื่อเกศสุรางค์ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเกศสุรางค์มาอยู่ในร่างของแม่หญิงการะเกด การะเกดคือเกศสุรางค์ หญิงสาวร่างอ้วนท้วม การเปลี่ยนแปลงเหมือนเป็นคนละคนของแม่หญิงการะเกด จากวาจาการประนาม,ดูหมิ่น กลับกลายเป็นวาจาที่อ่อนหวานและไม่ถือตัว แล้วยิ่งนับวันเกศสุรางค์ในร่างของแม่หญิงการะเกด ทำให้ความเกลียดชังที่พ่อเดชมีต่อเธอก็จางหายไป เพราะขณะนี้เธอไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่กลับกลายเป็นเกศสุรางค์ในร่างของแม่หญิงการะเกด ความรู้สึกที่จะมาแทนที่คือความสนใจใยดี,อาทรห่วงหา และที่สำคัญเกิดอาการร้อนหึงหวงในยามที่มีชายคนอื่นมาที่ทำทีเป็นสนิทสนมกัน ชายที่เข้ามาสนใจในตัวของเกศสุรางค์ในร่างของแม่หญิงการะเกดนั้นคือหมื่นเรืองราชภักดี ซึ่งแม่หญิงการะเกดก็มีทีท่าว่าจะมีไมตรีตอบ แต่พ่อกลับไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่า หมื่นเรืองราชภักดีนั้นมีหน้าตาเหมือนกับเรืองฤทธิ์ เพื่อนสนิทที่เกศสุรางค์แอบหลงรักอยู่

    ขยายความ : มนต์กฤษณะกาลี

    จากฉากหนึ่งในละครที่ทุกคนได้ชมกันไปในตอนแรก จะเห็นได้ว่ามีพิธีกรรมพิธีหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า มนต์กฤษณะกาลี 

    ซึ่ง มนต์กฤษณะกาลี นี้ มีคำอธิบายไว้อยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ

    1. เป็นการร่ายมนต์บูชาพระกฤษณะของพรามณ์ฮินดู  ที่นำมาใช้เพื่ออธิษฐานจิตไปยังผู้ประพฤติผิดในคำสาบานต่อเทพฮินดู หรือผู้คิดข้องแวะกับไสยศาสตร์โดยกล่าวอ้าง เทพพรามณ์ฮินดูเพื่อประโยชน์ส่วนตน และคิดทำลายความน่าเชื่อถือของศาสนาพรามณ์ฮินดู ให้กลับตัวกลับใจและประพฤติปฏิบัติตามคัมภีร์พระกฤษณะ เพื่อประโยชน์สุขของสังคม

    มนต์กฤษณะกาลี

    2. การร่ายมนต์ศักดิ์สิทธิ์ในโบราณที่สาปแช่งผู้ที่คิดร้าย ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้มีอันเป็นไป แล้วก็เป็นไปตามคาด เปรียบดั่งคำสาปแช่งต่อผู้กระทำผิด เช่น นำเศษผ้าคนตายในวันที่ตายจะเป็นสื่อวิญญาณที่ชักนำให้ผู้ที่ทำร้ายนางต้องเกิดความประหวั่นพรั่นพรึง ยิ่งมุ่งร้ายมากเพียงใด ก็จะยิ่งพบเจอสิ่งที่ยิ่งกว่าความตาย ถึงกับวิกลจริตวิปลาส บ้างก็ตายตกตามกันไปเลยทีเดียว

    เบลล่า

    นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของละครเรื่องบุพเพสันนิวาส และ มนต์กฤษณะกาลี ข้อมูลผิดถูกประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ อย่าลืมติดตามละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ได้ ออกอากาศทุก วันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3

    ฉากตอนทำพิธี มนต์ ก ฤ ษ ณะ กาลี


    บทความอื่นๆ